เปิดหลักฐาน ‘ลำรางสาธารณะ’ ในพื้นที่บ่อฝังกลบ ‘ขยาย’ พื้นที่กิจการก่อนได้รับอนุญาต หวังจบปัญหาเรื้อรังสระบุรี

Environment
Reading Time: 5 minutes

“มันเหม็น มันแสบจมูกไปหมด ไร่นาที่ทำมาหากินก็ปลูกไม่ได้ ใส่น้ำลงไปนาก็พังหมด เราอยากให้ท่าน ๆ มาดู มาเห็น มาดมกับตัวเอง จะได้เข้าใจว่าเราต้องเจอกับปัญหามลพิษนี้มานานถึง 28 ปี”

เสียงของคุณป้าชาวบ้านท่านหนึ่ง กำลังเล่าปัญหาจากน้ำดำสระบุรีถึงผลกระทบที่ส่งถึงตัวเธอในการใช้ชีวิตประจำวัน
ไม่ต่างจากเสียงอื้ออึงของชาวบ้านคนอื่น ๆ ซึ่งใช้ชีวิตใน อ.เมือง สระบุรี กำลังบอกเล่าปัญหาที่ตนพบเจอเช่นกันต่อเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางที่ลงพื้นที่ในวันนี้

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย นำโดย ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมด้วยกรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี มูลนิธิบูรณะนิเวศ ประชาชนในพื้นที่ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่สำรวจปัญหาน้ำเน่าเสียในจังหวัดสระบุรี

โดยมีการลงพื้นที่ทั้งหมด 3 จุด

1.บริเวณเลียบทางรถไฟ ตำบลห้วยแห้ง อำเภอแก่งคอย บริเวณข้างเคียงกับบริษัทเบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน)

2.บริเวณฝายกรองน้ำ บริเวณหน้าบริษัท ที.เอ็น.ซี. รีไซเคิล จำกัด

3.บริเวณอ่างเก็บน้ำคลองเพรียว ตำบลปากเพรียว อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี

หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่า น้ำในคลองหลายสายของจังหวัดสระบุรี เช่น คลองเกตุ คลองเพรียว คลองหนองน้ำเขียว และคลองห้วยตะเข้ มีสีดำและส่งกลิ่นเหม็น สันนิษฐานว่าอาจเป็นผลกระทบจากการประกอบกิจการของโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ จากการเผยแพร่ผลตรวจสอบตะกอนดิน น้ำผิวดินและสภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ ที่ชี้ให้เห็นความเข้มข้นของการปนเปื้อนในพื้นที่บริเวณท้ายกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม

นับเป็นการลงพื้นที่ครั้งแรกของกรรมาธิการชุดนี้ พร้อมกับหน่วยงานต่าง ๆ จากส่วนกลางและท้องถิ่นเพื่อหาต้นตอของกรณีน้ำดำสระบุรีที่นับหลังจากปรากฏภาพน้ำดำกินเวลากว่า 1 เดือน มีปัญหาหนักยิ่งขึ้นในช่วง 5 ปีหลัง และมีรากปัญหายาวนานกว่า 28 ปี

จากการลงพื้นที่ไปจนถึงการประชุมระหว่างหน่วยงาน มีข้อสังเกตบางประการจากการลงพื้นที่ของ กมธ.ปภ. และคณะเข้าร่วมต่อการประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่ ที่ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่รวมถึงโครงสร้างการดำเนินการจากทางราชการที่เป็นปัญหาใหญ่ของการปนเปื้อนมลพิษจากอุตสาหกรรมที่กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักในจังหวัดสระบุรีและทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นี้ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน

ข้อสังเกตปัญหาขนาดทั้งแนวตั้ง-แนวราบ และการขยายกิจการ

จุดแรกที่เป็นการลงพื้นที่ตรวจสอบของคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัยครั้งนี้ คือบริเวณเลียบทางรถไฟติดกับบ่อขยะของบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีนฯ

ถนนทางเข้าซึ่งเป็นดินแดงเปียกชุ่มเป็นแอ่งแม้จะมีฝนตกประปรายในคืนก่อนวันเข้าตรวจสอบ อีกทั้งยังพบรถบรรทุกเสียและจอดทิ้งไว้ระหว่างทางเข้าไปตรวจสอบบริเวณแหล่งน้ำใกล้บ่อขยะ

