Reading Time: 7 minutes
“กะเทยมันอายุสั้นจริง ๆ นะ”
“ชีวิตนี้เที่ยวพอแล้ว ตอนนี้มักเที่ยวหมอลำอย่างเดียว กะเทยมักม่วนเนาะ”
“พี่ไปหมดนะ เจอแขกเดินมาสะกิดตอนไหนก็ไปหมด ติดไฟแดงบีบแตรใส่กันยังไปเลย”
สารพัดเรื่องเล่าส่งออกมาพร้อมเสียงหัวเราะร่วนปนจริตจะก้านของชมพู่ sex worker ทรานส์เจนเดอร์ วัย 36 ปี ดังแหวกเสียงคลื่นทะเลและเสียงจอแจของผู้คนริมหาด เมืองพัทยา หัวค่ำนี้เธอมาร่วมวงสนทนาด้วยใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางเบา ๆ เรียกแบบตามเทรนด์หน่อยคงว่าได้ว่า ‘ปรุงจืด’ พร้อมกับชุดเดรสสีน้ำตาลรัดรูป และนัยน์ตาวิบวับระคนอารมณ์ขันตามสไตล์ ‘ตัวแม่ตัวมัม’ ที่ผ่านน้ำผ่านไฟในสมรภูมิราตรีมาอย่างโชกโชน
เมื่อชวนเธอคุยย้อนอดีตไปถึงยุคทองของการทำงาน ชมพู่เล่าถึงภาพความทรงจำริมหาดพัทยายุคก่อนโควิด-19 ที่เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะเฮฮาปาร์ตี้ในหมู่เพื่อนฝูงคนข้ามเพศ
“เอาแบบม่วน ๆ จอย ๆ เลยปะน้อง”
“เป็นตัวเองได้เลยแม่” ฉันตอบ
“โอ้ยยย…สนุก! ตอนนั้นสนุกมาก อาบน้ำแต่งตัว ทุ่มนึงนี่มาละ บางคนหิวข้าวมากินข้างนอกก็ได้ มีทุกอย่าง มีคนขายของ มีคนขายน้ำ มีคนขายข้าว มีครบหมดเลยส้มตงส้มตำ แต่ก่อนสนุกมาก ทำงานไปสนุกไป เฮฮาปาร์ตี้ พวกกะเทยก็เยอะ เพื่อนกันก็เยอะ สนุก”
ชมพู่เปิดฉากให้คนฟังสัมผัสถึงความสนุกสนานในวันวาน ก่อนจะพาเล่าย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นในเส้นทางอาชีพของเธอ
“แรก ๆ เลยมันก็มีรุ่นพี่ที่เคยอยู่ข้างบ้านตั้งแต่สมัยเรียน เขาเคยมาทำงานพัทยา เขาก็ได้แฟนฝรั่งไง ด้วยความที่เราเป็นเด็ก พอเขาบอกว่าเขาได้แฟนฝรั่ง ซื้อบ้านให้ ฝรั่งให้เงิน เราก็จำอารมณ์นี้อยู่ในหัวตลอดเลย รู้สึกว่ามีความอยากได้ อยากเป็นเหมือนเขา มันจึ้งนะเธอได้แฟนฝรั่งน่ะ” ชมพู่เริ่มเล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้น
พอเรียนจบเธอยังไม่ได้มีความคิดว่าจะเข้ามาทำงานที่พัทยาทันที เธอใช้ชีวิตเป็นสาวออฟฟิศในกรุงเทพฯ อยู่ราว 4-5 ปี กระทั่งน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 จึงจับพลัดจับผลูเข้ามาทำงานที่พัทยา
“ลงรถมาพร้อมกระเป๋าใบนึง” ชมพู่หัวเราะเมื่อนึกถึงวันแรกที่มาถึงพัทยา เมืองท่องเที่ยวที่ในสายตาของเธอมองว่าเต็มไปด้วยฝรั่งที่หน้าดูละม้ายคล้ายกันไปหมด
รุ่นพี่พาเธอเข้าทำงานบาร์ทันที อุปสรรคด้านภาษาอังกฤษกลายเป็นกำแพงอยู่ช่วงระยะหนึ่ง เธอพูดได้เพียงเล็กน้อย ลูกค้าสั่งเบียร์ก็หยิบผิดหยิบถูกไม่รู้ว่าหมายถึงยี่ห้อไหน ตามคำบอกเล่าของเธอ เธอว่าเจ้าของร้านแสดงออกชัดเจนว่าไม่ค่อยอยากจ้าง เพราะสื่อสารกับแขกไม่ได้ สุดท้ายจึงต้องย้ายบาร์อยู่หลายครั้ง
“ย้ายบาร์ไปเรื่อย ๆ จนได้มายืนจับแขกอยู่ที่หาด พูดงู ๆ ปลา ๆ ภาษามือบ้าง เราก็เอ๊อะ ๆ อ๊ะ ๆ ไป ก็พออยู่ได้นะ ใช้ภาษากายเอา จนทุกวันนี้เป็นฟรีแลนซ์เลย สบายดี เป็นเจ้านายตัวเอง ไม่ต้องมานั่งรอใคร แต่พี่ไม่ได้ยืนที่หาดแล้ว”
“แล้วทำไมเดี๋ยวนี้ถึงไม่ได้ไปจับแขกที่หาดแล้ว” ฉันถามต่อ
เอาตรง ๆ มั้ย หนึ่งเลยยุคสมัย กาลเวลามันเปลี่ยนไปด้วย แล้วตั้งแต่โควิดทุกอย่างไม่เหมือนเดิม เขาปรับระบบหาดใหม่ ติดไฟเพิ่ม นักท่องเที่ยวมาเดินน้อยลง ทำให้จับแขกยากขึ้น แล้วติดไฟเพิ่มก็สว่างซะจ๊น !
