วิทยาศาสตร์การกินที่จะตัดสินมนุษยชาติ
Reading Time: 3 minutesอิ่ม อร่อยมื้อนี้ที่ทิ้งรอยเท้าทางคาร์บอนไว้ มันทั้งซับซ้อนและใกล้ตัว โดยเฉพาะจานอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนจากสัตว์ที่มาพร้อมกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงตามไปด้วย
คำกล่าวนี้ไม่ได้เปรียบเปรยแค่การลุกขึ้นขับเคลื่อนอะไรบางอย่างของประเทศจีน แต่หากมองย้อนไปตั้งแต่สมัยที่มังกร ‘สี’ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน จวบจนขึ้นเป็นบุคคลผู้สามารถชี้นกเป็นไม้ ชี้ไม้เป็นนก อย่างตำแหน่งประธานาธิบดี
การรื้อฟื้นความยิ่งใหญ่ของประเทศจีนในแนวคิด China Dream นั้นไม่ใช่เพียงการขยับตัวหนึ่งครั้งของมังกร แต่เป็นคำพูดจากผู้นำที่กำลังจะบอกต่อประชาคมโลกว่ามังกร ‘จีน’ ได้ตื่นขึ้นแล้ว
สิ่งที่จีนทำภายใต้การนำของมังกรสีนั้นเป็นที่รับรู้กันในประชาคมชาวจีนว่า นี่คือการปฏิรูปอย่างลึกซึ้งหรือการปฏิรูปสถาบันพรรคและรัฐอย่างลึกซึ้ง (深化党和国家机构改革 )
แม้จีนจะเคยยิ่งใหญ่ แต่ตลอดประวัติศาสตร์ชาติจีนในฐานะสาธารณรัฐเกือบหนึ่งร้อยปี จีนเผชิญทั้งศึกในศึกนอก ตั้งแต่สงคราม เศรษฐกิจย่ำแย่ ไปจนถึงการกระจายความเจริญยังไม่สามารถเกิดขึ้นจริง จีนถูกจดจำในฐานะ โรงงานของโลกอย่างเมืองเซินเจิ้น ไปจนถึงเมืองที่สภาพภูมิอากาศแย่ที่สุดในโลกอย่างกรุงปักกิ่ง
จากความฝันของจีน (China Dream) ไปสู่ดินแดนอุดมคติของจีน (China Utopia) การพาตัวเองไปยืนบนแท่นอันดับหนึ่งของประชาคมโลกจีนต้องปฏิรูปตัวเองจากภายใน โดยการปฏิรูปนี้จะเห็นได้ชัดตั้งแต่นโยบายในภาพใหญ่ การยกระดับชีวิตของผู้คน ไปจนถึงการหาที่ทางบนแท่นยืนอันดับหนึ่งของชนชาติจีนในอนาคต โดยที่กล่าวมาข้างต้นนี้จีนพยายามนำเสนอ ‘ความเป็นจีน’ แตกต่างจากยุคที่ผ่านมาทั้งในรูปแบบของตัวแทนวัฒนธรรมตะวันออก ความเด็ดขาดของกฏหมาย ไปจนถึงหลักการคิดที่ไม่มีใครคาดคิดว่ากฏหมายจะกลายเป็น soft power ได้เหมือนกัน

ทำไมจีนสามารถปฏิรูปตัวเองและพาชนชาติจากแผ่นดินตะวันออกกลับมายืนแท่นอันดับหนึ่งในเวทีโลกได้อีกครั้ง
จีนทำได้อย่างไร จีนต้องแลกกับอะไรและรวมถึงคำถามสำคัญว่าไทยได้-เสียอะไรกับการเปลี่ยนผ่านสู่สรวงสวรรค์ของประชาคมจีนครั้งนี้
ท่ามกลางสนามการเมืองที่ไม่เคยนิ่ง การรุกคืบของกลุ่มทุนและความไร้สิทธิเสรีภาพของสังคมไทย
ไทยกำลังเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงแสนยานุภาพของมนุษยชาติหรือเรากำลังตกอยู่ในห้วงอาณานิคมของมังกรกันแน่
ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2012 ณ กรุงปักกิ่ง สีจิ้นผิง ซึ่งขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ขณะเข้าชมนิทรรศการถนนสู่การฟื้นฟูชาติ เขาได้กล่าวสุนทรพจน์ที่เน้นย้ำว่า “การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติจีนในยุคปัจจุบัน คือความฝันของคนทั้งชาติ”
ในปี 2021 ความฝันก้าวแรกที่ต้องบรรลุร่วมกันคือให้ประชากรจีนทั้งหมดอยู่ในรายได้ปานกลาง โดยมีความฝันก้าวสุดท้ายก่อนที่จะครบวาระ 100 ปี การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2049 ที่จีนจะต้องเป็นผู้นำโลกในทุกด้าน ทั้งในประเทศและนอกประเทศ