ในการตรวจสอบบริเวณคันดินทางรถไฟมีท่อน้ำไหลจากจุดใกล้เคียงกับบริษัท โดยน้ำมีสีคล้ายกับสีสนิมไหลออกมาจากท่อ ล้นมาจนถึงถนนเลียบทางรถไฟ ถัดจากท่อลอดใต้ทางรถไฟ ยังพบท่อพีอี หรือท่อ HDPE (High-Density Polyethylene Pipe) ซึ่งโดยปกติใช้สำหรับส่งน้ำดีหรือน้ำเสีย ลอดใต้ทางรถไฟมาจากฝั่งเดียวกัน ก่อนจะต่อลงใต้ดินโดยมีทิศทางมุ่งหน้าไปยังคลองเกตุ ซึ่งมีปัญหาร้องเรียนเรื่องสีของน้ำและกลิ่นเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่า ท่อพีอีดังกล่าวสิ้นสุดบริเวณใดหรือมีท่ออื่นที่ต่อมาจากข้างในบริษัทอีกหรือไม่

ระหว่างการตรวจสอบ พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รองประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เข้าร่วมการลงพื้นที่ด้วยในครั้งนี้ กล่าวว่า หากมองกองขยะของบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) ด้วยตาเปล่าจะพบว่า ยอดของกองขยะสูงเลยต้นสนที่อยู่ข้าง ๆ บริษัท ซึ่งมีความสูงราว 20 เมตร ขณะเดียวกัน ใน EIA ของบริษัทฯ ระบุกำหนดความสูงเอาไว้ 22 เมตรจากดินเดิมเท่านั้น

สส. พูนศักดิ์ อธิบายในประเด็นนี้เพิ่มเติมว่า การประเมินความสูงของกองขยะต้องพิจารณาจากระดับดินเดิมของพื้นที่ แต่ปัจจุบันพบว่าพื้นดินภายในบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) สูงกว่าพื้นที่โดยรอบ อาจมีการถมดินเพื่อยกระดับดินเดิมให้ไม่ขัดกับเงื่อนไขในรายงาน EIA

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่าบริษัทมีการขยายพื้นที่ประกอบกิจการก่อนจะได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ด้าน ตรีพงษ์ กลันทปุระ อุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี ชี้แจงว่า บริษัทเพิ่งยื่นคำขอขยายพื้นที่ผ่านสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรีเมื่อประมาณ 2–3 เดือนที่ผ่านมา และเรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมโรงงานอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม จากภาพถ่ายทางอากาศพบว่าบริษัทได้ดำเนินการก่อสร้างและใช้พื้นที่ดังกล่าวก่อนจะได้รับอนุมัติ ขณะที่อุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรีชี้แจงว่า บริษัทฯ แจ้งว่าได้รับอนุญาตจากองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแห้งให้ขุดพื้นที่ดังกล่าวเป็นบ่อน้ำ

แต่คณะกรรมาธิการเห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่น่าจะเป็นบ่อน้ำตามที่ชี้แจง เนื่องจากมีผ้าใบคลุมอยู่เหนือบ่อ อีกทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรมเคยตรวจพบว่า น้ำที่ขังอยู่บนผืนผ้าใบดังกล่าวมีค่าสารปนเปื้อนในระดับรุนแรง จึงเป็นอีกประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบต่อไป

อย่างไรก็ตาม บริเวณริมทางรถไฟใกล้บ่อฝังกลบขยะของบริษัทจะพบปัญหาหลายประการ แต่ในจุดตรวจสอบอื่นที่กรรมาธิการฯ ลงพื้นที่ครั้งนี้ ทั้งหน้าโรงงานที.เอ็น.ซี รีไซเคิลฯ และประตูน้ำคลองเพรียว ก็ยังพบกลิ่นเหม็นแสบจมูก รวมถึงน้ำสีดำ สีชานม ฟองจับกลุ่มหนาและฟองผุดขึ้นเหนือน้ำเป็นระยะ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการปนเปื้อนไม่ได้เกิดขึ้นในจุดเดียวแต่ได้กระจายไปตามเส้นทางน้ำและเกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตประชาชนเป็นวงกว้าง