เธอเล่าอย่างออกรส และดูเหมือนว่า ‘ไฟสว่าง’ จะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเธอทีเดียว
“แต่ก่อนไฟไม่ได้สว่างอย่างนี้ ไฟสลัว ๆ ทุกคนก็สวยหมด ทุกวันนี้ไฟสว่างมาก โอ้โห้… ไม่ได้เลย”
“ไฟสว่างแล้วมันไม่สวยเหรอ” ฉันถามทันที
“ไฟสว่างแล้วมันไม่สวย มันไม่ได้ แต่ก่อนนี้โอ้โห… ข้ามฝั่งมาปุ๊บไก่กากลายเป็นหงส์ แป้บเดียวก็ได้ออก ทุกวันนี้ยากมาก เห็นหมดเลย” เธอตอบกลับทันทีเช่นกัน
รอยยิ้มและมุกตลกประชดไฟทางหลวงของชมพู่สร้างเสียงหัวเราะให้พวกเราที่นั่งล้อมวงคุยกันอยู่ริมหาด ทว่าภายใต้แสงสว่างโร่ที่เธอแซวว่าทำให้ ‘หงส์’ กลับกลายเป็น ‘ไก่กา’ นั้น ได้เผยให้เห็นความจริงอีกด้านหนึ่งที่สว่างจ้าไม่แพ้กัน แสงไฟที่สว่างขึ้นไม่ได้ช่วยให้ชีวิตของเธอมั่นคงขึ้น ตรงกันข้าม กลับเปิดเปลือยความเปราะบาง และความเสี่ยงรอบด้านที่เธอต้องเผชิญอยู่ทุกวินาทีที่ก้าวขาออกจากห้องพัก
ความเปราะบางที่รัฐส่วนกลางหยิบยื่นให้ผ่านกฎหมายที่คลุมครอบเรือนร่าง ความเสี่ยงที่ปราศจากการรับผิดชอบจากเมืองท่องเที่ยว ที่พยายามจัดระเบียบทุกตารางเมตรของชายหาด แต่อาจหลงลืมจัดวางความปลอดภัยไว้ให้กับคนที่เพียงแค่ใช้ร่างกายหาเลี้ยงตัวเอง พร้อม ๆ กับ ‘หาเลี้ยงรัฐ’ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่ง (หรืออาจเป็นส่วนใหญ่) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยวเสียด้วยซ้ำ
อาชญากรรมในอาชีพที่ไร้ตัวตน
ขึ้นชื่อว่า พนักงานบริการทางเพศ หรือ sex worker ความเสี่ยงคือสิ่งพื้นฐานที่พวกเขาต้องเป็นเจ้าของอย่างไม่ยินดีไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม สุรางค์ จันทร์แย้ม ผู้อำนวยการ SWING Thailand ผู้ขับเคลื่อนงานเคียงข้างคนทำงานบริการทางเพศมานานกว่าสองทศวรรษ อธิบายว่าความเสี่ยงเหล่านี้มีรากมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง
“ความเสี่ยงมันเริ่มตั้งแต่ที่เราเลือกที่จะมาประกอบอาชีพนี้ เนื่องจากว่าอาชีพ sex worker ยังไม่ได้ถูกยอมรับว่าเป็นอาชีพ เมื่อมันไม่ถูกยอมรับว่าเป็นอาชีพ แน่นอนว่าการถูกเอารัดเอาเปรียบ การถูกทำร้าย และการทำงานที่ไม่เป็นธรรม มันมีการเอารัดเอาเปรียบกันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน มันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ซึ่งอันนี้เราก็อาจจะรู้มาบ้างก่อนที่จะเข้าสู่วงการ หรืออาจไม่รู้เลย”
ความเสี่ยงจากลูกค้าเป็นสิ่งที่คนทำงานบริการต้องเผชิญในทุกคืน อีกด้านยังมีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนจะก้าวออกไปยืนรอลูกค้าด้วยเช่นกัน นั่นคือการที่อาชีพของพวกเขาและเธอยังไม่ถูกรับการยอมรับในทางกฎหมาย เมื่อการค้าประเวณียังถูกกำหนดให้เป็นความผิด คนทำงานจึงไม่ได้สูญเสียเพียงสถานะของ ‘แรงงาน’ แต่ยังสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงสิทธิ ความคุ้มครอง และความเป็นธรรมเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น
สุรางค์ จันทร์แย้ม ผู้อำนวยการ SWING Thailand
“กฎหมายที่ทำให้การค้าประเวณีเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ทำให้การเข้าถึงโอกาส การเข้าถึงสิทธิ หรือการได้รับความเป็นธรรมในเรื่องต่าง ๆ มันถูกตัดขาดออกไปเลย” สุรางค์กล่าว
สำหรับชมพู่ ความหมายของการไม่มีหลักประกันนั้นเรียบง่ายกว่าคำอธิบายทางกฎหมายมาก ในฐานะ sex worker อิสระ ทุกครั้งที่เธอรับงานคือ การรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่การคัดเลือกลูกค้า การต่อรองราคา การเดินเข้าไปในห้องพักของคนแปลกหน้า ไปจนถึงการรับมือหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ไม่มีนายจ้าง ไม่มีระบบคุ้มครอง และแทบไม่มีใครรู้ว่าในแต่ละคืนเธอหายไปที่ไหนบ้าง
“อย่างวันนี้จริง ๆ แล้วพี่ทำงาน 5 ทุ่มใช่มั้ย แล้วพี่ออกมากินข้าวข้างนอก สมมติมีผู้ชายมาขอคอนแทค ผู้ชายเข้ามาถามว่าไปกับฉันมั้ย พี่ก็ไปนะ ไม่จำเป็นว่าเราเริ่มทำงาน 5 ทุ่ม แล้วต้องรับงานตอน 5 ทุ่มเท่านั้น คือทุกโมเมนต์มีมาก็คว้า เออเริ่ดมั้ยล่ะ”
“คิดดูว่าขนาดไปเข้าห้องน้ำ ไปเดินชนกับผู้ชาย ขอคอนแทคกันแล้วก็ไปเลย เอาง่าย ๆ ว่าขายทุกวินาที ขายได้หมด เนี่ยติดไฟแดงบีบแตรใส่กันยังไปเลย เราได้หมดมาตอนไหนก็รับได้หมด เอาหมดถ้าเราไม่เหนื่อย” ชมพู่เล่าพลางยักไหล่
นั่นหมายความว่าความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ทุกวินาทีเช่นเดียวกัน เพราะสำหรับคนทำงานอิสระอย่างชมพู่ ไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่าง ‘เวลางาน’ กับ ‘เวลาส่วนตัว’ การพบลูกค้าอาจเริ่มต้นได้ตั้งแต่หน้าร้านสะดวกซื้อ ระหว่างเดินกลับห้อง หรือแม้แต่ตอนรถติดอยู่กลางสี่แยก ดังนั้น ทุกการตัดสินใจจึงต้องอาศัยสัญชาตญาณของตัวเองทั้งหมด โดยไม่มีระบบใดรองรับหากการตัดสินใจครั้งนั้นนำไปสู่ความรุนแรง
