ไฟลาม ไฟขัดแย้ง และความจริงที่ซ่อนอยู่ในหมอกควัน

Conflict ResolutionEnvironment
Reading Time: 4 minutes

ข้อถกเถียงจากวงเสวนา “สังคายนาไฟป่า-365 วันเดิมพันปอด” ที่พูดคุยกันภายใต้วิกฤตฝุ่นควันและไฟป่าในภาคเหนือ โดยมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องของภัยธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องขององค์ความรู้และความยากจน เหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน หัวใจสำคัญของบทสนทนาคือการยอมรับความจริงว่า ‘ไฟ’ มีหลายมิติ และมีไฟที่ ‘จำเป็น’ ซึ่งไม่อาจใช้มาตรการห้ามเผาเด็ดขาดหรือ Zero Burn เป็นทางออกของทั้งหมดได้ เพราะในความเป็นจริง ไฟยังคงเป็นเครื่องมือที่จำเป็นทั้งการจัดการเชื้อเพลิงและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่

สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา และที่ปรึกษาสารคดี Fire War กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมาการพูดเรื่องไฟป่ามักมองกันคนละมุมและขาดการรวบรวมมิติต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยเขากล่าวว่า 

“เรายังอยู่ในช่วงของความคิด การมองปัญหา ยังต่างกันอยู่” ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวไฟเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีเรื่องของการมองเห็นปัญหาไม่ครบทุกมิติและการจัดการที่ยังไม่เป็นเอกภาพ

ทางด้านภาคเอกชนอย่าง ชัดชาญ เอกชัยพัฒนกุล ที่ปรึกษาคณะบริหารฯ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงคำพูดที่เขาได้รับฟังมาที่ว่า ‘คนหิว ป่าหาย’ ซึ่งเขาเชื่อว่านี่คือคำอธิบายว่าทำไมชาวบ้านจึงยังต้องพึ่งพาไฟในการยังชีพ เพราะความจำเป็นด้านปากท้องนั้นสำคัญกว่าควันไฟที่คนในเมืองต้องเผชิญ 

ชัดชาญ เอกชัยพัฒนกุล ที่ปรึกษาคณะบริหารฯ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน)

ประเด็นนี้สอดคล้องกับมุมมองของ กริชสยาม คงสตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ที่มองว่าความยากจนคือรากเหง้าที่แท้จริง โดยเขาเห็นด้วยว่าการเก็บหาของป่า เพื่อสร้างรายได้ 40,000-50,000 บาทต่อครอบครัวในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ คือแรงจูงใจสำคัญ 

การพูดผ่านวาทกรรมที่ว่า ‘คนหิว ป่าหาย’ ด้านหนึ่งคำกล่าวเช่นนี้ไม่ต่างอะไรจากการไปลดทอนปัญหาระดับโครงสร้างกฎหมายให้เหลือเพียงความผิดของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเขตป่า ซึ่งในหลายพื้นที่ถูกแทรกแซงและลิดรอนสิทธิ จนสูญเสียฐานทรัพยากร และต้องหันหน้าพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยวอย่างการปลูกข้าวโพด หรือการเก็บหาของป่าเพื่อยังชีพ แทนที่วิถีชีวิตเดิมอย่างการทำไร่หมุนเวียนที่มีภูมิปัญญาชาวบ้านซึ่งเป็นองค์ความรู้ในการดูแลป่าและระบบนิเวศ 

แม้จะมีความพยายามอธิบายรากปัญหาผ่านวาทกรรมดังกล่าว โดยเชื่อมโยงความยากจนของชุมชนเข้ากับผลกระทบปลายทางอย่าง ‘ลมหายใจ’ ของคนเมือง แต่ต้องไม่ลืมว่า คนในพื้นที่เองก็เป็นผู้ที่ต้องสูดอากาศ และเผชิญผลกระทบจากการเสื่อมโทรมของป่าไม่ต่างกัน

กริชสยาม คงสตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่)

อีกด้านหนึ่ง บัณรส บัวคลี่ เลขาธิการมูลนิธิสภาลมหายใจภาคเหนือ เปรียบเทียบไฟเหมือนเหรียญสองด้าน หรือเทพเจ้าที่มีสองปางคือ “หน้าฉากของแม่อุมาคือไฟดีก็ต้องใช้… หน้าฉากของแม่ทุรคา ก็คือ เป็นผู้ร้ายที่จำเป็น” 

