Reading Time: 3 minutes
580 ครั้ง คือสถิติอุบัติภัยจากโรงงาน 5 ปีย้อนหลัง (ปี 2563-2567)
ในขณะที่อีก 2 ปี ข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าร่วม OECD บนเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่เราจะไปได้จริงหรือ? ในเมื่อวันนี้กฎหมาย PRTR ยังถูกเตะถ่วง ตัดตอน จนอาจทำให้ธรรมาภิบาลทางสิ่งแวดล้อมของสังคมไทยไม่เกิดขึ้นจริง
วันนี้ (19 พ.ค. 2569) ตัวแทนประชาชนผู้เสนอร่างกฎหมาย PRTR นำโดย เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ ร่วมกับตัวแทนจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย และประชาชนผู้ประสบปัญหามลพิษจากหลายพื้นที่ เข้ายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้เร่งพิจารณาร่างกฎหมาย PRTR ต่อไปโดยเร็ว
หลังจากที่คณะรัฐมนตรีที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นำเสนอร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาภายในกรอบเวลา 60 วันนับจากวันเปิดประชุมสภาฯ ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
เครือข่ายภาคประชาสังคมชี้ว่า กฎหมาย PRTR เป็นกลไกสำคัญ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม ปกป้องสุขภาพประชาชน และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต่อเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมยืนยันไม่เห็นด้วยกับการลดทอนเนื้อหาและความสำคัญของกฎหมาย PRTR ให้เหลือเพียงบางมาตราในร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับแก้ไข)
นอกจากนี้ภาคประชาชนยังได้พัฒนาร่างกฎหมาย PRTR ตามกรอบและคู่มือขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) เพื่อช่วยให้รัฐบาลมีฐานข้อมูลระดับประเทศเท่าด้วยชนิดและปริมาณของสารมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม และข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ สำหรับใช้เป็นแนวทางในการลดผลกระทบจากมลพิษและลดความเสี่ยงอันตรายจากสารเคมีด้วย
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ และในนามผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 11,685 คน ที่ร่วมกันเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่า
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ภาพโดย นราธิป ทองถนอม
“เนื่องจากร่างกฎหมาย PRTR ไม่ได้รับการเสนอจาก ครม. ให้รัฐสภาดำเนินการพิจารณาต่อ ภาคประชาชนจึงต้องมายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเป็นการยืนยันร่างของภาคประชาชนและขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุเป็นวาระพิจารณาต่อไป ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 ที่ว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ตกไปเพราะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลังการเลือกตั้งไม่ได้ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป ผู้แทนของผู้เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติฯ ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย สามารถมีหนังสือยืนยันต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรภายใน 120 วัน เพื่อให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อไป และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร”
ภาคประชาชนได้ย้ำว่าและยืนยันว่า กฎหมาย PRTR จะเป็นเครื่องมือที่เสริมสร้างประสิทธิภาพในการจัดการมลพิษและสารอันตรายที่มีประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน
ในวันนี้ ชาวบ้านจากหลายชุมชนในภาคตะวันออกผู้ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนมลพิษ โดยเฉพาะเมื่อสังคมไทยยังไม่มีเกราะทางกฎหมายในการปกป้องประชาชนจากการปนเปื้อน ทั้งชาวบ้านจากจังหวัดระยอง ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ขอให้ภาครัฐมองการเติบโตในพื้นที่ใหม่ อย่าเพียงมองแต่ตัวเลข GDP ในพื้นที่แต่สวนทางกับคุณภาพชีวิตจริงของประชาชน
“GDP หลายจังหวัดในภาคตะวันออกอยู่ที่หลักล้าน แต่คำถามคือความมั่งคั่ง ความร่ำรวยมาถึงประชาชนจริงไหม เพราะเรายังพบแค่สารพิษต่าง ๆ ที่มาถึงหน้าบ้านเรา เรายืนยันต่อรัฐสภาว่าเราอยากให้นำ PRTR เข้าสู่วาระการประชุม เพราะทุกวันนี้กฎหมายที่บังคับใช้ไม่สามารถปกป้องบ้านของเราได้ และเราไม่สามารถแก้ปัญหามลพิษนี้ด้วยตัวเราเองทั้งหมดได้”
“บางสารเคมีที่ห้ามใช้แล้วบนโลก มีบัญญัติไว้ในสนธิสัญญาบาเซล แต่กลับมีใช้ที่โรงงานเถื่อนในปราจีนบุรี ถ้ารัฐสภาแห่งนี้ใส่ใจพี่น้องประชาชนจริง อย่ามองแค่ GDP หรือเม็ดเงินที่เข้ามาจากโรงงานพวกนี้ แต่ให้มองเห็นว่าถ้าไม่มีกฎหมายฉบับนี้จะต้องมีคนสูญเสียมากกว่านี้อีกกี่คน” สุเมธ เหรียญพงษ์นาม เครือข่ายคนรักษ์หนองหอย กล่าว
จุดเริ่มต้นของกฎหมาย PRTR มาจากที่ประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกที่สหประชาชาติได้จัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2535 โดยที่ประชุมครั้งนั้นมีข้อสรุปว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นทั่วโลกในหลายสิบปีที่ผ่านมา สร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนอย่างรุนแรง เพื่อยับยั้งหายนะในอนาคต โลกเราจำเป็นต้องมุ่งสู่ทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้น