เมื่อถามว่ากลัวไหม เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “กลัว” ออกมาอย่างไม่ลังเล
“กลัว กลัวเขาทำร้ายร่างกาย กลัวเขาฆ่า แล้วกลัวไม่มีคนรู้ว่าเขาทำร้ายเรา”
ความเปราะบางของชมพู่จึงไม่ได้เกิดจากการต้องพบลูกค้าแปลกหน้าตามลำพังเท่านั้น หากเกิดจากการที่ระบบทั้งระบบผลักให้ความเสี่ยงทุกอย่างตกมาอยู่บนบ่าของคนทำงานแต่เพียงฝ่ายเดียว เมื่ออาชีพไม่ถูกยอมรับว่าเป็นแรงงาน การต่อรองก็กลายเป็นเรื่องของกำลัง การคุ้มครองกลายเป็นเรื่องของโชค และความปลอดภัยกลายเป็นภาระที่แต่ละคนต้องออกแบบเอาเอง
ความรุนแรงและความเสี่ยงในฐานะ ‘คนข้ามเพศ’
แน่นอนว่าทุกคนที่มาทำอาชีพนี้แบกความเสี่ยงอันหนักอึ้งไว้บนบ่าของตัวเองทั้งสิ้น ขณะเดียวกันก็มีข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่าทรานส์เจนเดอร์เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการกระทำความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศมากที่สุด ซึ่งความเสี่ยงข้อนี้ฝังลึกอยู่ในทุกลมหายใจของชมพู่จนกลายเป็นความหวาดระแวงสะสม
“ตั้งแต่มีข่าวน้องมีนาเห็นมั้ย ตั้งแต่ตอนนั้นก็ต้องเซฟ บางทีไปแขกแชตก็ต้องบอกเพื่อนคร่าว ๆ ไว้ แคปแชตแคปเบอร์ แคปอะไรไว้”
ชมพู่กล่าวถึง ‘มีนา’ หญิงข้ามเพศ วัย 25 ปี ที่ถูกฆาตกรรมอย่างโหดร้ายที่พัทยา เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2568 หากยังจำกันได้ กรณีนี้เป็นข่าวใหญ่สร้างความสะเทือนใจชั่วข้ามคืน หลังจากมีการพบศพเธอเสียชีวิตในอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งที่พัทยากลาง ต. หนองปรือ อ. บางละมุง จ. ชลบุรี โดยสภาพศพถูกกรีดกลางอกและนำอวัยวะภายในออกมา ตำรวจแกะรอยจนทราบว่า ผู้ก่อเหตุเป็นชายชาวจีนที่มาเปิดห้องพัก
แม่บ้านอะพาร์ตเมนต์ ให้ข้อมูลว่า ผู้เช่าห้องคือ นายตงหยวน ฟู่ อายุ 42 ปี ชาวจีน ได้เช่าห้องพักเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 กระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทในห้องดังกล่าว จากนั้นได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ พร้อมเสียงทุบทำลายสิ่งของ ก่อนที่เสียงจะเงียบไป ช่วงเช้าจึงเข้าไปตรวจสอบพบศพอยู่ภายในห้อง ส่วนผู้เช่าห้องชาวจีนหายตัวไป ก่อนถูกตำรวจควบคุมตัวได้ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขณะเตรียมเดินทางออกนอกประเทศ ปลายทางคุนหมิง ประเทศจีน พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา ฆ่าผู้อื่น ก่อนที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ. เมืองพัทยา จะเข้ารับตัวกลับมาดำเนินคดี
เขารับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือจริง เนื่องจากนัดเจอผู้เสียชีวิตผ่านแอปพลิเคชันเพื่อซื้อบริการ โดยระบุว่าไม่รู้ว่าผู้ตายเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ เมื่อทราบภายหลังจึงทำให้มีปากเสียงกันอย่างรุนแรงและเกิดการต่อสู้กันจนมีนาเสียชีวิต พร้อมยอมรับว่าลงมือกรีดร่างและนำอวัยวะออกมาจริง
เหตุการณ์ผ่านมาแล้ว 1 ปีกว่า การกล่าวถึงในหน้าสื่อก็เลือนหายวับไป ยิ่งไปกว่านั้นชมพู่เล่าว่าบทสนทนาในกลุ่มหญิงข้ามเพศที่เป็น sex worker ในช่วงเวลานั้นประหวั่นพรั่นพรึงกันเป็นแถบ
“บางคนที่เขาจับแขกจีนเขาจะกลัวเลย ช่วงนั้นเขาจะไม่ค่อยไปโรงแรมเลย ไปเฉพาะลูกค้าที่ชัวร์ ๆ อย่างเดียว มีช่วงที่ข่าวน้องมีนาดัง ๆ เขาจะไม่ค่อยไปงานแชตกันเลย น้อยมาก เพราะเขากลัวกัน ข่าวก็มาแรง” ชมพู่เล่า
แต่มวลนั้นอัดแน่นอยู่เพียงราว 1 เดือน ก่อนจะต้องออกมาทำงานกันโดยแบกรับความเสี่ยงและความหวาดกลัวนั้นไว้ด้วยตัวเองเช่นเคย
“แต่ก็แป้บเดียวนะ แล้วสุดท้ายก็ปกติ ประมาณเดือนนึงที่ว่ามีฟีลกลัว ๆ หลัง ๆ มาก็ไม่กลัวกันแล้วเพราะมันเงียบไปแล้วไง คือมันก็ชินไง มันเงียบ ข่าวอื่นมาแทรกบ้าง แล้วมันก็เป็นความเคยชินด้วย”
ชมพู่เล่าต่อว่าที่พัทยา ข่าวคราวหญิงข้ามเพศถูกทำร้ายและถูกฆาตกรรมมีอยู่บ่อย ๆ จึงเป็นสาเหตุของ ‘ความชิน’ ที่ว่า
“แต่เขาทำอะไรไม่ได้ไง เหมือนชนกลุ่มน้อย จะไปแจ้งความก็ไม่ได้ เรียกร้องสิทธิอะไรก็ไม่ได้ มีเรื่องเสร็จปุ๊บ ไปขึ้นโรงพัก ลงมาเอาบัตรประชาชนเสร็จก็คือจบ”
สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย กลุ่มที่ทำงานเกี่ยวโยงกับสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ออกมาไว้อาลัยและเรียกร้องความยุติธรรมจากเหตุการณ์สังหารหญิงข้ามเพศในพัทยา ณ ขณะนั้น ซึ่งในเนื้อหาแถลงการณ์กล่าวว่า การถูกกระทำอย่างโหดร้ายนั้นเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับความเกลียดชังและความรุนแรงที่ยังคงฝังรากลึกในสังคม ดังตอนหนึ่งของแถลงการณ์ที่กล่าวว่า
“เหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงโศกนาฏกรรมของบุคคลหนึ่ง แต่สะท้อนความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่คนข้ามเพศยังคงเผชิญอยู่ในทุกมิติของชีวิต แม้ประเทศไทยจะได้รับการยกย่องว่าเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศ แต่ในความเป็นจริง เรายังขาดกฎหมายเฉพาะที่คุ้มครองคนข้ามเพศจากการเลือกปฏิบัติ ความรุนแรง และอาชญากรรมจากความเกลียดชัง”
พร้อมกับอ้างอิงข้อมูลจาก Trans Murder Monitoring 2024 (โดยองค์กร Transgender Europe-TGEU) ที่ระบุถึงรายงานการสังหารบุคคลข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศระหว่างเดือนตุลาคม 2566 ถึงกันยายน 2567 ซึ่งมีจำนวนถึง 350 รายทั่วโลก ถือเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มการเก็บข้อมูลในปี 2008
หากเปรียบเทียบกับรายงาน Trans Murder Monitoring 2025 ฉบับล่าสุดจะพบว่าการสังหารบุคคลข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงกันยายน 2568 มีจำนวน 281 รายทั่วโลก ลดลงจากปีก่อนหน้า ซึ่งในรายงานยังเน้นย้ำไว้ด้วยการลดลงนี้ไม่ได้หมายความว่าความปลอดภัยจะเพิ่มขึ้นเสมอไป แต่อาจสะท้อนให้เห็นถึงการที่สื่อไม่ค่อยรายงานข่าวการฆาตกรรมเหล่านี้ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงของอัลกอริทึมในเครื่องมือค้นหาและโซเชียลมีเดีย หรือความไม่สนใจของสื่อในวงกว้าง ที่ทำให้การระบุและตรวจสอบการฆาตกรรมทำได้ยากขึ้น
ทั้งยังมีเหตุผลจากการที่คดีฆาตกรรมจำนวนมากถูกรายงานผิดพลาดหรือถูกละเลย ที่มักเกิดจากการระบุเพศผิด การตีตรา หรือการรายงานข่าวที่ผิดพลาดในสื่อ เมื่อเป็นเช่นนั้น ซาโยนาระ โนเกรา (Sayonara Nogueira) หนึ่งในพันธมิตรด้านการวิจัยของ TGEU ให้ความเห็นว่า “จำนวนคดีฆาตกรรมที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้มาก”
ในขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมโดยรวมของความรุนแรงต่อชุมชนคนข้ามเพศก็ทวีความรุนแรงขึ้น ความเป็นปรปักษ์ต่อคนข้ามเพศที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐนั้น ทั้งเป็นการให้ความชอบธรรมแก่ความรุนแรงและบั่นทอนการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ทำให้คนข้ามเพศไม่ได้รับการคุ้มครองและตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในรายงานปี 2025 นี้ เอเชียเป็นภูมิภาคเดียวในโลกที่มีจำนวนคดีเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2024 โดยมีจำนวนคดีทั้งหมด 51 คดี ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในภูมิภาคนี้ คิดเป็น 18% ของจำนวนคดีทั่วโลก ผู้หญิงข้ามเพศที่ทำงานเป็น sex worker มีสัดส่วนสูงเกินกว่าปกติในกลุ่มเหยื่อที่ถูกฆาตกรรม โดย sex worker ยังคงเป็นกลุ่มที่ตกเป็นเป้าหมายมากที่สุดในบรรดาอาชีพทั้งหมด ซึ่งคิดเป็น 34% ของคดีฆาตกรรมบุคคลข้ามเพศที่ได้รับการรายงาน
“เพราะว่าเป็นอาชีพที่คนไม่ชอบ คนไม่ต้องการที่จะรับเข้ามาเป็นอาชีพ เพราะรู้สึกว่านี่มันผิดศีลธรรมอันดี มันผิดคุณค่าของความเป็นมนุษย์ หรือผิดคุณค่าของการประกอบอาชีพที่ดี เวลาเกิดอะไรขึ้นเขาก็จะมองข้าม เพราะว่าคุณเป็นคนแส่หาเรื่องเองที่จะประกอบอาชีพนี้ หรือพอเป็นทรานส์เจนเดอร์ ก็คุณอยากลุกขึ้นมามี gender แบบนี้เอง มันมีสองเรื่อง เรื่องแรกคือเพราะยูประกอบอาชีพนี้ ซึ่งมันก็ถูกรังเกียจอยู่แล้ว แล้วอีกเรื่องคือเพราะยูเป็นทรานส์เจนเดอร์ เป็นเพศที่ยังไม่ได้รับการยอมรับขนาดนั้น ดังนั้นมันก็ดับเบิ้ล”
ผู้อำนวยการ SWING คนเดิมบอกกับเราเมื่อได้เปิดประเด็นพูดคุยกันเรื่องความรุนแรงจากอคติความเกลียดชัง
ความชินชาก่อเกิดในความชินชาอีกที นานาคำพูดจากสังคมรอบข้างจึงไร้ซึ่งชั้นกรองที่จะรักษาไม่ให้หักหาญน้ำใจคนทำงาน
“ทำไมไม่ดูเองล่ะ”
“ทำไมไม่เช็กให้ดีก่อนล่ะ”
“ต้องทำใจแหละก็ทำงานอย่างนี้เอง ไปแขกก็ต้องโดนแขกฆ่า ไปหาปลาก็ต้องจมน้ำ ก็ถูกแล้ว”
สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่มีสถิติการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ แต่ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า มีผู้หญิง เด็ก และหญิงข้ามเพศถูกกระทำความรุนแรงมากกว่า 30,000 คนต่อปี โดยหญิงข้ามเพศมีความเสี่ยงถูกกระทำความรุนแรงสูงกว่าประชากรทั่วไปถึง 3 เท่า
“เวลาที่มีเหตุอะไรก็ตามเกิดขึ้น หากเป็น female sex worker เขาก็จะบอกว่า เขาไม่กล้าจะต่อย ไม่กล้าจะเตะ เพราะนั่นเป็นผู้หญิง แต่พอเป็น transgender เขารู้สึกเต็มที่ที่จะจัดการ เต็มที่ที่จะลงไม้ลงมือ ซึ่งเราคิดว่ามันก็คือ hate crime นั่นแหละ”
สุรางค์กล่าวต่อไปอีกถึงกรณีของมีนา หญิงข้ามเพศที่ถูกฆาตกรรม ซึ่งสวิงสาขาพัทยามีส่วนในการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ สุรางค์มีความเห็นสอดคล้องกับสมาคมฟ้าสีรุ้งที่ออกมาไว้อาลัยและแถลงการณ์ในขณะนั้น เธอสะท้อนว่า กรณีนี้บอกได้ว่า เป็น hate crime เพราะองค์กรอย่างสวิงที่ทำงานเกาะเกี่ยวอยู่กับพื้นที่ และประเด็นงานบริการทางเพศมานาน ก็ยังไม่เคยได้ยินเคสที่ผู้หญิงหรือผู้ชายถูกลูกค้าทำร้ายถึงขั้นต้องจัดการกับเนื้อตัวร่างกาย หรือชำแหละร่างกาย การกระทำที่เกินจะบอกว่าเป็นการกระทำต่อมนุษย์เช่นนี้ เธอระบุอย่างหนักแน่นว่า “มันมีอะไรแฝงอยู่ในนั้น”