เปิดประเด็น ‘ฝายลำเหมือง’ ต้นน้ำคลองหนองน้ำเขียวในพื้นที่บ่อฝังกลบ

ในช่วงบ่ายของวัน ระหว่างการประชุมของคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมของชลประทาน ตำบลปากเพรียว จังหวัดสระบุรี

โดย สส. พูนศักดิ์ เปิดประเด็นถามกรมโรงงานฯ ถึงบริเวณการขยายกิจการตามเงื่อนไข EIA ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการออกใบอนุญาต รวมถึงประเด็นความสูงของกองภูเขาขยะ ที่อาจผิดเงื่อนไขเช่นกัน เลยสอบถามติดตามถึงผลการตรวจสอบของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้ามาตรวจสอบเมื่อเดือน มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา

ด้านเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานฯ ได้แจ้งถึงการเชื่อมโยงถึงค่าตรวจวัดหลายชนิดที่ได้เข้าไปตรวจในบ่อขยะจึงพบค่าตรวจวัดที่สูงกว่ากำหนดหลายชนิด ในที่ประชุมนี้จึงอาจเป็นการพูดโดยปากเปล่าและอาจไม่ครบถ้วน จึงขอส่งรายละเอียดให้กับชุดกรรมาธิการฯ อย่างเป็นทางการอีกครั้งเป็นข้อมูลเสร็จเรียบร้อย

ในการประชุมมีการเปิดเผยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ ‘ลำรางสาธารณะ’ ภายในพื้นที่ของบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) ซึ่งปรากฏอยู่ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของบริษัท โดยลำรางดังกล่าวเชื่อมต่อกับคลองหนองน้ำเขียว หนึ่งในคลองที่ประชาชนร้องเรียนว่ามีทั้งน้ำสีดำ น้ำสีชานมและมีกลิ่นแสบจมูกรุนแรง

คลองหนองน้ำเขียวถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบสาเหตุของการปนเปื้อน หลังกรมควบคุมมลพิษและมูลนิธิบูรณะนิเวศนำตัวอย่างตะกอนดินจากคลองไปตรวจวิเคราะห์ และพบสารโลหะหนักหลายชนิดเกินค่ามาตรฐาน ส่งผลให้ลำรางสาธารณะที่เชื่อมต่อระหว่างพื้นที่โรงงานกับคลองกลายเป็นประเด็นที่คณะกรรมาธิการให้ความสนใจ เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับเส้นทางการไหลของน้ำภายในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม จากการเข้าตรวจสอบภายในโรงงานของกรมโรงงานอุตสาหกรรมก่อนหน้านี้ ไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับลำรางสาธารณะดังกล่าวในรายงานการตรวจสอบ แม้ลำรางดังกล่าวจะปรากฏอยู่ในแผนผัง EIA และมีจุดเชื่อมต่อกับคลองหนองน้ำเขียวก็ตาม ทำให้คณะกรรมาธิการตั้งข้อสังเกตถึงความครบถ้วนของข้อมูลที่มีการรายงานต่อสาธารณะ

ระหว่างการประชุม เจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมชี้แจงว่า ลำรางสาธารณะที่ถูกกล่าวถึงคือ ‘ฝายลำเหมือง’ ซึ่งมีอยู่เดิมก่อนการดำเนินโครงการ และได้รับการระบุไว้ในรายงาน EIA โดยแนวฝายลำเหมืองดังกล่าวพาดผ่านพื้นที่บ่อฝังกลบของเสียไม่อันตรายของบริษัท ทำให้การดำเนินกิจการจำเป็นต้องออกแบบระบบบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่เดิม

กรมโรงงานอุตสาหกรรมเปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบพบว่าฝายลำเหมืองยังคงอยู่ในพื้นที่ตามที่กำหนดไว้ใน EIA และบริษัทได้ก่อสร้างคันดินสำหรับรองรับน้ำฝนแยกออกจากแนวลำเหมือง แต่ตรวจพบว่าคันดินดังกล่าวมีสภาพชำรุด จึงได้มีคำสั่งให้บริษัทดำเนินการแก้ไข พร้อมยืนยันว่าแนวฝายลำเหมืองยังต้องคงสภาพไว้ตามเงื่อนไขของรายงาน EIA

