สวรรค์เงินฟอก ‘ทุนเทา’ เร็ว! แรง! ทะลุกำแพงกฎหมาย – Decode

สวรรค์เงินฟอก ‘ทุนเทา’ เร็ว! แรง! ทะลุกำแพงกฎหมาย

News
Reading Time: 3 minutes

“การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ทำให้ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของการฟอกเงิน” 

“ผมเห็นต่างนะ มันเป็นสวรรค์ของการใช้เงินฟอกแล้วต่างหาก”

ปรากฏการณ์สุดเผ็ดร้อนที่ถูกพูดคุยภายในวงเสวนา “Policy Forum สกัดเส้นเงิน ทุนสีเทา” ในงาน Policy Watch Connect ที่ชวนสำรวจ ‘เส้นทางการเงินของทุนเทาและทุนดำ’ โดยมีความอ่อนแอในการบังคับใช้กฎหมายของไทยเป็นเครื่องมือในการฟอกเงินให้ขาว ในวันที่ตัวเลขคดีความทางออนไลน์พุ่งสูงแตะ 1 ล้านคดี และมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1 แสนล้านบาท รัฐบาล (ใหม่) จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างไรบ้าง

“เราไม่ได้สู้กับกิจกรรมนอกกฎหมาย เรากำลังสู้กับอุตสาหกรรมอาชญากรรมทางไซเบอร์ขนาดใหญ่ ฝั่งสแกมเมอร์เขาคิดสิ่งต่าง ๆ เป็นวินาที แต่รัฐไทยคิดเป็นรายวันและสัปดาห์ ถ้าเรายังใช้วิธีการเดิม ๆ เราจะไปแก้ไขปัญหาได้อย่างไร”

รศ. นวลน้อย ตรีรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่าทุนเทาแฝงฝังอยู่ในสังคมไทยมาระยะหนึ่งแล้ว โดยก่อนหน้านี้จะกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ร้านค้าต่าง ๆ ที่มี ทุนสีเทาเป็นสายพานอยู่ข้างหลัง หรือกลุ่มธุรกิจอื่นที่หากดูเผิน ๆ ก็คงไม่รู้ว่าเป็นนั่งร้านให้กับการฟอกเงินสีเทา ทว่าหลังเหตุการณ์โควิด-19 ระบาด ทำให้การฟอกเงินเทาเปลี่ยนรูปไปอย่างก้าวกระโดดไป พร้อม ๆ กับประชาชน ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ หรือกระทั่งหน่วยงานรัฐที่กระโจนเข้าสู่ระบบดิจิทัล

ก่อนหน้านี้ เงินที่ได้จากการค้ายาเสพติด พนันออนไลน์ คอร์รัปชัน สแกมเมอร์ กระทั่งเงินกู้นอกระบบจะมีวิธีการฟอกขาวอย่างเช่น การโอนย้ายจากธนาคารหนึ่งไปอีกธนาคารหนึ่งเรื่อย ๆ จนสืบไม่ได้ว่าต้นทางมาจากไหน การแสร้งว่า เป็นเงินที่ได้มาจากซื้อขายสินทรัพย์ประเภท หรือการสำแดงว่าเงินสีเทาเหล่านี้เป็นเงินที่ได้มาจากการทำธุรกิจ แต่เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล วิธีการต่าง ๆ ถูกยกระดับขึ้นให้ทำได้รวดเร็วและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น จนประเทศไทยกลายเป็นสวรรค์ของการฟอกเงินกลุ่มทุนเทาเลยทีเดียว

“กระบวนการหมุนของเงินมันเร็วระดับวินาที อาชญากรรมสมัยใหม่มันหลอกไปด้วย โกงเงินไปด้วย และฟอกเงินไปด้วยพร้อม ๆ กัน ผ่านบัญชีต่าง ๆ หรือคริปโต (คริปโทเคอร์เรนซี) แล้วค่อยเอาเงินกลับ เข้ามาในประเทศไทย ซื้ออสังหาฯ รถหรู และตลาดหุ้นต่าง ๆ” นวลน้อยอธิบาย

สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน ฉายภาพเพิ่มว่า ‘ธุรกิจสแกมเมอร์’ มีกิจกรรมการฟอกเงินที่ขนาดใหญ่มาก โดยมูลค่าทางเศรษฐกิจของธุรกิจดังกล่าวคิดเป็น 60% ของประเทศกัมพูชา ซึ่งหมายความว่ามีปริมาณเงินมหาศาลที่รอฟอกให้ขาว และกลุ่มทุนที่ครอบครองมันสามารถเลือกได้เลยว่าจะฟอกเงินด้วยวิธีการใด หากงบน้อยก็อาจเปิดเพียงธุรกิจเล็ก ๆ บังหน้า หรือหากเงินหนาก็แทบจะเสกทุกอย่างให้ถูกกฎหมายได้

เธอเสริมอีกว่า ขณะนี้ก็มีความพยายามในการสร้าง ‘เครื่องฟอกเงินถาวร’ ไม่ว่าจะเป็นการครอบครองบริษัทในตลาดหุ้นมาใช้เป็นฐานฟอกเงิน การครอบครองธนาคาร หรือสถาบันทางการเงินเพื่อสร้างทางด่วนในการฟอก หรือการเป็นเจ้าของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีที่ยังเต็มไปช่องว่างในการซื้อขายสินทรัพย์

ข้อมูลจาก Rocket Media Lab พบว่าในปี 2568 ที่ผ่านมา มีคดีอาชญากรรมออนไลน์เกิดขึ้นกว่า 318,918 คดี เฉลี่ยเป็น 892 คดีต่อวัน โดยคดีที่พบมากที่สุด 5 อันดับ คือ หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ หลอกให้กู้เงิน และการข่มขู่ทางโทรศัพท์ โดยคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 24,774,585,338 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เหยื่อจะโอนเงินให้สแกมเมอร์ผ่านช่องทางธนาคารเป็นอันดับหนึ่ง (73%)

Rocket Media Lab ระบุว่า แม้การโอนเงินผ่านธนาคารจะเป็นช่องทางหลักในการรับเงินของสแกมเมอร์ แต่ยังพบสัดส่วนระบบการใช้ Digital/e-Money ถึง 21% และ ระบบการโอนเงิน ระหว่างบุคคล (Peer-To-peer) ถึง 12% ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าสแกมเมอร์ใช้ช่องทางเหล่านี้ในการแปลงเงินเข้าสู่ระบบคริปโทเคอร์เรนซี เพื่อฟอกเงินให้เป็นสีขาวและอำพรางเส้นทางการเงิน เพราะการอายัดและติดตาม ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ยากกว่าระบบธนาคารเดิมหลายเท่า

ความซับซ้อนของเส้นทางการเงินก็เรื่องหนึ่ง
แต่อีกปัญหาสำคัญที่ผู้ร่วมเสวนาแทบทุกคนเห็นตรงกัน คือ การบังคับใช้กฎหมาย 

พ.ต.อ. สีหนาท ประยูรรัตน์ อดีตที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อธิบายว่า ประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับการฟอกเงินที่ครอบคลุมมาก ทั้ง พ.ร.บ. ป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. 2556 ที่พ.ต.อ. สีหนาทแจ้งว่ามีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ แต่สภาฯ ดันยุบไปเสียก่อน มีการยกร่างมาตรการที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับห้ามทำธุรกิจของบุคคลที่ได้เงินมาจากการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ รวมถึงอนุสัญญาบูดาเปสต์ว่าด้วยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ สนธิสัญญาระหว่างประเทศฉบับแรกที่มุ่งจัดการอาชญากรรมทางไซเบอร์โดยตรง และประเทศไทยมีความพยายามจะเป็นประเทศภาคีในอนุสัญญานี้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือ ระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