เขาเน้นย้ำว่า สังคมไทยก้าวข้ามการถามว่าควรมีไฟหรือไม่มานานแล้ว แต่โจทย์สำคัญ คือจะจัดการอย่างไรให้สมดุล (Fire Management) โดยเขาเรียกร้องให้รัฐเปิดเผยแผนการใช้ไฟล่วงหน้าเพื่อให้สังคมช่วยตรวจสอบและควบคุมได้ 

“ทางภาครัฐใช้ไฟเพื่อจัดการเชื้อเพลิง ผมก็อยากขอไม่ว่าจะทั้งกรมป่าไม้ หรือกรมอุทยานฯ ให้เปิดเผยข้อมูลล่วงหน้า จะได้ควบคุมได้ และผมยังขอทางจังหวัดเชียงใหม่ด้วย ผมไม่ได้จะว่าอะไรถ้าชาวบ้านจะใช้ไฟ เช่นเดียวกันผมก็อยากให้เขาเปิด เพื่อที่สังคมจะได้ควบคุมกันได้ ว่าสิ่งที่เขาขอมันเกินไปไหม ระบบแบบนี้มันยังไม่มี เราก็กำลังสร้างกันอยู่”

บัณรส เล่าต่อว่า เคยขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่ปี 2565 ให้ช่วยส่งตารางพิกัดการใช้ไฟ ว่า ตรงไหนบ้าง โดยไม่ต้องเปิดชื่อชาวบ้าน เพราะท้ายที่สุดก็รู้ดีว่าอย่างไรก็ยังต้องมีการใช้ไฟอยู่ดี เพียงแต่ต้องออกแบบการจัดการไฟให้ยอมรับกันได้ในทุกฝ่าย จะใช้ไฟอย่างไรให้ค่าอากาศอยู่ในระดับที่ดี

ขณะที่ ลักษวรรณ พวงไม้มิ่ง ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สะท้อนภาพการทำงานจริงว่ามีข้อจำกัดด้านงบประมาณอย่างมากในการชิงเผาเพื่อบริหารจัดการเชื้อเพลิง โดยระบุว่าพื้นที่ป่าสงวนมีเป้าหมายบริหารจัดการเชื้อเพลิงถึง 28,000 ไร่ แต่พอทำจริง ๆ ได้รับงบประมาณแค่ 1,000 ไร่

ด้านกริชสยาม ก็เน้นย้ำเช่นเดียวกันว่า แม้จะมีการตั้งเป้าชิงเผาบริหารเชื้อเพลิง แต่ในความเป็นจริงจะไม่ได้มีการชิงเผาถึงเป้าที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ สมบัติ ชวนพูดคุยต่อว่าสิ่งที่เป็นปัญหาจริง ๆ คือเรื่องของ ‘ไฟลาม’ เพราะไฟป่าที่ต้องไปดับแต่ละครั้งไม่ใช่ไฟที่เผาไหม้เพื่อบริหารจัดการเชื้อเพลิงหรือไฟชิงเผาแต่คือไฟลาม 

“ผมขอกลับมาที่คนใช้ไฟ ถ้ามีเหตุผลของการใช้ไฟแล้ว ต้องมีข้อบังคับเลยว่าคุณต้องคุมไฟให้ได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วในหมู่กะเหรี่ยงเขามีความรู้เรื่องการเผาแบบไม่ลามนะ เขาทำแนวกันไฟ มีคนคุมไฟ แล้วเราก็เห็นว่าชาวบ้านที่เขามีวินัย เขาเผาแล้วเขาคุมได้จริง ๆ แต่ประเภทเดินเข้ามาจุดทีเดียวแล้วหันหลังไปเลยอันนี้ก็เจอ ดังนั้นใน พ.ศ. นี้ ไม่อนุญาตแล้วสำหรับการจุดแล้วก็เดินหนีไปเลย โดยที่ไม่ทำแนว ไม่มีหลักการ”

สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา และที่ปรึกษาสารคดี Fire War