ด้าน สส. ภัทรพงษ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการฯ ชุดนี้ จึงได้สอบถามไปยังตัวแทนจากกรมโรงงานฯ ว่าสามารถส่งเอกสารต่าง ๆ ได้เมื่อไหร่ เพื่อนำไปสู่การประชุมในของชุดกรรมาธิการฯ ครั้งถัดไป ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคม รวมถึงรายละเอียดการดำเนินการทางกฎหมายต่อบริษัทแห่งนี้ หากมีการกระทำผิดจริง

ด้านตัวแทนกรมโรงงานฯ ที่เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้กล่าวว่า ตนเป็นเพียงระดับเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้กล่าวว่าอยู่ในขั้นตอนการเสนอบังคับใช้ตามมาตรา 39(1) ของพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ไปแล้ว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดำเนินการของผู้บริหารและฝ่ายกฎหมายของหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ ซึ่งคาดว่าเอกสารทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้

ครึ่งปี 69 โดนคำสั่งแก้ไข-ระงับ-ปรับปรุง ไปแล้ว 3 ครั้ง และเตรียมคำสั่งครั้งที่ 4

มาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 เป็นมาตรการทางปกครองที่ให้อำนาจรัฐ สั่งหยุดประกอบกิจการโรงงานชั่วคราว เมื่อพบว่าการประกอบกิจการเข้าข่ายเป็นอันตราย โดยแบ่งเหตุในการใช้อำนาจออกเป็น 2 กรณีหลัก

เหตุในกรณีแรกหรือ มาตรา 39(1) คือผู้ประกอบกิจการโรงงานจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ออกตามมาตรา 37 โดยไม่มีเหตุอันควร กล่าวคือหากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเคยใช้อำนาจตาม มาตรา 37 สั่งให้โรงงานแก้ไข ระงับ หรือปรับปรุงสิ่งที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือก่อให้เกิดอันตราย แต่โรงงาน เพิกเฉย หรือไม่ดำเนินการตามคำสั่ง โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายสามารถใช้อำนาจตามมาตรา 39 สั่งให้โรงงานหยุดประกอบกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว, สั่งให้ปรับปรุงหรือแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด

หากแก้ไขแล้ว จึงอนุญาตให้กลับมาดำเนินกิจการได้ แต่หากยังไม่แก้ไขภายในกำหนด สามารถสั่ง ปิดโรงงาน ได้ และหากเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 คำสั่งปิดจะมีผลเป็น การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) ด้วย
แต่ในกรณีที่สอง หากเป็น มาตรา 39(2) หมายถึง แม้ยังไม่มีการฝ่าฝืนคำสั่งตามมาตรา 37 แต่การประกอบกิจการ อาจก่อให้เกิดอันตราย ความเสียหาย หรือความเดือดร้อนอย่างร้ายแรง ต่อบุคคลหรือทรัพย์สิน จึงสามารถสั่งหยุดกิจการได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ภายในปี 2569 บริษัทเบตเตอร์ เวิลด์ กรีนฯ ได้รับคำสั่งจากหน่วยงานกำกับฯ ถึง 3 ครั้ง จากเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ ทั้งมาตรา 37 และ 39 ตามพ.ร.บ. โรงงานฯ แต่ก็ยังปรากฏปัญหาการร้องเรียนจากประชาชนเรื่องกลิ่นและการปล่อยน้ำเสียในการประกอบกิจการในพื้นที่

โดยคำสั่งครั้งที่ 1 ในปีนี้เกิดขึ้นในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ณ ขณะนั้น ลงพื้นที่เพื่อตรวจติดตามแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนรำคาญของประชาชน กรณีร้องเรียนการปล่อยน้ำเสียออกนอกโรงงาน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรีเข้าเก็บตัวอย่างน้ำบริเวณ 4 จุดสำคัญ เพื่อส่งวิเคราะห์คุณภาพ ซึ่งระหว่างเก็บตัวอย่างปรากฏว่า มี 1 จุดที่บริเวณปากท่อระบายน้ำ พบการปล่อยน้ำออกนอกโรงงาน

