ผู้โอบรับโลก โดยไม่ลืมรากมลายู

Human RightsNews
Reading Time: 3 minutes

Melayu Raya ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Melayu Berkualiti, Maruah Terpuji, Patani Dihormati” มลายูที่มีคุณภาพและถูกยอมรับอย่างมีศักดิ์ศรี นับเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งจะจัดขึ้นหลังจากเดือนรอมฎอน หรือที่เรียกกันว่า ฮารีรายอ 

การเป็นมลายูที่มีคุณภาพถูกหยิบยกมาเป็นบทสนทนา เพื่อจะพาสังคมของมลายูไปข้างหน้า หลังจากประเด็นหลักของงานในสี่ปีที่ผ่านมา มีทั้งประเด็นสิทธิมนุษยชน อัตลักษณ์ตัวตน และสิ่งแวดล้อม แตกต่างจากปีนี้ หนึ่งในผู้จัดให้เหตุผลกับ de/code ว่า การหยิบยกประเด็นที่ท้าทายขึ้นมาแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเราลืมรากของตัวเอง แต่เพราะว่า เราต้องการคนมาขับเคลื่อนประเด็นต่าง ๆ ที่เราพูดกันไปในปีก่อน ๆ ให้หนักแน่นขึ้น

คำว่า “คุณภาพ” ถูกพูดขึ้นหลายครั้งตลอดช่วงของการสนทนา ทุกคนมีท่าทีเหมือนกัน ที่จะไม่นิยามคำนี้โดยสรุป แต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้เป็นคำลอย ๆ ทุกคนพยายามอธิบายว่า การเสริมสร้างบุคลากรของปาตานีให้กลายเป็นคนที่มีคุณภาพ เพื่อสามารถไปยืนอยู่ในจุดต่าง ๆ และสามารถผลักดันวาระของพื้นที่ได้

“เราอยากจะสื่อสารว่า เรามีคุณภาพนะ แต่โอกาสมันไม่เอื้อ”

นูรุลฮูดา มะสา นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีมลายู เริ่มต้นด้วยประโยคนี้ “ปัญหาในพื้นที่มันมีหมดเลยนะ เศรษฐกิจ การศึกษา สังคม มันมีหมด แต่เราไม่ค่อยได้คุยกันว่า เราจะแก้ยังไง เราแค่รู้ว่ามันมี”

เธอไม่ได้พูดถึง “คุณภาพ” ในฐานะสิ่งที่ต้องสร้างใหม่ แต่พูดถึงมันเหมือนเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ถูกทำให้มองเห็น

“เรากำลังพยายามเปิดพื้นที่นะ เอาคนที่มีศักยภาพ คนที่มีคุณภาพในพื้นที่ มารวมกัน แล้วก็ไปแก้ปัญหาในพื้นที่จริง ๆ ”

พื้นที่ในความหมายของเธอ ถูกพูดซ้ำหลายครั้ง ไม่ใช่แค่พื้นที่ทางกายภาพ แต่เป็นพื้นที่ในการแสดงตัวตน พื้นที่ในการพูด และพื้นที่ในการทำให้ศักยภาพนั้นปรากฏออกมา

“คนปาตานีไม่ใช่คนที่ไม่มีคุณภาพนะ แต่เขาไม่มีโอกาสที่จะโชว์มันออกมา เพราะระบบมันไม่เอื้อ”

“เสียงของผู้หญิงในพื้นที่ มันไม่ค่อยถูกนับเท่าไหร่”

เธอพูดประโยคนี้อย่างเรียบง่าย ผมถึงต้องถามย้ำว่า ไม่นับนี่ไม่นับอย่างไร รวมถึงเป็นเสียงที่ไม่มีความหมายด้วยไหม 