อย่างไรก็ดี พ.ต.อ. สีหนาทกล่าวว่า เมื่อถึงคราวที่ต้องบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ มันกลับไม่มีอำนาจมากพอที่บังคับให้หน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องต้องทำตาม เช่น หน่วยงานรัฐต้องการข้อมูลของกลุ่มธุรกิจประเภทหนึ่ง แต่ธุรกิจดังกล่าวปฏิเสธที่ให้ข้อมูลที่พวกเขาอ้างว่าเป็นความลับทางการค้าของบริษัท หรือการบังคับโทษกับกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ที่มีคดีความผิดทางการเงินกับคู่ค้าของตน รวมถึงอัตราค่าปรับที่ไม่สอดรับกับค่าเสียหาย

จากประสบการณ์การทำงานในประเด็นดังกล่าวมาหลายปี เขาสรุปว่าปัญหาที่ทำให้การแก้ไขการฟอกเงินหรืออาชญากรรมไซเบอร์เกิดขึ้นอย่างไม่มีประสิทธิภาพยังมีอยู่อีก 4 ประการ หนึ่งคือความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในขั้นตอนการสืบสวน เช่น การข้อมูล สองคือการตรากฎหมายที่เขามองว่าไม่ครอบคลุม เช่น เรื่องอำนาจสอบสวนหรืออำนาจในการรับคำร้องทุกข์ ในพระราชกำหนดมาตรการในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เขาบอกว่าหากลองโทรไปศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) ว่าถูกหลอก เจ้าหน้าที่ก็จะบอกว่าเขาไม่ใช่คนรับคำร้องทุกข์ ให้ไปแจ้งตำรวจแทน กลายเป็นว่าภาระไปตกอยู่ที่ประชาชน หรือพระราชกำหนดการธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีความพยายามจะแก้ไขปัญหาคริปโทเคอร์เรนซีเถื่อน แต่แก้ไปแก้มากลายเป็นว่าดันไปโฆษณาให้กลุ่มธุรกิจเหล่านี้เสียอย่างนั้น

พ.ต.อ. สีหนาทระบุว่า คริปโทเคอร์เรนซีเถื่อนเป็น 90% ของเงินสีเทาที่หลุดเข้ามาในประเทศ

ส่วนอีกสองประการสุดท้าย คือ ความโปร่งใสในการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการชดใช้เงินคืนผู้เสียหาย แม้เราจะมี ‘เงินค้างท่อ’ อยู่อีกเป็นพันล้านบาทในระบบ แต่เรากลับไม่สามารถใช้เงินดังกล่าวในการเยียวยาผู้เสียหายได้ เงินค้างท่อเป็นเงินที่หน่วยงานไทยยึดคืนได้จาก ‘บัญชีกลาง’ ของเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยบัญชีกลางคือบัญชีที่สแกมเมอร์จะโอนเงินที่หลอกมาจากผู้เสียหายเข้าไปพักไว้ เพื่อเตรียมกระจายไปยังสินทรัพย์อื่น ๆ ก่อนจะออกไปจากประเทศ

“เงินนี้เป็นพัน ๆ ล้านในธนาคาร ธนาคารก็บอกไม่รู้เงินใคร ตำรวจก็บอกไม่รู้เงินใคร เพราะมันลงมาในบัญชีถังรวม น้ำมาจากทุก ๆ แหล่งเอามาใส่ถังเดียวกัน เราแยกได้ไหมว่า น้ำจากถังไหน อันนี้คือปัญหา” พ.ต.อ. สีหนาท กล่าว

สฤณีระบุว่า ตามพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตัวกลางหรือเจ้าหน้าที่ในสถาบันการเงินมีหน้าที่ต้องรายงาน ‘ธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย’ เช่น มีพนักงานเงินเดือน 20,000 บาทมาเปิดบัญชี ทว่ากลับเปิดคำสั่งซื้อขายหุ้น 500 ล้านบาท หากเป็นเช่นนี้เจ้าหน้าที่ควรต้องติดธงแดง (Red Flag) ว่าธุรกรรมดังกล่าวน่าสงสัยและต้องตรวจสอบ แต่คำถามคือตัวกลางในตลาดทุนเหล่านี้ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพียงใด

หรือในกรณีของธนาคารเอง สฤณีเสริมว่าเรามีหลายธนาคารที่พยายามทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่ในกรณีที่ธนาคารเหล่านั้นปฏิบัติงานหละหลวม หรือที่แย่กว่านั้นคือมีผลประโยชน์ร่วมกับบุคคลที่พยายามฟอกเงิน เราจะสามารถตรวจสอบเพื่อยกระดับการกำกับการฟอกเงินได้อย่างไร

“ปัญหา คือการบังคับใช้กฎหมายที่มีปัญหา เงินสกปรกเข้ามาแล้วเขารอดแล้ว เขาก็ไม่อยู่นิ่ง เขาก็ฉวยโอกาสทำแบบอื่นไปด้วย อาจจะไปปั่นหุ้น อาจไปตีสนิทกับตัวกลาง เหมือนผีเน่ากับโลงผุ สแกมเมอร์หรือแก๊งฟอกเงินที่มาไทยก็รู้ว่าการบังคับใช้กฎหมายมันแย่ เจอคนทำผิดแต่อยู่รอดได้ มันก็เข้าแก๊งกันสบาย” สฤณีกล่าว

เงินมาปัญหาไม่จบ ความเป็นธรรมทางสังคมถูกทำลายเพราะทุนเทา

หรืออีกกรณีหนึ่งที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินโดยตรง แต่สะท้อนการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา หัวหน้าฝ่ายสื่อสารและดูแลภาพลักษณ์องค์กรสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ยกตัวอย่างกรณีของทุนเทาและเบื้องหลังการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม

สถาพรอธิบายว่า ค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะนั้นแพงมาก ขยะบางชนิดต้องจ่ายเป็นหมื่นต่อตัน ดังนั้นจึงเกิดโรงงานประเภทหนึ่งขึ้นมาในแถบภาคตะวันออกของประเทศไทย พวกเขาระบุว่าสามารถรีไซเคิลขยะประเภทต่าง ๆ ได้ และราคาในการกำจัดก็ถูกลงไปกว่าครึ่ง แต่ในความเป็นจริงนั้นทำไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่กลุ่มธุรกิจนี้ทำคือการเปิดโรงงานเปล่าที่ไม่มีเครื่องจักรเป็นฉากหน้า และลักลอบฝังกลบขยะเหล่านั้นใต้ที่ดิน การฝังกลบกินระยะเวลากว่า 10 ปี ขยะที่ทับถมกันเข้าหลักหมื่นตันเริ่มส่งกลิ่นเหม็นและสารพิษจากขยะที่เน่าเสียส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่

เขาเสริมอีกว่า โรงงานอุตสาหกรรมเป็นกิจการที่ควรควบคุมอย่างเข้มข้น ทว่าจากการทำงานที่ผ่านมากลับเต็มไปด้วยช่องว่าง และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ชาวบ้านได้ร้องเรียนเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดให้เข้าไปตรวจสอบโรงงานดังกล่าว ทว่าอุตสาหกรรมจังหวัดสั่งให้โรงงานปิดปรับปรุง ทั้ง ๆ ที่ภายในโรงงานไม่มีเครื่องจักรสักเครื่องเดียว หรือมีการแจ้งไปว่าโรงงานครอบครองวัตถุอันตราย แต่เจ้าหน้าที่บอกว่ากำลังรอโรงงานแสดงเอกสารครอบครองวัตถุอันตราย แต่กลับต้องรอถึง 6 เดือน

