สมรภูมิการเลือกตั้ง 69 (2) : ประชาชน VS ภูมิใจไทย
Reading Time: 2 minutes(ตอนที่ 2) 'ประจักษ์ ก้องกีรติ' วิเคราะห์สมภูมิการแข่งขันของสองพรรคการเมือง ภูมิใจไทย VS ประชาชนกับโฉมหน้ารัฐบาลใหม่
การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศและสนามการแข่งขันของพรรคการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปจากทั้งการเลือกตั้งในปี 2562 และ 2566 บทความนี้ต้องการพาผู้อ่านเจาะลึกไปที่พรรคการเมืองที่เป็นผู้แข่งขันสำคัญที่จะกำหนดผลลัพธ์ของการลงคะแนนเสียงของประชาชนรวมถึงโฉมหน้าของรัฐบาลใหม่ที่จะถูกจัดตั้งขึ้น โดยสำรวจตรวจสอบและวิเคราะห์เจาะลึกพรรคการเมือง 2 พรรคหลักที่เป็นคู่แข่งขันกัน คือ ภูมิใจไทย และประชาชน โดยจะเน้นไปที่การวิเคราะห์อัตลักษณ์ของพรรค ฐานเสียง ฐานคะแนน จุดอ่อนจุดแข็ง และแนวโน้มผลการเลือกตั้งของแต่ละพรรค
พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ในทางวิชาการเรียกว่า พรรคการเมืองแนวอุปถัมภ์ท้องถิ่น (local patronage party) ขนานแท้ พรรคการเมืองในแนวทางนี้มีโมเดลทางการเมืองที่สร้างฐานเสียงที่เข้มแข็งในระดับพื้นที่ และสร้างสายสัมพันธ์ส่วนตัวที่ใกล้ชิดระหว่างนักการเมืองกับผู้เลือกตั้งผ่านความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ในลักษณะต่างตอบแทนระหว่างผู้ให้ (นักการเมือง) และประชาชน (ผู้รับ) เน้นการดูแลและช่วยเหลือในปัญหาความเดือดร้อนในชีวิตประจำวันและการจัดสรรทรัพยากรเชิงวัตถุรูปธรรมให้กับชาวบ้าน การหาเสียงของพรรคในตัวแบบนี้จะเน้นหาเสียงโดยนำเสนอคุณสมบัติส่วนตัวของผู้สมัครมากกว่าเน้นนโยบาย เน้นการเมืองแบบส่วนบุคคล (personalistic politics) มากกว่าการเมืองเชิงนโยบาย (programmatic politics) และเน้นระดมทรัพยากรจากเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นอุปถัมภ์ เครือญาติ หรือตระกูลการเมืองในการดึงดูดคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ฐานเสียงส่วนบุคคลที่เข้มแข็งเป็นปัจจัยที่จะทำให้ผู้สมัครชนะเลือกตั้งมากกว่าความนิยมระดับชาติของพรรค
เดิมภูมิใจไทยเป็นมุ้งการเมืองหนึ่งในพรรคไทยรักไทยแต่แยกตัวออกมาในช่วงวิกฤตเสื้อสี และหันมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์และคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ ในปี 2551 ตั้งแต่ก่อตั้งภูมิใจไทยวางตนเองเป็นพรรคท้องถิ่นอุปถัมภ์มากกว่าพรรคระดับชาติ ทำให้พรรคดำรงฐานะเป็นพรรคขนาดกลางมาตั้งแต่ลงเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2554 และการเติบโตของพรรคเป็นไปอย่างช้า ๆ ค่อย ๆ ไต่ระดับ จาก 34 ที่นั่ง มาเป็น 51 ที่นั่ง และ 71 ที่นั่งในท้ายที่สุด (ดูตาราง) เนื่องจากอาศัยการสะสมคะแนนในพื้นที่และการดึงนักการเมืองที่มีฐานเสียงเข้มแข็งในกลุ่มตระกูลการเมือง (หรือบ้านใหญ่) มาสังกัดพรรค ด้วยข้อจำกัดที่ไม่เน้นการสร้างพรรคระดับชาติ และไม่ทำงานการเมืองเชิงนโยบายหรืออุดมการณ์ ทำให้พรรคมีข้อจำกัดในการขยายฐานเสียงในวงกว้าง และไม่สามาถเติบโตอย่างก้าวกระโดด
