แด่การลุกขึ้นสู้ของ sex worker 116 ปี วันสตรีสากล แล้ววันหนึ่งการไป ”ทำงาน“ จะถูกกฎหมาย

Gender & SexualityHuman Rights
Reading Time: 3 minutes

ผลลัพธ์จากการไม่อดทนต่อการถูกกดขี่ การเอารัดเอาเปรียบ และความไม่เท่าเทียมของเหล่าแรงงานหญิงโรงงานทอผ้าในเมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา เมื่อปลายศตวรรษที่ 19 คือการลุกขึ้นประท้วงต่อสภาพการทำงานที่โหดร้าย วันละกว่า 16-17 ชั่วโมง แต่ได้รับค่าแรงเพียงน้อยนิด และยังเสี่ยงถูกไล่ออกทันทีเมื่อตั้งครรภ์

การต่อสู้ของแรงงานหญิงเหล่านี้ได้จุดประกายให้ Clara Zetkin นักการเมืองสตรีชาวเยอรมัน ระดมพลังกรรมกรหญิงทั่วโลกให้ลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิแรงงาน การลดเวลาทำงานเหลือวันละ 8 ชั่วโมง และเรียกร้องสิทธิการเลือกตั้งของผู้หญิง กระแสการเคลื่อนไหวดังกล่าวนำไปสู่การประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยมครั้งที่ 2 ที่กรุงโคเปนเฮเกน ในปี 1910 ซึ่งมีตัวแทนสตรีจาก 17 ประเทศเข้าร่วม และได้ประกาศให้วันที่ 8 มีนาคม เป็น International Women’s Day หรือ ‘วันสตรีสากล’ เพื่อยกย่องการต่อสู้ของผู้หญิงและผลักดันความเท่าเทียมในสังคม 

กว่าศตวรรษผ่านไป การเรียกร้องสิทธิของแรงงานหญิงเดินหน้าไปไกลขึ้น มีสวัสดิการ ‘พื้นฐาน’ รองรับ แต่แน่นอนว่าการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมก็ยังไม่สิ้นสุด แม้ว่าแรงงานหญิงในระบบจะได้รับสิทธิหรือสวัสดิการบางประการก็ยังมีเรื่องให้ต้องขับเคลื่อนกันอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ยังมีแรงงานอีกจำนวนมากที่ยังอยู่นอกระบบ และต้องแบกรับความเสี่ยงด้วยตัวเอง หนึ่งในนั้นคือแรงงานบริการทางเพศ หรือ sex worker ซึ่งการขับเคลื่อนในประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญในการยกระดับสิทธิสตรี สิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อไปสู่ความเท่าเทียม อันเป็นเป้าหมายเดียวกันกับกว่าร้อยปีก่อน

ทุกวันนี้ sex worker ยังคงยืนสบตากับความท้าทายจากสถานะทางกฎหมายที่ทำให้อาชีพของพวกเขาถูกมองว่า ‘ผิด’ พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการแรงงานพื้นฐานได้เหมือนอาชีพอื่น ๆ ทั้งที่ในความเป็นจริงพวกเขาเองก็เป็นแรงงานที่ทำงานสร้างเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน

ความเสี่ยงหลายด้านต้องแบกรับด้วยตนเอง โดยเฉพาะด้านสุขภาพทางเพศ ตั้งแต่ความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไปจนถึงปัญหาการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข หนำซ้ำ sex worker หญิงจำนวนไม่น้อยยังต้องเผชิญความเสี่ยงกับการตั้งครรภ์ไม่พร้อม บางคนไม่สามารถเข้าถึงวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม หรือเผชิญข้อจำกัดอื่น ๆ ที่ทำให้การปกป้องสุขภาพของตัวเองเป็นเรื่องยาก

ผู้ถูกลบในสมการแรงงานและถูกละเลยจากระบบสุขภาพ

“เลือกจะเป็นกะหรี่ก็ต้องดูแลตัวเอง” 

ประโยคเสียดสีหวังให้คนฟังแสบคันเช่นนี้มีมากขึ้นเกือบเท่ากับประโยคเชย ๆ อย่าง “ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ” หรือ “การสนับสนุน sex worker ขัดต่อศีลธรรมอันดี” (ที่ยังไม่อาจทราบได้ว่าหมายถึงศีลธรรมอันดีของใคร) ซึ่งมักถูกเอามาใช้อ้างเวลาเรียกร้องให้ sex worker ถูกกฎหมาย