แม้แต่วิธีการจัดการของผู้รักษากฎหมาย ‘บางคน’ สุรางค์เล่าว่าบางทีเวลาที่เขาจัดการกับพี่น้องที่เป็นทรานส์เจนเดอร์จะเห็นว่ามีการกระชาก ดึง ใช้ความรุนแรง ซึ่งภาพเหล่านี้มักไม่ค่อยได้เจอในพี่น้องที่เป็น female sex worker แต่มักจะมีภาพแบบนี้ในกลุ่มพี่น้องที่เป็นทรานส์เจนเดอร์
“เพราะฉะนั้น แน่นอนว่ามันมีการรังเกียจ มีการไม่ชอบในเพศอยู่ในเรื่องราวเหล่านั้นอยู่”
เพราะความเกลียดชังไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
เมื่อมองไปที่ปัญหาอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง คำถามสำคัญที่หลายฝ่ายหยิบยกขึ้นมาคือ จะป้องกันไม่ให้ความรุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำได้อย่างไร หนึ่งในกลไกที่ถูกเสนออย่างต่อเนื่องคือการตรา กฎหมายป้องกันอาชญากรรมจากความเกลียดชัง (Hate Crime Law) ซึ่งมีการบังคับใช้ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี แคนาดา และออสเตรเลีย แม้แต่ละประเทศจะออกแบบกฎหมายแตกต่างกัน ทั้งในด้านนิยาม ขอบเขตความคุ้มครอง และบทกำหนดโทษ แต่มีเป้าหมายร่วมกันคือการรับรองว่าอาชญากรรมที่มีแรงจูงใจจากอคติเป็นความผิดที่ต้องได้รับการจัดการอย่างจริงจัง
การบัญญัติกฎหมายลักษณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มบทลงโทษทางอาญา หากยังเป็นการส่งสัญญาณเชิงจริยธรรมจากรัฐว่า สังคมจะไม่ยอมรับความรุนแรงที่ขับเคลื่อนด้วยความเกลียดชังหรืออคติต่ออัตลักษณ์ของผู้คน พร้อมยืนยันว่าการเลือกปฏิบัติและการประทุษร้ายด้วยเหตุแห่งเพศสภาพ เชื้อชาติ ศาสนา หรืออัตลักษณ์อื่น ๆ เป็นการละเมิดที่ร้ายแรงและไม่อาจยอมรับได้
กฎหมายยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างหลักประกันด้านความยุติธรรมและความปลอดภัยให้แก่ประชากรกลุ่มเปราะบาง พร้อมทั้งวางระบบการจัดเก็บข้อมูลและสถิติของอาชญากรรมจากความเกลียดชังอย่างเป็นมาตรฐาน เพื่อให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมสามารถติดตาม วิเคราะห์ และกำหนดมาตรการรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา hate crime ได้อย่างตรงจุด
กฎหมายป้องกัน hate crime ยังเป็นข้อเสนอในรายงาน Trans Murder Monitoring ที่กล่าวถึงไปก่อนหน้าด้วย ซึ่งถือเป็นการคุ้มครองบุคคลข้ามเพศโดยตรง พร้อมกับเสนออีกด้วยว่าต้องพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่ถือเป็นการแสดงความเกลียดชังที่ผิดกฎหมายร่วมกัน นอกจากเรื่องกฎหมาย รายงานฉบับเดียวกันยังเสนอให้จัดอบรมให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ให้สามารถตอบสนองต่อความรุนแรงหรือความเกลียดชังต่อบุคคลข้ามเพศได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เผชิญกับการเลือกปฏิบัติในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หญิงข้ามเพศผิวดำ หรือผู้ประกอบอาชีพ sex worker
และสิ่งสำคัญคือต้องยกเลิกการลงโทษทางกฎหมายต่อการค้าประเวณี และให้ความคุ้มครองด้านแรงงานแก่บุคคลข้ามเพศและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างที่ควรจะเป็นในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง สอดคล้องกับที่ภาคประชาสังคมไทยพยายามผลักดันให้ยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาโดยตลอด
“มนุษย์ทุกคนไม่ว่าใครจะเป็นอะไร ทุกคนมีศักดิ์ศรี ทุกคนมีชีวิต เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ทำไมเรามองข้าม ทำไมเราปล่อยให้คนถูกกระทำ และทำไมเรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องส่วนบุคคล มันไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลเลย ถ้าเรานิ่งและมองว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล วันหนึ่งมันจะมากระทบถึงตัวเราจนได้” สุรางค์เตือนสติด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เราเลิกใจร้ายกันได้แล้วเวลาเห็นเรื่องอะไรที่มันเกิดขึ้นกับพี่น้องบางคน บางกลุ่ม แล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวน่ะ เราคิดว่าเลิกใจร้ายกันได้แล้ว เพราะว่าเราใจร้ายกันแบบนี้ไง คนที่มีอำนาจก็เลยฮึกเหิม กระทำการอะไรที่มันยิ่งใหญ่มากขึ้น ๆ กับคนตัวเล็ก ๆ พี่คิดว่าสังคมเราใจร้ายกันมากมาโดยตลอด”
และสำหรับชมพู่ สิ่งที่เธอต้องการอาจไม่ได้ซับซ้อนไปกว่าการได้ทำงานโดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกทำร้าย และหากวันหนึ่งความรุนแรงเกิดขึ้นจริง อย่างน้อยก็ไม่ต้องหวาดระแวงว่ามันจะถูกมองเป็น ‘เรื่องที่สมควรแล้ว’ เพียงเพราะเธอเป็นกะเทย หรือเพียงเพราะเธอทำงานขายบริการทางเพศ