จึงขอให้รัฐบาลผู้ลงนามปฏิบัติตามปฏิญญาริโอและแผนปฏิบัติการ 21 จัดทำและปรับปรุงฐานข้อมูลเกี่ยวกับข้อมูลมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแนวทางในการลดและควบคุมความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมจากมลพิษต่าง ๆ ต่อมา OECD ในฐานะผู้ขับเคลื่อนหลัก ได้ใช้ชื่อว่า Pollutant Release and Transfer Register (PRTR) และได้จัดทำกรอบและคู่มือการจัดทำ PRTR ที่แต่ละประเทศสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการจัดทำกฎหมายต่อไป
“ร่างกฎหมาย PRTR ของประชาชนได้ออกแบบตามกรอบและคู่มือของ OECD และมีการศึกษาถึงจุดอ่อนจุดแข็งของกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ใช้งานอยู่เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกันที่จะจัดทำเป็นร่างกฎหมายแยกออกจากพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ ประเทศต่าง ๆ ก็แยกกฎหมาย PRTR ออกจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายอื่นเช่นกัน เนื่องจาก PRTR เป็นกลไกและระบบเฉพาะ ที่ไม่ควรไปแฝงอยู่ในกฎหมายอื่น นอกจากนี้ร่างกฎหมาย PRTR ที่ภาคประชาชนนำเสนอนี้ยังได้ผ่านการพิจารณาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ในคณะกรรมาธิการสามัญ ซึ่งมีทั้งผู้แทนภาคประชาชน สมาชิกสภาจากหลายพรรค และหน่วยงานราชการ ก่อนการยุบสภา” เพ็ญโฉม กล่าวย้ำ
สถานะและขั้นตอนทางกฎหมายของร่างพระราชบัญญัติ PRTR ณ วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ร่าง พ.ร.บ. PRTR ที่มีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในปี 2568 มี 2 ฉบับ 1. ฉบับ ส.ส. พรรคประชาชน 2. ฉบับประชาชนเข้าชื่อ 11,685 คน ร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับ ผ่านการพิจารณาลงมติรับหลักการ (วาระหนึ่ง) เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 และมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. PRTR ทั้ง 2 ฉบับร่วมกันจนเสร็จสิ้นแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 แต่ในระหว่างรอการบรรจุเรื่องเข้าสู่การพิจารณาวาระสองของสภาผู้แทนราษฎร มีประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ทำให้กระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. PRTR สะดุดหยุดลง ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 147 บัญญัติให้ในกรณีที่มีการยุบสภา ร่าง พ.ร.บ. ที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบให้เป็นอันตกไป แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ร้องขอยืนยันต่อรัฐสภาภายใน 60 วันนับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป (ภายในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569) เพื่อให้รัฐสภาพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวต่อไป ถ้ารัฐสภาเห็นชอบด้วยก็ให้รัฐสภาพิจารณาต่อไปได้ตามขั้นตอนที่ ร่าง พ.ร.บ. นั้นค้างอยู่ก่อนยุบสภา ปัจจุบัน ณ วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ซึ่งครบกำหนดระยะเวลา 60 วันนับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกแล้ว ปรากฏว่าคณะรัฐมนตรีที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีมติร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ. PRTR ต่อไป ทำให้ร่าง พ.ร.บ. PRTR ทั้งฉบับ ส.ส. พรรคประชาชน และฉบับประชาชนเข้าชื่อเสนอ ตกไปทั้งสองฉบับ แต่ในส่วนร่าง พ.ร.บ.PRTR ฉบับที่ประชาชนใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอ ตามพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 มาตรา 14 บัญญัติว่า ร่าง พ.ร.บ. ที่ตกไปเพราะการยุบสภา และคณะรัฐมนตรีไม่ได้ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป หากผู้แทนของประชาชนที่เข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ. มีหนังสือยืนยันถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรภายใน 120 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป (ภายในวันที่ 12 กรกฎาคม 2569) เพื่อให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นั้นต่อไป ให้ถือว่าเป็นการเข้าชื่อเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ใหม่ และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการต่อไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร การยืนยันร่าง พ.รบ. PRTR ภายใน 120 วันคือ การยืนยันร่าง พ.ร.บ. ฉบับเดิมของภาคประชาชนที่มีการเปิดให้เข้าชื่อ ไม่ใช่ยืนยันร่างฉบับที่ กมธ.วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วก่อนยุบสภา ผลในทางกฎหมายของการยืนยันร่าง พ.รบ. PRTR ภายใน 120 วัน ตาม พ.รบ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 มาตรา 14 คือทำให้ภาคประชาชนไม่ต้องย้อนกลับไปเริ่มรวบรวม 10,000 รายชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายใหม่ แต่ยังคงต้องรอการบรรจุวาระเข้าสู่การพิจารณารับหลักการของสภาผู้แทนราษฎรในวาระหนึ่งใหม่ โดยต้องผ่านการวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อนว่าเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับการเงินหรือไม่ หากประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่าเป็นร่างกฎหมายการเงิน ต้องส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีมีคำรับรองก่อน จึงจะสามารถบรรจุวาระเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ แม้ประธานสภาผู้แทนราษฎรในสมัยที่แล้วจะวินิจฉัยว่าไม่ใช่ร่างกฎหมายการเงิน แต่ประธานคนปัจจุบันก็สามารถวินิจฉัยแตกต่างได้ หากประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่าเป็นร่างกฎหมายการเงิน แต่นายกรัฐมนตรีไม่ให้คำรับรอง ก็จะมีผลให้ร่าง พ.ร.บ. PRTR ตกไป ไม่ได้กลับเข้าสู่สภา และต้องไปเริ่มกระบวนการเข้าชื่อใหม่ตั้งแต่ต้น• ในส่วนร่าง พ.ร.บ. PRTR ฉบับ ส.ส. พรรคประชาชน ที่ตกไปเพราะการยุบสภา ส.ส. พรรคประชาชน รวมถึง ส.ส. พรรคอื่น ๆ มีสิทธิเสนอร่าง พ.ร.บ. เข้ามาใหม่เพื่อให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรบรรจุเข้าวาระหนึ่งได้ แต่ต้องผ่านขั้นตอนการวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อนว่าเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับการเงินหรือไม่ เช่นเดียวกัน
อัมรินทร์ สายจันทร์ ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า แม้ตัวแทนรัฐบาลได้ชี้แจงว่าจะมีการผนวกเรื่อง PRTR ไว้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่ภาคประชาชนยังคงยืนยันถึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎหมาย พ.ร.บ. PRTR แยกเป็นกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลมลพิษ รวมถึงหลักเกณฑ์ขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ ได้รับการบัญญัติรับรองอย่างหนักแน่นในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ เช่น ขอบเขตการกำหนดประเภทสารมลพิษที่ต้องมีการรายงานและข้อมูลพื้นฐานที่ต้องมีการเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงได้ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบ PRTR ของไทยจะมีหลักการและองค์ประกอบที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
อัมรินทร์ สายจันทร์ ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ภาพโดย นราธิป ทองถนอม
นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. PRTR ที่ภาคประชาชนเสนอยังได้ออกแบบให้มีคณะกรรมการที่มีผู้แทนจากกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการเก็บรวบรวม ส่งต่อ และตรวจสอบข้อมูลมลพิษ เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางที่น่าเชื่อถือและเข้าถึงได้โดยทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงด้วย
“ดังนั้นการผลักดันกฎหมาย PRTR ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกลไกทางกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่คือการวางระบบข้อมูลมลพิษของประเทศให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการปกป้องสุขภาพ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมของตนเอง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเร่งเดินหน้าโครงการอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่” อัมรินทร์ย้ำความจำเป็นของกฎหมาย PRTR
มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า รัฐสภาควรเร่งหยิบร่างกฎหมาย PRTR ขึ้นมาพิจารณาโดยเร็วที่สุด เพราะกฎหมายฉบับนี้ยังคงยืนยันเจตจำนงภาคประชาชนว่า ‘สิทธิในการรับรู้ข้อมูลด้านมลพิษ’ คือหัวใจสำคัญของธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม
มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย ภาพโดย นราธิป ทองถนอม
ในขณะที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ภายใต้นโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไม่อาจละเลยกฎหมาย PRTR ได้ หากประเทศไทยมุ่งหวังจะยกระดับมาตรฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมและก้าวเข้าสู่มาตรฐานของ OECD อย่างแท้จริง กฎหมาย PRTR เป็นมาตรฐานสากลด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และเป็นเครื่องมือในการสร้างความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นธรรม
“เราเห็นความสูญเสียมามากพอแล้ว เราเห็นเหตุการณ์โรงงานระเบิดแต่เราไม่รู้ว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่ข้างในมามากพอแล้ว แล้วที่นายกรัฐมนตรีเห็นว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้เร่งขยาย GDP ในพื้นที่ แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ทุนอุตสาหกรรมจำนวนมากรับไว้ฝ่ายเดียวแต่ทิ้งมลพิษสิ่งแวดล้อมไว้ให้ชาวบ้านหรือเปล่า” มนูญ กล่าวทิ้งท้าย