ชาดา เตรียมวิทยา ผู้เขียนหนังสือ 2035 เส้นทางยูโทเปียของจีนใหม่ กล่าวว่าหาก China Dream คือภาพฝันในระดับอุดมการณ์ Belt and Road Initiative หรือ BRI คือเครื่องมือที่ทำให้ความฝันนั้นเคลื่อนตัวออกไปสู่โลกภายนอก
โครงการนี้เป็นความพยายามสร้างเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานขนาดมหาศาล ตั้งแต่เส้นทางรถไฟ ท่าเรือ ไปจนถึงโครงข่ายพลังงาน ครอบคลุมตั้งแต่เอเชียไปจนถึงยุโรปและแอฟริกา ภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันยังทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขยายอิทธิพลของจีนในเวทีโลก
BRI ไม่ได้เป็นเพียงการลงทุน หากยังเป็นการจัดระเบียบพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ให้จีนมีบทบาทเป็นศูนย์กลาง มันเปิดตลาดใหม่ให้กับสินค้าจีน ช่วยระบายกำลังการผลิตส่วนเกินจากภายในประเทศ และสร้างความสัมพันธ์เชิงพึ่งพาระหว่างจีนกับประเทศคู่ร่วมโครงการ
ชาดาอธิบายเน้นย้ำว่า แม้จะฟังดูดี แต่จนถึงทุกวันนี้ ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่แย่ลง BRI ยังคงไม่สามารถจัดวางได้ว่าสำหรับประเทศพันธมิตรแล้วนั้น โครงข่ายนี้เป็นการช่วยเหลือหรือพันธะผูกพันกันแน่
ขณะเดียวกันกับการขยายตัวออกไปภายนอก จีนก็หันกลับมาปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในอย่างจริงจังผ่านนโยบาย Made in China 2025 ซึ่งมุ่งเปลี่ยนบทบาทของประเทศจากฐานการผลิตต้นทุนต่ำไปสู่ผู้นำด้านเทคโนโลยี”
นโยบายนี้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีชีวภาพ เป้าหมายสำคัญคือการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ และยกระดับห่วงโซ่มูลค่าการผลิตของประเทศให้สูงขึ้น
การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนความพยายามของรัฐจีนในการควบคุมอนาคตทางเศรษฐกิจของตัวเอง ในโลกที่เทคโนโลยีกลายเป็นสนามแข่งขันหลัก
ยิ่งในสนามการค้าที่โดนขึ้นภาษีและจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าหลายประเภทเพื่อขึ้นนำแซงพญาอินทรี การเป็นเพียงผู้ผลิตไม่เพียงพออีกต่อไป จีนต้องการเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน และเป็นเจ้าของนวัตกรรม
ท่ามกลางการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี รัฐจีนตระหนักว่าการเติบโตจะไม่ยั่งยืน หากปราศจากประชากรที่มีคุณภาพนโยบาย Healthy China 2030 จึงถูกผลักดันขึ้นเพื่อยกระดับสุขภาพของประชาชนในระยะยาว
เป้าหมายของนโยบายนี้ครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มอายุขัย การลดภาระโรคเรื้อรัง ไปจนถึงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขให้ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในอีกด้านหนึ่ง มันยังเชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจ เพราะแรงงานที่มีสุขภาพดีคือฐานสำคัญของผลิตภาพและนวัตกรรม
Healthy China 2030 สะท้อนมุมมองของรัฐที่ต้องการรีดศักยภาพของมนุษย์ในฐานะทุน จีนพยายามขับเน้นนวัตกรรมที่ไม่จำเป็นต้องใช้คนเพื่อสร้างคนที่จะพัฒนาองค์ความรู้เหล่านี้ต่อไปอีกจำนวนมาก นี่จึงเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐานหรือการสร้างสุขภาพที่ดีของประชาชน ในฐานะ ‘ทุนมนุษย์’ เพื่อเสริมความมั่งคั่งให้กับ ‘ทุนชาติ’ และกลายเป็นความฝันที่จะพาจีนไปสู่แผนปลายทางก่อนครบรอบชาติจีน 100 ปีอย่าง China Vision 2035
