Reading Time: < 1 minute
ประกายไฟลามทุ่ง
รศ.ดร. ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ เราถูกฝึกมาให้ถามคำถามแบบเดิมซ้ำ ๆ ว่าใครเริ่มก่อน ใครผิดใครถูก ผู้นำคนไหนดีกว่ากัน และฝ่ายไหนมีเหตุผลมากกว่า คำถามพวกนี้ไม่ได้ผิด แต่มันพาเราไปผิดทาง เพราะมันทำให้เราจ้องมองที่ตัวละครบนเวที แทนที่จะมองที่โครงสร้างของเวทีเอง
เลนินอธิบายให้เห็นในทางตรงกันข้าม ใน Imperialism, the Highest Stage of Capitalism ที่เขียนขึ้นในปี 2460 เลนินไม่ได้ถามว่าผู้นำประเทศไหนโลภกว่ากัน แต่เขาถามว่า ระบบทุนนิยมมีตรรกะภายในอะไรที่ทำให้มันต้องขยายตัวออกสู่โลกอยู่เสมอ และการขยายตัวนั้นนำไปสู่สงครามได้อย่างไร คำตอบที่ได้ไม่ใช่เรื่องของคนดี คนเลว แต่เป็นเรื่องของระบบที่มีพลวัตของตัวเอง
ทุนไม่ยืนนิ่ง มันต้องเคลื่อนที่
จุดเริ่มต้นของเลนินคือข้อสังเกตง่าย ๆ ที่มีนัยยะลึกมาก นั่นคือทุนนิยมไม่ใช่ระบบที่หยุดนิ่ง มันต้องเติบโตตลอดเวลา หรือไม่ก็วิกฤต
ในระยะแรกของทุนนิยม การเติบโตเกิดขึ้นภายในประเทศ โรงงานขยายตัว ตลาดในประเทศโต แรงงานถูกดูดเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ตลาดภายในก็อิ่มตัว สินค้าผลิตมากเกินกว่าคนในประเทศจะซื้อได้ และทุนก็สะสมมากจนหาที่ลงทุนในประเทศได้กำไรคุ้มค่าไม่ได้อีกแล้ว เลนินเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าทุนล้นเกิน และคำถามคือ ทุนล้นเกินไปไหน? คำตอบคือมันออกไปนอกประเทศ ในรูปของการลงทุนโดยตรง ในรูปของเงินกู้ที่มีเงื่อนไข ในรูปของสัมปทานทรัพยากร และในรูปของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศอื่น ทั้งหมดนี้เลนินเรียกว่า “การส่งออกทุน” และนี่คือหัวใจของจักรวรรดินิยมสมัยใหม่
ต่างจากยุคอาณานิคมที่ส่งออกสินค้า และยึดดินแดน จักรวรรดินิยมในแบบที่เลนินอธิบายคือการที่ทุนเดินทางออกไป และเมื่อทุนออกไปอยู่ในพื้นที่ใดแล้ว รัฐก็ต้องตามไปปกป้องมัน ด้วยการทูต ด้วยการคว่ำบาตร หรือด้วยกำลังทหาร
ระยะผูกขาด : เมื่อการแข่งขันสร้างผู้ชนะที่ไม่ต้องการคู่แข่งอีกต่อไป
ประเด็นที่สองที่เลนินเน้นและมักถูกมองข้ามคือ ทุนนิยมในระยะโตเต็มที่ไม่ได้มีการแข่งขันเสรีแบบที่ตำราเศรษฐศาสตร์สอน แต่ผลิตการผูกขาดขึ้นมาเอง ตรรกะมีดังนี้ การแข่งขันในตลาดทำให้บริษัทใหญ่กว่าเอาชนะบริษัทเล็กกว่าได้เสมอ เพราะต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า มีทรัพยากรในการลงทุนเทคโนโลยีมากกว่า และมีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์สูงกว่า เมื่อกระบวนการนี้ดำเนินไปนานพอ ตลาดก็ถูกครองโดยบริษัทขนาดยักษ์ไม่กี่ราย และบริษัทเหล่านั้นก็ไม่ต้องการให้มีคู่แข่งใหม่เกิดขึ้นอีก
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือบริษัทผูกขาดเหล่านี้เชื่อมต่อเข้ากับธนาคารและสถาบันการเงิน จนเส้นแบ่งระหว่างทุนอุตสาหกรรมกับทุนการเงินเลือนหายไป เลนินเรียกสิ่งนี้ว่า Finance Capital และมันสำคัญมาก เพราะทุนการเงินมีพลังมากกว่าทุนอุตสาหกรรมธรรมดา มันสามารถตัดสายเลือดทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งประเทศได้โดยไม่ต้องยิงปืนแม้แต่นัดเดียว
ลองคิดถึงระบบ SWIFT ที่ใช้ส่งเงินระหว่างธนาคารทั่วโลก มันดูเหมือนโครงสร้างพื้นฐานกลางที่เป็นกลาง แต่ในความเป็นจริงมันถูกควบคุมภายใต้อิทธิพลของสหรัฐ และเมื่อสหรัฐตัดสินใจว่าประเทศใดไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในระบบ ประเทศนั้นก็แทบจะทำธุรกรรมระหว่างประเทศไม่ได้เลย นี่คือ Finance Capital ที่ทำงานในระดับโลกในศตวรรษที่ 21
สงครามในฐานะโครงสร้าง
ข้อเสนอที่สำคัญที่สุดของเลนิน และเป็นสิ่งที่ขัดกับสามัญสำนึกมากที่สุดคือ สงครามไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะผู้นำตัดสินใจผิดพลาด ไม่ใช่เพราะมีคนชั่วร้ายขึ้นครองอำนาจ และไม่ใช่เพราะการทูตล้มเหลว สงครามในระยะจักรวรรดินิยมเป็น ผลิตผลเชิงโครงสร้าง ที่เกิดขึ้นจากตรรกะของระบบ เมื่อทุนล้นเกินออกไปอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก มหาอำนาจต่าง ๆ ก็มีผลประโยชน์ที่ต้องปกป้องในพื้นที่เดียวกัน เมื่อผลประโยชน์เหล่านั้นชนกัน ความขัดแย้งก็เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีใครผิดพลาดเป็นพิเศษ
นี่ทำให้เราอ่านปรากฏการณ์ต่าง ๆ ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เมื่อเราเห็นมหาอำนาจประกาศมาตรการต่าง ๆ ต่อประเทศที่ “ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎระเบียบระหว่างประเทศ” คำถามแรกที่เลนินให้เราถามคือ กฎระเบียบนั้นถูกออกแบบมาเพื่อรับใช้ใคร? และประเทศที่ถูกลงโทษ “ละเมิด” กฎอะไร กฎที่เป็นสากลจริง ๆ หรือกฎที่รักษาผลประโยชน์ของทุนผูกขาดบางกลุ่ม?
ในกรณีสหรัฐกับอิหร่าน รูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ เมื่ออิหร่านพยายามควบคุมทรัพยากรของตัวเอง พยายามสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นอิสระ หรือพยายามสร้างอิทธิพลในภูมิภาคที่ทุนตะวันตกเคยครอบงำ การตอบสนองจากสหรัฐก็เกิดขึ้นแทบจะอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพรรคไหน ไม่ว่าจะมีผู้นำคนใดอยู่ในทำเนียบขาว ความสม่ำเสมอนั้นเองที่บอกว่า เราไม่ได้กำลังเผชิญกับนโยบาย แต่กำลังเผชิญกับตรรกะของระบบ
มีเหตุผลที่ทำให้กรอบแบบเลนินถูกผลักออกไปจากกระแสหลักของการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเหตุผลนั้นไม่ใช่เพราะมันผิด แต่เพราะมันไม่สะดวก ทฤษฎีกระแสหลักอย่าง Realism บอกว่าปัญหาของระบบโลก คือการไม่มีรัฐบาลโลก ทำให้รัฐต้องพึ่งตัวเองและเกิดความขัดแย้ง ทางออกคือสร้างสถาบันระหว่างประเทศให้เข้มแข็งขึ้น Liberalism บอกว่าปัญหาคือการขาดการค้าเสรีและประชาธิปไตย ทางออกคือเปิดตลาดและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน
ทั้งสองกรอบนี้ไม่ได้ตั้งคำถามกับระบบเศรษฐกิจพื้นฐาน พวกมันรับว่าระบบทุนนิยมเป็นสิ่งที่ให้มาแล้ว และถามแค่ว่าจะจัดการกับผลข้างเคียงของมันอย่างไร
เลนินถามคำถามที่ลึกกว่า ว่าระบบเองมีตรรกะที่ผลิตความขัดแย้งออกมาอยู่เสมอหรือเปล่า และถ้าใช่ การแก้ปัญหาที่ผิวนอกก็ไม่อาจแก้ปัญหาที่รากได้
เมื่อเราอ่านข่าวเกี่ยวกับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เกี่ยวกับการคว่ำบาตรประเทศต่าง ๆ หรือเกี่ยวกับสงครามที่ดูเหมือนจะมีต้นตอจากการยั่วยุเล็ก ๆ น้อย ๆ เลนินให้เครื่องมือง่าย ๆ สามข้อในการตรวจสอบ
ข้อแรก ถามว่าทุนไหลอย่างไรในพื้นที่นั้น ใครมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และผลประโยชน์นั้นเชื่อมกับรัฐอย่างไร
ข้อสอง ถามว่า การกระทำที่เกิดขึ้นรักษาหรือคุกคามการไหลของทุนนั้น เพราะระบบจะตอบสนองต่อการคุกคามทุนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะมีเหตุผลทางศีลธรรมอื่นใดแนบมาด้วย
ข้อสาม ระวังคำอธิบายที่ทำให้ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างดูเหมือนปัญหาส่วนบุคคล เมื่อใดก็ตามที่การวิเคราะห์เน้นหนักที่ตัวละครมากกว่าระบบ เมื่อนั้นเราอาจกำลังถูกทำให้มองไม่เห็นสิ่งที่สำคัญกว่า
ที่มา : V.I. Lenin, Imperialism, the Highest Stage of Capitalism (1917)*