ต้อง-ยืน-ต่อ
จากโครงสร้างสังคมอันเยือกเย็น หันกลับมามองชีวิตหน้างานของชมพู่ ความเสี่ยงรายวันหล่อหลอมให้เกิดภาวะกดดันทางใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อบทสนทนาขยับลึกเข้าไปถึงเรื่องความปลอดภัยหลังสิ้นแสงตะวัน แววตาสนุกสนานของชมพู่ก็วับหายไป ถูกแทนที่ด้วยความวูบไหว เอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าส่งแรงสั่นสะเทือนตัดสลับกับภาพบรรยากาศแสงสีชมพูแกมม่วงรอบตัวอย่างมากทีเดียว
“เวลาไปกับแขก บางทีพี่ก็ไม่ได้บอกเพื่อนพี่นะว่าพี่ไปโรงแรมไหน พี่บอกแค่ว่าไปแขกก่อนนะแป้บนึงเดี๋ยวมา สมมติลูกค้าอยู่ชั้น 20 ถ้าพี่ตายเพื่อนพี่ก็ไม่รู้นะว่าพี่ตายที่ไหน”
ความตายในห้องพักชั้น 20 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และความเสี่ยงที่เธอกล่าวถึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ความกังวลลอย ๆ แต่มันถูกตอกย้ำด้วยรอยประทับของ ‘เพศสภาพ’ ชมพู่รู้ดีว่าการเป็นผู้หญิงข้ามเพศในอาชีพนี้ทำให้อันตรายมีหน้าตาที่ต่างออกไป หลายครั้งที่แรงดึงดูดใต้แสงไฟสลัวแปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรงทันที เมื่อความจริงเปิดเผย
“ด้วยความที่ว่าเราเป็นสาวสอง เขาก็เลยคิดแค่ว่าเรามีสถานะเป็นผู้ชายด้วยกัน เขาก็เลยคิดว่าเราไม่เอาเรื่อง เราไม่ได้มีสิทธิเหมือนผู้หญิง ความคิดนี้มันยังคงใช้ได้อยู่กับคนที่เป็นผู้ชาย ที่คิดที่จะทำกับเรา มันมีนะ มันมี มีผู้ชายมาตีกะเทยเพราะมองว่าเป็นผู้ชายด้วยกันอะไรแบบนี้” ชมพู่เล่าพลางขยับชุดเดรส
“สมมติว่าเมื่อคืนนี้ไปกับแขก แขกตี แอ๊บแอ้หาเรื่องจ่ายค่าตัวไม่ครบเพราะว่ามันเสร็จก่อนอะไรแบบนี้ มีปัญหากันเมื่อคืนนี้ ก็ต้องออกมายืนต่ออยู่ดีนะ ต้องคิดว่าผ่านมาก็ให้ผ่านไป ไม่มีเหตุการณ์ไหนที่ทำให้ต้องหยุดงานเลย นอกจากว่าตาแดง เจ็บตา ปวดหัว ไม่สบาย มีอยู่แค่นั้นนอกนั้นมาหมด”
ร่างกายบอบช้ำจากเมื่อคืน แต่อารมณ์ความรู้สึกกลับต้องถูกกดทับไว้ทันทีเพื่อก้าวเข้าสู่งานในวันรุ่งขึ้น
คำปฏิญาณในใจของเธอสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดที่ว่า ในโลกใต้แสงนีออนนี้ “กะเทยห้ามตาย ห้ามป่วย ห้ามลา” ตราบใดที่ปากท้องยังต้องกินและอวัยวะทุกส่วนยังขับเคลื่อนได้ ความกลัวและความเจ็บปวดจึงต้องถูกซุกไว้ใต้เมคอัพที่ปัดป้ายลงบนใบหน้าให้ได้อย่างแยบยล
“แล้วสภาพจิตใจโอเคมั้ย” ฉันถาม
“เหมือนอยู่ในสถานะจำยอม เราก็ต้องโอเค แต่บางทีออกมาแล้วได้แขกรอบนึงก็อุ่นใจ มันก็ลืมเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วได้ ได้ค่าข้าวค่าน้ำ แล้วมันก็พอลบลืมได้อยู่”
ปากคำของชมพู่พูดสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาสุขภาพจิตของคนทำงานบริการผูกโยงอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจและปากท้องอย่างแยกกันไม่ออก ความอุ่นใจของเธอวัดกันที่ค่าน้ำค่าข้าว หากได้เงินมาจุนเจือ สภาพจิตใจก็พร้อมที่จะลบลืมความรุนแรงที่แม้จะเพิ่งผ่านมาไม่ครบหนึ่งวันเต็มเสียด้วยซ้ำ ทว่าในระยะยาว ความเครียดสะสมเหล่านั้นย่อมแสดงผลออกมาในรูปแบบที่น่ากังวล
ความกดดันของชมพู่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวันที่ถูกทำร้ายหรือเผชิญลูกค้าอันตราย หากยังเกิดขึ้นในคืนที่ไม่มีลูกค้าเลยเช่นกัน สำหรับคนทำงานอิสระ รายได้ของแต่ละวันหมายถึงค่าเช่าห้อง ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายที่รออยู่ในวันรุ่งขึ้น การกลับห้องมือเปล่าจึงกลายเป็นอีกความเครียดที่ค่อย ๆ สะสมโดยไม่มีวันหยุดพัก
“โมเมนต์ที่ไม่ได้แขกติดต่อกัน 3-4 วัน เริ่มนอยด์ตัวเองแล้ว ทำไมได้แขก ไม่ได้งาน หลายสิ่งหลายอย่าง บางคืนฝนตกตั้งแต่ช่วง 5 ทุ่ม ตกนาน 2-3 ชั่วโมง แต่งหน้าแล้วไม่ได้งานก็นอยด์ กลับห้อง”
“เคยมากที่สุด 6-7 วันนะที่ไม่ได้แขก รวมที่แชตหาแขกด้วยก็ไม่ได้ ยืนทำงานอยู่ก็แชตไปด้วย แชตคุยกับฝรั่ง เราก็หาแขกจากในแอป หาหมดทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้”
หรือบางครั้งความน้อยเนื้อต่ำใจก็ไม่ได้เกิดจากการไม่มีรายได้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการถูกปฏิเสธ เพราะอัตลักษณ์ของตัวเอง
“บางทีลูกค้ามาถาม 4-5 คน เขานึกว่าเป็นผู้หญิง พอรู้ว่าเป็นกะเทยเขาก็ไม่เอา ทำท่าทำทางเหมือนชอบเรามากแต่ก็บอกว่าเราไม่ใช่ผู้หญิงเขาไม่เอา ไม่รู้ว่ากลัวหรือว่าอะไรยังไง แบบนี้มันก็น่านอยด์ไหม”
“คนเป็น sex worker กดดันนะ กดดันตัวเองว่าต้องหาให้ได้ ต้องอยู่ให้ได้ แล้วก็กดดันเรื่องลูกค้า เรื่องเพื่อนร่วมงาน แล้วสุดท้ายก็กลับมาวนคิดอยู่เรื่องเดียวว่า วันนี้ต้องไม่กลับห้องมือเปล่า” ชมพู่พรั่งพรูถึงสิ่งที่ตัวเองต้องแบกถือเอาไว้
ด้านสุรางค์วิเคราะห์ภาวะความเครียดของพี่น้อง sex worker ในปัจจุบันว่า ตอนนี้น่าจะเป็นช่วงที่เครียดหนักที่สุดจากสภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง การก้าวเท้าเข้ามาทำงานนี้ ประกอบกับการเป็นทรานส์เจนเดอร์ล้วนมีต้นทุนที่สูงมาก