ชาดากล่าวถึงหัวใจสำคัญของ China Vision 2035 ว่านี่คือการเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตเชิงปริมาณไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ เศรษฐกิจจีนในระยะต่อไปจะไม่ถูกวัดเพียงด้วยอัตราการขยายตัวของ GDP หากแต่รวมถึงประสิทธิภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืน โดยเฉพาะการสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยี (technological self-reliance) ในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทวีความเข้มข้น เทคโนโลยีกลายเป็นทั้งเครื่องมือทางเศรษฐกิจและเครื่องมือทางอำนาจ
ก่อนปี 2035 จีนจึงมุ่งลงทุนอย่างมหาศาลในงานวิจัยและพัฒนา ตั้งเป้าเป็นผู้นำในสาขาที่กำหนดอนาคตของโลก ไม่ว่าจะเป็น AI เครือข่าย 5G / 6G ระบบอัตโนมัติ หรือเทคโนโลยีอวกาศ ความทะเยอทะยานนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในระดับประเทศ หากขยายไปสู่ความพยายามในการตั้งมาตรฐานให้กับเทคโนโลยีเหล่านั้นในระดับสากล
เพราะเมื่อใดที่จีนสามารถกำหนดมาตรฐานได้ เมื่อนั้นจีนจะไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นในตลาดโลก แต่เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขของตลาดเอง
ภายใต้กรอบนี้ อุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรเข้มข้นและก่อมลพิษสูงจะถูกลดบทบาทลง ขณะที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และชีววิทยาศาสตร์ จะถูกผลักดันขึ้นมาเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านนี้สอดคล้องกับนโยบายก่อนหน้าอย่าง Made in China 2025 และ Healthy China 2030 ซึ่งทำหน้าที่วางรากฐานในภาพรวมเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตและคุณภาพของประชาชนในมิติใหญ่
หากพิจารณาตั้งแต่การประกาศความฝันของจีนจากสี จิ้นผิง มาถึงการสร้างโครงข่ายผ่าน BRI โดยขับเน้นผ่านอุตสาหกรรม เทคโนโลยีและนวัตกรรมในนโยบาย Made in China 2025 จนถึงการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่าน Healthy China 2030 เพื่อบรรลุเป้าหมาย China Vision ในปี 2035
สิ่งที่มังกรจีนกำลังสั่นสะเทือนทั้งโลก ไม่ใช่แค่นวัตกรรมล้ำสมัย แต่หากเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ที่มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หากให้เจาะความขึ้นไป คือการที่จีนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร แต่ทุกคนต่างต้องพึ่งพาจีน

หากพูดถึงประเทศญี่ปุ่นทุกคนนึกถึงอะไร เชื่อว่า 9 ใน 10 คนนอกจากบอกว่าของกินอร่อย จำต้องบอกว่านิสัยของคนญี่ปุ่นที่มีวินัย บ้านเมืองที่สะอาด แม้ในมาตรการภัยพิบัติก็ยังคงไว้ซึ่งความมีระเบียบนี้
สิ่งที่จีนทำในวันนี้ก็เช่นกัน การปฏิรูปอย่างลึกซึ้งที่สี จิ้นผิงกำลังนำเสนอต่อประชาคมโลก ไม่ใช่แค่การสร้างนวัตกรรมที่ไล่หลังโลกตะวันตก แต่จีนกำลังผสมผสานความเป็นจีนซึ่งจากเดิมที่เป็นผู้มีอิทธิพลต่อโลกตะวันออกกลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่อประชาคมโลก
