Reading Time: 3 minutes
อ่อนไหวมาก หรืออ่อนไหวน้อย คงไม่ใช่เรื่องของความรู้สึก แต่เป็นการมอง “ความจริง” ทั้งระบบของห่วงโซ่อาหารที่วันนี้กำลังเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนทางสภาพภูมิอากาศ และภาวะสงครามที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ยังไม่นับความท้าทายด้านสิทธิในที่ดินทำกิน และฐานทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ สกสว. ร่วมกับ Decode จัดเสวนา “ห่วงโซ่อาหารไทย อ่อนไหวจริงหรือ?” เพื่อเป็นปลายเปิดไปสู่ข้อถกเถียงที่จะนำไปสู่ทางออกของการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม
เกษตรสูงวัย ความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่ถูกซ้ำเติมด้วยสงคราม
ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผอ.สำนักงานพัฒนาวิจัยการเกษตร อธิบายว่าภาคเกษตรกรรมไทยกำลังเผชิญกับความเปราะบางเชิงโครงสร้าง ขณะเดียวกันก็ถูกซ้ำเติมด้วยภาวะโลกรวนและวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เขาชี้ให้เห็นว่า พี่น้องภาคการเกษตรกว่า 7.6 ล้านคนที่ลงทะเบียนกระทรวงเกษตรฯ ล้วนเป็นผู้ผลิตที่มีศักยภาพ แต่เป้าหมายต่อไปคือทำอย่างให้เขาเป็น ‘ผู้บริหารข้อมูล’ ได้ด้วย
แม้ทวีศักดิ์จะยืนยันว่ากระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับจะมีนวัตกรรมการเกษตรที่ล้ำหน้ามากมาย เช่น โรงเลี้ยงหนอนไหมอัจฉริยะ Sandbox การใช้น้ำด้วยดาวเทียม
แต่เงื่อนไขสำคัญคือประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจากการสำรวจพบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้สูงอายุ และอาจห่างไกลจากการใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่ก้าวหน้า ดังนั้นการมีสะพานเชื่อมระหว่างนักวิจัย นวัตกรรม สถานการณ์โลก หรือกระทั่งคนรุ่นใหม่กับกลุ่มเกษตรกร จะทำให้การเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเกษตรกรรมนี้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรไม่สามารถยกระดับศักยภาพทางเกษตรของตนเองได้ คือวังวนหนี้สินเมื่อจบฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งผอ.สำนักงานพัฒนาวิจัยการเกษตร เสนอทางออกว่า อย่างแรกคือต้องลดต้นทุนการผลิต ซึ่งองค์กรภาครัฐต้องเข้าไปมีบทบาทในเชิงนวัตกรรม เช่น การตรวจสอบคุณภาพของดินให้สอดรับการเลือกใช้ปุ๋ย
ถัดมาคือการเพิ่มผลผลิต โดยให้เเหตุผลว่า การวิจัยพืชผลทางเกษตรของไทยมีงบวิจัยเพียง 2 หมื่นล้านบาท แม้ตัวเลขงบวิจัยจะไม่ได้หมายถึงปริมาณของผลผลิตที่มากขึ้น แต่มันหมายถึงโอกาสของพี่น้องเกษตรกรที่จะเกิดขึ้นจากองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในภาคการผลิต
อย่างสุดท้ายคือการบริหารความเสี่ยง ซึ่งหากองค์กรภาครัฐและเกษตรกรสามารถบริหารข้อมูลการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขาจะสามารถรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“เวลาเรามองความมั่นคงทางอาหาร เราต้องมองเป็นระบบ ตั้งแต่ระบบการเกษตร ระบบการขนส่ง ระบบเศรษฐกิจ ระบบสุขภาพและอื่น ๆ เพราะเราจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าปลายทางมันจะดีขึ้นหรือแย่ลง หากมองไม่เห็นทั้งระบบที่จะสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้น” ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล กล่าว
ความอ่อนไหวมีอยู่จริง แต่ต้องอยู่รอดให้ได้
ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ อดีต ผอ.ฝ่ายอาหารและโภชนาการ FAO มองว่าปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ความไม่มั่นคงเกิดขึ้นได้ง่าย และหากไทยยังไร้การปรับตัว ระบบความมั่นคงทางอาหารของเราจะยิ่งเปราะบางมากยิ่งขึ้น
“ไทยเรายังตกอยู่ในความอ่อนไหวนี้ แล้วเราจะอยู่รอดอย่างไรในท่ามกลางความเปราะบางที่เกิดขึ้น เราโชคดีที่อยู่ในภูมิภาคที่ดีสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ในขณะเดียวกันสิ่งแวดล้อมประเทศไทยก็ถูกทำลาย นี่คือโจทย์สำคัญที่กระทบความอ่อนไหวจนเกิดทำให้ความไม่มั่นคงทางอาหารเกิดขึ้น“ ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ กล่าว
นอกจากนี้กลไกสำหรับเพิ่มความมั่นคงอาหาร ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ ยืนยันถึงการสนับสนุนระบบอาหารท้องถิ่น เพราะนอกจากท้องถิ่นจะเป็นต้นน้ำของความมั่นคงทางอาหารในไทย หากวันนี้ต้นน้ำไม่มั่นคง ปลายน้ำอย่างระบบอาหารสำหรับผู้บริโภคก็ต้องยิ่งเผชิญกับความเปราะบางมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย
ทองดี ปาโส ในฐานะประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมฯ กล่าวถึงระบบการนำเข้า-ส่งออกอาหารไทยว่า ในปีก่อน ๆ ที่ผ่านมา ช่วงสิบปียอดส่งออกเพิ่มขึ้นตลอด แต่สี่ปีหลังเราลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในสถานการณ์ไม่แน่นอนอย่างสงครามที่ผ่านมา เมื่อเหตุการณ์ดูเบาลง แต่สถานการณ์ห่วงโซ่อาหารก็ดูเหมือนจะไม่ดีขึ้น ดังนั้นจึงสะท้อนได้ดีว่า เป็นเรื่องของโครงสร้างในประเทศ
ทองดียอมรับว่าในเรื่องอุตสาหกรรมอาหาร ซัพพลายเชนหลัก ๆ คือ SME แต่เวลาเกิดปัญหาขึ้นมักจะมีการช่วยเหลือหรือสนับสนุนรายใหญ่ก่อน สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ SME ตาย และหาก SME ตาย รายใหญ่ก็จะตายไปด้วยในที่สุด
“ผมว่าถ้าเราโฟกัสที่โครงสร้างอย่างเดียว แล้วปล่อยให้อย่างอื่นดำเนินไปเองก็ไม่ได้ เพราะเกษตรกรก็จะไม่ไหว เราต้องไปทั้งสองด้านพร้อม ๆ กัน ผมเสนอว่า ถ้ามองในสิ่งที่เราต้องโฟกัส… ในอุตสาหกรรมอาหารโดยรวมมีมูลค่าที่ลดลง เราต้องมองว่าจะทำยังไงให้มูลค่าเพิ่มขึ้น”
นอกจากนี้ยังเสนอทางออกรูปธรมด้วยว่า สิ่งที่เราควรจะต้องมุ่งไปมี 3 ประเด็น สิ่งแรก ปัญหาประเทศในเอเชียด้วยกันคือ เราผลิตสินค้าและบริการคล้าย ๆ กัน มุ่งตลาดเดียวกัน มันเลยกลายเป็นการแข่งขันที่ราคา ใครผลิตได้มากกว่า ต้นทุนการผลิตถูกกว่า คนนั้นได้เปรียบ เพราะฉะนั้นเราอาจจะต้องปรับแนวทางใหม่
ประเด็นที่สอง สินค้าที่เราผลิตควรต้องเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น ในปริมาณที่มีน้อยลงหรือคงเดิม และประเด็นสุดท้ายคือ ‘นวัตกรรม’ ทองดีกล่าวว่า แน่นอนว่าคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เร็วอย่างที่เราต่างคาดหวัง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องโครงสร้างที่จะต้องใช้เวลาค่อนข้างนานในการปรับเปลี่ยน แต่อย่างไรก็ไม่สามารถเลือกฝั่งหนึ่งฝั่งใดได้ จึงต้องเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งการแก้ปัญหาโครงสร้าง และการผลักดันนวัตกรรมในระดับการประยุกต์ไปด้วย
พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ‘อาหารเป็นยา’ จากครัวโลกสู่เทคโนโลยีขั้นสูง
อาหารไทยไม่ได้มีดีแค่รสชาติ แต่โลกยังเชื่อมั่นใน “มาตรฐาน” ของเรา
“ถ้าเราพูดถึงเรื่องอุตสาหกรรมอาหาร ต้องยอมรับเลยว่า ต่างประเทศเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าอาหารที่ผลิตจากประเทศไทยมาก” ศ. ดร.ณัฐดนัย หาญการสุจริต ผอ.แผนงาน รวพ. กล่าว
นี่คือภาพสะท้อนของอุตสาหกรรมอาหารไทยที่สร้างชื่อในเวทีโลกมาอย่างยาวนาน ทั้งในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวดไม่แพ้ประเทศชั้นนำ เช่น ประเทศญี่ปุ่น
เบื้องหลังจานอาหารไทยที่เดินทางไปไกลกว่าพรมแดน คือระบบควบคุมมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ตั้งแต่ต้นน้ำของวัตถุดิบ ไปจนถึงปลายน้ำของการแปรรูปและส่งออก ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยทั่วโลกจึง “เชื่อใจ” เมื่อเห็นว่าอาหารนั้นผลิตจากประเทศไทย และความเชื่อมั่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะรสชาติหรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหาร เทคโนโลยีการผลิต และระบบกำกับดูแลที่เข้มงวด
“การแปรรูปขั้นต้นขั้นกลางแล้วก็ขั้นสูง คือธุรกิจอาหารเราต้องบอกว่ามันเกี่ยวเนื่องกับภาคการเกษตร เพราะว่าประเทศไทยเราใช้ซัพพลายของภาคการเกษตรค่อนข้างเยอะ ถ้าเป็นการแปรรูปขั้นต้น เราก็จะได้เป็นกลุ่มอาหารระดับนึง”
ศ.ดร.ณัฐดนัย มองว่าในอนาคตอันใกล้นี้เราจะได้เห็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ใช้สำหรับการแปรูปอาหารในประเทศอย่างแน่นอน
ในวันที่การแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารโลกเข้มข้นขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่เราผลิตได้ดีแค่ไหน แต่คือเราจะต่อยอด “ความเชื่อมั่น” ที่โลกมีต่อมาตรฐานอาหารไทยให้กลายเป็นมูลค่าและโอกาสใหม่ได้อย่างไร ขณะเดียวกันก็ยังมีคอขวดและความท้าทายของการเพิ่มปริมาณในการแปรูป ที่ศ.ดร.ณัฐดนัยมองว่า “จากห้องวิจัยที่ทำได้ในปริมาณแค่หลักกิโลกรัม แต่ในระดับอุตสาหกรรมที่กำลังพูดกันถึงหลักตันหรือหลายร้อยตันเป็นอย่างน้อย ซึ่งขณะนี้กระทรวงอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรมรับโจทย์นี้ไว้แล้ว”
ศักยภาพอาหารไทย ยังมีโอกาสในการเป็นยา เพราะในวิกฤตที่ไทยอ่อนไหวเรื่องยานำเข้ายังเป็นความท้าทายที่ไทยต้องพัฒนาอุตสาหกรรมเวลเนส เพราะหากมองย้อนกลับไปดูสายพานของอุตสาหกรรมยาภายในประเทศ ไทยพึ่งพาการนำเข้ายาเคมีสำเร็จรูปจากต่างประเทศ 70 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ 30 เปอร์เซ็นต์ที่ไทยผลิตภายในประเทศได้ ก็ต้องอาศัยการนำเข้าสารตั้งต้นยา (KPI) เพื่อนำมาผลิตภายในประเทศ
“ถ้ามองในมุมยาเคมี เราได้รับแรงกระแทกเพราะต้องพึ่งพายาจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด แต่เราอาจต้องมองกลับมามองหาสิ่งที่เรามีในประเทศ คือองค์ความรู้ยาในศาสตร์แพทย์แผนไทย”
รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณทิตย์ กล่าวว่าเป็นความท้าทายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการพัฒนาศักยภาพยาสมุนไพรไทยไปสู่กระแสธุรกิจเวลเนสที่นานาชาติกำลังให้ความสนใจ
