การสร้างนักอ่านที่เข้มแข็งและเข้มข้น 

ColumnistHuman & Society
Reading Time: < 1 minute

ประเทศเต็มไปด้วยคำตอบอันปราศจากคำถาม

วีรพร นิติประภา

บ่อยครั้งที่มีคนมาขอคำแนะนำว่าทำอย่างไรให้ลูกเป็นนักอ่าน  ซึ่งถ้าให้พูดจริงจัง  มันเป็นเรื่องซับซ้อนมากกว่าแค่ขั้นตอนหนึ่ง…สอง…สาม  และต้องการความความเช้าใจว่าการอ่านเป็นส่วนสำคัญในการวางรากฐานชีวิต  ไม่ใช่แค่การฝึกฝน  เหมือนการฝึกนั่งกระโถนหรือฝึกวินัยอื่น ๆ    

เราจำเป็นต้องมองเห็นก่อนว่าทำไมต้องอ่าน  การอ่านไม่ได้เป็นสิ่งที่แค่ช่วยให้ลูกมีความรู้เท่านั้น  มันยังเป็นกลไกที่ช่วยให้คนคิดเองได้  ซึ่งจะเป็นทั้งเกราะป้องกันจากการหลงผิดและถูกหลอกลวง  แต่อีกเรื่องที่สำคัญมากและคนไม่ค่อยพูดถึง  ก็คือการอ่านยังช่วยให้คนเข้าใจชีวิตและโลก  ซึ่งไม่แค่จะช่วยประคับประคองเขายามร่วงหล่น แต่ยังเป็นทางหนีและที่หลบภัย 

หลบภัยจากอะไร  …จากหนังสือเรียนที่เขียนวกวนเวิ่นเว้อ  จากชีวิตประจำวันน่าเบื่อหน่าย  ไปจนถึงจากปัญหาชีวิตต่าง ๆ ที่เขาจะต้องพบเจอประสามนุษย์ปุถุชนธรรมดา  ไม่ว่าจะเป็นความเศร้า  ความทุกข์  ความไม่ได้อย่างใจ  ความวุ่นวาย  สังคมเต็มไปด้วยคนไม่เอาไหน  ไร้สาระ  โลกที่คาดเดาและควบคุมไม่ได้  เราเองก็ไม่ได้นำเด็กๆ มาสู่โลกสมบูรณ์แบบ  มิหนำซ้ำมันยังเป็นโลกกระพร่องกระแแพร่ง  และพ่อแม่จำไปต้องเข้าใจ  ว่าเราจำเป็นต้องดูและจิตใจเขาให้แข็งแรง  มีพลัง  เช่นเดียวกับการดูเรื่องการศึกษา  อาหารการกิน  สภาพแวดล้อม  การออกกำลัง   

คนไม่เป็นนักอ่านก็ได้  เพียงแต่ไม่เคยเห็นคนเก่งๆ ในโลกนี้ที่ไม่เป็นนักอ่านที่เข้มแข็งและเข้มข้น   

ประการแรกสุดในการสร้างนักอ่าน  …บ้านต้องเต็มไปด้วยหนังสือ  ไม่ใช่แค่มี  แต่มีเยอะๆ  แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ลูกเป็นนักอ่านโดยไม่ห้อมล้อมเขาเอาไว้ด้วยหนังสือ  นักอ่านส่วนใหญ่ก็มักมีพ่อแม่เป็นนักอ่าน  ซึ่งจะมีหนังสือเต็มบ้าน  ลูกก็จะโตขึ้นเป็นนักอ่านเองแทบจะโดยอัตโนมัติ   

ถัดมาคือการทำให้หนังสือเป็นเพื่อน  หนังสือต้องถูกเลือกเป็นส่วนหนึ่งของของเล่นต่างๆ ตั้งแต่ลูกยังอ่านไม่ออก  …หนึ่งในของเล่นของเขาจะต้องมีหนังสือประเภทรูปภาพ  ไม่ต้องมากมาย  แต่ฉีกได้  ทำยับได้  เปียกได้  เปื้อนได้  ขว้างได้  ขยำได้  เหยียบได้  นั่งทับได้  หนังสือต้องไม่ถูกกีดกันจากปฏิสัมพันธ์ของลูก  รวมทั้งลูกต้องไม่ถูกสอนว่าหนังสือเป็นของสูงต้องเทิดทูน  เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างที่ชอบพูด ๆ กันเช่นนั่งทับหนังสือตูดจะเป็นฝี หรือจะเรียนไม่เก่งหรืออะไรทำนองนั้น   