เหตุผลของการทำอาชีพขายบริการทางเพศมีมากมาย ไม่ต่างจากหลายคนเลือกเส้นทางอาชีพของตัวเอง ฉะนั้นแล้วการ ‘เลือก’ ที่จะทำอาชีพด้วยเหตุผลใด ๆ จึงไม่อาจเอามาจำกัดสิทธิที่พึงมีอยู่แล้วได้ 

ปัจจุบันในมิติด้านสุขภาพ โดยเฉพาะสุขภาพทางเพศ พี่น้อง sex worker ยังคงต้องเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน ตั้งแต่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ไม่พร้อม ไปจนถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงวิธีคุมกำเนิดและบริการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย 

ในปี 2568 ที่ผ่านมา มีนโยบายเปิดให้ผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิประกันสังคมในการยุติการตั้งครรภ์ได้ แต่ในทางปฏิบัติก็ยังไม่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้จริง ในมิตินี้ขนาดแรงงานในระบบยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิได้ แรงงานนอกระบบอย่าง sex worker จึงยิ่งเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ พวกเขายังต้องเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมอีกด้วย

ผลการวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ศึกษาช่องว่างในการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขของ sex worker ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เวียดนาม ไทย กัมพูชา สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์) พบว่าทั้ง 5 ประเทศมีลักษณะร่วมกันคือ การดูแลสุขภาพเพศที่จำเป็นต่อการทำงานด้านการให้บริการทางเพศไม่ถูกรวมเข้าไปในบริการปกติ มีการตีตราในสถานพยาบาล หลายคนหลีกเลี่ยงการเข้ารับการรักษาพยาบาล เพราะกังวลต่อการตัดสินทางศีลธรรม การละเมิดความลับส่วนบุคคล และผลกระทบทางกฎหมาย

sex worker จึงยังต้องพึ่งพาการดูแลของหน่วยงาน NGOs ซึ่งหลายประเทศก็ติดปัญหาเรื่องเงินทุนทำให้ขาดความสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันมี sex worker อีกจำนวนไม่น้อยที่แบกรับความเสี่ยงด้วยตนเอง

ในประเทศไทย องค์กรที่มีบทบาทอย่างมากในการเข้ามาดูแลสุขภาพเพศของ sex worker ที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วคือ SWING Thailand จำรอง แพงหนองยาง รองผู้อำนวยการมูลนิธิ SWING สะท้อนว่า แม้ประเทศไทยจะใช้กฎหมายอาญาเอาผิดกับงานบริการทางเพศมานานกว่า 65 ปี แต่จำนวนผู้ทำงานในอาชีพนี้ยังคงมีอยู่ราว 2 ล้านคน สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนว่าการใช้กฎหมายไม่ได้ทำให้งานบริการทางเพศหายไป หากยังตอกย้ำภาพเหมารวมที่เป็นอันตราย และเปิดช่องให้เกิดการเลือกปฏิบัติรวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่งผลให้ผู้ทำงานในอาชีพนี้ต้องเผชิญความเปราะบางมากยิ่งขึ้น 

จำรอง แพงหนองยาง รองผู้อำนวยการมูลนิธิ SWING

จำรองสะท้อนต่อไปอีกว่า เมื่อเผชิญความเปราะบางมาก ผู้ให้บริการดูแลสุขภาพเพศจึงยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับ sex worker และจำเป็นอย่างมากที่จะต้องออกแบบพื้นที่การให้บริการอย่างเข้าอกเข้าใจ

“คนที่เป็น sex worker พื้นที่ปลอดภัยของเขา ไม่ใช่บ้าน แต่คือที่ทำงาน พื้นที่ปลอดภัยไม่ใช่แค่สถานที่ แต่ประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง ตัวอย่างการให้บริการที่คลินิกของ SWING เราต้องทำให้ปลอดภัย จัดบริการเปิดเที่ยง ปิดหกโมงเย็น เป็นการจัดบริการที่ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตและงานของพี่น้องพนักงานบริการ” จำรองกล่าว

เพราะสำหรับพี่น้อง sex worker ส่วนมาก เวลาทำงานและจังหวะชีวิตแตกต่างจากแรงงานทั่วไปโดยสิ้นเชิง หลายคนทำงานช่วงค่ำถึงกลางคืน บ้างจนถึงเช้ามืด เวลาฟ้าสางจึงเป็นช่วงเวลาของการพักผ่อน หากการบริการสุขภาพยังยึดติดกับเวลาราชการร่ำไป การเข้าถึงการตรวจสุขภาพ การรับคำปรึกษา หรือการป้องกันโรคก็อาจกลายเป็นเรื่องยากโดยใช่เหตุ ฉะนั้นการออกแบบเวลาให้สอดรับกับชีวิตจริงของผู้รับบริการ จึงไม่ใช่เพียงความสะดวกเท่านั้น แต่เป็นการยืนยันด้วยว่าพื้นที่แห่งนี้เข้าใจวิถีชีวิตของพวกเขา และทำให้การดูแลสุขภาวะเกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัยและเป็นมิตร