“เราต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยก่อน ให้ผู้หญิงเห็นคุณค่าของตัวเอง ว่าเขาก็พัฒนาชุมชนได้เหมือนกัน มันไม่ใช่เรื่องของเพศใดเพศหนึ่ง เพราะเอาเข้าจริง ๆ ผู้หญิงเป็นผู้ได้รับผลกระทบอย่างมากที่สุด ต่อการตัดสินใจทุกอย่าง แต่เขากลับมีพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วมน้อยมาก

เธอตั้งคำถามชวนเรามองย้อนกลับไปในสังคมว่า “ลองดูสิ ลองหันไปดูในมุมไหนก็ได้ในสังคมปาตานี เราก็จะเห็นผู้หญิงทุกที่ บางพื้นที่ผู้หญิงมีศักยภาพมากกว่าด้วยซ้ำ”

“ถ้าเราไม่เห็นค่าศักยภาพของผู้หญิง เราอยู่ในสังคมนี้ไม่ได้ เพราะผู้หญิงเป็นตัวแปรสำคัญเหมือนกัน”

ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อคำว่า “คุณภาพ” ถูกขยับไปพูดในบริบทที่กว้างขึ้น ท้าทายกับบริบทของพื้นที่มากขึ้น อานัส พงศ์ประเสริฐ ที่ปรึกษาคณะจัดงานมลายูรายอ บอกกับเราว่า เรามีประเด็นในพื้นที่เต็มไปหมด แต่เรามีคนไม่พอ 

“ที่ผ่านมาเราวิ่งตามประเด็น แต่คนยังไม่ชัด”

อานัสมองสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านมุมของการขับเคลื่อนสังคม  เขาไม่ได้ปฏิเสธการทำงานที่เคลื่อนด้วยประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม มนุษยธรรม หรือการเมือง เพราะประเด็นเหล่านั้นมีความสำคัญในตัวเองอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เขาตั้งคำถามคือ เมื่อประเด็นเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ คนในพื้นที่ได้ถูกยกระดับไปพร้อมกันหรือไม่ หรือพร้อมที่จะเปิดอกรับเผชิญความเปลี่ยนแปลงที่กำลังถาโถมเข้ามามากน้อยแค่ไหน ซึ่งอานัสย้ำกับเราว่า “ไม่มีใครที่จะสามารถหลีกหนีการเปลี่ยนแปลง” 

การขับเคลื่อนผ่านประเด็นต่าง ๆ อาจทำให้เกิดการตระหนักรู้ แต่ถ้าคนยังอยู่ในจุดเดิม การเปลี่ยนแปลงก็อาจจะไม่ยั่งยืน คำว่า “มลายูคุณภาพ” ที่เขาพูดถึงจึงไม่ได้เป็นคำที่มีความหมายตายตัว หากเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา เป็นสิ่งที่ต้องค่อย ๆ สร้าง ค่อย ๆ ขยาย และค่อย ๆ ทำให้เห็นเป็นรูปธรรม

ภายใต้ความขัดแย้งที่ยาวนาน สิ่งหนึ่งที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นคือกำแพง “กำแพงที่ไม่ได้มองเห็นได้ด้วยตา แต่รับรู้ได้ผ่านวิธีคิดและวิธีใช้ชีวิตของผู้คน มันอาจไม่ได้หนาแน่นจนข้ามไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้บางจนมองข้ามได้ง่าย” เขาบอกว่าผู้คนที่นี่เรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเองด้วยการอยู่ในกรอบของตัวเอง ปิดปากเงียบ และเขามองว่านอกกรอบนี้ เป็นพื้นที่ของความเสี่ยง เสี่ยงที่จะถูกจับตาโดยหน่วยงาน หรือองค์กรของรัฐ 

การพูดถึง “คุณภาพ” ในความหมายนี้จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มทักษะ หรือความสามารถ “แต่คือการค่อย ๆ ทลายกำแพงของความหวาดกลัว ที่พวกเขารู้สึกระแวดระวัง ว่าเสียงของพวกเขาจะถูกจับตามองโดยฝ่ายความมั่นคง หรือกลัวว่าความเป็นมลายูจะตกเป็นรองเมื่อต้องเผชิญกับวัฒนธรรมอื่น ๆ” เปิดพื้นที่ให้ความคิดใหม่ ๆ สร้างเงื่อนไขที่ทำให้คนกล้าคิด กล้าทำ และกล้าออกนอกกรอบที่เคยมี

แต่ในขณะเดียวกัน การเปิดรับสิ่งใหม่ก็พาไปสู่คำถามอีกแบบหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อมันเกี่ยวข้องกับโลกภายนอกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความเป็น “คุณภาพที่มาตรฐานแบบพลเมืองโลก” กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้น การเชื่อมต่อกับประเด็นระดับโลกดูเหมือนจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่สำหรับคนในพื้นที่ อานัสบอกว่าความเป็นมลายูไม่ได้เป็นเพียงอัตลักษณ์ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ง่าย มันผูกกับศาสนา ผูกกับความเชื่อ และวิถีชีวิตที่มีรากฝังลึก

ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่การเลือกระหว่างสองสิ่ง ว่าระหว่างสิ่งที่เป็นรากของความเป็นมลายู และการเป็นพลเมืองโลกท่ามกลางความหลากหลาย แต่คือการหาวิธีอยู่ร่วมกันโดยไม่ต้องละทิ้งสิ่งใดไปทั้งหมด การจะเปิดรับโลกโดยไม่สูญเสียตัวตน การจะปรับตัวโดยไม่ถูกกลืน การจะเดินไปข้างหน้าโดยไม่ตัดขาดจากราก

“ท้ายที่สุดคนจะกลับไปหาราก รากเรามาจากไหน ยังไงคนมลายู หรือใครก็ตามแต่ย่อมมีรากของตัวเอง”

เขาไม่ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง แต่ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ เพียงแต่ในกระบวนการนั้น มนุษย์ยังคงมีแนวโน้มที่จะย้อนกลับไปหาคำตอบพื้นฐานของตัวเองว่า “ฉันคือใคร”

ในช่วงหนึ่งของการสนทนา ผมถามคำถามที่หลายครั้งมักถูกหลีกเลี่ยง เมื่อการพูดถึง “คุณภาพ” และ “การยกระดับ” ภายใต้การอยู่ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเพศ สิทธิ และเสรีภาพ ผมไม่ได้ถามเน้นไปในทิศทางว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ แต่ถามว่า “เขาวางตัวเองไว้ตรงไหน” ท่ามกลางแรงเคลื่อนเหล่านี้

อานัสใช้เวลาคิดนานกว่าคำถามอื่น ๆ ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง

“ผมคิดว่าเราต้องระวังนะครับ”

“เราถูกกระแสทางสังคมกำหนดทิศทางไม่ได้ ว่าจะไปซ้ายหรือไปขวา อันนี้คือสิ่งสำคัญ เพราะบางครั้งกระแสพวกนี้มันมาเร็วมาก แล้วมันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องไปตาม แต่ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น”

เขาไม่ได้ปฏิเสธว่าประเด็นเหล่านี้ กำลังเป็นประเด็นที่เกิดการถกเถียงอยู่ในสังคม หรือไม่มีผลต่อคนในพื้นที่จริง ๆ ตรงกันข้าม เขายอมรับว่ามันกำลังเข้ามา และกำลังสร้างคำถามใหม่ ๆ 

“อย่างเรื่อง LGBTQ+ หรือเรื่องเพศอะไรพวกนี้ มันก็เป็นคำถามที่ยากนะ แล้วมันก็เป็นสิ่งที่สังคมโลกกำลังคุยกันอยู่ แต่คำถามคือ เราจะเอามันมาอธิบายในบริบทของเราแบบไหน”

“ความเป็นมลายูมันแยกไม่ออกกับความเป็นอิสลาม มันเป็นรากที่มันอยู่ด้วยกันมานาน เพราะฉะนั้น เวลามีอะไรเข้ามา มันไม่ได้เข้ามาในพื้นที่ว่าง แต่มันเข้ามาเจอกับสิ่งที่มันมีอยู่แล้ว”

“ผมว่าโจทย์มันไม่ใช่ว่าเราจะรับหรือไม่รับนะ แต่คือเราจะอยู่ตรงไหน เราจะอธิบายมันยังไง เพื่อให้มันยังอยู่ร่วมกับความเชื่อ จารีต วัฒนธรรมของเราได้ โดยที่เราไม่รู้สึกว่ามันถูกทำลาย”

เขาย้ำอีกครั้งว่า การ “ไม่วิ่งตาม” ไม่ได้หมายความว่า “ปฏิเสธ”

“เราไม่ใช่ที่ที่จะต้องวิ่งตามทุกอย่าง เขาคุยเรื่อง LGBTQ+ เราก็ต้องคุยตาม ไม่ใช่แบบนั้น”

“เราต้องระวังเพื่อรักษาความรู้สึกของคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่กลุ่มเดียว เพราะพื้นที่นี้มันไม่ได้มีแค่คนแบบเดียว มันมีความหลากหลายอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราจะจัดการกับความหลากหลายนั้นยังไง”

“บางเรื่องมันต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ ถ้าเรารีบไปตัดสินเลย มันอาจจะทำให้เราเสียบางอย่างไปโดยที่เรายังไม่ทันได้รู้ว่ามันคืออะไร”

“มลายูที่มีคุณภาพ” ที่ถูกหยิบมาเป็นคอนเซปต์หลักของงานในปีนี้ แม้จะดูเป็นคำที่เป็นนามธรรม ยากที่จะจับต้องเหมือนประเด็นหลัก ๆ ของการขับเคลื่อนผ่านงานมลายูรายอในปีก่อน ๆ อย่างประเด็นสิ่งแวดล้อม หรือประเด็นทางอัตลักษณ์ ตัวตน แต่อานัสกลับทำให้เห็นว่า การจะไปถึงสิ่งที่เรียกว่าคุณภาพ อาจต้องผ่านการต่อรองกับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบอยู่ระหว่างทาง

หรือบางที ความท้าทายอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกว่าจะยืนอยู่ฝั่งไหน หากอยู่ที่การยืนอยู่ในจุดที่ยังสามารถมองเห็นทั้งสองฝั่งได้พร้อมกัน โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินว่า ฝั่งใดควรถูกเลือกก่อน

เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา เซรามิกดีไซเนอร์จากฝรั่งเศส เขาบอกว่าการเป็นเด็กจบนอกในพื้นที่ห่างไกล ย่อมเป็นสิ่งที่หวือหวาอยู่แล้ว เขาเลือกจะตั้งคำถามกับคำว่า “คุณภาพ” ในแบบที่ต่างออกไป เขาไม่ได้เริ่มจากมาตรฐานใด ๆ หรือโครงสร้างวิธีคิดแบบไหน แต่เริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด นั่นคือ การรู้จักตัวเอง เขาบอกว่า หากเราทุกคน คือปลา 

“ปลา น้ำตื้น จะไม่ว่ายไปน้ำลึก ปลาน้ำลึกจะไม่ว่ายไปเกยตื้น” ทุก ๆ คนที่มีทางของตัวเอง

ภาพของมหาสมุทรที่เขาใช้ไม่ได้เป็นเพียงการเปรียบเทียบ หากเป็นวิธีคิดที่ตั้งคำถามกับโลกที่ผลักให้ทุกคนต้องไปในทิศทางเดียวกัน โลกที่มีมาตรฐานเดียว โลกที่วัดความสำเร็จในแบบเดียว และโลกที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าตัวเอง “ยังดีไม่พอ”

แต่ถ้าศักยภาพของแต่ละคนแตกต่างกัน การใช้มาตรฐานเดียวกันอาจทำให้บางคนหลงทาง ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความสามารถ แต่เพราะเขาถูกวัดด้วยสิ่งที่เขาไม่ได้เป็น

“ระบบการศึกษามันไม่ได้เอื้อ มันเป็นเหมือนสายพาน พอเรียนจบไปก็ไม่ได้ทำงานที่ตัวเองเรียน”

เขายกตัวอย่างคนจำนวนมากที่ออกไปทำงานข้างนอก

“มีคนมลายูออกไปอยู่ข้างนอกเยอะมาก หลักล้านนะ แต่สุดท้ายไม่ได้ทำงานที่ตรงกับที่เรียน แล้วก็ไม่กล้ากลับบ้าน”

เขาเชิญชวนด้วยการท้าทายทุกคนว่า หากไม่รู้ว่ากลับบ้านไปแล้วจะทำอะไร “ถ้าเป็นแบบนั้น  ลองกลับมาบ้านดีกว่า”

ในปัจจุบัน ระบบที่ผลักคนออกจากพื้นที่ ไปเรียน ไปทำงาน ไปใช้ชีวิตในที่อื่น คนจำนวนมากจึงออกไปโดยไม่แน่ใจว่าตัวเองจะกลับมาทำอะไร และเมื่อไม่แน่ใจ การกลับมาก็กลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ

การไม่กล้ากลับบ้าน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของโอกาส แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกว่าตัวเอง “ไม่ตรง กับสิ่งที่พื้นที่ต้องการ ทั้งที่ในความเป็นจริง พื้นที่อาจยังต้องการคนแบบเขาอยู่ เพียงแต่ไม่มีใครบอกเขาในแบบนั้น” 

การท้าทายให้ “กลับบ้าน” ไม่ใช่ประโยคท้าทายธรรมดา แต่เป็นคำถามที่ย้อนกลับไปยังความหมายของความสำเร็จ ว่าสิ่งที่ถูกยอมรับจากภายนอก ยังมีความหมายอยู่หรือไม่ เพราะการกลับบ้านของคนไกลบ้านย่อมมีคำถามตามมามากมาย

การกลับบ้านในความหมายนี้ จึงไม่ใช่การถอยหลัง แต่เป็นการเลือกที่จะเริ่มต้นจากสิ่งที่ตัวเองมีอยู่จริง เป็นการยอมรับว่าศักยภาพไม่จำเป็นต้องถูกพิสูจน์ในที่ที่ไกลที่สุด แต่อาจถูกใช้ในที่ที่ใกล้ที่สุดแทน

เมื่อมองจากจุดนั้น “คุณภาพ อาจไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องวิ่งตาม หากเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากข้างใน ถ้าคนในพื้นที่เห็นคุณค่าของตัวเอง ถ้าชุมชนสามารถสร้างความหมายให้กับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ สิ่งนั้นอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพื้นที่ แต่จะค่อย ๆ ถูกมองเห็นจากข้างนอก โดยไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้เหมือนใคร”

ทั้งสามคน ไม่มีใครนิยามคำว่า “คุณภาพ” เหมือนกัน แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธมัน มันเป็นคำตอบปลายเปิดอยู่ เป็นคำที่ยังต้องการพื้นที่ในการนิยาม และเป็นคำที่ยังคงถูกต่อรองอยู่ระหว่างสิ่งที่เป็นกับสิ่งที่ควรจะเป็น

บางทีคำถามอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า พื้นที่นี้มีคุณภาพหรือไม่ แต่คือเสียงของพื้นที่นี้ดังพอแล้วหรือยัง? และในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงของมาตรฐาน เสียงของอำนาจ และเสียงของการกำหนดความหมายจากภายนอก เสียงที่ไม่ดังพอ ก็มักจะถูกกลบโดยไม่ทันรู้ตัว

Author
ฟาห์เรนน์ นิยมเดชา
เป็นคนที่เฝ้าฝันสร้างสังคมประชาธิปไตย ร่วมลงทุนลงแรงเพื่อสร้างสังคมที่เทียมเท่าในทุกๆ วัน
Photographer
Janjira Tabaiya