| การเลือกตั้ง | คะแนนบัญชีรายชื่อ | จำนวน สส. ทั้งหมด |
| 2554 | 1,281,652 (3.94%) | 34 |
| 2562 | การเลือกตั้งครั้งนี้ใช้บัตรใบเดียวจึงไม่มีคะแนนบัญชีรายชื่อ | 51 |
| 2566 | 1,138,202 (3.03%) | 71 |
ที่นั่ง สส. ส่วนใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยจะมาจากระบบเขตมากกว่าบัญชีรายชื่อในสัดส่วนที่สูง เช่น ในการเลือกตั้งปี 2566 ภูมิใจไทยได้ทั้งหมด 71 ที่นั่ง แต่มาจากบัญชีรายชื่อเพียง 3 ที่นั่ง เนื่องจากได้คะแนนบัญชีรายชื่อเพียง 3.03% ซึ่งนี่คือความท้าทายและข้อจำกัดใหญ่ คือแบรนด์พรรคขาดความนิยม สะท้อนจากข้อมูลการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งภูมิใจไทยไม่ชนะคะแนนบัญชีรายชื่อในจังหวัดใดเลย แม้แต่จังหวัดที่เป็น “เมืองหลวง” ของพรรคอย่างบุรีรัมย์ ที่พรรคสามารถกวาดที่นั่งสส. เขตได้ทั้ง 10 เขต แต่กลับได้คะแนนบัญชีรายชื่อในระดับที่ต่ำกว่าคะแนนเขตมาก คือ ได้คะแนนในระบบเขตทั้งสิ้น 389,929 คะแนน แต่กลับได้คะแนนบัญชีรายชื่อเพียง 165,026 คะแนน มาเป็นอันดับ 3 ตามหลังทั้งก้าวไกลและเพื่อไทย (ตามลำดับ)
ในอดีตที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ของการวางตำแหน่งตนเองเป็นพรรคขนาดกลาง (คือชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับที่ 3 หรือ 4) ทำให้พรรคภูมิใจไทยมีความยืดหยุ่นและเนื้อหอม เพราะพรรคที่ชนะเลือกตั้งก็ล้วนอยากดึงภูมิใจไทยมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา จนมาถึงรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ภูมิใจไทยได้ที่นั่งรัฐมนตรี 5-7 ที่นั่งซึ่งง่ายต่อการจัดสรรให้มุ้งต่าง ๆ ภายในพรรคได้อย่างลงตัว
ความท้าทายในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ เมื่อภูมิใจไทยต้องการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการเป็นพรรคขนาดกลางไปเป็นพรรคขนาดใหญ่ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลซึ่งไม่เคยทำมาก่อน เห็นได้ชัดว่าพรรคตระหนักถึงจุดอ่อนในระบบบัญชีรายชื่อการขาดความนิยมในแบรนด์พรรค ภูมิใจไทยพยายามแก้จุดอ่อนตรงนี้ด้วยการดึงคนนอกมาร่วมพรรค และพยายามรีแบรนด์พรรคจากการเป็นพรรคที่มีภาพลักษณ์แบบท้องถิ่นอุปถัมภ์มาเป็นพรรคที่ขายความเป็นอนุรักษนิยมและชาตินิยม ในบริบทที่พรรคอนุรักษนิยมเดิมคือ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคทหารอยู่ในช่วงเสื่อมถอยและสลายตัว เกิดสุญญากาศ พรรคภูมิใจไทยจึงพยายามเข้ามาสวมบทเป็นตัวแทนอนุรักษนิยมใหม่ บวกกับบริบทความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา พรรคก็ได้หันมาปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้เป็นการเมืองระดับชาติที่ขายอุดมการณ์ด้วย จากที่ตัวตนเดิมของพรรคเน้นความเป็นปฏิบัตินิยมและหลีกเลี่ยงการชูจุดยืนทางอุดมการณ์ที่ชัดเจน เพื่อให้พรรคสามารถร่วมรัฐบาลกับทุกฝ่ายได้ คงต้องรอดูผลการเลือกตั้งว่าการรีแบรนด์ครั้งนี้จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด
ยุทธศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทยคือ การดึงคะแนนเสียงผู้เลือกตั้งจากฝั่งอนุรักษนิยมทั้งหมดให้หันมาเลือกภูมิใจไทยพรรคเดียว เราจึงเห็นภาพคุณอนุทินพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าตนเองเป็นตัวแทนผู้สืบทอด “ดีเอ็นเอ” ของ “ลุงตู่” เพื่อดึงคะแนนคนที่เคยเลือกรวมไทยสร้างชาติในระบบบัญชีรายชื่อซึ่งได้คะแนนนิยมพรรคสูงที่สุดในขั้วอนุรักษนิยมในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว คือ 4,766,408 (12.70%)
มีข้อเท็จจริงพื้นฐานประการหนึ่งในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทยตั้งแต่ปี 2544 ที่เราหันมาใช้ระบบบัตร 2 ใบ คือ ทุกพรรคที่ชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 (ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย และก้าวไกล) เป็นพรรคที่ได้รับความนิยมสูงสุดในคะแนนบัญชีรายชื่อ หากภูมิใจไทยต้องการมาเป็นพรรคอันดับ 1 นี่คือความท้าทายสำคัญ
อย่างไรก็ตาม หากเราวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งปี 2566 หากนำคะแนนบัญชีรายชื่อของคนที่เลือกพรรคฝั่งอนุรักษนิยมทั้งหมด (คิดง่าย ๆ คือ คะแนนที่ไม่เลือกทั้งเพื่อไทยและก้าวไกล) จะอยู่ที่ประมาณ 21% เท่านั้น ดังนั้น แม้ว่าการรณรงค์ “โหวตเชิงยุทธศาสตร์” ของภูมิใจไทย (ที่ให้ผู้เลือกตั้งฝั่งอนุรักษนิยมทั้งหมดหันมาเทคะแนนให้ภูมิใจไทยพรรคเดียว) ประสบความสำเร็จก็ยังไม่สามารถหนุนส่งให้ภูมิใจไทยชนะคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อได้
ทั้งนี้ จากผลโพลของนิด้ารอบวันที่ 5-8 ม.ค. 2569 คะแนนนิยมพรรคภูมิใจไทยอยู่ที่ 22.32% ซึ่งแสดงว่าโหวตเชิงยุทธศาสตร์กำลังใช้ได้ผล แต่ก็ต้องหมายเหตุไว้ว่าการรณรงค์โหวตเชิงยุทธศาสตร์ยังไม่เคยประสบความสำเร็จในเมืองไทยไม่ว่าจะทำโดยฝั่งไหน เพราะสุดท้ายทุกพรรคย่อมไม่มีใครยอมใคร ฉะนั้นเมื่อถึงวันลงคะแนนจริงคะแนนบัญชีรายชื่อฝั่ง “อนุรักษนิยม” มีแนวโน้มจะถูกแบ่งไปให้พรรคอื่น ๆ นอกเหนือจากภูมิใจไทยด้วย คือ ประชาธิปัตย์ รวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ และเศรษฐกิจ ครั้นภูมิใจไทยจะไปดึงคะแนนจากคนที่เลือกพรรคประชาชนก็คงเป็นไปไม่ได้ หนทางเดียวที่พอเป็นไปได้ คือ ภูมิใจไทยต้องไปดึงคะแนนบัญชีรายชื่อจากพรรคเพื่อไทยมาให้มากที่สุด ซึ่งก็ไม่ง่ายเช่นกัน โดยสรุป ภูมิใจไทยน่าจะได้ที่นั่งบัญชีรายชื่อมากกว่าเดิมที่มีอยู่เพียง 3 ที่นั่งแน่นอน แต่จะก้าวไปสู่การชนะคะแนนบัญชีรายชื่อยังเป็นความท้าทายอย่างสูง
ที่นั่ง สส. เขตเป็นสิ่งที่ภูมิใจไทยหมายมั่นปั้นมือที่สุด ซึ่งดูแนวโน้มแล้วพรรคคงได้ที่นั่ง สส. เขตมากกว่าเดิม (ที่ได้ 68 ที่นั่ง) ปัจจัยสำคัญมาจากการที่พรรคดึงกลุ่มนักการเมือง “บ้านใหญ่” และตระกูลการเมือง (รวมถึงพรรคชาติไทยพัฒนาทั้งพรรค) ที่มีฐานเสียงส่วนบุคคลเข้มแข็งในหลายจังหวัดให้ย้ายมาเข้าพรรคได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม มิใช่สส. เดิมจะชนะเลือกตั้งกลับเข้ามาทุกคน ในการเลือกตั้งของไทยทุกครั้งจะมี สส. เดิมสูญเสียที่นั่งเสมอ
ในการเลือกตั้งปี 69 นี้ มี สส. เดิม ย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยทั้งสิ้น 64 คน หากรวมกับอดีต สส. เดิมของพรรค 70 คน (มีที่ไม่ไปต่อกับพรรค 1 คน) ทำให้พรรคมีอดีต สส. ทั้งหมด 134 เสียง ตัวเลขนี้คือที่มาที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายท่านประเมินกันว่าภูมิใจไทยจะได้ที่นั่งประมาณ 150 ที่นั่ง คือมาจากฐานคิดว่า สส. เดิมทั้งหมดที่พรรคดึงเข้ามาจะชนะเลือกตั้งกลับเข้ามาทั้งหมด บวกกับที่นั่งบัญชีรายชื่อที่ภูมิใจไทยจะเพิ่มจาก 3 ที่นั่ง ขยับไปเป็น 15-20 ที่นั่ง รวมกันแล้วกลายเป็น 150 ที่นั่ง ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดที่นักวิเคราะห์หลายคนประเมินให้กับพรรคภูมิใจไทย
ปัจจัยที่จะทำให้พรรคภูมิใจไทยไต่ขึ้นไปถึงตัวเลข 150 ที่นั่งได้หรือไม่ อยู่ที่ 3 ปัจจัยหลักที่ต้องจับตาในโค้งสุดท้ายคือ พรรคจะตรึงคะแนนนิยมบัญชีรายชื่อให้อยู่ที่ระดับ 20% ได้หรือไม่ ขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าพรรคในฝั่ง “อนุรักษนิยม” ด้วยกันพยายามมาแย่งคะแนนตรงนี้ไปจากภูมิใจไทยเพราะรู้ว่าฐานเสียงทับกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ประชาธิปัตย์ , รวมไทยสร้างชาติ และพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งทั้ง 3 พรรคนี้พยายามขับเน้นอุดมการณ์ชาตินิยมและปกป้องสถาบันฯ ในเวทีปราศรัยและดีเบต เพื่อแสดงตนว่าพวกเขาเป็นอนุรักษนิยมที่เข้มข้นกว่าภูมิใจไทย
ปัจจัยที่สอง คือ การแข่งขันในภาคใต้ ซึ่งในการเลือกตั้ง 2569 ภาคใต้มี 59 ที่นั่งให้ช่วงชิง (จากเดิมในปี 2566 มี 60 เขตเลือกตั้ง) เลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรคภูมิใจไทยได้ 12 เขต ในลักษณะที่คะแนนเบียดหลายพื้นที่ ครั้งนี้แกนนำภูมิใจไทยตั้งเป้าว่าจะได้ 30 ที่นั่งเนื่องจากมีสส. บ้านใหญ่ย้ายเข้าพรรคมาหลายคน แต่อุปสรรคสำคัญคือ พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งครั้งที่แล้วคว้ามาได้ 17 เขต มาครั้งนี้ได้กระแสความนิยมเพิ่มขึ้นจากการหวนคืนเวทีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ล่าสุดจากผลสำรวจของโพลทุกสำนักพรรคประชาธิปัตย์นำโด่งในพื้นที่ภาคใต้ ทิ้งห่างพรรคอื่น ๆ ถึงประมาณ 20 % นอกจากนั้นยังมีพรรคกล้าธรรมสอดแทรกขึ้นมาเป็นคู่แข่งคนสำคัญอีกหนึ่งพรรค ทำให้ภูมิใจไทยประสบกับงานยากไม่น้อยในการบรรลุเป้าหมาย 30 ที่นั่งในภาคใต้ ซึ่งเป็นสนามที่แข่งกันดุเดือดที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้
ปัจจัยที่สาม คือ สนามการแข่งขันในภาคอีสาน ซึ่งเป็นสมรภูมิที่มีจำนวน สส. มากที่สุดถึง 133 ที่นั่ง จากโพลของนิด้าในเดือนมกราคมพบว่าภาคอีสานเป็นภาคที่ไม่มีพรรคใดนำขาด โดยมี 3 พรรคที่ได้ใจคนอีสานในสัดส่วนเท่า ๆ กันคือ เพื่อไทย ประชาชน และภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งปี 2566 ภูมิใจไทยได้ 35 ที่นั่ง ตามหลังเพื่อไทยที่ครองใจคนอีสานถึง 73 ที่นั่ง ฉะนั้นหากภูมิใจไทยหวังจะบรรลุเป้าหมาย 150 ที่นั่ง พรรคจะต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นในภาคอีสานประมาณ 35-40 ที่นั่งเป็นอย่างน้อย โดยจะต้องไปแข่งขันอย่างหนักกับเพื่อไทย และประชาชนที่ได้คะแนนนิยมในเขตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งต้องถือว่าภาคอีสานคือศึก 3 อย่างแท้จริง หากคะแนนไม่พลิกผันในโค้งสุดท้าย มีโอกาสว่า 133 ที่นั่งจะกระจายไปใน 3 พรรคใหญ่
สรุปว่า เป้าหมาย 150 ที่นั่งของภูมิใจไทย ยังต้องทำงานหนัก หากได้ที่นั่งในบัญชีรายชื่อน้อยกว่า 20 ภาคใต้น้อยกว่า 30 ที่นั่งและภาคอีสานได้เพิ่มขึ้นมาเพียงไม่กี่ที่นั่ง โอกาสที่พรรคจะได้ไม่ถึง 150 ที่นั่งจะมีสูง
อย่างไรก็ตาม หากภูมิใจไทยหวังจะชนะเลือกตั้งมาเป็นที่หนึ่ง ไม่ว่าจะด้วยที่นั่งจำนวน 150 ที่นั่ง หรือน้อยกว่านั้น (เช่น 120-130 ที่นั่ง) ก็หมายความว่าพรรคประชาชนซึ่งชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับที่หนึ่งในครั้งที่แล้วจะต้องทำผลงานได้ย่ำแย่กว่าครั้งที่แล้ว ในบทความชิ้นต่อไป เราจะมาวิเคราะห์กันว่าความเป็นไปได้ที่ว่านั้นมีมากน้อยเพียงใด