“ผมอยากตั้งคำถามถึงทั้งชาวบ้าน และหน่วยงานรัฐที่มีการเผา มันคุมไฟได้จริงหรือเปล่า อยากถามคนที่เกี่ยวข้องจริง ๆ ว่า เรามั่นใจกันในระดับไหนเหรอว่าเราใช้ไฟและเราคุมไฟกันได้” สมบัติกล่าว

เมื่อกล่าวถึงเครือข่ายชุมชน เดโช ไชยทัพ นายกสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ ระบุว่า ต้องให้หลายส่วนมองจุดที่พอดีในการใช้ไฟร่วมกันด้วย พร้อมกล่าวถึงตัวเลขการเผาไหม้ในพื้นที่เชียงใหม่ในช่วงปี 2557-2558 ซึ่งมีการเผาไหม้ถึง 2-3.5 ล้านไร่ แต่ในปี 2568-2569 เหลือตัวเลขการเผาไหม้แค่ 800,000 ไร่-1.2 ล้านไร่ หรือ 1.5 ล้านไร่ แสดงให้เห็นว่าโดยเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมา มีการลดลงของการเผา 1.5 ล้านไร่

“ผมคิดว่า มันลดลงอยู่พอสมควร แต่มันยังไปไม่ถึงฝั่งที่สามารถควบคุม และลดปัญหา PM2.5 ที่มากเกินไปได้ คำถามคือ เราจะบริหารจัดการอย่างไรไม่ให้มันย้อนกลับไปเหมือนเดิม” 

เดโช กล่าวต่อว่า ต้องแยกแยะว่าหลายหมู่บ้านไม่ได้อยากให้เกิดไฟ โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 800 เมตรขึ้นไป ส่วนใหญ่จะมีการป้องกันไฟ และไม่ให้เกิดไฟ จะใช้ไฟเฉพาะในแปลงเกษตรเท่านั้น ดังนั้นเขาเสนอว่าในแต่ละหมู่บ้านจะต้องมีแผนว่าจะใช้ไฟเท่าไหร่ อย่างไร ซึ่งแต่ละหมู่บ้านต้องกำหนดและแยกแยะจุดพอดีออกมาให้ได้ โดยจุดพอดีนั้นก็ต้องอาศัยการพูดคุยกันในหลายภาคส่วน

“การดับไฟไม่ได้มีแค่กรมอุทยานฯ และมูลนิธิกระจกเงา ยังมีชาวบ้านอีกมหาศาลที่เขาจัดการอยู่ ตรงนั้น คือกำลังสำคัญ ถ้าชาวบ้านเอาอยู่มันก็จบ ชาวบ้านเข้าไปดับไฟ ชาวบ้านเข้าไปทำแนวกันไฟ เราไม่เห็นในสารคดีที่เปิดมาเลย…ในจังหวัดเชียงใหม่ก็พยายามที่จะสนับสนุนให้ชุมชนเหล่านั้นเติบโตและเข้มแข็ง”

อีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ เดโชชี้ว่าถ้าจะมีการวางแผนจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ทำกินที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ ใครก็ไม่กล้าอนุมัติ เพราะจะเท่ากับว่าไปอนุมัติให้ชาวบ้านใช้ไฟในพื้นที่ป่าที่ไม่มีสถานะเป็นที่ทำกินที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นหากจะทำให้การควบคุมไฟจำเป็นมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรื่องสิทธิชุมชนก็เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขไปด้วยเช่นกัน

เดโช ไชยทัพ นายกสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ

อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงการใช้ไฟของชาวบ้าน ชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง สมบัติ กล่าวถึงกรณีของ ‘เห็ดถอบ’ ที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่สักพักใหญ่ในวงสนทนานี้อีกว่า ในมุมมองของเขา เขาเข้าใจดีว่าการหาเห็ดถอบสร้างรายได้จำนวนมากให้ชาวบ้านได้ในระยะเวลาสั้น ๆ แต่ทั้งนี้เขาได้อ้างอิงถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ว่าไฟไม่ได้ทำให้เห็ดเพิ่มขึ้น แต่อาจทำลายเชื้อเห็ดและลดความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว จึงเสนอนวัตกรรมในการจัดการ เช่น การมาร์กพิกัดพื้นที่เก็บเห็ด การเติมเชื้อเห็ด หรือการใช้เครื่องเป่าใบไม้แทนการเผา เพื่อหาจุดสมดุลระหว่าง ‘ปากท้อง’ และ ‘ปอด’ ซึ่งเขาเน้นย้ำอีกว่าเขา ไม่เชื่อเรื่องการใช้ไฟ