และยังมีพฤติกรรมอีกมากมายที่อาจเข้าข่ายการฟอกเงิน สถาพรเล่าว่าพอตรวจสอบโรงงานดังกล่าว ก็พบว่าเชื่อมโยงกับโรงงานอื่น ๆ อีก 4 แห่งที่มีลักษณะของการโยกเงินและผู้ถือหุ้นกันไปมา หรือคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 4/2559 ที่ทำให้โรงงานในกลุ่มรับกำจัดหรือบำบัดของเสีย (Waste Processor–WP) สามารถเปิดกิจการได้ในทุกพื้นที่ทั้งในชุมชน หรือแม้แต่ในพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน ทำให้ในปี 2561 มีโรงงานแยกขยะรีไซเคิลเพิ่มขึ้นกว่าพันโรงงาน และทั้งหมดเป็นโรงงานจากจีน อย่างพื้นที่คลองกิ่ว จ.ชลบุรี ที่เป็นโรงงานขนาดใหญ่กว่า 88 ไร่ 14 โซน โดยมีใบอนุญาตเพียงโซนเดียว เป็นใบอนุญาตหลอมพลาสติก ทว่าขยะทั้งหมดกลับเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์

“จากตัวอย่างที่ผมยกมา ผมอยากให้เห็นว่าการไม่บังคับใช้กฎหมาย มันเกิดจากการรู้เห็นเป็นใจ รึเปล่า ขบวนการเหล่านี้มันซื้ออำนาจรัฐและหน่วยงานในการกำกับดูแลไปแล้วรึเปล่า มันเลยเป็นสาเหตุที่เราหาทางออกไม่เจอ ใช้เครื่องมืออะไรก็ไม่ได้รึเปล่า” สถาพรตั้งคำถาม

นวลน้อยกล่าวว่านี่คือภาพสะท้อนสังคมไทย ที่ไม่ว่าจะเป็นประเด็นขยะอุตสาหกรรม การนำเข้าขยะ การคอร์รัปชันเพื่อซื้อเวลาหรือหลีกเลี่ยงช่องทางกฎหมาย สุดท้ายบทลงโทษตามกฎหมายจะน้อยกว่ามูลค่าความเสียหายอยู่เสมอ แล้วทำไมคนที่ก่ออาชญากรรมจะไม่อยากมาฟอกขาวที่ประเทศไทย

เธอเสริมอีกว่า ในประเทศกำลังพัฒนา การแก้ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์มักอยู่ที่ปลายเหตุ เช่น การตามจับ-ปิดบัญชีม้า แม้จะตรวจสอบย้อนกลับไปถึงบริษัทได้ก็เป็นเพียงบริษัทนอมินีเสียหมด และที่ผ่านมาอาจเรียกได้ว่าเราไม่สามารถจับกุมรายใหญ่ได้เลย แม้ความผิดปกติทางการเงินของรายใหญ่จะเห็นได้ง่ายกว่ารายเล็ก ๆ ก็ตาม

โดยเฉพาะในโลกยุคดิจิทัลที่ภาคธุรกิจการเงินมีต้นทุนการทำงานลดลงอย่างมาก เช่นเดียวกับผู้รับบริการที่ได้รับความสะดวกสบายมหาศาล แต่ขณะเดียวกันผู้รับบริการเหล่านี้ก็เป็นเพียงกลุ่มเดียวเช่นกันที่ต้องรับความเสี่ยงจากธุรกิจสีเทา โดยที่ไม่มีหน่วยงานใดสามารถสร้างความเชื่อมั่นหรือความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับพวกเขาได้เลย

“ทำใจนะ”

“ไปตามคิว”

เสียงตอบรับสั้น ๆ ที่เหยื่อมักได้ยินหลังจากเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่รับเรื่อง นวลน้อยเล่าว่าเธอได้พูดคุยกับเหยื่อจากอาชญากรรมไซเบอร์เยอะมาก หลายคนถูกหลอกเพราะไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ หลายคนติดตามสถานการณ์อาชญากรรมเหล่านี้อย่างใกล้ชิด แต่เพียงคลิกเดียวเท่านั้นที่ทำให้พวกเขาต้องสูญเสียทุนรอนที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตได้