นโยบายของจีนที่นอกจากเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบเพื่อบรรลุเป้าหมายดินแดนในอุดมคติของจีน จีนยังพยายามที่จะสร้างภาพลักษณ์เหล่านี้ให้กลายเป็น soft power ของจีนเพื่อที่จะก้าวข้ามความสำเร็จเดิมของโลกตะวันตกอีกด้วย

หนึ่งในนโยบายที่น่าสนใจคือ ประมวลกฎหมายทางนิเวศและสิ่งแวดล้อม (Ecological and Environmental Code)
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 สภาประชาชนแห่งชาติจีนลงมติผ่าน ‘ประมวลกฎหมายทางนิเวศและสิ่งแวดล้อม’ (Ecological and Environmental Code) และจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 15 สิงหาคม 2569 นี้ ประมวลกฎหมายฉบับดังกล่าวนับเป็นประมวลกฎหมายฉบับที่สองในประวัติศาสตร์สาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อจากประมวลกฎหมายแพ่งที่ผ่านเมื่อปี 2563 และถือเป็นประมวลกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมที่สุดฉบับหนึ่งของโลกในยุคปัจจุบัน
เดิมที กฎหมายสิ่งแวดล้อมของจีนมีลักษณะ “แยกส่วน” ประกอบด้วยกฎหมายเฉพาะด้านจำนวนมาก เช่น กฎหมายควบคุมมลพิษทางน้ำ อากาศ ดิน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ แม้กฎหมายเหล่านี้จะครอบคลุมในเชิงเนื้อหา แต่กลับมีปัญหาในเชิงการบังคับใช้ เนื่องจากอำนาจหน้าที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดความซ้ำซ้อน ขาดการประสานงาน และมีช่องว่างในการกำกับดูแล การปฏิรูปครั้งสำคัญจึงเกิดขึ้นในปี 2018 เมื่อจีนจัดตั้ง Ministry of Ecology and Environment (MEE) เพื่อรวมอำนาจด้านสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ศูนย์กลาง และวางรากฐานสำหรับการพัฒนา ในฐานะกฎหมายแม่บทที่จะเชื่อมโยงกฎหมายทั้งหมดเข้าด้วยกัน
หัวใจของกฏหมาย EEC จีนอยู่ที่การเปลี่ยนกรอบคิดจากการควบคุมมลพิษไปสู่การปกป้องระบบนิเวศอย่างเป็นองค์รวม แนวคิด Ecological Civilization มองว่าสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เพียงทรัพยากรเพื่อการผลิต หรือการทำลายก่อน ฟื้นฟูทีหลัง ที่จีนใช้เพื่อดำเนินการในการสร้างชาตินั้นไม่สามารถพาชาติไปได้ไกลกว่านี้
สิ่งที่มังกรสีทำและเห็นได้ชัดผ่านประมวลกฏหมายฉบับนี้ คือการลบจีนเก่าทิ้ง จีนเก่าที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่นและน้ำมัน จีนเก่าที่ฉ้อฉลทุจริต ทั้งอุตสาหกรรมขนาดหนัก การทุจริตคอรัปชัน และเหลือแต่เพื่อจีนใหม่ ที่เป็นจีนที่โปร่งใส บริสุทธิ์ และเต็มไปด้วยความหวัง
จีนจึงเริ่มใช้เครื่องมือเชิงนโยบายใหม่ ๆ เช่น การกำหนดเส้นแดงทางนิเวศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวด ห้ามกิจกรรมพัฒนาใด ๆ ที่อาจกระทบต่อระบบนิเวศที่สำคัญ เช่น ป่าต้นน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เร่งให้เกิดการปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อมคือวิกฤตมลพิษทางอากาศในช่วงต้นทศวรรษ 2010 โดยเฉพาะในกรุงปักกิ่ง ซึ่งเผชิญปัญหาฝุ่น PM2.5 ในระดับรุนแรงจนกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง วิกฤตดังกล่าวสร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อรัฐบาลจีน ทั้งในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีการปรับปรุงกฎหมายอากาศ เพิ่มมาตรฐานการปล่อยมลพิษ และใช้เทคโนโลยีตรวจสอบคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ผลลัพธ์คือคุณภาพอากาศในหลายเมืองของจีนปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ในเชิงกลไกของประมวลกฏหมายนี้ ประกอบด้วยเครื่องมือสำคัญหลายประการ ประการแรกคือ ระบบความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ผูกผลการประเมินผลงานของผู้บริหารท้องถิ่นเข้ากับคุณภาพสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ เช่น GDP เท่านั้น หากเกิดปัญหามลพิษร้ายแรง เจ้าหน้าที่อาจถูกสอบสวนหรือดำเนินโทษย้อนหลังได้ แม้จะย้ายตำแหน่งไปแล้ว กลไกนี้สร้างแรงจูงใจให้หน่วยงานรัฐให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง อีกทั้งยังมีศาลสิ่งแวดล้อมเฉพาะทางเพื่อตอบโจทย์กฏหมายฉบับนี้และการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมผ่านกลไกการฟ้องคดีเพื่อประโยชน์สาธารณะ
กฏหมายฉบับนี้สะท้อนนโยบายระยะกลางของจีนตั้งแต่ปี 2020-2035 ที่จะต้องสร้างกฏหมาย ผสมผสานกับเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการจูงใจทางตลาด โดยในปี 2024 หลังการประชุมใหญ่เต็มคณะของพรรคคอมมิวนิสต์ จะเห็นได้ว่ากฏหมายนี้ก็ได้กลายเป็นรูปธรรมของแผนการที่จะรื้อโครงสร้างและสร้างธรรมาภิบาลของประเทศ อีกทั้งจีนเองยังได้ตั้งใจสร้างระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ซึ่งเรียกว่า ระบบเศรษฐกิจตลาดสังคมนิยมระดับสูง ซึ่งรัฐเป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริม แต่ปล่อยให้ตลาดสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเท่านั้น
ประมวลกฏหมายนี้ทำให้จีนถูกจับตามองอีกครั้ง นอกจากจะเป็นกฏหมายที่ครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อมมากที่สุดฉบับหนึ่งในโลก แต่ความเด็ดขาดในการบังคับใช้กฏหมาย การสามารถสร้างกลไกที่มีความโปร่งใสสูงผ่านเทคโนโลยี โดยนำเสนอในความซื่อสัตย์ ความตงฉินแบบจีน การไม่ยอมอ่อนข้อให้กับกลุ่มทุนใดแต่ให้ความสำคัญกับคนหมู่มาก (ประชาชน) เป็นหลัก บวกกับหลักคิดของการยึดโยงธรรมชาติของโลกตะวันออก นี่คือ soft power ที่จีนเชื่อมั่นว่าจะทำให้ประชาคมโลกหลงใหลไปกับความฝันนี้เหมือนกัน
แต่คำถามคือ ในเมื่อจีนเคยผ่านวิกฤติของสิ่งแวดล้อมหนักหนาถึงขนาดที่ในเมืองปักกิ่งเมื่อปี 2010 มีนักข่าวจากสำนักข่าว Al jazeera เคยสัมภาษณ์ถึงครอบครัวที่ลูกเล็กแทบจะไม่รู้จักสีฟ้าบนท้องฟ้า และทัศนวิสัยเกิน 100 เมตรไม่มีอยู่จริง

แค่เพราะมังกรสีสั่งการ จีนเก่าเหล่านี้ก็พากันกลัวและล้มเลิกธุรกิจ ยอมล้มละลายและหายไปอย่างนั้นหรือ
คำตอบคือไม่ และหลังจากที่บรรพบุรุษของหลายครอบครัวโล้สำเภามาจากจีนยุคเสื่อผืนหมอนใบ นโยบายเส้นทางสายไหม ก็ได้พา ‘จีนเก่า’ เข้าสู่เมืองไทยและกลายเป็นปรากฏการณ์ครั้งใหม่ที่พบเห็นในปัจจุบันว่า ‘จีนเทา’
ภายใต้กรอบของ BRI ไทยถูกวางตำแหน่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่เชื่อมจีนตอนใต้กับอ่าวไทยและมหาสมุทรอินเดีย โครงการรถไฟความเร็วสูง การพัฒนาท่าเรือ และเขตเศรษฐกิจพิเศษ กลายเป็นภาพแทนของความร่วมมือที่ดูเหมือนจะนำมาซึ่งการพัฒนา
แต่ในอีกด้านหนึ่ง โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ก็เปิดทางให้เกิดคำถามเกี่ยวกับอำนาจในการกำหนดทิศทางของประเทศเจ้าบ้าน ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์หลักจากโครงการเหล่านี้ และรัฐไทยมีอำนาจต่อรองมากเพียงใดในกระบวนการตัดสินใจ