หนังสือภาพส่วนใหญ่มีราคาสูง  หากเสียพังก็ขอให้ปะซ่อมไป  การซ่อมแซมข้าวของยังเป็นการสอนให้เด็ก ๆ เข้าใจหลาย ๆ เรื่องไปในตัว  โดยเฉพาะหากเราทำให้หนังสือเป็นเพื่อน…เป็นของรัก   ไม่ว่าจะความงามรูปลักษณ์ไม่สำคัญเท่าแก่นสาร  ความไม่สวยสมบูรณ์ไม่สำคัญเท่ามิตรภาพ  …ทุกอย่างซ่อมแซมได้  ความไม่สัมพันธ์ก็ซ่อมได้  เป็นต้น      

อีกเรื่องหนึ่ง  และเอาจริงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดก็ว่าได้ในช่วงเวลาที่ลูกยังเล็ก  นั่นก็คือพ่อแม่จะต้องอ่าน  และอ่านเป็นประจำให้ลูกเห็น  มันเป็นเวลาที่ลูกจะหัดพูดตามพ่อแม่  หัดเดินตาม  หัดท่าทางหยิบจับข้าวของ และทำทุกอย่างตาม  ถ้าเห็นพ่อแม่อ่าน  เขาก็จะอ่านตาม  และจดจำมันเป็นส่วนหนึ่งของพื้นฐานการเป็นมนุษย์อื่นๆ …ยืน  เดิน  นั่ง  ทำโน่นทำนี่ข้างต้น  และเช่นเดียวกับพื้นฐานอื่นๆ  …การอ่านจะเป็นสิ่งที่เขาจะทำเป็นปกติไปชั่วชีวิต     

เมื่อโตอีกหน่อย  พ่อแม่จำเป็นต้องคอยชี้ชวนให้ลูกดูรูป  เล่าเรื่องประกอบ  หรืออ่านให้ฟัง  ขั้นตอนนี้จะทำให้เด็กๆ เห็นว่าเราสนใจหนังสือมากกว่าของเล่นชื้นอื่นๆ  และหนังสือเป็นสิ่งน่าสนใจ  พยายามอย่าสอนให้เขารู้จักตัวหนังสือหรือเน้นความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ มากนัก  เขาจะถูกสอนมากเกินพออยู่แล้วที่โรงเรียนเมื่อถึงเวลา  แค่ทำให้หนังสือน่าสนใจก็พอ   

พอลูกเริ่มอ่านเองได้  ลูกจะต้องไม่ถูกห้ามอ่านเล่มไหนในบ้าน  ในแง่นี้หนังสือจะกลายเป็นเสรีภาพ  เป็นทางหนี  เป็นที่หลบภัย  อย่าแนะนำมาก  อยากให้อ่านเล่มไหนก็กระตุ้นแบบแค่เล่าๆ ว่าเล่มนี้สนุกดี  มีแม่มดมีเจ้าหญิงด้วย  เอาออกมานั่งอ่านให้ดูและวางทิ้งไว้ใกล้มือ  แต่ต้องปล่อยให้ลูกเลือกอ่านตามอำเภอใจ   

หากเขาหยิบหนังสือคนโตๆ มาอ่าน  อ่านยากหรืออ่านเข้าใจยากเขาก็จะไม่อ่านเล่มนั้นเอง  ไม่ต้องห้าม  หากมีเนื้อหาเรื่องความรักหรือเรื่องเพศก็ขอให้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะใช้คุยเรื่องเพศแบบตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์  การจะคุยเรื่องนี้อย่างไรกับเด็กแต่ละวัยสามารถเสิร์ชหาอ่านได้ในอินเตอร์เน็ต  ซึ่งมีมากมายหลายวิธี  โปรดเข้าใจว่าเด็กๆ ไม่ได้เข้าใจเนื้อหาเรื่องเพศในลักษณะเร้าใจแบบผู้ใหญ่   

ส่วนเนื้อหาที่ชวนไม่สบายใจบางเรื่องอย่างสงครามหรือการฆาตกรรม  ก็ให้ใช้การพูดคุยสร้างความเข้าใจเช่นกัน  เด็ก ๆ เองก็จำเป็นต้องมองเห็นโลกอย่างที่เป็น  โปรดตระหนักว่าช้าหรือเร็วเขาจะต้องได้เห็นและได้ยินเรื่องพวกนี้อยู่ดี  เป็นการดีที่จะมีโอกาสค่อย ๆ ทำความเข้าใจทุก ๆ เรื่องกับลูก ๆ  

พอโตอีกนิดก่อนเข้าวัยรุ่นและตลอดไป  …ให้เขาเลือกหนังสือเอง จะการ์ตูน นิยายวาย อยากรู้อะไรอ่านไอ้นั่น  ชอบอะไรอ่านไอ้นั่น  เขาจะไม่อ่านสิ่งที่ไม่ดีพอไปตลอดชีวิตหรอก  การอ่านตามช่วงวัยและตามเพื่อนฝูงเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตทางความคิด   