กริชสยามยังให้ความเห็นเสริมขึ้นมาอีกด้วยว่า ในพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์ที่เขาดูนั้นเขามองว่า 

“สาเหตุของเกิดไฟป่า ผมให้มาจากการเผาหาเห็ดถอบ 70% เลย”

‘เผาป่าหาเห็ดถอบ’ วาทกรรมที่ฝังจำ

หลายสิบปีที่คำกล่าวเช่นนี้ผูกติดอยู่กับชาวบ้าน ชนเผ่าพื้นเมือง ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า และมีวิถีชีวิต มีภูมิปัญญาการดูแลรักษาผืนป่าเป็นของตนเอง ซึ่งในวงสนทนาครั้งนี้ขาดตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่มาบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง มีเพียงเสียงสะท้อนจากคนนอกพื้นที่ ที่เล่าให้คนนอกพื้นที่กว่าฟังอีกทีว่า ชาวบ้านในพื้นที่นั้นมีวิถีทำลายป่าอย่างไร

เดโช ได้โต้แย้งในประเด็นที่ชาวบ้านใช้ไฟหาเห็ดถอบว่า กรณีที่ชาวบ้านอยากได้เห็ดถอบเยอะจึงใช้ไฟเยอะนั้นมีอยู่จริง แต่พอไปแลกเปลี่ยนพูดคุยเขาก็ปรับ ใช้วิธีเผาเท่าที่จำเป็น แต่ขณะเดียวกันก็ยังต้องมีการเก็บเห็ดถอบที่ใช้ไฟ เพราะพื้นที่รกชัฏไม่สามารถเข้าไปเก็บได้ จึงต้องมีการเผา ซึ่งปัจจุับนมีการจำกัดวงเผา เผาในจำนวนไร่ที่น้อยลง และมีการป้องกันควบคุมไฟ

ขณะที่ มัจฉา พรอินทร์ ประธานมูลนิธิสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน ผู้ทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องผืนป่าและสร้างแนวกันไฟ ได้แสดงความเห็นว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องยุติวาทกรรมที่ว่าชาวบ้านเผาป่าเอาเห็ดถอบ เพราะเรื่อง ไฟป่า และ PM2.5 เป็นปัญหาโครงสร้างที่ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และนโยบายรัฐ

มัจฉาได้หยิบยกงานวิจัยเรื่อง เห็ด ป่า และมนุษย์: การเมืองของการพึ่งพาระหว่างกันของสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ โดย ศ.ดร. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ดร. ณีรนุช แมลงภู่ และ ดร. สถาพร จันทร์เทศ ขึ้นมาอ้างถึงเช่นกัน

งานวิจัยดังกล่าวเป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงพึ่งพาระหว่างกันของเห็ดถอบ ป่าเต็งรัง และชุมชนที่อยู่อาศัยในเขตป่า จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งงานวิจัยระบุว่า วาทกรรม ‘เผาป่าหาเห็ด’ ถูกนำเสนอผ่านสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นความเข้าใจโดยอัตโนมัติในสังคมเมือง ส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านการบริโภคเห็ดถอบในหมู่ชนชั้นกลาง ถึงขั้นมีการเสนอจากฝ่ายการเมืองให้เปลี่ยนชื่อเห็ดถอบเป็นเห็ด PM2.5 เพื่อสร้างการรับรู้เชิงลบและกดดันให้ชาวบ้านเลิกเผาป่า

ในมิติด้านนิเวศวิทยาไฟป่า งานวิจัยชี้ให้เห็นข้อโต้แย้งที่สำคัญว่า ป่าเต็งรังซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดหลักของเห็ดถอบเป็นระบบนิเวศที่พึ่งพาไฟ (Fire-dependent ecosystem) ข้อมูลทางวนศาสตร์สองชิ้นที่ใช้อ้างอิง เห็นตรงกันว่าไฟไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เห็ดขึ้น ภูมิอากาศต่างหากที่สำคัญมากกว่า แต่หากไม่มีไฟเข้าไปจัดการเชื้อเพลิง ป่าเต็งรังจะค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพเป็นป่าดิบชื้น ซึ่งทำให้เห็ดถอบและพืชพรรณดั้งเดิมสูญหายไป นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่าแปลงที่มีการเผาทุก 2 ปีจะให้ผลผลิตเห็ดถอบสูงที่สุด ในขณะที่แปลงที่ไม่เผาเลยกลับไม่พบดอกเห็ด  

“ข้อมูลออกมาตรงกันว่า แปลงที่มีการเผาทำให้จำนวนเห็ด คุณภาพ น้ำหนักของเห็ดสูงกว่า งานของนักวนศาสตร์ที่ห้วยขาแข้งเสนอว่า เพื่อให้ป่าเต็งรังมีคุณภาพ ความถี่ในการเผาจะอยู่ที่ทุก 2 ปี ไม่ใช่เผาทุกปี”

“ประเด็นมันไม่ใช่ว่าเห็ดมันสามารถขึ้นได้หรือไม่ได้ในพื้นที่ที่ไฟเข้าไม่เข้า ชาวบ้านก็ทราบดีว่ามันเป็นเรื่องภูมิอากาศ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องจำนวน ตราบใดที่เห็ดถอบยังไม่สามารถเพาะเลี้ยงได้นอกเขตป่าเต็งรัง จำนวนของเห็ดถอบขึ้นอยู่กับไม้ตระกูลยาง ซึ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ไฟ สมการหรือความสัมพันธ์สองอย่างนี้คุณแยกออกจากกันไม่ได้อยู่แล้ว โจทย์ใหญ่จึงเป็นเรื่องการหาคำตอบเชิงวิชาการมาให้ชัดว่า จะใช้ไฟอย่างไร ในพื้นที่เท่าไร ความถี่และเวลาจะอยู่ที่เท่าไหน จนปัจจุบันนี้ยังไม่มีงานศึกษาชัดเจนในการตอบโจทย์เรื่องนี้” ศ.ดร.ปิ่นแก้วอธิบาย

สิ่งที่ย้อนแย้งที่สุดในวาทกรรมเผาป่าหาเห็ดถอบคือ ข้อมูลจากระบบบริหารจัดการไฟพบว่า หน่วยงานภาครัฐด้านป่าไม้เองคือผู้ที่ขอใช้ไฟเพื่อชิงเผามากที่สุดถึงร้อยละ 66.8 (ข้อมูลปี 2567) แต่กลับไม่เคยถูกสังคมตราหน้าว่าเป็น คนเผาป่า เหมือนเช่นชาวบ้าน

“เหมือนกับว่าเราถูกจับตาจากข้างบน (ดาวเทียม) เราน่ะเป็นแพะตลอดเวลา PM2.5 เกิดมาปุ้บ แน่นอนครับ เขาชี้มาเลยคนบนดอยเผาไร่ คนบนดอยเผาไร่หมุนเวียน นี่คือเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม และเป็นสิ่งที่เรากังวลมาก เราเผาวันนี้ เราไม่รู้ว่าแจ็กพอตรึเปล่า เราเผาวันนี้ จะเจอ Hotspot ไหม” สมคิด ทิศตา ผู้ใหญ่บ้านชุมชนบ้านแม่ส้าน กล่าว

เขาให้ความเห็นว่า รัฐไม่สามารถเอาการเผาป่าและการเผาไร่หมุนเวียนมารวมกัน และบอกว่ามันทำให้เกิด PM2.5 เพราะมีแหล่งกำเนิดอีกมากมาย ซึ่งเขายังไม่เห็นการควบคุมแหล่งกำเนิดอื่น ๆ นอกจากการควบคุมไฟจากไร่หมุนเวียน หรือการทำเกษตรของชาวบ้านที่มีขอบเขตและแนวกันไฟชัดเจน

สมคิดเล่าต่อไปอีกว่า ช่วงที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับไร่หมุนเวียนของชุมชนบ้านแม่ส้าน ได้มีการนำเครื่องวัดคุณภาพอากาศมาตั้งที่หมู่บ้าน ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีการเผาไร่หมุนเวียนเกิดขึ้น ทว่าคุณภาพอากาศกลับมีค่าเป็นพิษและเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งก็สามารถพูดได้ว่าฝุ่นควัน PM2.5 นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเผาไร่หมุนเวียนเพียงเท่านั้น