“สิ่งที่เห็นตอนนี้คือพี่ ๆ น้อง ๆ มีภาวะที่เราเรียกว่า ‘หลุด’ เราเชื่อว่ามีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความเครียดเรื่องรายได้ มาจากเรื่องการใช้สารที่ต้องใช้เพื่อกระตุ้นตัวเอง และภาวะรอบข้างที่มันบีบไปหมดเลย ฉะนั้นเราจะเห็นภาพพี่ ๆ น้อง ๆ เป็น homeless จากคนที่เคยมีรายได้เยอะ ๆ ก็ไม่มีรายได้ บางคนก็เริ่มวี้ดง่าย ทะเลาะกันง่าย เห็นอะไรแบบนี้เยอะขึ้น”
“ส่วนใหญ่เวลาเขาเดินเข้ามา เขาก็เครียดกันมาอยู่แล้ว หลายคนมานั่งระบายว่าไม่มีลูกค้า ไม่มีรายได้ ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง”
เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ SWING จะมีทีมพี่เลี้ยงคอยรับฟังและให้กำลังใจ และมีการคัดกรองเบื้องต้น เพราะหลายครั้งบางกรณีต้องมีการส่งต่อให้เข้าพบนักจิตวิทยา เพื่อทำการบำบัดให้ถูกวิธีต่อไป เนื่องจากองค์กรยังไม่มีบริการที่ครอบคลุมถึงด้านสุขภาพจิต
“ที่เราทำได้แน่ ๆ คือด้านการให้คำปรึกษา เป็นเพื่อนคอยคุย และทำกิจกรรมรวมกลุ่ม เวลาทำกิจกรรมรวมกลุ่มจะเป็นอะไรที่ช่วยให้เขาฟื้นฟู เพราะมันมีการบำบัดกันในกลุ่ม ฟื้นฟูดูแลซึ่งกันและกันเอง”
“ยอมรับว่ายังทำอะไรได้ไม่เยอะ เพราะประเด็นที่ต้องทำมันเยอะไปหมดเลย สิ่งที่ทำได้มากหน่อยก็คือ เวลาที่เจอว่าพี่น้องมีปัญหา ไม่มีเงินสำหรับค่าใช้จ่าย หรือเจ็บป่วยมา โอเคเราก็ช่วยไปรายกรณี ตอนนี้ช่วยรายกรณีค่อนข้างที่จะเยอะอยู่” สุรางค์อธิบายถึงระบบการเยียวยาตามอัตภาพที่บริการของรัฐยังเข้าถึงยาก
เมื่อถามถึงภาวะการหมดไฟ หรือเบิร์นเอาต์ (Burnout) ในอาชีพ sex worker สุรางค์ทอดถอนใจยาว
“มันเบิร์นแน่ ๆ นะ แต่เบิร์นแล้วจะไปไหน เบิร์นก็ต้องอยู่ตรงนี้แหละ อย่างเราทำงานองค์กรเอกชน เราเบิร์นเอาต์ก็ยังมีช่วงที่เบรคได้ ไปฟื้นฟูตัวเอง พอดีขึ้นก็กลับมาทำงาน แต่อย่างพี่น้อง sex worker ถ้าเบิร์นแล้วจะไปไหน สถานะลูกจ้างก็ไม่มี นายจ้างมีก็ไม่ชัดเจน หรือบางคนก็ไม่มีนายจ้าง เบิร์นก็ต้องอยู่อย่างนี้ ต้องทำงานแบบเบิร์นนั่นแหละ มันออกไม่ได้ ซึ่งเวลาเจอกันเขาก็จะบอกกับเราว่า ไม่ได้ลูกค้าเลยแม่ แล้วหนูจะอยู่ยังไง จะเป็นอย่างนี้ตลอดเวลา”
สุรางค์วิเคราะห์ต่อว่า ปัจจัยที่ตรึงให้พวกเขาออกไปจากอาชีพนี้ไม่ได้หลัก ๆ คือเรื่องเศรษฐกิจ บางคนเข้ามาตอนแรกตั้งเป้าไว้ว่าจะอยู่แค่ 5 ปี 10 ปี แต่เอาเข้าจริงรายได้ ณ ปัจจุบันยังไม่พอใช้ แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปวางไว้สำหรับอนาคต เมื่อออกไม่ได้ จำนวนลูกค้าก็ลดลง ค่าตัวถูกกดต่ำลง และทรานส์เจนเดอร์ก็ถูกปฏิบัติราวกับเป็นเพียงวัตถุรองรับอารมณ์ราคาถูก ทางเลือกที่จำกัดบีบให้ต้องยอมทนประกอบอาชีพนี้ต่อไป
ในวันที่ ‘สุขภาพจิต’ ยังไม่ถูกนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ‘สุขภาพเพศ’
ความบอบช้ำของคนทำงานบริการทางเพศไม่ได้จบลงเมื่อเดินออกจากห้องพักของลูกค้า หรือจุดที่ยืนขายบริการ หลายครั้งมันยังติดตามพวกเขากลับไปถึงห้องเช่า และบางครั้งก็สะสมยาวนานจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่มองไม่เห็น
ระหว่างพา De/code เดินสำรวจ ‘ออฟฟิศ’ ที่มีเพียงไฟสลัว ๆ ในยามพลบค่ำ ชมพู่ชี้ไปยังตึกรามและห้องพักรอบ ๆ ก่อนจะเล่าเรียบ ๆ ว่า “มีเพื่อนหลายคนมีปัญหาสุขภาพจิต ส่วนมากเป็นเพราะต้องใช้สารเสพติด แล้วก็เก็บตัวอยู่ในห้อง เห็นเยอะเลยแหละ”
คำพูดของชมพู่สอดคล้องกับสิ่งที่สุรางค์ มองเห็นจากการทำงานกับ sex worker มานานกว่าสองทศวรรษ เธออธิบายว่า ปัญหาสุขภาพจิตของคนทำงานบริการไม่ใช่เรื่องที่แยกขาดจากเรื่องเพศ หากแต่เป็นผลโดยตรงจากการมีเพศสัมพันธ์ภายใต้ความกลัว ความรุนแรง และความไม่แน่นอน
“พี่น้อง sex worker จำนวนมากต้องมีเพศสัมพันธ์ภายใต้ความเครียด ลูกค้าเป็นใครก็ไม่รู้ ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน เพิ่งคุยกันไม่กี่คำก็ต้องออกไปมีเซ็กซ์ด้วยแล้ว เราไม่รู้เลยว่าเขาจะพกอะไรมา โซ่ แส้ กุญแจมือ หรือสารเสพติดที่ไม่เคยใช้ แต่กลับถูกบังคับให้ใช้”
ความไม่แน่นอนเช่นนี้ทำให้คนทำงานจำนวนไม่น้อยต้องอยู่กับความหวาดกลัวตลอดเวลา ‘จะทำยังไงให้รอดออกมา’ ‘จะทำยังไงไม่ให้ตายจากการไปกับลูกค้าคนนี้’ คือคำถามที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความท้าทายเชิงนโยบายที่สำคัญที่สุดคือ ในปัจจุบันคำว่า ‘สุขภาพเพศ’ ในสายตาของรัฐและงบประมาณสนับสนุน มักถูกจำกัดวงอยู่เพียงแค่เรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตรวจ HIV หรือการแจกถุงยางอนามัยเท่านั้น ทว่าในความเป็นจริง ‘สุขภาพจิต’ ควรถูกนับเป็นเนื้อเดียวกันกับสุขภาพเพศ
