Htein Lin เป็นหนึ่งในนักศึกษาที่เข้าร่วมการลุกฮือครั้งใหญ่นั้นเช่นกัน เขาเล่าว่ารัฐประหารปี 1962 ไม่ได้ทำลายแค่กระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังทำลายวิวัฒนาการวงการศิลปะในเมียนมาด้วย
สงครามกลางเมืองทำให้ Htein Lin เลือกที่จะเข้าป่า และลี้ภัยไปยังชายแดนเมียนมา-อินเดีย เพื่อหาความช่วยเหลือและการสนับสนุนเรื่องอาหาร ซึ่งช่วงเวลานั้นเองที่ทำให้เขาได้เจอกับ Sitt Nyein Aye ที่มีชื่อเสียงจากโรงเรียนศิลปะในมัณฑะเลย์ ซึ่งการพบเจอครั้งนั้นทำให้มุมมองต่อศิลปะของ Htein Lin ขยายตัวไปมากกว่าเดิม
Sitt Nyein Aye (แปลว่า สงครามและสันติภาพ) เป็นศิลปินร่วมสมัยชาวเมียนมาคนสำคัญคนหนึ่งของวงการ เขาเป็นศิลปินแนวหน้าในการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 8-8-88 Uprising ในมัณฑะเลย์ เป็นหัวโจกในการจัดพิมพ์ Red Galone วารสารต่อต้านการรัฐประหารโดยกองทัพ และเป็น ‘ครู’ ที่ต้องการมอบพื้นที่แห่งอิสรภาพให้กับเยาวชนที่อยากเห็นประชาธิปไตยในประเทศ ดั่งที่เขาเคยกล่าวไว้กับ Inter Press Service ว่า “ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสวน ผมอยากแบ่งปันความรู้ในศิลปะของผมให้กับเยาวชนชาวพม่าที่เรียกร้องประชาธิปไตยที่ขาดการสนับสนุน”
เขาเล่าว่า Sitt Nyein Aye สอนเขาหลายอย่าง เช่น การวาดภาพเหมือน การเล่าเรื่อง การทำงานวารสาร Red Galone รวมถึงพาเขาไปค้นพบสิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นศิลปินก็คือ การค้นพบตัวตนและเรื่องราวของตนเอง
“ถ้าคุณอยากเป็นศิลปิน คุณจำเป็นต้องสร้างลีลาและเรื่องราวของตนเอง แน่นอนล่ะว่าศิลปินทุกคนรู้ว่าตนเองจะต้องสร้างสรรค์ผลงาน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการค้นหาลีลา ความคิด และตัวตนว่าเราคือใครต่างหาก” Htein Lin บอก
Htein Lin เล่าว่าชีวิตในป่านั้นไม่ง่ายเลย พวกเขาต้องเอาชีวิตรอดจากโรคร้ายอย่างมาลาเรีย ต้องฝึกฝนการใช้อาวุธที่เรายังเด็กเกินไปที่จะถือมัน พวกเราไม่ได้พูดคุยหรือเล่นตามประสาวัยรุ่น ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ทรมานมากสำหรับเขา รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน
ความท้าทายเหล่านี้ไม่อำนวยให้ศิลปินสร้างงานศิลปะ แต่สุดท้ายศิลปะก็งอกเงยไปได้ตามทางของมัน Htein Lin เล่าว่าห้วงเวลาดังกล่าวผู้คนให้สนใจไปที่การประท้วงเพื่อคืนมาซึ่งประชาธิปไตย Htein Lin และพวกพ้อง ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าในฐานะศิลปินจะเคลื่อนการปฏิวัติได้อย่างไร พวกเขาจึงเลือกที่สร้าง ‘ภาพประกอบ’ ที่เน้นสร้างความเข้าใจต่อขบวนการปฏิวัติครั้งนี้ ก่อนจะย้ายไปยัง All Burma Students’ Democratic Front หรือแคมป์กองกำลังติดอาวุธที่ต่อต้านรัฐบาลเมียนมาที่ชายแดนจีน ทว่ากลับต้องเผชิญกับการซ้อมทรมานจากกลุ่มนักศึกษาที่เห็นต่างต่อฉากทัศน์การเมืองในเมียนมา เขาจึงหลบหนีออกจากป่า และถูกส่งตัวกลับประเทศเมียนมาโดยทางการจีนในปี 1992 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาด้านกฎหมาย ก่อนเดินทางสู่เส้นทางศิลปินอย่างเต็มตัว
“สี่ปีที่ผมอยู่ในป่า ผมเหมือนเป็นเครื่องจักรผลิตโปสเตอร์” Htein Lin กล่าวติดตลก
AURA ASIA ART PROJECT รายงานว่าหลังจากเมียนมาได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษในปี 1948 มีการริเริ่มหลายอย่างที่เป็นเค้าโครงหลักของสังคมประชาธิปไตย เช่น ระบอบประชาธิปไตยแบบ รัฐสภา หรือการก่อตั้งโรงเรียนศิลปะแห่งชาติในย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ รวมถึงก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติในปี 1952 ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่กระบวนการทางศิลปะอื่น ๆ ในเมียนมา ทว่าห้วงเวลาหลังปี 1962 เป็นต้นมา กลับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่เหนี่ยวรั้งวงการศิลปะเมียนมาจนถึงปัจจุบัน
Kyel Sin Lin คิวเรเตอร์และบุตรสาวของ Htein Lin ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว Decode ว่างานในครั้งนี้อาจไม่ได้เล่าเรื่องราวความขัดแย้งหรือสงครามในเมียนมาโดยตรง แต่เล่าถึง ‘ความเป็นไปอันจริงแท้’ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในประเทศเมียนมาผ่านผู้ชายคนหนึ่งที่รักศิลปะหมดหัวใจ
Kyel Sin Lin เล่าอีกว่ามีศิลปินชาวเมียนมาทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่มากมายที่ได้รับการยอมรับมากมาย ทว่าพวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายภายในประเทศ ซึ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเคย ทั้งการรัฐประหารหรือการบังคับเกณฑ์ทหาร และนั่นทำให้ศิลปินหลายคนตัดสินใจเดินทางออกจากประเทศด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย บางส่วนที่ยังอยู่ในประเทศก็ถูกข้อจำกัดด้านอิสระในการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย จนทำให้พวกเขาแทบไม่เหลือพื้นที่ของศิลปะเลย
Reading Time: 6minutesRule By Law ที่พรากเอาสิทธิชุมชนไปซึ่งหน้า คทช.จะเป็นทางออกหรือแค่หลอกชาวบ้าน? "ตอนแรกพี่น้องชาวบ้านก็เห็นด้วย รู้สึกดีใจด้วยซ้ำไปที่หน่วยงานรัฐจะเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินให้ สุดท้ายมันมีเงื่อนไขที่ไม่โปร่งใส"