เมื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำมีค่าบีโอดี (Biochemical Oxygen Demand: BOD) สูงเกินกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด จึงสั่งการตามมาตรา 37 ให้โรงงานเร่งปรับปรุงแก้ไข โดยกำชับและเน้นย้ำให้โรงงานปิดปากท่อระบายน้ำ พร้อมปรับเปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำภายในโรงงานให้ไปรวมกันที่บ่อรองรับน้ำฝนของโรงงาน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างเกื้อกูล

และอีกครั้งหนึ่ง หลังเหตุไฟไหม้ที่บ่อขยะของบริษัทในจังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ออกคำสั่งหยุดประกอบกิจการโรงงาน บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน (BWG) ห้ามรับของเสียจนกว่าจะปรับปรุงเสร็จ อาศัยอำนาจตามมาตรา 39(1) แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ในส่วนของบ่อฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นบ่อฝังกลบของเสียอันตรายและการประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องในทันที พร้อมทั้งให้สำรวจความเสียหายและปรับปรุงซ่อมแซมหรือจัดหาผ้าใบปิดคลุมในส่วนที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ทั้งหมดและส่วนที่เชื่อมต่อ ให้มีสภาพปลอดภัยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต

ในเหตุการณ์เดียวกัน ด้านอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี (สอจ.สระบุรี) ได้ออกคำสั่งมาตรา 37(1) สั่งการให้บริษัทฯ จัดทำและทบทวน มาตรการป้องกันและระงับอัคคีภัย ให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัย รวมทั้งปรับปรุงแผนปฏิบัติการฉุกเฉินหรือแผนป้องกันให้เหมาะสมกับสภาวะการณ์ปัจจุบัน พร้อมรายงานการสำรวจความเสียหายนำส่งให้ สอจ.สระบุรี พิจารณาภายในวันที่ 30 เมษายน 2569

แต่ยังไม่ครบกำหนด แต่ในวันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ทางพนักงานเจ้าหน้าที่ฯ พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี นายอำเภอแก่งคอย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการแก้ไขตามคำสั่ง พบว่าทางบริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับปรุงโรงงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งการปิดคลุมบ่อฝังกลบส่วนที่เกิดเหตุให้อยู่ในสภาพปลอดภัย และการเสนอแผนป้องกันอัคคีภัยรวมถึงแผนฉุกเฉินฉบับปรับปรุงใหม่ให้เหมาะสมกับปัจจุบัน จึงได้ออกหนังสือ สบ.0034(2)/994 ให้กลับมาเปิดกิจการโรงงานตามปกติ

และในวันที่ 29 เมษายน 2569 กรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้ออกหนังสือ อก. 0305/2972 ได้ยกเลิกการระงับนำสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุไม่ใช้แล้วของผู้กำเนิดที่ส่งมาโรงงานจัดการ

แต่จากคำบอกเล่าของประชาชนหลายคนที่มาร้องเรียนในการลงพื้นที่ของกมธ.ปภ.ครั้งนี้ ยังคงมีข้อสงสัยถึงการปนเปื้อนทั้งทางกลิ่นและน้ำเสียจากการร้องเรียนครั้งก่อนหน้า ว่ามีการแก้ไขไปแล้วอย่างไร ทำไมชาวบ้านถึงยังได้รับผลกระทบอยู่

นำไปสู่การตั้งคำถามต่อการบังคับใช้พ.ร.บ. โรงงานฯ มาตรา 39(1) ครั้งนี้จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาจากการประกอบกิจการของบริษัทต่อประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืนอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการแก้ไขเพียงชั่วคราวแต่ยังเกิดข้อขัดแย้งต่อชาวบ้านในพื้นที่

ทางออกของความทุกข์ 28 ปีชาวบ้านสระบุรี หรือนับต่อปีที่ 29 (?)