นอกจากนี้ วารุณี ตั้งศิริ จากคลินิกเวชกรรม สวท ขอนแก่น ที่บริการให้คำปรึกษาปัญหาตั้งครรภ์ไม่พร้อม และบริการฝังยาคุมกำเนิด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ให้บริการกับ sex worker จำนวนไม่น้อยในพื้นที่ เธอแบ่งปันข้อมูลเพิ่มเติมว่าอีกมิติที่ไม่สามารถละเลยได้คือ ‘แรงงานข้ามชาติ’ ในพื้นที่ขอนแก่นที่เธอทำงานอยู่ sex worker ที่ตบเท้าเข้ามารับบริการมีสัดส่วนของแรงงานข้ามชาติไม่น้อยทีเดียว ฉะนั้นการจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการให้บริการด้านสุขภาพเพศก็ต้องให้ความสำคัญในมิติดังว่านี้ด้วยเช่นเดียวกัน

“เราให้บริการฟรี ตรวจคัดกรอง และต่าง ๆ หลากหลาย เช่น ให้คำปรึกษาการคุมกำเนิด แจกถุงยาง เจล และตรวจหาเชื้อ HPV ทำให้เป็นมิตร ไม่มีการตีตรา ไม่เลือกปฏิบัติ เป็นความลับ จะไม่มีการขอดูพาสปอร์ต หรือเอกสารแสดงตัวตนใด ๆ เพราะพี่น้องหลายคนก็ยังเป็นแรงงานที่ยังไม่มีสถานะทางกฎหมาย” วารุณีอธิบาย

วารุณี ตั้งศิริ จากคลินิกเวชกรรม สวท ขอนแก่น

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การจัดการของรัฐไทยยังมีนโยบายด้านการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะการดูแลผู้ติดเชื้อ HIV ภายใต้แนวทาง ‘ตรวจพบแล้วรักษาทันที’ หรือ Test and Treat ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ตรวจพบเชื้อสามารถเริ่มรับยาต้านไวรัสได้โดยเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและการแพร่เชื้อในระยะยาว โดยไม่ต้องรอให้มีอาการหรือค่าภูมิคุ้มกัน (CD4) ต่ำ

แต่ในทางปฏิบัติจำรองเล่าว่า ผู้รับบริการยังต้องเผชิญขั้นตอนหรือข้อจำกัดบางประการก่อนจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการรักษาขั้นต้นได้จริง ซึ่งมักจะเป็นข้อจำกัดที่เกิดจากทัศนคติ และอคติของเจ้าหน้าที่ต่อ sex worker ยิ่งฉายภาพชัดเจนทีเดียวว่าการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพยังคงมีช่องว่าง เจออุปสรรคจากทั้งสถานะทางกฎหมาย อคติทางสังคม และข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียม

“นโยบายบอกว่าถ้าตรวจเจอ (HIV) ให้กินยาเลย แต่ทุกวันนี้ยังขอดูผล CD4 อยู่เลย นโยบายสวยงาม แต่ยังติดทัศนคติเบื้องหลังของคนทำงาน มันก็ไม่มีทางไปไหนได้” จำรองว่า

ทางออกที่ไม่ซับซ้อนแต่ถูกปิดล็อกมาหลายทศวรรษ

รายงานเกี่ยวกับการยกเลิกการเอาผิดทางอาญาของผู้ประกอบอาชีพ sex worker ของ UNAIDS ระบุว่า ประเทศที่กำหนดให้การทำงานบริการทางเพศเป็นความผิด มีอัตราการติดเชื้อ HIV ในกลุ่มพนักงานสูงกว่าประเทศที่รับรองให้อาชีพดังกล่าวถูกกฎหมายมากกว่า 10% และยังเน้นย้ำด้วยว่าการเอาผิดทางอาญาเป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้างต่อการป้องกัน ตรวจ และการรักษาสุขภาพ ซึ่งท้ายที่สุดจะเป็นการบั่นทอนเป้าหมายด้านสาธารณสุขในวงกว้าง

หมุดหมายสำคัญของการเรียกร้องสิทธิให้กับคนทำงานเป็น sex worker คือการทำให้อาชีพนี้ถูกกฎหมาย ปฏิรูปกฎหมายการเอาผิดการค้าประเวณี ซึ่งคือ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 และวางกลไกคุ้มครองพนักงานบริการอย่างครอบคลุม เพื่อให้ปัญหาสุขภาพจากการประกอบอาชีพได้รับการยอมรับและแก้ไขอย่างเหมาะสม 

“การทำงานบริการทางเพศคืองาน ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกประกอบอาชีพ และเราเลือกที่จะประกอบอาชีพนี้ ตื่นมาอาบน้ำแต่งตัว เตรียมตัวไปทำงาน ฉันกำลังจะไปทำงาน แต่กฎหมายบอกว่ามันผิด” 

“ฉันทำงานตั้งแต่ 6 โมงเย็น ถึงตี 2 เดินเข้าบาร์ ทำงาน 7 ชั่วโมง มีเซ็กซ์วันนึงแค่ 1 ชั่วโมง เวลาที่เหลือก็ทำงานในบาร์ แต่กฎหมายโฟกัสเวลาบนเตียงแค่ 1 ชม. ของฉันเหรอ จะอย่างไรพวกเราก็เป็นคนทำงาน เราก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานสิ” จำรองว่า

ดังนั้น การปฏิรูปกฎหมายและการกำจัดการตีตราจะเป็นวาระสำคัญทั้งด้านสาธารณสุข แรงงาน และสิทธิมนุษยชน ที่จำเป็นต่อการคุ้มครองชีวิต สุขภาพ และศักดิ์ศรีของ sex worker ในสังคมไทย

จำรองและวารุณี ยังมีความเห็นตรงกันอีกด้วยว่า รัฐจะต้องนำแนวทางการดูแลแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง (Person-Centered Care) มาปรับใช้ในระบบสาธารณสุข ซึ่งเป็นแนวทางที่ตั้งอยู่บนหลักการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในการกำหนดตนเอง และความต้องการเฉพาะของแต่ละบุคคล พร้อมกับเน้นความสมัครใจ การรักษาความลับ มีการสื่อสารที่ไม่ตัดสิน

ทุกสิทธิแรงงานล้วนแล้วแต่เริ่มต้นจากการที่ผู้คนต่างลุกขึ้นบอกว่า ความไม่เท่าเทียมไม่ควรดำรงอยู่ต่อไป และคำถามเดียวกันนี้ถูกโยนกลับไปยังรัฐและสังคมอีกครั้ง ว่าเหตุใดแรงงานในอุตสาหกรรมบริการอย่าง sex worker รวมถึงอาชีพอิสระอื่น ๆ อีกจำนวนมาก จึงยังคงถูกกันออกจากระบบสิทธิและสวัสดิการพื้นฐาน

แรงงานหญิงจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่นอกระบบหรือไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบประกันสังคม ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐานได้เลย ขณะที่แรงงานหญิงที่อยู่ในระบบเอง แม้จะมีสิทธิตามกฎหมายรองรับ แต่ในความเป็นจริงก็ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากนายจ้างหรือสภาพการจ้างงานที่ไม่เอื้อให้ใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่ ม่านหมอกของอคติทางเพศยังคงปกคลุมอยู่ทุกพื้นที่ ต่างกันเพียงความหนาบาง สิ่งเหล่านี้สะกิดเราเบา ๆ ให้เห็นว่าแม้สังคมจะเดินทางมาไกลเพียงใดในการพูดถึงความเท่าเทียม แต่ในทางปฏิบัติความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิแรงงานยังคงดำรงอยู่ไม่เคยจางหาย

บทบาทของรัฐจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการกำหนดสิทธิไว้ในกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องสร้างมาตรฐานการคุ้มครองแรงงานที่ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และความคุ้มครองในฐานะแรงงานได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะลักษณะงาน สถานะการจ้างงาน หรือกระทั่ง ‘เพศ’ ของตัวเอง เพราะการคุ้มครองแรงงานอย่างทั่วถึงคือการยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรี และสมควรได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมในสังคมที่แตกต่างหลากหลาย

Author
ศศิพร คุ้มเมือง
สนใจการเมือง สิทธิมนุษยชน และ gender มีผมทรงโปรดคือ 'เกล้า' ตลบไปข้างหลังสำหรับใส่หมวก คืนนี้ฉันบิน
Author
พันวิทย์ ภู่กฤษณา
คนชลบุรีที่การเสพติดศิลปะ และ อเมริกาโน่ไม่หวาน