หากว่ากันอย่างรวบรัด ‘เซ็กซ์’ คือส่วนหนึ่งของการ ‘therapy’ หากมีเซ็กซ์ไม่ปลอดภัย เซ็กซ์ก็จะอยู่ในความกังวล ความเสี่ยง และแน่นอนว่าส่งผลต่ออารมณ์ ต่อจิตใจอย่างเลี่ยงไม่ได้
“มีเซ็กซ์แล้วไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย ถุงยางอนามัยแตก เราก็วิตกกังวลมากว่าคู่ของเราปลอดภัยมั้ย หรือการที่ถุงยางอนามัยแตกเราจะติดเชื้อมั้ย แล้วเราจะทำยังไง ตกอยู่ในภาวะความเครียด ถ้ามีเซ็กซ์ที่อยู่ภายใต้การเอาเปรียบ ภายใต้การกดขี่ ภายใต้การทำร้าย แน่นอนมันส่งผลต่อสุขภาพจิต ดังนั้นมันเกี่ยวพันกัน” สุรางค์ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยง
สุรางค์อธิบายว่า บางคนถูกลูกค้าบังคับให้ใช้สารเสพติดระหว่างการให้บริการ เมื่อเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำ ๆ ก็อาจตกอยู่ในภาวะเสพติด สุขภาพจิตทรุดลง ขณะที่อีกหลายคนไม่ได้ถูกบังคับโดยตรง แต่จำเป็นต้องใช้สารเสพติด เพราะลูกค้าตั้งเงื่อนไขไว้เป็นส่วนหนึ่งของการซื้อบริการ เมื่อใช้บ่อยครั้งเข้า สุดท้ายก็กลายเป็นการเสพติด สูญเสียความสามารถในการควบคุมชีวิต และไม่สามารถทำงานต่อได้
“เราเห็นน้อง ๆ เป็นแบบนี้เยอะมาก”
ปลายทางของเซ็กซ์ที่อยู่ภายใต้ความกลัวและความรุนแรง จึงไม่ใช่แค่ความบอบช้ำทางกายภาพ แต่คือเพดานสุขภาพจิตที่พังทลายลงจนหยั่งรากลึกเป็นปัญหาสังคมที่ยากจะเยียวยาหากรัฐยังคงแยกส่วนการมองปัญหานี้ออกจากเรื่องเพศสภาพ
วงจรผีเสื้อ : ห้ามป่วย ห้ามลา ห้ามตาย
เวลาเดินเข้าวันใหม่มาได้เกือบสองชั่วโมงแล้ว แสงไฟนีออนสีชมพูแกมม่วงตัดกับชุดสีแดงสดที่ชมพู่เปลี่ยนเมื่อตอนขอปลีกตัวไปอาบน้ำ แต่งตัวใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมออกมาทำงานตามเวลากิจวัตร
ซอยเล็ก ๆ นี้ ปากซอยมีพี่น้อง sex worker ยืนเรียงรายรอจับแขกกันแน่นขนัด เดินเลี้ยวเข้ามามาเรื่อย ๆ จนถึงกลางซอย มีเพียงชมพู่เท่านั้นที่ยืนครอบครองพื้นที่ โดยมีคลับ บาร์ และโพลแดนซ์ฝั่งตรงข้ามเธอเป็นโบเก้ขับเน้นให้ตัวเธอเด่นขึ้น ขวดบรรจุ ‘น้ำสนุก’ อยู่มือขวา ยกมือซ้ายมาโบกไปตามจังหวะเพลงที่เธอบอกว่า “อาศัยม่วนฟรี”
เมืองพัทยาเริ่มทำงานของมันอีกครั้ง…
ชมพู่พาร่างกายและหัวใจออกไปเผชิญแสงสีและความเสี่ยงรายวัน แม้จะรู้ว่าความเงียบงันบนตึกสูงและความรุนแรงจากอคติพร้อมจะจู่โจมเธอได้ทุกเมื่อ แต่คำตอบเดียวที่ตรึงเธอไว้ในสมรภูมิราตรีแห่งนี้คือ ‘ครอบครัว’ ที่บ้านเกิดจังหวัดหนองบัวลำภู
เธอนิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อเราชวนคุยถึงภาพฝันและบั้นปลายชีวิต ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำเปรียบเปรยถึงเพศสภาพและชะตากรรมของตัวเองไว้อย่างงดงาม ทว่าปวดร้าวในคราวเดียวกัน
“กะเทยห้ามตาย ห้ามป่วย ห้ามลา ตราบใดที่ยังมีภาระอยู่ กะเทยก็เหมือนผีเสื้อน่ะ พอเป็นผีเสื้อสวยงามใช่มั้ย พอสวยงามแล้วก็ต้องไข่ ไข่นี่ก็คือหาเงินให้ครอบครัวใช้ แล้วไข่ก็เป็นดักแด้ เหมือนเรารู้สึกว่าครอบครัวสมบูรณ์แบบแล้ว เอาสิ่งที่เคยได้มาให้ครอบครัวไป แล้วกะเทยก็ต้องตาย… เหมือนน้องมีนา มีนาหาเงินมาทำบ้านจะเสร็จแล้ว พอกำลังจะได้ไปอยู่บ้านแล้วก็มาเสียก่อน เหมือนผีเสื้อเลย”
“กะเทยมันอายุสั้นจริง ๆ นะ”
เป็นเวลากว่า 15 ปีเต็มแล้วที่ชมพู่ส่งเงินกลับไปทำบ้าน ซื้อที่ดิน และจุนเจือครอบครัวจนมีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมสรรพ แต่ตัวเธอเองกลับไม่เคยได้กลับไปที่บ้านเลยตั้งแต่ทำงานหาเงินได้
“บางทีพี่ก็น้อยใจตัวเองนะ คนเป็นพ่อเป็นแม่เขาก็ไม่ได้อยากได้อะไรมากมาย แค่อยากเห็น อยากกอดลูก… คนอีสานบ้านเฮาแหม่ เพิ่นอยากกอด เอ้าอีหล่า เว้าแล้วกะอยากไห้” น้ำเสียงที่เคยม่วนจอยสนุกสนานสั่นเครือขึ้นมาดื้อ ๆ
วงจรชีวิตของผีเสื้อราตรีในเมืองพัทยายังต้องกางปีกโผบินท่ามกลางสายลมแห่งอคติและความใจร้ายของสังคมต่อไป ตราบใดที่กฎหมายยังตราหน้าพวกเธอเป็นอาชญากร แสงไฟสว่างจ้าริมหาดก็เป็นเพียงแค่ทัศนียภาพลวงตาที่ไม่เคยส่องสว่างไปถึงความปลอดภัยในชีวิตของพวกเธอเลย และแน่นอนความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับพวกเธอก็ยังมีโอกาสถูกอธิบายว่าเป็นเพียง ‘ความเสี่ยงของอาชีพ’ มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นอาชญากรรมที่ขับเคลื่อนด้วยอคติ มันจะยังคงเป็นเช่นนั้น
ผีเสื้ออย่างชมพู่และเพื่อนพ้องทรานส์เจนเดอร์ยังคงต้องกระพือปีกสู้ตายในเงามืด บินเพื่อหาเงินส่งกลับบ้าน บินภายใต้ความหวาดระแวงสะสม และทำได้เพียงภาวนาต่อแสงนีออนว่า ค่ำคืนนี้พวกเธอจะได้กลับมานอนกอดตัวเองอย่างปลอดภัยในห้องพัก โดยไม่ต้องกลายเป็นเพียงตัวเลขสถิติไร้ชื่ออีกคนหนึ่งในเงามืดของเมืองพัทยา
ชมพู่ยกมือส่งสัญญาณเป็นอันรู้กันว่าต้องเบรกการพูดคุย
“Hey sir!” เธอเรียก พร้อมเดินสับเข้าหาเป้าหมาย
“Where are you going?”
“I’m going to my hotel.”
“Where…Where is your hotel?”
เขายิ้มก่อนตอบกลับสั้น ๆ
“… so far”
“Ok, I’ll go with you.”