โดยเฉพาะช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ประเทศไทยยังเต็มไปด้วยไทยเทา และเข้มข้นมากกว่าที่เคยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากับจีนเทา
ชาดายังชี้ให้เห็นความเปราะบางของการเมืองไทยจะสามารถพาสังคมไทยไปสู่โอกาสอย่างที่จีนว่าจริงหรือในบางกรณี การลงทุนจากจีนไม่ได้เพียงนำเงินทุนเข้ามา หากยังพ่วงมาด้วยเงื่อนไขทางเทคโนโลยี แรงงาน และห่วงโซ่อุปทานที่ผูกโยงกับบริษัทจีนอย่างแน่นหนา ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่บางแห่งเริ่มพึ่งพาจีน จนกระทั่งไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองและจีนกลายเป็นเจ้าของพื้นที่ในที่สุด
คำพูดดังกล่าวไม่ได้เกินเลย เมื่อมองจากสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน เราจะพบเห็นการกลืนทุนหลายอย่างของจีนและหลายครั้งสร้างผลกระทบที่ใกล้ชิดกับตัวเราทุกคน ตั้งแต่ทุเรียนที่เรากินไปจนถึงปะการังภาคใต้ที่เราอาจจะจองไว้เพื่อเที่ยวไปพักผ่อน ในอนาคตอันใกล้ ของใกล้ตัวเรานี้อาจถูกเปลี่ยนมือเป็นของจีนก็เป็นได้
เพราะหากการขยายฐานธุรกิจต่าง ๆ ของจีนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างดินแดนในอุดมคติของจีนเช่นเดียวกัน คำถามสำคัญคือแล้วจีนจัดการความฝันในวันเก่า ๆ ที่จีนไม่อยากฝันถึงอีกแล้วอย่างไร


ชาดา ชี้ตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นชัดว่าการเข้ามาของจีนในไทยผ่านโครงการ BRI หนึ่งในกรณีที่มีปัญหามากที่สุดแต่รัฐบาลจีนกลับนิ่งเฉยมากที่สุดคือกลุ่มทุนรีไซเคิลกากอุตสาหกรรม
เมื่อเปรียบเทียบถึงกรณีสแกมเมอร์ซึ่งเป็นผลพวงจากการสร้างเส้นทางสายไหมดิจิทัล โดยมีกลุ่มทุนจีนที่เห็นช่องและนำนวัตกรรมเหล่านี้มาก่ออาชญากรรมไซเบอร์ถึงขนาดที่หลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน มาสั่งการบัญชาการตรง โดยคาบโยงกับอธิปไตย 2 ประเทศอย่างไทยและเมียนมา ในขณะที่การเดินทางนั้นเกิดขึ้นไม่นานก่อนที่ตึกสตง. จะถล่ม ซึ่งมีผู้ประกอบการชาวจีน 2 บริษัทสำคัญที่อาจเป็นต้นเหตุอย่างบริษัทไชน่าเรลเวย์และบริษัทซิน เคอ หยวน แต่ก็ไม่มีท่าทีใด ๆ จากประเทศจีน
การยกระดับอุตสาหกรรมของจีนภายใต้ Made in China 2025 ทำให้อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นและก่อมลพิษสูงจำนวนหนึ่งถูกผลักออกนอกประเทศ นอกเหนือจากนี้เนื่องจากการไปสู่ China Vision 2035 ยังได้วางรากฐานเพื่อการปฏิรูปอย่างลึกซึ้งของประเทศจีนซึ่งเชื่อมโยงกันทั้งหมดอย่าง Healthy China 2030 รวมไปถึงนโยบายอื่น ๆ ที่มุ่งเน้นที่สังคมสีเขียว ปกป้องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ
มาตรการควบคุมสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นภายในจีนเอง ก็ยิ่งทำให้ต้นทุนการจัดการของเสียสูงขึ้น ในบริบทนี้ การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่าและการกำกับดูแลที่หลวมกว่า จึงกลายเป็นทางเลือกของผู้ประกอบการบางส่วน ผลลัพธ์คือการย้ายทั้งการผลิตและของเสียไปพร้อมกัน