“คนที่ไม่ได้แจ้งความมันก็เยอะ แต่ละคนมีลิมิตของการรับความเสี่ยงไม่เท่ากัน นอกจากการสูญเสียเงิน มันมีเรื่องจิตใจ และเรื่องอื่น ๆ อีกเยอะสำหรับการที่จะใช้ชีวิตต่อไป ทั้งความเชื่อมั่นในตัวเอง ความไม่เชื่อถือในโลกออนไลน์ พวกเขาก็พยายามปิดประตู ส่วนใหญ่ก็จะโทษตัวเองว่าทำไมเราโง่ คิดย้อนกลับไปก็โทษตัวเอง ด่าตัวเอง ถ้าคนรอบข้างด่าด้วยก็ไปไม่เป็นเลย เพราะมันชอกช้ำมาก” นวลน้อยบอก

การทำให้ ‘ไทยไม่เทา’ กลายเป็นโจทย์สำคัญที่แทบทุกพรรคการเมืองเขียนไว้บนลิสต์นโยบาย และการป้องกันการฟอกเงินก็ถือเป็นวาระเร่งด่วนในวันที่ทุนสีเทาค่อย ๆ เผยตัวให้เราเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ทว่าอาชญากรรมนี้ไม่ได้กระทบเพียงแค่เศรษฐกิจมหภาคเท่านั้น แต่ยังสะเทือนไปถึงความมั่นคงในชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนอีกด้วย

นวลน้อยย้ำว่า ดีใจที่เห็นพรรคการเมืองหลายพรรคประกาศเจตนารมณ์ทางการเมือง (Political Will) ในประเด็นธุรกิจสีเทา แต่ยังไม่เห็นในรายละเอียดมากนักว่าจะแนวทางอย่างไร เธอเสนอว่าจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ความผิดปกติทางการเงินของกลุ่มธุรกิจรายใหญ่มากกว่าตามจับบัญชีม้าหรือรายเล็ก เพราะหากไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยอาจจะเผชิญสถานการณ์ที่ซับซ้อนและหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ 

“แต่ถ้าเราไม่จัดการปัญหานี้ ประเทศไทยไม่มีทางไปไหนได้เลย ในวันที่เราพยายามทำเรื่องนู้นเรื่องนี้ แต่มันกลับถูกทำลายด้วยทุนเทา มันทำลายการแข่งขันในประเทศ เพราะเงินจากทุนดำต้นทุนมันต่ำ แต่เงินสะอาดต้นทุนมันสูง แข่งยังไงก็สู้ไม่ได้” นวลน้อยบอก

อีกข้อเสนอหนึ่งเป็นเรื่องกองทุนเยียวยาเบื้องต้นเหยื่อจากอาชญากรรมไซเบอร์ นวลน้อยบอกว่าในต่างประเทศจะมีการให้เงินช่วยเหลือเบื้องต้นจากรัฐบาลโดยไม่จำเป็นต้องรอเงินยึดคืน ในประเทศไทยเองก็มีกฎหมายที่กำหนดให้ปปง. เร่งการคืนเงินเช่นเดียวกัน ทว่าเงินเยียวยากับมูลค่าความเสียหายก็ไม่สอดรับกัน หรือบางคนก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาเลย

โดยปกติแล้วเงินสีเทาที่ยึดคืนมาได้ หากไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ มันจะตกเป็นงบประมาณของแผ่นดิน นวลน้อยเสนอว่าให้จัดเงินส่วนหนึ่งมาทำเป็นกองทุนเยียวยาที่สามารถช่วยตั้งหลักให้กับเหยื่อที่สูญเสียจากอาชญากรรมไซเบอร์ อาจจะไม่ครอบคลุมความเสียหายทั้งหมด แต่ก็เป็นความช่วยเหลือเบื้องต้นที่ดี และอาจสร้างเงื่อนไขว่า เหยื่อต้องแจ้งความเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับข้อมูลในการไปดำเนินการอื่น ๆ ต่อไป