ด้าน สส. ภัทรพงษ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการได้ตั้งวาระเอาไว้เบื้องต้นเป็นวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 และหากกรมโรงงานอุตสาหกรรมไม่สามารถดำเนินการตามระยะเวลานี้จะมีการขยายเพิ่มเวลาให้อีก 1-2 สัปดาห์ ทั้งนี้ เพื่อที่คณะกรรมาธิการจะสามารถดำเนินการหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนชาวสระบุรีที่เผชิญกับปัญหามลพิษมานานกว่า 28 ปี

“นอกจากอันตรายจากสารพิษ ยังมีเรื่องกลิ่น ที่ส่งผลกระทบกับสุขภาพประชาชนโดยตรง ลองคิดภาพชีวิตที่ต้องอาศัยกับกลิ่นที่เหม็นสารเคมีดูครับ ผมเชื่อว่าทุกคนจินตนาการกลิ่นเหม็นขยะออก แต่นี่ คือเหมือนสารเคมี กลิ่นจะแรงอีกแบบ ผมยืนตรงนั้นโดยที่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยเพียงหนึ่งชั่วโมง พูดตรง ๆ ก็เกิดอาการปวดหัวเล็กน้อยพอสมควร จากคนที่ค่อนข้างแข็งแรงและทนทานมากในระดับหนึ่ง”

“หลักฐานทุกอย่างชัดเจน ข้อสรุปของกรรมาธิการจากที่เราได้ประชุมที่อาคารรัฐสภา รวมถึงการลงพื้นที่ในวันนี้ ตอนนี้เหลือเพียง การลงนาม สั่งหยุดกิจกรรมของโรงงานอุตสาหกรรม เท่านั้น อำนาจอยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม และอำนาจของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย นี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องการ เพื่อหยุดปัญหาที่ประชาชนเจอกันมา 28 ปี” สส. ภัทรพงษ์ กล่าว

หลังการลงพื้นที่ในวันนั้น ชาวบ้านหลายคนที่มาร่วมสังเกตการณ์ ได้เล่าถึงความทุกข์ยากที่ตนต้องพบเจอจากปัญหามลพิษปนเปื้อนในพื้นที่ รวมถึงได้มีการบอกเล่าถึงการต่อสู้ในอดีตที่เคยมีข้อขัดแย้งกับบริษัทเบตเตอร์ เวิลด์ กรีนฯ ทำให้เห็นว่า การประกอบกิจการในพื้นที่มีปัญหา แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือถ้าเป็นไปตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเป็นข้อเท็จจริง ทำไมบริษัทถึงยังประกอบกิจการได้เรื่อยมา หน่วยงานรัฐหรือเปล่าที่ไม่ได้บังคับใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในมือ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่และทั่วประเทศอยากเห็นต่อจากนี้ หากบริษัทในพื้นที่ได้กระทำความผิดจริง ชาวบ้านก็อยากเห็นมาตรการในการจัดการแก้ไขจากหน่วยงานที่กำกับดูแล รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เห็นความโปร่งใสและลบข้อครหาว่าในรายงานปรากฏข้อมูลแบบหนึ่ง แต่สิ่งที่ชาวบ้านต้องพบเจอมาตลอด 28 ปี เป็นคนละเรื่องเดียวกัน

พื้นที่สระบุรีโดยเฉพาะบริเวณคลองหนองน้ำเขียว-คลองเกดจะมีทางออกหรือไม่ คงต้องเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันผ่านหลักฐานและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 

นอกจากข้อมูลและหลักฐานจากภาครัฐ วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 มูลนิธิบูรณะนิเวศจะแถลงข่าวกรณีนำตะกอนดินจากคลองต่าง ๆ ในจังหวัดสระบุรีมาตรวจหาค่าการปนเปื้อน ซึ่งทางมูลนิธิกล่าวว่า เป็นการเปิดเผยข้อมูลครั้งสำคัญที่นอกจากการร้องเรียนของชาวบ้าน ภาพที่แพร่หลายในโลกโซเชียล ข้อมูลชุดนี้จะเป็นอีกหลักฐานชิ้นสำคัญที่อาจเป็น คำตอบของคำถามที่ว่าการปนเปื้อนของคลอง หนอง ลำรางสาธารณะในจังหวัดสระบุรีไม่ได้เกิดขึ้นตามฤดูกาล และไม่ใช่คนตัวเล็กตัวน้อยที่สามารถสร้างการปนเปื้อนเป็นวงกว้างได้มากขนาดนี้