ในบางกรณี ของเสียไม่ได้ถูกจัดการอย่างถูกต้องตามกระบวนการ หากถูกฝัง กลบ หรือทิ้งในพื้นที่ที่ยากต่อการตรวจสอบ เกิดเป็นเครือข่ายการจัดการกากอุตสาหกรรมที่อยู่นอกระบบ หรือที่มักถูกเรียกว่าอุตสาหกรรมสีเทา

นอกจากของเสียที่เกิดจากโรงงานภายในประเทศแล้ว ไทยยังเผชิญกับปัญหาการนำเข้าของเสียจากต่างประเทศ โดยเฉพาะหลังจากที่จีนประกาศห้ามนำเข้าขยะบางประเภทภายในประเทศของตนเอง การเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าวทำให้กระแสขยะโลกเบี่ยงเบนไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย
แม้จะมีกฎหมายควบคุมการนำเข้า แต่ในทางปฏิบัติยังพบช่องโหว่ เช่น การสำแดงสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือการใช้บริษัทนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัด ส่งผลให้ของเสียอันตรายบางส่วนเล็ดลอดเข้าสู่ประเทศ และถูกจัดการอย่างไม่เหมาะสม ในหลายกรณี โรงงานรีไซเคิลที่รับของเสียเหล่านี้ไม่ได้มีมาตรฐานเพียงพอ กลายเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษรูปแบบใหม่แทนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา
มีข้อสังเกตถึงท่าทีของทางการจีน แม้ทางการจีนจะไม่ได้ประกาศยอมรับและเกี่ยวข้องโดยตรงกับกลุ่มทุนเทาสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาในประเทศไทย แต่หากเจาะลึกลงไป ในเส้นทาง BRI ที่จีนทำเพื่อเชื่อมจีนสู่โลก การขยายฐานธุรกิจที่ดีต่าง ๆ ก็แฝงมาพร้อมกับธุรกิจสีเทาเหล่านี้ โดยเฉพาะธุรกิจที่เป็น ‘สิ่งเก่า’ ก่อนที่จีนจะสร้าง ‘จีนใหม่’ รัฐเองก็สนับสนุนการย้ายฐานการประกอบธุรกิจต่าง ๆ อย่างกองทุน VC-PE ไปจนถึงงบกลางอย่างกองทุนแม่ (Mother Fund) ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากนโยบายเหล่านี้
เมื่อมองไปข้างหน้า ภายใต้กรอบของการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับประเทศในภูมิภาคมีแนวโน้มจะลึกซึ้งยิ่งขึ้น
สำหรับประเทศไทย ความท้าทายจึงอยู่ที่การกำหนดบทบาทของตนเองในระบบนี้ จะเป็นเพียงพื้นที่รองรับของอุตสาหกรรมและของเสียหรือจะสามารถยกระดับมาตรฐานและกลไกกำกับดูแลเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและประชาชน เรื่องราวของกากอุตสาหกรรมในประเทศไทยไม่ใช่เพียงปัญหาภายในประเทศ หากเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง มันชี้ให้เห็นว่า ทุกการเติบโตมีต้นทุน และต้นทุนนั้นมักถูกผลักไปยังพื้นที่ที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า
หากไทยยังไม่พยายามที่จะมีอำนาจต่อรอง สร้างโครงสร้างภายในให้แข็งแรง เราคงไม่สามารถเป็นได้ทั้งหางมังกรหรือปีกแม่ไก่ แต่อาจเป็นเพียงบ่อปฏิกูลของสิ่งเหลือใช้ที่จีนเก่านำมาให้กับเรา


ตำราเต๋าโบราณมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า “ทุ่งหม่อน ทะเลสีคราม” คัมภีร์เลี่ยจื่อได้นำมาใช้เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอันลึกซึ้งที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงหลายร้อยปี จนกระทั่งในสมัยราชวงศ์ฮั่น สุภาษิตนี้ได้กลายเป็นคำเปรียบเปรยสำหรับการเปลี่ยนแปลงรากฐานใด ๆ ที่ต้องใช้ระยะเวลาอันยาวนานมหาศาล