อีกข้อเสนอหนึ่ง คือการทำระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินและธุรกรรมจากหน่วยงานต่าง ๆ (Data Bureau) สฤณีอธิบายว่าเพื่อเป็นการทลายถังข้อมูลขนาดใหญ่ของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบูรณาการทำงาน และแชร์ข้อมูลร่วมกันมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ดี สฤณีแสดงความกังวลต่อการทำระบบเชื่อมโยงข้อมูลนี้ด้วย เธออธิบายว่าข้อมูลทางการเงินเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอย่างมาก หากข้อมูลในดาตาบูโรเป็นแบบ Single Data หรือการรวมศูนย์ข้อมูลทางการเงินและธุรกรรมไว้เพียงแห่งเดียวโดยอยู่ที่รัฐบาล ก็ไม่อาจรับประกันความปลอดภัยของข้อมูลเหล่านั้นได้ ขณะเดียวกันก็ต้องกำหนดขอบเขตของข้อมูลด้วยว่าจะส่งต่อข้อมูลอะไรบ้าง ลักษณะการทำงานของข้อมูลจะเป็นอย่างไร เพื่อสร้างความสบายใจให้กับประชาชนที่มีธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ ภายในประเทศ แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็ต้องนำไปสู่การสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการจับผู้กระทำผิด มิเช่นนั้นมันก็เป็นเพียงข้อมูลในถังหรือซิงเกิลเกตเวย์ เวอร์ชันสอง 

“มันยังต้องการความชัดเจนในการทำงาน เราต้องมาดูว่าดาตาบูโรจะเป็นเครื่องเอกซเรย์ หรือหมายถึงการแก้ผ้าให้รัฐดู เพราะข้อมูลการเงินมันอ่อนไหวและเป็นเรื่องส่วนบุคคล” สฤณีบอก

สฤณีย้ำอีกว่าอย่างน้อยที่สุดคือการทำข้อมูลสาธารณะ (Open Data) แม้อาจไม่ใช่เบาะแสที่บ่งบอกความผิดปกติทางการเงินโดยตรง แต่อย่างน้อยมันก็เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน และอาจยกระดับไปสู่การทำงานที่รอบด้านและเข้มข้นขึ้นในอนาคต

ในระยะสั้น สฤณีบอกว่าสิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือการสอบสวนเรื่องที่เริ่มต้นไปแล้ว เช่น นักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงที่มีความเกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์ หากรู้ว่าใครเกี่ยวข้องก็ต้องสามารถเรียกบุคคลเหล่านั้นมาสอบสวนได้ หรือการตรวจสอบการทำงานของสถาบันทางการเงินต่าง ๆ เช่น ก.ล.ต. กับกระดานคริปโทเคอร์เรนซีไทย หรือการลงโทษสถาบันการเงินที่มักลอยตัวเหนือปัญหาเมื่อเกิดอาชญากรรมไซเบอร์

เธอย้ำว่าหากใช้กฎหมายที่มีให้เต็มที่ ก็สามารถแก้ปัญหาที่หมักหมมอยู่ได้ส่วนหนึ่ง แต่หากใช้ไม่เต็มที่ก็ต้องถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะโครงสร้างทางการเมืองที่ทุนเทายิ่งมีเงินมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้าถึงนักการเมืองระดับสูงได้มากเท่านั้น เพื่อยกระดับการทำงานไม่ให้เวียนวนอยู่ในความมืดเหมือนที่ผ่านมา

“มันพัวพันกันไปหมด ก็ต้องคอยสาวออกกันไปทีละเปราะ เห็นด้วยการเพิ่มพลังและการมีส่วนร่วม ของประชาชน สนับสนุนการมีข้อมูลสาธารณะ การเผยแพร่ข้อมูลก็ต้องไม่นำไปสู่การฟ้องร้อง สื่อก็ควรสืบสาวความเกี่ยวข้องที่อาจเป็นเบาะแสให้หน่วยงานรัฐ การคลี่คลายต้องมีรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อให้พลังของเรามีความหมายที่สุด” สฤณีทิ้งท้าย