อย่างไรก็ดี สมคิดเชื่อว่ารัฐบาลยังคงมีความเข้าใจการจัดการเชื้อเพลิงโดยชุมชนอยู่บ้าง เพียงแต่รัฐบาลไม่กล้ากระจายอำนาจให้ชุมชนดูแลทรัพยากรเอง ซึ่งสำหรับเขาแล้ว การกระจายอำนาจให้ชุมชนเป็นแนวทางที่เรียบง่ายที่สุดที่รัฐจะพึงกระทำได้ เพราะนั่นเท่ากับว่าชุมชนสามารถดูแลรักษาป่าจนสมบูรณ์ โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณใด ๆ เลย

กลับมาที่เรื่องการเผาเพื่อหาเห็ดถอบ ในเชิง เศรษฐศาสตร์และการเมือง การที่ชาวบ้านในบางพื้นที่ยังคงพึ่งพาการหาเห็ดถอบอย่างเข้มข้นเป็นผลมาจากความล้มเหลวของภาคเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์และการขาดความมั่นคงในสิทธิที่ดิน เห็ดถอบได้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงในระบบทุนนิยมสมัยใหม่ผ่านกระบวนการกลายเป็นสินค้า (Commodification) ที่เชื่อมโยงความต้องการของชนชั้นกลางในเมืองเข้ากับทรัพยากรในป่า 

ในบางพื้นที่ที่มีเห็บถอบงานวิจัยของ ศ.ดร. ปิ่นแก้ว มองว่าการเก็บหาเห็ดไม่ใช่แค่เรื่องปากท้อง แต่เป็นอิสรภาพทางเลือก (Salvage Freedom) ที่ช่วยให้ชาวบ้านหลุดพ้นจากการกดขี่ในระบบเกษตรพันธสัญญาและอำนาจควบคุมของรัฐ เพราะเห็ดป่าไม่สามารถเพาะเลี้ยงหรือถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนได้

ในงานวิจัยจึงเสนอว่า การจะแก้ไขปัญหาฝุ่นควันอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องก้าวข้ามการผลิตซ้ำวาทกรรมด่าทอ แล้วหันมาทำความเข้าใจความสัมพันธ์เชิงพึ่งพาระหว่างสายพันธุ์ รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้มีอำนาจในการจัดการทรัพยากรและใช้ไฟอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ร่วมกับรัฐ แทนการใช้มาตรการห้ามเผาที่ฝืนต่อหลักนิเวศวิทยาและวิถีชีวิต

ขณะเดียวกัน เดโช กล่าวในวงสนทนาด้วยว่ายังมีปัญหาเรื่องการกระจายงบประมาณที่ลงไปไม่ถึงชุมชนที่เป็นด่านหน้าแนวกันไฟจริง ๆ โดยพบว่าจากงบประมาณหลักร้อยล้านบาท มีเงินส่งถึงมือชุมชนเพื่อการจัดการไม่ถึง 10% ทางออกที่ยั่งยืนในความเห็นเขาจึงอยู่ที่การสร้าง ระบบการมีส่วนร่วม ที่ดึงเอาชุมชนมาเป็นตัวแสดงหลัก ไม่ใช่เพียงผู้ถูกสั่งห้าม และเป็นแพะรับอคติเรื่องการเผาทำลายป่า

พื้นที่เผาไหม้ซ้ำซากในเขตป่า

ศ.ดร. ปิ่นแก้ว อธิบายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เราจะไม่ค่อยพบปัญหาไฟไหม้ซ้ำซากในพื้นที่ป่าชุมชน หรือกล่าวอีกแบบคือ พื้นที่ป่าที่อยู่ภายใต้การดูแลของชุมชนมักไม่เผชิญกับไฟป่าที่ควบคุมไม่ได้ หรือไฟที่ลุกลามต่อเนื่องข้ามวันข้ามคืนโดยไร้ผู้รับผิดชอบ จนต้องระดมกำลังจากทั้งภายนอกและในชุมชนมาช่วยกันควบคุมสถานการณ์ ดังที่กำลังเกิดขึ้นในป่าอนุรักษ์หลายแห่งของเชียงใหม่ในปัจจุบัน

ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การใช้ไฟของชุมชน เพราะการใช้ไฟ ไม่ว่าจะในระบบไร่หมุนเวียนหรือการจัดการเชื้อเพลิงในป่าชุมชน ล้วนอยู่ภายใต้กติกาและการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดของคนในพื้นที่ และที่ผ่านมา ก็ไม่เคยมีหลักฐานชัดเจนว่าไฟจากไร่หมุนเวียนเป็นต้นเหตุของไฟป่า ทั้งในแม่ฮ่องสอนหรือเชียงใหม่ ซึ่งประเด็นนี้ผู้บริหารในพื้นที่เองก็รับรู้

ในทางกลับกัน ปัญหาไฟป่าที่เกิดซ้ำในพื้นที่ป่าของรัฐจำเป็นต้องพิจารณาในระดับพื้นที่อย่างละเอียด เพราะแต่ละแห่งมีเงื่อนไขและปัจจัยที่ซับซ้อนแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรตั้งคำถามคือ ในหลายกรณีโดยเฉพาะในเขตป่าอนุรักษ์ ปัญหาไฟป่าอาจเชื่อมโยงกับกระบวนการลดทอนอำนาจของชุมชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ เมื่อรัฐขยายพื้นที่เขตห้ามล่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และอุทยานอย่างต่อเนื่อง ดึงพื้นที่ที่เคยอยู่ภายใต้การดูแลของชุมชนมาเป็นของรัฐ นอกจากจะก่อให้เกิดความขัดแย้งแล้ว ยังส่งผลให้เมื่อเกิดไฟป่า ระบบการจัดการในพื้นที่ขาดเจ้าภาพที่ชัดเจน และทำให้การรับมือกับปัญหายิ่งยากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในวงสนทนาสังคายนาไฟป่า-365 วันเดิมพันปอด ท้ายที่สุดยังเห็นร่วมกันว่า ‘ไฟ’ เป็นสิ่งจำเป็น และต้องก้าวข้ามการตั้งคำถามเรื่องควรมีหรือไม่มีการเผา แต่ต้องเป็นการหาหนทางการจัดการไฟให้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าปัจจุบันยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าจุดสมดุลในสมการนี้จะอยู่ตรงไหน แบบใด และเป็นที่น่าเสียดายหากชาวบ้านในพื้นที่ป่าได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ก็น่าจะทำให้ความจริงกระจ่างชัดยิ่งขึ้น

การสังคายนาไฟป่าที่แท้จริง ควรจะต้องก้าวข้ามการหาคนผิด ไปสู่การออกแบบระบบการจัดการไฟ ที่สามารถผสมผสานความเป็นวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาอย่างเป็นธรรม มีการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้คุยกันบนโต๊ะอย่างโปร่งใส และเท่าเทียม

ซึ่งจากข้อเสนอของหลายคนในวงพูดคุยนี้พอจะสรุปได้ว่า การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วย รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้แก้ปัญหาได้ 

ทั้งนี้แหล่งกำเนิดฝุ่นควันที่แทบไม่มีการแตะต้องเลยก็ควรถูกดึงขึ้นมาไว้กลางพื้นที่สาธารณะให้ได้มากที่สุดเช่นกัน อาทิ ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดน ที่มีต้นตอมาจากอุตสาหกรรมเกษตรข้ามแดน ที่มีกลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง และมักไม่ต้องรับผิดชอบอะไร 

ซึ่งในกรณีนี้ ศ.ดร. ปิ่นแก้วก็ให้ความเห็นเช่นเดียวกันว่า 

“รัฐ ไม่ว่าจะรัฐส่วนกลาง หรือรัฐท้องถิ่น ก็เกียร์ว่างต่อปัญหามลพิษข้ามแดนทุกกรณี ทำให้ปัญหามักถูกลดทอนลงกลายเป็นเพียงเรื่องทางเทคนิคของการป้องกันไฟป่า ทำแนวกันไฟวนไป โดยปราศจากวิสัยทัศน์การแก้ปัญหาเชิงระบบ”

ภาพบางส่วนโดย: เจริญชัย ตรีธนะกิตติ และภาณุพัฒน์ บุญรื่น

Author
ศศิพร คุ้มเมือง
สนใจการเมือง สิทธิมนุษยชน และ gender มีผมทรงโปรดคือ 'เกล้า' ตลบไปข้างหลังสำหรับใส่หมวก คืนนี้ฉันบิน