เวลาลูกอ่านและถามคำถาม  โปรดพยายามอย่าอธิบายหรือตอบทุกอย่าง  พยายามทำให้การอ่านและการตีความเป็นเรื่องเฉพาะคน  อย่ารู้มาก  อย่าอธิบายได้ถามได้ตอบได้ทุกอย่าง  อย่าหมกมุ่นกับความถูกผิดมากนัก  ที่สำคัญก่อนจะตอบก็ต้องอ่านเล่มนั้นมาก่อนแล้วด้วย  โปรดตอบในลักษณะให้คำตอบเชิงความเห็น  ทำให้ฟังดูเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้  ไม่ใช่การประกาศโลกุตรธรรมเลิศล้ำ   

หมั่นบอกเขาว่าเราไม่รู้เรื่องนี้มาก  หรือต่อให้รู้ก็แกล้งโง่เพื่อให้เขาได้แสดงความเห็น  และมีโอกาสคิดเอง  สิ่งสำคัญกว่าความรู้และความถูกผิดคือทัศนคติของต่อเรื่องนั้นๆ ต่างหาก  ถามเขากลับว่าเขาคิดยังไง  ถ้าเขาไม่รู้ว่าจะคิดอย่างไรก็ให้เขาไปเสิร์ชหาดูว่าคนอื่นคิดอย่างไร  และให้เขากลับมาเล่าให้ฟังด้วย  เขาจะได้เรียนรู้เองว่าจะหาข้อมูลที่เชื่อถือได้จากไหน  คนสำคัญและคนฉลาด ๆ คิดเรื่องนี้อย่างไร  ฝึกให้ให้เขาหาคำตอบและเข้าใจว่าจะจัดการกับข้อมูลที่จากอินเตอร์เน็ตอย่างไร   

โปรดเข้าใจว่าเขาไม่จำเป็นต้องได้ความรู้ความเข้าใจจากเรา  เราไม่ได้ฉลาดที่สุดในโลก  มันจะดีกว่ามากถ้าเขารู้ว่ามีข้อมูลน่าสนใจในอินเตอร์เน็ต  เป็นเรื่องดีกว่ามากที่เขาจะได้ฟังเรื่องบางเรื่องจากไอสไตน์  โอบาม่า  สตีฟ จ๊อบ  …คนที่ฉลาดกว่าเรา  และลูกก็ควรได้มองเห็นด้านดีและปราดเปรื่องของอินเตอร์เน็ต  เรียนรู้และฉลาดจากการใช้อินเตอร์เน็ต  ก่อนที่จะค้นพบมิจฉาชีพหรือเว็บชั่วร้ายแบบที่เรากลัว  ค่อย ๆ ชี้นำเขาไปสู่การเข้าถึง  เข้าใจ  และจากนั้นเขาจะป้องกันตัวเองจากสื่อและข้อมูลพิษได้เอง   

อีกเรื่องที่จะขอพูด  …โลกสมัยใหม่คือโลกที่คำตอบที่ถูกต้องมีมากกว่าหนึ่ง  เรื่องน่าเศร้าที่สุดก็คือระบบการศึกษาของเรายังเน้นคำตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว  ซึ่งเป็นตรรกะคับแคบ  ล้าหลัง  และทำให้ผู้คนแบนราบ  ขาดความกว้าง  ลึก  และยืดหยุ่น  คุณสมบัติเหล่านี้สำคัญมากต่อการสร้างสรรค์  ค้นหาเอกลักษณ์  รวมถึงการคิดค้นและสร้างนวัตกรรม  อันเป็นหัวใจของศตวรรษที่ 21  

เวลาลูกอ่านอะไรก็โปรดอย่าขัดจังหวะ  อย่าเรียกไปทำอย่างอื่น  อย่าบังคับไปกินข้าวและห้ามกินข้าวไปอ่านไป  อย่าไล่ไปนอนเว้นแต่จะดึกดื่นมาก  มันอาจไม่ถูกสุขลักษณะต้องตามตำรานัก  แต่ลูกก็ไม่ได้มีหนังสือที่จะอ่านติดพันตลอดเวลาเมื่อไหร่  แค่บอกเขาว่าถึงเวลาต้องทำอย่างอื่น  แต่หากเขายืนยันก็ขอให้ผ่อนปรนเล็กน้อย  พยายามทำให้เวลาการอ่านสำคัญเท่าๆ กับการกินดีและออกกำลังกาย   