แต่ในความฝันจีนใหม่ของมังกรสี ทะเลในที่นี้คือโลกาภิวัตน์แบบเดิม ระบบเศรษฐกิจที่จีนเคยเป็นเพียงผู้ผลิตปลายน้ำ พึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตก และมีบทบาทจำกัดในเวทีโลก แต่ภายใต้ China Dream และ Made in China 2025 แผนที่จีนกำลังถมทะเลไม่ได้จบแค่การอุดรูรั่วเดิมในฐานะโรงงานปลายทาง แต่พยายามสร้างสะพานถมทะเลยาวเหนือสงครามการค้ากับสหรัฐ ทั้งการขู่ขึ้นภาษี 100% ที่ครอบคลุมสินค้ากว่าหลายแสนล้านดอลลาร์ การยกเลิกชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ในชิปต่าง ๆ ที่กำลังพาให้จีนก้าวสู่อนาคต
ขณะเดียวกัน BRI ก็ทำหน้าที่ขยายทุ่งหม่อนออกไปนอกประเทศ เชื่อมพื้นที่ต่าง ๆ เข้าสู่เครือข่ายเศรษฐกิจที่จีนเป็นศูนย์กลาง เส้นทางรถไฟ ท่าเรือ และนิคมอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐาน หากคือการจัดระเบียบภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกใหม่
แต่สุภาษิตเดียวกันก็เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นด้านเดียว และหลายครั้งการเปลี่ยนแปลงก็นำไปสู่ฉากทัศน์หนึ่งในสามารถย้อนกลับมาได้อีกแล้ว

ในกรณีของประเทศไทย การไหลเข้าของทุนจีนหลากหลายรูปแบบอาจกลายเป็นปลายทางของจีนเก่าที่ ‘ความฝัน’ ของ มังกร ‘สี’ กำลังปฏิรูปอย่างลึกซึ้ง ในอีกความหมายหนึ่งคือการกำจัดสิ่งเดิมทิ้งในประเทศ แต่ธุรกิจเหล่านี้ไม่ง่ายที่จะบอกแค่ให้เลิกประกอบกิจการแล้วก็จบ ดังนั้นแล้วในเส้นทางสายไหมทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ (ดิจิทัล) จึงกลายเป็นเส้นทางลำเลียงให้พวกเขาออกมา
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ ในขณะที่จีนผลักดัน China Vision 2035 เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นภายในประเทศ ผลกระทบบางส่วนของกระบวนการพัฒนากลับถูกถ่ายโอนไปยังประเทศปลายทาง โดยเฉพาะประเทศไทยที่ไม่ได้น่าสนใจสำหรับนโยบายเพียงแค่จุดยุทธศาสตร์ในการเชื่อมต่อโลกกับจีน แต่หากมองตามความเป็นจริง ทะเลของปัญหากำลังถูกทำให้สงบลงในประเทศต้นทาง แต่คลื่นลูกใหม่กำลังก่อตัวและถาโถมยิ่งขึ้นในประเทศไทย
ทะเลสีครามในอดีตของเมืองไทย เป็นได้ทั้งแม่น้ำโขง พื้นที่เกษตรกรรมภาคตะวันออก ลุ่มน้ำกก หมู่เกาะสิมิลัน ชายแดนแม่สอด-ชายแดนปอยเปต และอื่น ๆ อีกจำนวนมาก
แต่วันนี้กลับแห้งแล้งเหลือเพียงทุ่งหม่อนของสแกมเมอร์ เครือข่ายกากอุตสาหกรรม เหมืองแร่แรร์เอิร์ธ รวมไปจนถึงเส้นทางเศรษฐกิจใหม่อย่างแลนด์บริดจ์
แม้จะดูเป็นพื้นที่เศรษฐกิจแห่งใหม่ที่มีโอกาสมากมายรอให้คว้าไว้ในมุมการลงทุนอย่างไร แต่เราก็ไม่ควรลืมข้อสำคัญที่ว่า หากทะเลสีครามเหล่านี้ของไทยกลายเป็นทุ่งหม่อน สิ่งที่จะเหลือทิ้งไว้ให้กับคนพื้นที่ที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความฝันที่อยากปลดล็อกศักยภาพอย่างที่ว่าไว้ของจีน
เราจะมีแต่ความหมดหวัง และจะแพร่กระจายตัวไปไกลขึ้น อย่างที่เคยปรากฏกับหลายพื้นที่ หลายคน และคงเป็นที่น่าเสียดาย ในขณะที่เรากำลังตอบรับความฝันของคนไกล แต่รัฐบาลไทยเคยถามประชาชนแล้วหรือยังว่า ความฝันของคนไทย มีหน้าตาเป็นอย่างไร

Playread : 2035 เส้นทางยูโทเปียของจีนใหม่
ผู้เขียน : ชาดา เตรียมวิทยา
สำนักพิมพ์ : แสงดาว
PlayRead : คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ไว้ในเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี