เมืองไม่เคยเป็นกลาง อยู่ที่ว่า(ผู้ชาย)จะมองเห็นรึป่าว
Reading Time: 2 minutesทุนนิยมไม่ได้แค่ยึดความเป็นเมือง แต่ยังกัดกินความเป็นแม่-ความเป็นผู้หญิง การใช้ชีวิตของผู้หญิงในเมืองจึงถูกกำหนดโดยโครงสร้างอำนาจชายเป็นใหญ่ที่ผนวกเข้ากับทุนนิยมสมัยใหม่
กฤช เหลือลมัย
ตอนเรียนโบราณคดีเมื่อสี่ทศวรรษก่อน แม้อาจารย์จะสอนเสมอว่า วิชานี้มุ่งศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ในอดีต สนใจวัฒนธรรมชุมชนโบราณตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมา โดยแกะร่องรอยที่ถูกทิ้งไว้ตามที่ต่าง ๆ ทั้งด้วยวิธีการสำรวจ ขุดค้น วิเคราะห์ แล้วก็เขียนเป็นรายงานสรุปผลให้สังคมรับรู้ ด้วยหวังว่าความเข้าใจมนุษย์ในอดีตจะส่งผลให้เราเข้าใจ สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ในปัจจุบันได้มากขึ้น แต่ครั้นมองย้อนไปในเวลานั้น ผมคิดว่าโบราณคดีไทยค่อนข้างให้ความสำคัญกับ “อาหาร” หนึ่งในวัฒนธรรมของมนุษย์ค่อนข้างน้อย
เราพอรู้จากการขุดค้นหลายแห่ง ว่าได้พบร่องรอยวัตถุดิบที่มนุษย์เก็บและล่ามาปรุงอาหาร แต่ถ้าถามง่าย ๆ ว่า คนสมัยนั้นกินอาหารกันอย่างไร แบบไหน ดูเหมือนเรายังไม่มีคำตอบอะไรชัดเจนนัก
แน่นอนว่า การจดบันทึกนั้นต้องเกิดขึ้นหลังมีตัวอักษรใช้เสียก่อน แถมเอกสารประวัติศาสตร์ของชุมชนเมืองแถบอุษาคเนย์ก็ไม่ชอบจดเรื่องราวในชีวิตประจำวัน อย่างเรื่องอาหารเสียด้วย ดังนั้น กว่าจะรู้เรื่องทำนองนี้ผ่านบันทึกได้ก็ล่วงเข้ามากลางสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อชนชั้นนำรับวัฒนธรรมการบันทึกสูตรกับข้าวจากสิ่งพิมพ์ของชาวยุโรปแล้ว
เรียกว่าก่อนพุทธศตวรรษที่ 24 หลักฐานด้านเอกสารประวัติศาสตร์แทบไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ แม้จะใช้วิธีของประวัติศาสตร์บอกเล่า (oral history) ก็สืบเรื่องราวไปได้ไม่ไกลเกินช่วงเวลาดังกล่าว
อย่างไรก็ดี โบราณคดีมีวิธีหนึ่งที่น่าจะพอใช้ค้นเรื่องอดีตของอาหารได้บ้าง คือกระบวนการชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดี (ethnoarchaeology) หลักการคร่าว ๆ คือมุ่งสอบทานเรื่องราวเปรียบเทียบกับกลุ่มชนปัจจุบันบางแห่งที่ยังดำรงวิถีชีวิตแบบบุรพกาลอยู่
………………………..
เท่าที่หลักฐานโบราณคดีซึ่งพบในประเทศไทยบอกเรา คนก่อนประวัติศาสตร์นั้น “กินหลากหลาย” มาก เมื่อเทียบกับเรา โดยเฉพาะคนในเมืองใหญ่ ๆ ปัจจุบัน
การขุดค้นชั้นดินที่ถ้ำผี ถ้ำปุงฮุง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดย Chester Gorman นักโบราณคดีอเมริกัน พบว่าก้นครัวสุดโถงถ้ำของคนโบราณเมื่อกว่าห้าพันปีก่อนมีเมล็ดพืชอาหาร อย่างพริกไทย ดีปลี ลูกท้อ ละมุดสีดา มะกอกเกลื้อน ตลอดจนแกลบข้าวป่า
ส่วนอนุสรณ์ อำพันศรี นักโบราณคดีผู้ซึ่งวิเคราะห์กระดูกสัตว์จากการขุดค้นแหล่งเพิงผาถ้ำลอดและเพิงผาบ้านไร่ อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน รายงานสรุปว่า คนก่อนประวัติศาสตร์ที่นั่นกินสัตว์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นควายป่า กวาง เก้ง ค่าง ลิงลม เม่น อ้น หนูท้องขาว หมูหริ่ง ฯลฯ แต่มักเลือกล่ากวางป่าและลิง ทั้งยังมีการเตรียมการ วางแผน และมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบนิเวศ ตลอดจนมีแบบแผนในการจัดการกับอาหารที่หามาได้เป็นอย่างดี

และก่อนที่ข้าว (rice) จะถูกนำมาปลูกเป็นอาหารแป้งหลัก ในช่วงแค่ไม่เกิน 3,000 ปีที่ผ่านมา คนก่อนประวัติศาสตร์ในอุษาคเนย์ยิ่งต้องหากินแป้งหลากหลาย ทั้งจากพืชลงหัว อย่างเผือก มัน กลอย อาจรวมถึงหัวถั่วพู รากเถาตดหมา หน่อสาคูพุทธรักษา ตลอดจนแป้งผลอย่างสาเก แป้งเมล็ดอย่างถั่วต่าง ๆ เม็ดขนุนสำปะลอ ลูกก่อ กระทั่งข้าวฟ่างหางกระรอก ซึ่งพบร่องรอยที่แหล่งโบราณคดีในเขตจังหวัดลพบุรี
ภาพต่อจิ๊กซอว์ที่งานศึกษาชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดีสร้างขึ้นมาราง ๆ ก็เช่นการติดตามสังเกตวิธีเก็บพืชอาหารของคนกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่ กาญจนบุรี อาจารย์บัณฑิต ไกรวิจิตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ปัตตานี) เคยเล่าบางส่วนไว้ในงานศึกษาของท่านว่า คนกะเหรี่ยงจะเด็ดใบไม้ชิมไปตลอดระหว่างการเดินป่า พวกเขาบอกว่าในป่ามีผักที่กินได้มาก ถ้าเกิดไม่มีอะไรจะกินจริง ๆ ก็เก็บกินได้เยอะแยะไปหมด ถ้าเจอที่อร่อย ก็เก็บเอากลับไปกิน ลูกหลานจะได้รู้จัก และที่สำคัญคือคนกะเหรี่ยงไม่ได้กินแต่พืชผักที่รู้จักแล้วเท่านั้น แต่ “ค้นหา” ผักใหม่ ๆ อยู่เสมอ
“เรามีผักกี่อย่างน่ะเหรอ ใครจะไปจำได้ ที่ลืมก็ลืมไปนั่นแหละ พอเราไปกินข้าวบ้านอื่น เขาเอามากิน เราก็จำได้ มันก็กินเหมือนกันนั่นแหละ ไอ้ที่อร่อย ๆ มันก็จะรู้จักกันเยอะ ตอนผักมันขึ้น ยอดออก หน่อออก ก็กินกันทุกบ้าน แต่เราก็หาผักใหม่เพิ่มตลอด”
คนกะเหรี่ยงตอบคำถามอาจารย์บัณฑิตอย่างง่าย ๆ และชัดเจน
ผมคิดว่า สิ่งที่อาจารย์บัณฑิตเล่า ช่วยสร้างภาพสังคมเก็บของป่า–ล่าสัตว์ (hunting–gathering society) ที่ระบุในตำราเรียนโบราณคดีเบื้องต้นทุกเล่มให้กระจ่างขึ้นอีก กลุ่มคนที่ออกจับปลาล่าสัตว์ใหญ่น้อยเท่าที่ศักยภาพอาวุธในเวลานั้นจะทำได้ ในอาณาบริเวณจำกัด ปลอดภัยจากอำนาจของสัตว์ผู้ล่าทั้งบนบกและในน้ำ เก็บหาพืชผักที่กินได้ ตามแต่สภาพภูมิประเทศและฤดูกาลจะเอื้ออำนวย
การ “ครัว” สมัยนั้นยิ่งต้องทำขึ้นตามเงื่อนไขเทคโนโลยีสมัยโบราณ จากหลักฐานในชั้นดิน เราพบหม้อดินเผาขนาดไม่ใหญ่ ร่องรอยเตาดินกลางแจ้ง วัสดุธรรมชาติอย่างไม้ไผ่ ชวนให้คิดถึงกับข้าวง่าย ๆ อย่างการกินสด ปิ้งย่าง หมก ตำ ลาบก้อย ต้มแกง กับวัตถุดิบตามแต่หาได้แต่ละวัน
เลยมักคิดเล่น ๆ เสมอครับว่า ถ้าผมเผอิญได้สอนวิชาโบราณคดีเบื้องต้น หรือชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดี กระทั่งเทคโนโลยีสมัยโบราณ คงพยายามพานักศึกษาออกภาคสนามในครัวของชนเผ่า ชนกลุ่มน้อยบนพื้นที่สูง กระทั่งกลุ่มชาติพันธุ์ในหมู่บ้านชนบทสักหลาย ๆ ครั้ง ค่าที่ว่ามันน่าจะสะท้อนภาพวิถีชีวิตคนก่อนประวัติศาสตร์ที่เราศึกษาอยู่ได้ชัดเจน ใกล้เคียงที่สุดกว่าตำราและพิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาแห่งใด ๆ
โดยเฉพาะเงื่อนไขบริบทที่เราจะพบเจอในภาคสนาม ซึ่งส่งผลให้อาหารของผู้คนที่นั่นมีวัตถุดิบ หน้าตา รสชาติเป็นแบบนั้น ตั้งแต่เขาอาจปลูกข้าวได้น้อย ไม่มีแม่น้ำสายใหญ่ อากาศหนาวเย็น ดินปราศจากแร่ธาตุ หรือกระทั่งการกีดขวางบรรดามีจากอำนาจรัฐใหญ่ ฯลฯ เราย่อมสามารถไถ่ถามเจ้าของวัฒนธรรม ประมวลทำความเข้าใจประเด็นปัญหานั้น ๆ จากทัศนะของเราเองได้อย่างสดใหม่ แบบที่เราทำไม่ได้กับซากโครงกระดูกมนุษย์ และร่องรอยต่าง ๆ ในหลุมขุดค้นแหล่งใด ๆ เลย
ไป ๆ มา ๆ การทำ ethnoarchaeology หลายครั้ง นักเรียนโบราณคดีจึงไม่ใช่จะได้มาแต่ข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อเปรียบเทียบสร้างภาพอดีตในรายวิชาของตนเท่านั้น หากแต่เผลอไปรับรู้ปัญหาปัจจุบัน ซึ่งอาจเบนความสนใจจาก “โบราณคดี” ไปเลยก็เป็นได้
……………………..
ในแวดวงอาหารโลก อย่างน้อยมีคำอธิบายวิถีการกินของมนุษย์โดยอิงกับวัฒนธรรมชุมชนก่อนประวัติศาสตร์อยู่ชุดหนึ่ง คือ paleo diet มันหมายความกว้าง ๆ ถึงวิธีการกินอาหารที่หาได้ตามธรรมชาติ อย่างเนื้อสัตว์ ปลา ผัก ผลไม้ ถั่วต่าง ๆ หลีกเลี่ยงธัญพืชขัดสี น้ำตาล และอาหารที่ผ่านการแปรรูปต่าง ๆ เน้นคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนจากธรรมชาติ ตลอดจนมีวิธีปรุงง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน

แม้ว่าเรายังไม่มีพิพิธภัณฑสถานก่อนประวัติศาสตร์ที่ใหญ่โตทันสมัยพอจะมี food shop จำลองอาหารแบบ paleo diet จำหน่ายให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้ลองชิม แต่เมื่อไหร่ที่ใครก็ตาม มีโอกาสลงพื้นที่ชุมชนหมู่บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มชนเผ่าซึ่งยังตั้งถิ่นฐานใกล้พื้นที่ป่าเขา ทั้งภาพ กลิ่น และรสชาติของอาหารแนวนี้ ก็จะกลายเป็นเรื่องปกติสามัญไป
ต้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 ผมได้ไปบ้านป่าเกี๊ยะ ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย หมู่บ้านซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นอาข่า อยู่ร่วมกับคนลาหู่และกะเหรี่ยงอีกจำนวนหนึ่ง ได้กินกับข้าวฝีมือคนอาข่าสามมื้อ ที่บ้านของอาปิ โอยแม หนึ่งในสาวชาวอาข่ารุ่นใหม่ผู้กระตือรือร้นที่จะสืบสานชีวิตวัฒนธรรมอาข่าให้คงอยู่ได้อย่างมีความหมาย ในพื้นที่บ้านเกิดของเธอเอง
บ้านป่าเกี๊ยะนับเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ระหว่างหุบเขาบนที่สูงเมืองเชียงราย แม้มีรายได้จากพืชผลเกษตรอย่างเช่นข้าวโพด กาแฟ อะโวคาโด และพืชเศรษฐกิจหลักคือกล้วยน้ำว้า แต่การยังชีพของคนอาข่าที่นี่ยังเป็นวิถีดั้งเดิมอยู่มาก พืชอาหารหลัก ๆ คือถั่วชนิดต่าง ๆ กับงาขี้ม่อนที่ปลูกไว้กิน และข้าวพันธุ์แช่เนะ (ข้าวไร่) แช่ซา (ข้าวนา) ถั่วที่กินกันมากคือถั่วฝักยาว ถั่วพู ถั่วแปบ รวมทั้งงา เมล็ดฟักทอง ส่วนเมล็ดถั่วต้มทำซุป เช่นเดียวกับผักสด ถั่วลิสงใส่ยำผัก ยำแตง ทำน้ำพริก

สำคัญกว่านั้นคือวิธีปรุง ซึ่งสวมทับคำอธิบายของแนวคิด paleo diet ที่เน้นการกินสด การปรุงแบบง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน และรสชาติกับข้าวจะอ่อน ๆ คือรสไม่จัดมาก สิ่งที่เรียกว่า “ยำ” ของคนอาข่าไม่ใช่กับข้าวรสเปรี้ยว แต่อร่อยด้วยความนัว ความมันของวัตถุดิบ พวกเราได้กินตำมันอะลูต้มปรุงรสด้วยพริกกระเทียม ผัดน้ำมันน้อย ๆ ได้กินรถด่วน (หนอนไม้ไผ่) คั่วเกลือ เติมพริกกระเทียม น้ำเล็กน้อย อบจนเดือดแล้วโรยใบผักชีฝรั่ง ได้ลิ้มรสหมูคั่วรากชูกับพริกและกระเทียมเล็กน้อย และที่อร่อยมาก ๆ ก็คือน้ำพริกถั่วลิสงใส่มะเขือเทศครับ
อาปิบอกว่า คนป่าเกี๊ยะไม่ค่อยมีปลากิน แต่เธอมีสูตรทำแอบปลาแซบ ๆ อยู่ พวกเราเลยหาซื้อปลาสดขึ้นไปให้อาปิปรุงแอบปลาห่อใบตอง กับใบอ่อนเถาออบแอบ ผักกูด ผักแพว หมกในเตาไฟอ่อนจนสุกหอม อร่อยแซบมาก ๆ

เตาไฟฟืนสามเส้าใต้โรงไม้หน้าบ้าน ซึ่งตั้งหม้อแช่เมอ (ข้าวต้มปรุง) ต้มเคี่ยวใบสะระแหน่น้ำกับเกลือจนเปื่อยนุ่ม ค่อย ๆ โรยข้าวเหนียวคั่วไฟอ่อนป่นเป็นข้าวคั่วลงเคี่ยวจนสุกบาน โรยกระเทียมเจียว ทั้งต้มซุปผักกวางตุ้งโดยใส่ตะไคร้ ขิง เกลือ รากชู พริกสองสามเม็ดแก้ความขิวของน้ำ แล้วใส่ผักกวางตุ้งต้มจนสุกนุ่มนั้น ช่างละม้ายเหมือนร่องรอย (feature) ขี้เถ้ากลางกลุ่มหลุมเสา ในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีหลายแห่ง ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์เสียจริง ๆ
เลยอดคิดไม่ได้ว่า ฉากและชีวิตที่เป็นภาพเชิงซ้อนในช่วงเวลาไม่ต่ำกว่าสามสหัสวรรษ บางทีก็ยังมีอยู่ในที่ที่เราไม่เคยคาดคิดไปถึงนะครับ
…………………….
สำหรับนักเรียนเก่าโบราณคดีที่มีพื้นเพเป็นคนชนบทในตัวอำเภอ แล้วย้ายมาเป็นคนเมืองเกือบเต็มตัว การลงพื้นที่หมู่บ้านชายป่าชายเขา เห็นวิธีปรุง วิธีกินแบบดั้งเดิมของคนพื้นที่ มันเหมือนเป็นการต่อจิ๊กซอว์ภาพในหัว เกี่ยวกับอาหารสมัยบรรพกาลได้ชัดเจนขึ้นมาก ผมคิดว่าเข้าใจมากขึ้น นึกออกมากขึ้น ว่าคนก่อนประวัติศาสตร์ในเขตพื้นที่ลพบุรี อาจจะกินข้าวฟ่างหางกระรอกต้มโจ๊กใส่ผักสมุนไพรหลาย ๆ ชนิด เหมือนคนกะเหรี่ยงต้มข้าวเบ๊อะ – ตาพอเพาะ ก็เป็นไปได้
ชามโจ๊กข้าวคั่วใส่ผักสะระแหน่น้ำที่อาปิยื่นให้ตรงหน้าในมื้อเช้าวันนั้น ยิ่งทำให้เห็นความเป็นไปได้ถึงการกินแป้งแปรรูปต้มสุกในลักษณะต่าง ๆ โดยมีส่วนผสมเพียงผักสดผักแห้ง แถมปรุงรสอ่อน ๆ อย่างง่าย ๆ ไหนจะแกงฟักหอมใส่ข้าวคั่ว ก็ทำให้เราเห็นชัดถึงวิธีการกินต้มแป้งแบบข้นแบบใส ตามแต่จะเลือกปรุงในแต่ละครั้ง
เมื่อรวมกับความรู้ในไซเบอร์สเปซ คลิปสั้น ๆ เกี่ยวกับอาหารดั้งเดิมในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ต่างทยอยเปิดหูเปิดตาให้เราเหมือนลงภาคสนามได้ทุกที่ทุกเวลา ผมดูคนลาวตำใบมะยมต้มจนแหลก แล้วเอามาแกงน้ำเขละ ๆ เหมือนแกงผำ ดูคนพม่าลวกดอกแจงจนสุก ยำกินแบบสูตรพม่า ดูคนโคราชทำข้าวแผะ ที่ละม้ายเหมือนข้าวต้มเคี่ยวเครื่องพริกตำและพืชสมุนไพรเละ ๆ หม้อใหญ่ แล้วก็คิดว่า ที่จริง วิถีชุมชนก่อนประวัติศาสตร์นั้นก็ไม่ได้สาบสูญไปไหน ทว่าผูกพันกับผู้คนที่ยังมีโอกาสสัมพันธ์กับธรรมชาติใกล้ตัวอยู่เสมอ
คำถามอาจอยู่ที่ว่า เมื่อไหร่กัน ที่เรารู้สึกว่าอาหารธรรมชาติเหล่านี้ช่างประหลาด พิลึกกึกกือ ดูไม่น่าจะกินได้ เมื่อไหร่พอเห็นกับข้าวกับปลาหน้าตาแปลกไปกว่าในครัวบ้านเรา แล้วเกิดคำถามในหัวทันทีว่า “แบบนี้จะได้เหรอ?”

แน่นอนว่าคำตอบมีมากกว่าหนึ่ง แต่หนึ่งในนั้นผมคิดว่า ก็เมื่อ“ตำรากับข้าว” เริ่มถูกเขียนขึ้น และค่อย ๆ ขยับเข้ามาเป็นตัวกำหนดแบบแผนกรอบเกณฑ์การคิด เสาะหา ปรุงรส กระทั่งวิธีกินอาหารของคนในวัฒนธรรมนั้น ๆ นั่นแหละครับ
โดยมิได้รังเกียจเดียดฉันท์วัฒนธรรมตำรากับข้าวเลยนะครับ ผมเคยเสนอไว้หลายแห่งเมื่อนานมาแล้วว่า มันยังมีวัฒนธรรมการปรุงกับข้าวกับปลาอีกอย่าง คือ “การด้น” ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจรสชาติของวัตถุดิบที่มีในมือ รู้จักโภชนวิธีประกอบสร้างอาหารนอกแบบแผนตำรา ตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือการทำแกงโฮะของคนล้านนา แกงสำรวมของเด็กวัดหลังวันพระใหญ่ กระทั่งวิธีทำกับข้าวของชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งตั้งถิ่นฐานใกล้พื้นที่ธรรมชาติที่เล่ามา ซึ่งอาจมีไวยากรณ์การปรุงหลัก ๆ ไม่ซับซ้อน แต่อะลุ่มอล่วยให้กับการใช้วัตถุดิบเท่าที่หาได้ตามฤดูกาล ประกอบขึ้นเป็นอาหารซึ่งเต็มไปด้วยความหลากหลายในมื้อหนึ่ง ๆ
จิตวิญญาณการด้นเช่นนี้อาจสูญหายไปจากผู้คนในสังคมเมืองส่วนมากแล้วก็เป็นได้
………………….
กับข้าวอาข่าสองมื้อที่บ้านป่าเกี๊ยะ ซึ่งซ้อนทับกับแนวคิด paleo diet แบบโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ นอกจากฉายภาพอาหารสมัยบรรพกาลให้ชัดเจนขึ้น ยังยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่า อาหารซึ่งผู้คนในอดีตกินกันเป็นปกติสามัญนี้ คนปัจจุบันทุกคนก็ต้องกินได้เช่นกัน
หากมองด้วยสายตาของการแสวงหาความรู้ กินด้วยลิ้นที่ปรารถนาหยั่งถึงความกว้างใหญ่ไพศาลของรสชาติร่วมโลก มันย่อมเป็นการเดินทางท่องเที่ยวไปในพื้นที่ไร้ขอบเขตของอาหาร ทั้งยังสอดคล้องกับแนวคิดการกินอาหารแบบ flexitarian-การบริโภคโปรตีนทางเลือกแบบอะลุ่มอล่วย ซึ่งก็คือผักพื้นบ้าน เมล็ดธัญพืชทั้งแบบทางตรงและแปรรูป แมลงปีกแข็งปีกอ่อน ทั้งหมดเป็นไปเพื่อลดสัดส่วนโปรตีนเนื้อสัตว์จากระบบฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ อันมีงานวิจัยสนับสนุนว่าจะสัมพันธ์โดยตรงกับการลดลงของสภาวะเรือนกระจกและมลพิษในบรรยากาศโลก
นอกจากนี้ การลดบริโภคเนื้อสัตว์ยังส่งผลดีโดยตรงและรวดเร็ว ต่อสุขภาวะของระบบต่าง ๆ ในร่างกายด้วย ดังมีงานวิจัยของ พญ.ดร. พิจิกา วัชราภิชาต ตีพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือชื่อ“ใช้อาหารรักษาโรค” (ตุลาคม 2567) ยืนยันให้เห็นความเป็นไปได้จริง ๆ ในปัจจุบัน

เหนืออื่นใด “คำให้การ” ของสาวอาข่ารุ่นใหม่อย่างอาปิ ที่นอกจากแจกแจงสูตรอาหาร ลงมือทำให้กินอย่างอิ่มหนำ ยังได้เล่าถึงความพยายามสร้างเครือข่ายเด็กวัยรุ่นที่สนใจเรื่องแนวนี้ การริเริ่มทำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เช่น ผ้าปัก กำไล พวงกุญแจ พัฒนาศักยภาพโฮมสเตย์และแหล่งท่องเที่ยวตามฤดูกาลในพื้นที่ ช่วยกันสนับสนุนคนรุ่นใหม่ในการสร้างเครือข่ายรับซื้อสินค้าเกษตรเพื่อส่งตลาดภายนอก ปรับปรุงสายพันธุ์กาแฟที่เริ่มปลูกกันมากขึ้น เรื่องเล่าเหล่านี้โน้มน้าวให้เราไม่อาจทำตัวเป็นเพียงผู้ชมแต่ฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป หากแต่อาจตัดสินใจเข้าร่วมสนับสนุนปฏิบัติการทางสังคมผ่านกระบวนการด้านอาหาร ไม่ว่าจะกรณีคนอาข่าบ้านป่าเกี๊ยะ หรือที่อื่น ๆ
มันก็อย่างที่ตั้งข้อสังเกตไว้ตอนต้นนะครับ นักเรียนวิชา ethnoarchaeology หลายคนอาจข้ามพ้นขอบเขตเนื้อหารายวิชาว่าด้วยอดีตนี้ ไปด้วยคำตอบที่พวกเขาเห็นชัดว่า กำลังมีอะไรบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อ “มนุษย์”
ไม่ใช่มนุษย์ในฐานะแหล่งข้อมูล หากทว่าคือชีวิตร่วมโลกเดียวกันกับพวกเขา
………………………..
ช่วงทศวรรษ 1980 มีภาพยนตร์ฝรั่งอย่างน้อยสองเรื่อง ที่ผมเคยเข้าไปนั่งดูในโรงหนังเมืองบางกอกรุ่นนั้น คือ Local Hero และ Dances with Wolves
ตัวเอกของทั้งสองเรื่องเป็นคนแปลกหน้าซึ่งมีหน้าที่ในพื้นที่ ต่างก็ตั้งกฎในใจไว้แต่แรก ว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวก้าวก่ายเรื่องที่เกิดขึ้นกับชุมชน จริง ๆ แล้วมันก็เป็นระเบียบวิธีของวิชามานุษยวิทยาภาคสนามรุ่นก่อนหน้านะครับ ที่จำต้องรำลึกไว้เสมอ ว่าจะไม่เอาตัวเอง ในฐานะคนนอก เข้าไปผูกพันกับปัญหาของชาวบ้าน พูดง่าย ๆ คือต้องเก็บข้อมูลในฐานะนักสังเกตการณ์เท่านั้น แต่ในสถานการณ์จริง จิตใจมนุษย์ไม่ได้แข็งกระด้างจนสามารถมองข้ามเรื่องราวต่าง ๆ ที่ตนเห็นว่าไม่เป็นธรรมได้เสมอไป แน่นอนว่า ในที่สุด ตัวเอกทั้งสองเรื่องก็ละเมิดกฎนี้ นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่คนดูจดจำได้มากที่สุดด้วยซ้ำ
บางครั้ง สำรับอาหารข้ามกาลเวลา ข้ามพื้นที่ ข้ามเขตวัฒนธรรมบางอย่าง อาจทำหน้าที่เป็นสารที่สื่อเรื่องราวบรรดามีได้มากกว่าสีสัน รสชาติ กระทั่งคุณค่าโภชนาทางการของมันก็ได้นะครับ