อีกปัญหาหนึ่งก็คือการอ่านมักถูกเอาไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของงานอดิเรก  ซึ่งดี  และไม่ได้เป็นปัญหา  ปัญหาที่แท้จริงคือเราจำกัดความงานอดิเรกเอาไว้ว่า ’เป็นการใช้เวลาว่าง’ให้เป็นประโยชน์’  ซึ่งเป็นทัศนะที่ผิดพลาดแต่ต้น  คำอธิบายที่ถูกของงานอดิเรกคือ ’งานที่ผลตอบแทนทางใจ’  หรืองานที่ไม่มีสิ่งตอบแทนเป็นผลประโยชน์เป็นวัตถุ  อย่างคะแนนหรือรายได้   

งานที่ให้ผลตอบแทนทางใจมีความสำคัญพอ ๆ กับงานที่ทำเลี้ยงชีพ  ไม่ใช่ไม่ว่างก็ไม่ต้องทำ  แต่สำคัญพอจะจัดเวลาและหาเวลาทำ  และต้องถูกแนะนำให้เด็กๆ ตั้งแต่เล็ก ๆ  ไม่แค่การอ่าน  แต่รวมถึงงานศิลปะ  งานฝีมือ  ดนตรี  และอื่น ๆ  เพราะสิ่งเหล่านี้จะหล่อเลี้ยงจิตใจ  จรรโลงความหลงใหลใฝ่ฝัน  ประคับประคองยามร่วงหล่น  ปลอบประโลมจากวิถีชีวิตที่เคร่งเครียด  โลกที่ไม่ได้อย่างปรารถนา   

การอ่านเป็นสิ่งที่ให้ผลตอบแทนทางใจที่ดีที่สุดอันหนึ่ง มันไม่แค่ช่วยให้ฉลาดขึ้น  เติบโตทางความคิดและจิตใจ  มองเห็นและเข้าใจมนุษย์และคนอื่น  มันช่วยเบี่ยงเบนเราจากการจดจ่อหมกมุ่นกับอารมณ์ไม่สร้างสรรค์  …ความผิดหวัง  ความเสียใจ  ความโกรธหรือกระทั่งความเกลียด  และยังทำให้เราเข้าใจสิ่งเข้ามากระทบจิตใจได้ดีขึ้นด้วย  แทนที่เราจะสอนลูกนับหนึ่งถึงสิบสะกดกลั้นความโกรธ  …มีการอ่านให้เขาหันไปหา  แทนจะปล่อยตัวร้องห่มร้องไห้ตาบวมฟูมฟายจากความผิดหวัง  …อ่าน  แทนผิดหวังโลกไม่ได้อย่างใจทุกอย่าง  …ก็อ่าน  มีโลกที่ดีกว่า  มีทัศนะที่ดีกว่า  ผู้คนที่น่าสนกว่าอยู่ในหนังสือเสมอ  

มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากเกี่ยวกับการบ่มเพาะให้ลูกเป็นนักอ่าน  ซึ่งพ่อแม่จะต้องหาวิธีเองกับปรับใช้เองจากที่นำเสนอเล็กน้อยในที่นี้  แค่หวังว่าจะช่วยให้มองเห็นว่าการอ่านมีความสำคัญมากกว่าแค่ความรู้  กระนั้นการจะสร้างลูกให้เป็นนักอ่านอาศัยความเข้าใจ  และยังเป็นเรื่องที่ต้องทุ่มเทมาก  แต่โปรดเข้าใจว่าเราปกป้องลูกๆ ไม่ได้ทุกอย่าง  วันหนึ่งข้างหน้าเขาจะอกหัก  เจ็บช้ำ  ทำงานกับเจ้านายไม่เก่ง  มีรัฐบาลไม่เห็นหัว  เขาจะต้องถูกหลอกลวงจากสแกมเมอร์หรือแม้แต่เพื่อนฝูงคนรัก  ต้องเผชิญกับหลุมพรางประดามีทีโลกเส็งเคร็งใบนี้จะหยิบยื่นให้   

กระทั่งจะอยู่เตียงข้างลูกยามยากลำบาก  เราก็ยังไม่อาจแน่ใจว่าจะได้นานแค่ไหน  …ชีวิตเปราะบาง  ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า  แต่อย่างน้อยที่สุด  เราสามารถเชื่อมั่นได้ว่าการอ่านที่เข้มแข็งจะปกป้องเขาได้  และหรือหากไม่ได้การอ่านจะกอบกู้และเยียวยา  และการอ่านจะเคียงข้างเขาไปได้ตลอด   

Author
วีรพร นิติประภา
อาชีพนักเขียน แต่ชอบสมมติตัวเองเป็นคนอื่น...ตัวละครบางตัว สัตว์บางชนิด ต้นไม้บางต้นไม้ ชอบเดินทางในหัวโดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายตัวไปไหน ไม่ชอบเวลาต้องตอบคำถามประเภทที่ไม่รู้ว่าคนถามจะรู้ไปทำไม กับถูกให้อธิบายตัวเอง