เวลเนส (Wellness ) ตามความหมายขององค์กรอนามัยโลก คือการดูแลสุขภาพเชิงรุกแบบองค์รวม ที่ไม่ใช่เพียงความเจ็บป่วยทางร่างกาย แต่รวมไปถึงสภาวะจิตใจ สมอง อารมณ์ ให้สมดุลไปพร้อมกับการดูแลสุขภาพทางร่างกาย ซึ่งเป็นกระแสของโลกในการหันกลับมาให้ความสนใจกับศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิม และบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างการแพทย์สมัยใหม่กับการแพทย์ดั้งเดิมเข้าด้วยกัน
“ตอนนี้ไทยกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมเวลเนสแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ พูดอย่างเข้าใจโดยง่าย คือเราแยกการดูแลสุขภาพกาย ออกจากการดูแลความสมดุลทางสุขภาพจิตไปด้วย มันเลยทำให้เวลเนสของไทยตอนนี้เสียศูนย์อยู่”
ในมุมมองของ รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ ที่เสนอว่าเวลเนสไทยจะพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจระดับโลกได้สำเร็จนั้น จำเป็นต้องมีกลไกของภาครัฐอย่างกระทรวง อว. เข้ามาพัฒนาวิจัยนวัตกรรม บูรณาการองค์ความรู้ที่มีพร้อม แต่กระจัดกระจายอยู่นั้นเข้าร่วมกัน เช่นการตั้งต้นพัฒนาตำรับยาสมุนไพรไทย 277 รูปแบบ เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างโรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ ซึ่งมีผู้เข้ามารับการรักษากว่าหนึ่งแสนคน ที่คลินิกแพทย์แผนไทยพรีเมียมของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
วันนี้ยังต้องพึ่งพายาสำเร็จรูปจากต่างประเทศ คำถามทิ้งท้ายจาก รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ คือเราจะสร้างอุตสาหกรรมยาสมุนไพรไทย ให้ไปสู่ตลาดเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร ที่ยังมีข้อท้าทายจากความเปราะบางของการพัฒนาวิจัยองค์ความรู้ภายในประเทศ และเป็นส่วนสำคัญ ที่จะเข้ามาสนับสนุนให้อุตสาหกรรมเวลเนสของไทยไม่เติบโตแค่เพียงภายในประเทศ แต่ก็ยังมีศักยภาพมากพอที่จะเข้าไปแข่งขันในตลาดสุขภาพของต่างประเทศด้วยเช่นเดียวกัน
ฝ่ากำแพงเชิงโครงสร้าง ปลายน้ำ ‘ผู้บริโภค’ จะชุ่มช่ำ ต้นน้ำ ‘ผู้ผลิต’ ต้องอุดมสมบูรณ์
“ห่วงโซ่อาหารของไทยเราอ่อนไหวมาก”
พรทิพย์ ผูกจิต ตัวแทนเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านห้วยน้ำขาว 789 ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และต้นทุนที่สูงขึ้นจากทั้งปัจจัยภายใน และภายนอกประเทศที่ควบคุมไม่ได้ ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่าเกษตรกรกลุ่มแม่บ้านห้วยน้ำขาว 789 จังหวัดราชบุรี เป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็ง สอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า ‘อ่อนไหว แต่ชุมชนไม่อ่อนแอ’
“ชุมชนเรามีฐานส่วนหนึ่งจากการทำงานวิจัย สกสว. เราพัฒนาจากเรื่องน้ำ สู่การสร้างรายได้ ส่งเสริมอาชีพให้ชุมชน มีแมลงเศรษฐกิจเพื่อผสมเกสร ลดการใช้สารเคมี สร้างสิ่งแวดล้อมในชุมชน เราอ่อนไหว แต่ไม่อ่อนแอแน่นอน เพราะเราแก้ปัญหาจากข้อมูลเฉพาะของชุมชน และสังเคราะห์เป็นทางออกของปัญหา”
วิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านห้วยน้ำขาว 789 มีแกนนำหลักสิบคนที่ทำงานเชิงข้อมูลเพื่อกระจายต่อให้กับสมาชิกหลักร้อย เดิมเป็นชุมชนที่ทำการเกษตรแบบต้องพึ่งพาโชคตลอด น้ำไม่พอใช้ จึงทำวิจัยทำให้รู้ว่าใช้น้ำวันละเท่าไร พื้นที่มีต้นทุนอะไรบ้าง ต่อมามีการทำฝายชะลอน้ำ เพื่อกักน้ำเป็นช่วง ๆ ไว้ใช้ในชุมชน จากเดิมที่ต้องรอพืชผลที่ต้องปลูกเป็นปีกว่าจะได้ ก็สามารถปลูกพืชหมุนเวียนหรือปลูกพืชระยะสั้นได้ทำให้ชุมชนมีรายได้หมุนเวียนมากขึ้น
จากนั้นจึงมีการต่อยอดนำแมลงเศรษฐกิจอย่างชันโรงมาเสริมให้ชุมชนเลี้ยง โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้พิการในชุมชน เป็นแมลงช่วยผสมเกสรและพันธุ์พืชต่าง ๆ เพื่อลดการใช้สารเคมี ส่งเสริมอาชีพ ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เพื่อให้เกษตรกรสามารถยืนหยัดได้ในสภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกร
“ถ้ามองไปในภาพการเมือง ประชาชนที่เป็นเกษตรกรอย่างเราอาจจะไม่ได้เข้าถึงมาก และเขามักจะพูดว่าเขาเข้าใจเรา แต่เขาก็ไม่ได้เข้าถึงเรา อยากฝากตรงนี้ไว้ อยากให้เขาเข้าถึงเราด้วย” พรทิพย์ทิ้งท้ายถึงภาคการเมือง ที่จะช่วยพาให้เกษตรกรฝ่าวิกฤตอาหารนี้ไปด้วยกัน
ระบบอาหารโลกกำลังล่มสลาย ไม่ใช่เรื่องปัจเจก
ครัวไทยสู่ครัวโลกต้องสะดุดเพราะกำแพง ‘เชิงโครงสร้าง’ ที่ฉุดรั้งศักยภาพระบบอาหารไทย วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) หยิบยกรายงาน Global Food Security Index (GFSI) หรือ ‘รายงานดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารของโลก’ ที่จัดทำโดย Economist Impact ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 64 จากทั้งหมด 113 ประเทศ จากครั้งก่อนหน้าที่เราเคยอยู่ในอันดับที่ 51
อันดับที่ตกลงชี้ให้เห็นชัดถึงปัญหาหลากหลายด้าน หากไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ความมั่นคงทางอาหารของไทยจะเข้าขั้นวิกฤติ
“ในภูมิภาคนี้เราอยู่รั้งท้ายเวียดนามไปแล้ว แต่ถ้าพูดถึงนวัตกรรมในประเทศ เรามีนักวิจัยเก่ง ๆ มากมาย แต่สุดท้ายเรามีข้อจำกัดเชิงเศรษฐกิจสังคมที่เราไม่อาจก้าวข้ามได้ จนทำให้เกษตรกรรมอัจฉริยะที่จะช่วยสร้างเกษตรยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่เครือข่ายผลักดันมาตลอด ไม่ถูกนำไปใช้จริง จนทำให้ต้นนำอย่างผู้ผลิตกลายเป็นผู้แบกรับภาระจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนี้”
ถามว่า นวัตรกรรมที่เราพูดกันมาทั้งหมดว่ามันตอบโจทย์การทั้งหมดหรือไม่ เขาเชื่อว่ายังไม่ตอบโจทย์ ระบบอาหารโลกกำลังแตกสลาย ธรรมชาติสั่นคลอน ในด้านหนึ่งโลกกำลังเผชิญกับการขาดแคลนอาหารโภชนาการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็นแนวโน้มในระดับโลก
ในอีกมุมหนึ่ง ผู้ผลิตที่เป็นอู่ข่าวอู่น้ำของประเทศอย่างชาวนา ยังต้องเช่าที่ทำกิน พี่น้องชาติพันธุ์ต่าง ๆ ยังไม่มีสิทธิในที่ดินทำกิน ซึ่งไม่ต่ำกว่า 70% ตกอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ แล้วความมั่นคงทางอาหารจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อคนปลูกข้าวยังไม่มีจะกิน
“สังคมไทยต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง จึงจะก้าวข้ามความไม่มั่นคงทางอาหารที่กำลังสั่นคลอนมากขึ้นจากความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก” วิฑูรย์ กล่าว
รับชมวงเสวนา ห่วงโซ่อาหารไทย อ่อนไหวจริงหรือ?