Reading Time: 8 minutes
หลังน้ำสีดำเข้มปรากฏขึ้นตลอดคลองเล็ก ๆ ที่เป็นต้นน้ำผลิตประปาของจังหวัดสระบุรีอย่าง คลองเกตุ-คลองหนองน้ำเขียว-คลองห้วยตะเข้
เสียงร้องเรียนของชาวบ้านและการลงตรวจพื้นที่อย่างเข้มข้นของหลายหน่วยงานค่อย ๆ แกว่งน้ำสีดำน้ำจนความจริงค่อย ๆ ปรากฏออกมา แม้จะยังไม่สามารถชี้ตัวผู้ก่อมลพิษได้ แต่หลักฐานก็ชี้ให้เห็นแน่ชัดแล้วว่าการปนเปื้อนที่เกิดขึ้นมาจากภาคอุตสาหกรรมที่ละเลยการดูแลกากขยะที่ตนรับมากำจัดและรั่วไหลสู่ลำน้ำสาธารณะ
จนถึงวันนี้ ทั้งข้อมูลผลการตรวจจากกรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล คำสั่งปิดปรับปรุงโรงงานในพื้นที่จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม การลงพื้นที่ของกมธ. ชุดต่าง ๆ และล่าสุดผลการตรวจเทียบเคียงจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลกว่า 95% ที่สามารถมัดตัวผู้ก่อมลพิษกรณีน้ำดำสระบุรีได้แล้ว ทว่า อีก 5% ที่ต้องรอข้อมูลการตรวจจากในโรงงานเพื่อเทียบค่าสารที่ปนเปื้อนออกมาว่าแหล่งกำเนิดมลพิษคือที่ใดยังไม่ปรากฏ
เปิดปากคำการพิสูจน์มลพิษที่ต้องใช้ข้อมูล พยานหลักฐาน และความกล้าหาญของเจ้าหน้าที่รัฐในการแก้ไขปัญหาปนเปื้อนครั้งนี้ของชาวสระบุรีจากวงเสวนา ‘ผลการตรวจสารปนเปื้อน วิเคราะห์สาเหตุ และข้อเสนอแก้ปัญหาน้ำเสีย จังหวัดสระบุรี’
เมื่อน้ำดำสระบุรีแกว่งหลักฐานข้อเท็จจริงทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และสื่อจนเกือบถึงมือผู้ก่อมลพิษ น้ำเน่าเสียสระบุรีจะยุติลงที่ปีที่ 28 หรือจะเป็นอีกหน้าฝนหนึ่งที่ชาวบ้านยังต้องกังวลว่า ฝนถัดไปจะมาพร้อมการลักลอบปล่อยน้ำเสียอีกครั้ง
เปิดผลตรวจ (อีกกี่ครั้ง) ชี้ต้นทางการปนเปื้อนมาจากกลุ่มโรงงานคลองหนองน้ำเขียว
แม้จะมีผลตรวจที่เผยแพร่ออกมาแล้วของกรมควบคุมมลพิษและกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่ชี้ให้เห็นว่ามีการปนเปื้อนเกิดขึ้นจริงและมีที่มาจากภาคอุตสาหกรรม ทว่า ผลการตรวจของมูลนิธิบูรณะนิเวศชุดนี้คือการเทียบเคียงการตรวจสอบจากภาคประชาสังคมและเป็นเครื่องยืนยันอีกครั้งว่า การตรวจพบสารโลหะหนักและสารอินทรีย์ระเหยง่ายในแหล่งน้ำสาธารณะสระบุรี มีที่มาจากไหนกันแน่
พื้นที่ทั้ง 10 จุด ที่มูลนิธิบูรณะนิเวศได้ทำการเก็บตัวอย่างตั้งแต่ต้นคลองหนองน้ำเขียว ซึ่งเป็นต้นน้ำของลำน้ำหลักของจังหวัดสระบุรี และลากยาวจนถึงอ่างเก็บน้ำคลองเพรียว ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายก่อนมวลน้ำจะไหลลงสู่แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา และอ่าวไทย
จุดที่ 1 : คลองหนองน้ำเขียว 1 (ใกล้บ่อฝังกลบของบริษัทเบตเตอร์ เวิลด์ กรีนฯ และโรงงานอุตสาหกรรมอื่น ๆ บริเวณต้นคลองหนองน้ำเขียว)
จุดที่ 2 : คลองหนองน้ำเขียว 2 (หน้าโรงงานที.เอ็น.ซี รีไซเคิลฯ)
จุดที่ 3 : ต้นคลองเกตุ (ริมทางรถไฟใกล้บ่อฝังกลบของบริษัทเบตเตอร์ เวิลด์ กรีนฯ)
จุดที่ 4 : คลองเกตุใกล้ถนนหมายเลข 6 (ใต้ทางมอเตอร์เวย์)
จุดที่ 5 : ฝายตาคำ (จุดบรรจบของคลองเกตุและคลองหนองน้ำเขียว)
จุดที่ 6 : ห้วยตะเข้ ก่อนเชื่อมคลองเกตุ
จุดที่ 7 : จุดน้ำดำ ใกล้โรงเรียนสวนกุหลาบ
จุดที่ 8 : คลองเพรียว ในพื้นที่ ต.ตลิ่งชัน จ.สระบุรี (ใกล้โรงงานเวสท์ รีโคเวอรี่ฯ)
จุดที่ 9 : คลองเพรียว ในพื้นที่ ต.ปากเพรียว (ก่อนน้ำจะลงคลองเพรียว)
จุดที่ 10 : หน้าวัดบ้านไร่ ต.ห้วยแห้ง
ฐิติกร บุญทองใหม่ ผู้จัดการแผนงานมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า จาก 10 จุดที่ได้ทำการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบ มีความน่าสนใจว่า หลายจุดที่ใกล้กับโรงงานมีค่าตรวจสารออกมาอย่างน่าสนใจ
“เราพบว่าในจุดใกล้โรงงานแทบทุกจุด พบค่าโทลูอีน (สารประกอบอินทรีย์ที่ใช้เป็นสารตั้งต้นในสารเคมีอื่น ๆ) สูง และเมื่อโรงงานจำนวนมากกระจุกตัวกันบริเวณต้นน้ำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อทั้งลำน้ำและสิ่งมีชีวิตทั้งคน สัตว์ พืช ที่ใช้น้ำร่วมกันในจังหวัดสระบุรี“ และมีผลการตรวจดังนี้
ฐิติกร บุญทองใหม่ ผู้จัดการแผนงานมูลนิธิบูรณะนิเวศ
จุดที่ 1 : คลองหนองน้ำเขียว 1
ผลวิเคราะห์ตะกอนดิน : ตรวจพบสารหนู, โครวาเลนต์โครเมียม, ปรอท, แคดเมียม, ทองแดง, ตะกั่ว, นิกเกิล และสังกะสี (เกินเกณฑ์มาตรฐาน)
ผลวิเคราะห์น้ำผิวดิน : ตรวจพบทองแดง, ตะกั่ว, สารหนู, แบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด และแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม (เกินเกณฑ์มาตรฐาน)
จุดที่ 2 : คลองหนองน้ำเขียว 2
ผลวิเคราะห์ตะกอนดิน : ตรวจพบโครวาเลนต์โครเมียม, ปรอท, แคดเมียม, ทองแดง, ตะกั่ว, นิกเกิล และสังกะสี (เกินเกณฑ์มาตรฐาน)
ผลวิเคราะห์น้ำผิวดิน : ตรวจพบตะกั่ว, แมงกานีส, สารหนู, แบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด และแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม (เกินเกณฑ์มาตรฐาน)
จุดที่ 3 : ต้นคลองเกตุ
ผลวิเคราะห์ตะกอนดิน : ตรวจพบปรอท, แคดเมียม, ทองแดง, ตะกั่ว และสังกะสี (เกินเกณฑ์มาตรฐาน)
ผลวิเคราะห์น้ำผิวดิน : ทุกพารามิเตอร์ที่ตรวจวิเคราะห์ (อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน)
จุดที่ 4 : คลองเกตุ ใกล้ถนนหมายเลข 6
ผลวิเคราะห์ตะกอนดิน : ทุกพารามิเตอร์ที่ตรวจวิเคราะห์ (อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน)
ผลวิเคราะห์น้ำผิวดิน : ทุกพารามิเตอร์ที่ตรวจวิเคราะห์ (อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน)
จุดที่ 5 : ฝายตาคำ
ผลวิเคราะห์ตะกอนดิน : ตรวจพบโครวาเลนต์โครเมียม, ปรอท, แคดเมียม, ทองแดง, ตะกั่ว, นิกเกิล และสังกะสี (เกินเกณฑ์มาตรฐาน)
ผลวิเคราะห์น้ำผิวดิน : ทุกพารามิเตอร์ที่ตรวจวิเคราะห์ (อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน)
จุดที่ 6 : ห้วยตะเข้ ก่อนเชื่อมคลองเกตุ
ผลวิเคราะห์ตะกอนดิน : ไม่สามารถเก็บตัวอย่างได้
ผลวิเคราะห์น้ำผิวดิน : ตรวจพบแมงกานีส (เกินเกณฑ์มาตรฐาน)
จุดที่ 7 : จุดน้ำดำ ใกล้โรงเรียนสวนกุหลาบ
ผลวิเคราะห์ตะกอนดิน : ทุกพารามิเตอร์ที่ตรวจวิเคราะห์ (อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน)
ผลวิเคราะห์น้ำผิวดิน : ตรวจพบแมงกานีส (เกินเกณฑ์มาตรฐาน)
จุดที่ 8 : คลองเพรียว ในพื้นที่ ต.ตลิ่งชัน จ.สระบุรี
ผลวิเคราะห์ตะกอนดิน : ตรวจพบแคดเมียม (เกินเกณฑ์มาตรฐาน)
ผลวิเคราะห์น้ำผิวดิน : ตรวจพบแมงกานีส (เกินเกณฑ์มาตรฐาน)
จุดที่ 9 : คลองเพรียว ในพื้นที่ ต.ปากเพรียว
ผลวิเคราะห์ตะกอนดิน : ตรวจพบแคดเมียม (เกินเกณฑ์มาตรฐาน)
ผลวิเคราะห์น้ำผิวดิน : ตรวจพบแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม (เกินเกณฑ์มาตรฐาน)
จุดที่ 10 : หน้าวัดบ้านไร่ ต.ห้วยแห้ง
ผลวิเคราะห์ตะกอนดิน : ตรวจพบแคดเมียม (เกินเกณฑ์มาตรฐาน)
ผลวิเคราะห์น้ำผิวดิน : ทุกพารามิเตอร์ที่ตรวจวิเคราะห์ (อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน)
จากผลการตรวจของมูลนิธิบูรณะนิเวศ จะพบสารปนเปื้อนที่ตรวจพบประกอบด้วย สารหนู (Arsenic), โครเมียม (Chromium), ปรอท (Mercury), แคดเมียม (Cadmium), ทองแดง (Copper), ตะกั่ว (Lead), นิกเกิล (Nickel), สังกะสี (Zinc) รวมถึงในบางจุดมีการตรวจวัด แมงกานีส (Manganese) และ เงิน (Silver) ในตัวอย่างน้ำผิวดินด้วย
อย่างไรก็ตาม สารที่พบการปนเปื้อนเด่นและเกินค่ามาตรฐานในหลายจุดคือ โครเมียม นิกเกิล ตะกั่ว แคดเมียม ทองแดง และสังกะสี ซึ่งเป็นโลหะหนักที่มักเกี่ยวข้องกับกิจกรรมอุตสาหกรรม การรีไซเคิลโลหะ และการจัดการกากอุตสาหกรรม
ในขณะที่พื้นที่ที่พบการปนเปื้อนรุนแรงที่สุดอยู่บริเวณ จุดเก็บตัวอย่างที่ 1 และ 2 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ผลการตรวจพบว่าโครเมียม แคดเมียม ทองแดง ตะกั่ว นิกเกิล และสังกะสี มีค่าเกินมาตรฐานหลายรายการ ขณะที่ค่าของนิกเกิลและสังกะสีอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับจุดอื่น ๆ สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดที่มีการสะสมของโลหะหนักในตะกอนดินอย่างชัดเจน และอาจเป็นพื้นที่เสี่ยงที่ควรได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม
ฐิติกร อธิบายเสริมว่า การปนเปื้อนโลหะหนักในพื้นที่คลองหนองน้ำเขียว–คลองเกตุ มีลักษณะเป็นการปนเปื้อนหลายชนิด และพบกระจุกตัวในพื้นที่อุตสาหกรรมเป็นหลัก การตรวจพบทั้งในน้ำผิวดินและตะกอนดินบ่งชี้ว่ามลพิษไม่ได้ส่งผลเฉพาะคุณภาพน้ำในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีการสะสมอยู่ในสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบนิเวศ สัตว์หน้าดิน สัตว์น้ำ รวมถึงประชาชนที่อาศัยการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำในระยะยาว หากไม่มีการระบุแหล่งกำเนิดและดำเนินมาตรการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม
“แม้ยังไม่สามารถระบุแหล่งกำเนิดมลพิษได้อย่างชัดเจน แต่ผลการตรวจวิเคราะห์ยืนยันว่าแหล่งน้ำสาธารณะในพื้นที่ศึกษามีการปนเปื้อนของสารอันตรายหลายชนิด ทั้งในน้ำผิวดินและตะกอนดิน โดยเฉพาะโลหะหนักหลายชนิดที่ตรวจพบเกินเกณฑ์มาตรฐานสำหรับตะกอนดิน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปนเปื้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ระบบนิเวศ และคุณภาพทรัพยากรน้ำในระยะยาว” ฐิติกร กล่าว
ลายนิ้วมือทางเคมี พบสารเคมีตัวลูก แล้วต้นทางตัวแม่ล่ะอยู่ที่ไหน?
ตัวเลขและข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่เรียงรายอยู่ในผลการตรวจวิเคราะห์อาจดูเป็นเพียงชุดข้อมูลในห้องปฏิบัติการ แต่เมื่อถูกนำมาวางซ้อนกับภูมิประเทศ ระบบลำคลอง และตำแหน่งของโรงงานอุตสาหกรรม กลับเริ่มเผยให้เห็น ร่องรอยของการปนเปื้อนที่มีทิศทางชัดเจนมากขึ้น ราวกับการประกอบชิ้นส่วนของคดีอาชญากรรมที่ผู้ก่อเหตุทิ้งหลักฐานไว้ในธรรมชาติ
“สิ่งที่คพ. ตรวจเจอมาจากภาคอุตสาหกรรม ไม่ได้มาจากครัวเรือนแน่นอน” ดร. ยุทธชัย สาระไทย ผู้อำนวยการกองตรวจมลพิษ กรมควบคุมมลพิษ กล่าวเน้นย้ำ
ดร. ยุทธชัย สาระไทย ผู้อำนวยการกองตรวจมลพิษ กรมควบคุมมลพิษ
ดร.ยุทธชัย อธิบายเสริมว่า การปนเปื้อนของโลหะหนักและสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) จากผลการตรวจของคพ. ตลอดลำน้ำที่พาดผ่านอ.เมือง จ.สระบุรี ทั้ง 13 จุด ในลักษณะดังกล่าว ไม่ใช่สิ่งที่พบได้ตามธรรมชาติในพื้นที่ทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อพบสารหลายชนิดร่วมกันและกระจุกตัวอยู่บริเวณต้นน้ำ จึงเป็นเบาะแสสำคัญที่ชี้ว่ามลพิษมีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางอุตสาหกรรม
“การตรวจสอบของคพ. เองไม่ได้พบความผิดปกติเฉพาะในน้ำผิวดินเท่านั้น แต่ยังพบว่าตะกอนท้องน้ำในคลองสายหลักทั้ง 3 สาย ได้แก่ คลองหนองน้ำเขียว คลองเกตุ และคลองห้วยตะเข้ มีการสะสมของสารปนเปื้อนในระดับที่น่ากังวล สะท้อนว่าปัญหามลพิษมีลักษณะต่อเนื่องและไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว” ดร. ยุทธชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม การตรวจพบสารปนเปื้อนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะระบุผู้ก่อมลพิษได้ คพ. จึงนำผลการตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์มาใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการสืบสวน ควบคู่กับการสำรวจทิศทางการไหลของน้ำ ลักษณะภูมิประเทศ และข้อมูลจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางการปนเปื้อนกลับไปยังแหล่งกำเนิด
การดำเนินการดังกล่าวอาศัยหลักนิติวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมโรงงานอุตสาหกรรม และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้มีความครบถ้วนและสามารถนำไปใช้ในกระบวนการทางกฎหมายได้
เป็นเหตุผลที่ ดร. มนัสวี เฮงสุวรรณ นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ สำนักอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล นำหลักการนิติอุทกธรณีวิทยา นำมาใช้กับกรณีน้ำดำสระบุรี เพราะการพิสูจน์แหล่งกำเนิดมลพิษไม่ได้อาศัยเพียงการตรวจพบสารเคมีในคลองสายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการเปรียบเทียบองค์ประกอบทางเคมีของน้ำในหลายพื้นที่ ประกอบกับลักษณะทางธรณีวิทยา ทิศทางการไหลของน้ำ และร่องรอยที่สารปนเปื้อนทิ้งไว้ในสิ่งแวดล้อม เพื่อย้อนกลับไปหาแหล่งกำเนิดที่เป็นไปได้มากที่สุด
ดร.มนัสวี เฮงสุวรรณ นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ สำนักอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
“สิ่งที่ชาวบ้านได้เห็น ได้กลิ่น เป็นเหมือนกับตัวลูกที่แพร่กระจายออกไปในพื้นที่สาธารณะ คำถามคือแล้วถ้าที่เราเห็นคือตัวลูกที่เป็นสารเคมี แล้วต้นทางกำเนิดมลพิษที่เป็นตัวแม่ล่ะ เราจะใช้วิธีไหนในการสืบสวน พิสูจน์กัน” ดร. มนัสวี
ผลการตรวจของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลสะท้อนภาพที่สอดคล้องกันในหลายตัวชี้วัด ไม่ว่าจะเป็นค่า TDS (Total Dissolved Solids) ที่สูงผิดปกติ คลอไรด์ที่กลายเป็นองค์ประกอบหลักของน้ำ ค่า TOC (Total Organic Carbon) ที่บ่งชี้การสะสมของสารอินทรีย์ ปริมาณไนโตรเจนและแอมโมเนียที่สูง รวมถึงค่า COD (Chemical Oxygen Demand) ที่เกินมาตรฐาน ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นกระจัดกระจาย แต่กลับกระจุกตัวอยู่บริเวณต้นคลองหนองน้ำเขียว ก่อนจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อมวลน้ำไหลออกจากพื้นที่ต้นน้ำและผสมกับน้ำจากคลองสายอื่น
รูปแบบดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะหากการปนเปื้อนเกิดจากแหล่งกำเนิดหลายแห่งกระจายตัวตลอดลำน้ำ ค่าการปนเปื้อนมักจะแตกต่างกันเป็นช่วง ๆ แต่หากพบว่าความเข้มข้นสูงที่สุดเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นคลอง ก่อนจะเจือจางลงตามระยะทาง ก็ย่อมเป็นลักษณะที่สอดคล้องแหล่งกำเนิดมลพิษอยู่บริเวณต้นน้ำ ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่นักอุทกธรณีวิทยาใช้วิเคราะห์การเคลื่อนตัวของสารปนเปื้อน
ยิ่งไปกว่านั้น การตรวจพบคลอไรด์ ในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 50-75 ของแร่ธาตุละลายน้ำทั้งหมด ถือเป็นข้อสังเกตสำคัญ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้อยู่ใกล้ทะเล ไม่มีการรุกล้ำของน้ำเค็ม และไม่มีลักษณะทางธรรมชาติที่อธิบายการสะสมของคลอไรด์ในระดับดังกล่าวได้ง่าย ๆ การที่องค์ประกอบของน้ำเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จึงทำให้เกิดคำถามว่าคลอไรด์เหล่านี้เดินทางมาจากแหล่งใด
เมื่อพิจารณาร่วมกับค่า COD ที่สูงกว่าเกณฑ์ควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานเกือบสองเท่า แต่ค่า BOD (Biochemical Oxygen Demand) กลับอยู่ในระดับต่ำ จึงสะท้อนว่าในน้ำมีสารที่ย่อยสลายได้ยาก หรืออาจมีสารที่ยับยั้งการทำงานของจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้บ่อยในน้ำเสียจากกระบวนการอุตสาหกรรม มากกว่าจะเป็นน้ำเสียจากกิจกรรมในครัวเรือน
อีกทั้งการตรวจพบสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และสารฟีนอล ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับข้อสังเกตดังกล่าว เพราะสารทั้งสองกลุ่มมักเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางอุตสาหกรรมหลายประเภท
หลากหลายสารที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลตรวจพบ ชี้ให้เห็นว่า น่าจะมาจากกิจการที่ต้องรับอุตสาหกรรมหลายประเภทเข้ามาอยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะประเภทโรงงานรีไซเคิลประเภทต่าง ๆ ที่จะสามารถรับสารเคมีจากกากประเภทต่าง ๆ เข้ามาไว้ในพื้นที่กิจการของตน
อย่างไรก็ตาม ดร. มนัสวี กล่าวว่า สารเคมีที่ตรวจพบเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของคำตอบ อีกครึ่งหนึ่งคือทิศทางการไหลของน้ำ
“หากสารเคมีเปรียบเสมือนลายนิ้วมือ ทิศทางการไหลของน้ำก็เปรียบเสมือนเส้นทางหลบหนีของผู้ก่อเหตุ เพราะไม่ว่าสารปนเปื้อนจะถูกปล่อยลงสู่สิ่งแวดล้อมในรูปแบบใด สุดท้ายแล้วมันจะเคลื่อนที่ไปตามระบบระบายน้ำตามกฎของธรรมชาติ การศึกษาระดับความสูงต่ำของพื้นที่ แนวลาดชัน ระบบคลอง และลำรางสาธารณะ จึงมีความสำคัญไม่แพ้การตรวจสารเคมี” ดร. มนัสวี กล่าว
แผนที่การไหลของน้ำที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลนำเสนอแสดงให้เห็นว่า น้ำจากบริเวณต้นคลองหนองน้ำเขียวไหลผ่านพื้นที่ใกล้บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) ก่อนเคลื่อนตัวผ่านบริเวณบริษัท ที.เอ็น.ซี. รีไซเคิล จำกัด แล้วจึงไหลลงสู่คลองสายหลัก การวิเคราะห์ดังกล่าวไม่ได้ใช้เพียงภาพถ่ายดาวเทียมหรือแผนที่ภูมิประเทศ แต่เป็นการนำข้อมูลภาคสนามมาประกอบกับการสำรวจสภาพพื้นที่จริง
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ถูกเปิดเผยในการประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ซึ่งระบุว่าภายในพื้นที่บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) มีลำรางสาธารณะที่เชื่อมต่อกับคลองหนองน้ำเขียวโดยตรง ลำรางดังกล่าวจึงกลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ต้องได้รับการตรวจสอบว่ามีบทบาทต่อการเคลื่อนตัวของน้ำและสารปนเปื้อนหรือไม่
“จากการตรวจสอบของเรา เรามีข้อมูลถึง 95% ที่สามารถระบุแหล่งที่มาของน้ำเสียได้ เหลือเพียงผลการตรวจคุณภาพน้ำภายในโรงงานจากหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งในที่นี้คือกรมโรงงานอุตสาหกรรม หากได้รับข้อมูลคุณภาพน้ำจากในโรงงานมาเทียบกัน ก็จะสามารถยืนยันต้นตอได้” ดร. มนัสวี กล่าว
สั่งปิด แต่ไม่รับคำสั่ง? ชงปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมลงดาบ
ท่ามกลางการรอคอยการฟันธงที่สำคัญที่สุดจากหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลโดยตรงอย่างกรมโรงงานอุตสาหกรรม
ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ออกคำสั่งให้ 2 โรงงานจัดการของเสียในจังหวัดสระบุรี หยุดประกอบกิจการ จากกรณีความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ห้วยตะเข้ ตำบลปากข้าวสาร อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี หลังเก็บตัวอย่างน้ำเสียและน้ำใต้ดินจากสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกากอุตสาหกรรมและระบบบำบัดน้ำเสีย 3 แห่ง ที่ตั้งอยู่บริเวณเหนือน้ำตามเส้นทางการไหลของคลองสาขา ผลการวิเคราะห์ปรากฏว่า
1. บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) พบปัญหาการจัดการน้ำชะจากหลุมฝังกลบของเสียอันตรายและไม่อันตราย รวมถึงระบบระบายน้ำภายในพื้นที่ กรอ. สั่งการให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการ เฉพาะในส่วนหลุมฝังกลบของเสียอันตรายทันที นับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง และอยู่ระหว่างการตรวจสอบในส่วนอื่นต่อไป
2. บริษัท ที.เอ็น.ซี รีไซเคิล จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย มีพฤติกรรมเข้าข่ายขยายโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ลักลอบติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มเติมรวม 210 แรงม้า เกินกว่าที่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังพบการขยายพื้นที่ประกอบกิจการ ลักลอบฝังกลบวัสดุที่ไม่ใช้แล้วหลังการคัดแยก การกองเก็บวัสดุภายนอกอาคาร และมีการระบายน้ำชะออกนอกบริเวณโรงงาน กรอ. จึงสั่งการให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมด เพื่อเร่งแก้ไขปรับปรุงการประกอบกิจการให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต พร้อมกำชับให้มีการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยรอบอย่างเข้มงวด
3. บริษัท สยามไฟเบอร์ซีเมนต์กรุ๊ป จำกัด ไม่พบการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย พร้อมกำชับให้โรงงานประกอบกิจการให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต
ทว่า ชาวบ้านยังคงได้รับผลกระทบจากบริเวณที่ตั้งของบ่อฝังกลบของเบตเตอร์ฯ รวมไปปัญหาน้ำเน่าเสียก็ยังปรากฏและยังพบเห็นรถขนวัตถุดิบที่จะนำมารีไซเคิลเข้าออกอยู่เรื่อย ๆ หลังมีคำสั่งประกาศปิด 2 โรงงานที่อาจจะเป็นต้นเหตุ จนเกิดเป็นคำถามว่าที่ปิดโรงงานนั้น ปิดแบบใด
“เขาไม่รับคำสั่งปิดโรงงาน” คำอธิบายสั้น ๆ ของ ปิยธิดา ศุภรัตนชาติพันธุ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวินิจฉัยและให้คำปรึกษา กองกฎหมาย กรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวถึงคำสั่งที่หลายฝ่ายเข้าใจว่าเป็นการปิดโรงงานหรือสั่งหยุดประกอบกิจการของบ่อฝังกลบเบตเตอร์ฯ นั้น แท้จริงแล้วเพิ่งมีผลบังคับใช้ในวันเดียวกันกับที่มีวงเสวนานี้ ทั้งที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ออกคำสั่งมาตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม และส่งเจ้าหน้าที่ไปปิดประกาศคำสั่งที่โรงงานในวันถัดมา
ปิยธิดา ศุภรัตนชาติพันธุ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวินิจฉัยและให้คำปรึกษา กองกฎหมาย กรมโรงงานอุตสาหกรรม
กระนั้น ยังมีคำถามบนเวทีหากมีคำสั่งที่เกิดจากการเข้าตรวจค้น เพราะอะไร? ข้อมูลอีก 5% ที่เหลือซึ่งเป็นข้อมูลค่าสารต่าง ๆ ที่ตรวจวัดได้ภายในโรงงาน ซึ่งมีแค่เฉพาะกรมโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้นที่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบตามกฎหมาย เพื่อเทียบเคียงตามหาต้นทางตัวแม่ จากสารเคมีตัวลูก ที่หน่วยงานอย่าง คพ. หรือ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ตรวจพบนั้นยังไม่สามารถนำมาบูรณาการร่วมกันเพื่อตามหาต้นตอมลพิษ
ปิยธิดาตอบว่า ในส่วนของน้ำเสียที่ออกมาจากโรงงาน สิ่งที่กรมโรงงานฯ พบเป็นเพียงร่องรอย ไม่ได้พบเจอโดยตรงหรือกระทำผิดซึ่งหน้า ทำให้ได้สั่งห้ามปล่อยน้ำเสียออกมาและดูแลน้ำเสียในโรงงานให้ดี อย่างไรก็ตาม ปิยธิดาไม่ได้ตอบถึงประเด็นการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันของหน่วยงานรัฐเพื่อตามหาผู้ก่อมลพิษ
ในวันนี้คำสั่งปิดโรงงาน จึงเป็นเพียงคำสั่งที่เกิดจากการตรวจดูผ่านสายตาว่าโรงงานประกอบกิจการผิดอย่างไร แต่ไม่ได้มีผลการตรวจค่าสาร และคำสั่งปิดปรับปรุงโรงงานนั้นยังไม่นำไปสู่ข้อหาว่าบ่อฝังกลบแห่งนี้เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่เป็นต้นเหตุของกรณีน้ำดำสระบุรี
ปิยธิดา อธิบายต่อว่า คำสั่งของกรมโรงงานอุตสาหกรรมในครั้งนี้ ไม่ใช่คำสั่งปิดโรงงานในความหมายของการเพิกถอนใบอนุญาตหรือสั่งเลิกประกอบกิจการ แต่เป็นเพียงคำสั่ง หยุดประกอบกิจการเพื่อปรับปรุงแก้ไข ตามมาตรา 39 วรรค 1 อีกทั้งยังเป็นคำสั่งที่มีรายละเอียดแตกต่างกันในแต่ละโรงงาน กล่าวคือ บริษัท ที.เอ็น.ซี รีไซเคิล จำกัด ถูกสั่งหยุดประกอบกิจการทั้งหมด ขณะที่บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) ถูกสั่งหยุดเฉพาะส่วนหลุมฝังกลบของเสียอันตรายบางส่วน ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจการทั้งหมด
หลังเจ้าหน้าที่นำคำสั่งไปยังสถานประกอบการ บริษัท ที.เอ็น.ซี รีไซเคิล รับคำสั่ง ทำให้คำสั่งมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม ตรงกันข้ามกับบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) ซึ่งไม่รับคำสั่ง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง โดยปิดคำสั่งไว้ ณ สถานประกอบการ มีพนักงานฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมเป็นพยาน ก่อนรอให้ครบ 5 วันทำการ คำสั่งจึงจะมีผลโดยสมบูรณ์
“ห้าวันทำการด้วยนะคะ ไม่ใช่ห้าวันปกติ ห้าวันทำการนี่ถ้านับจะครบวันนี้ วันที่ห้าพอดี ก็ถามว่า โรงงานรายนี้จะต้องหยุดประกอบกิจการในส่วนของบ่อวันไหน ก็คือตั้งแต่พรุ่งนี้ เขาจะเริ่มทำในส่วนนี้ไม่ได้แล้ว และจะรับกากของเสียไม่ได้แล้ว” ปิยธิดา กล่าว
ปิยธิดา ได้กล่าวถึงกระบวนการดังกล่าวว่า ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการบังคับใช้กฎหมาย ผู้รับคำสั่งยังมีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 30 วัน และยังสามารถใช้สิทธิฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งได้ แม้โดยหลักกฎหมาย การอุทธรณ์จะไม่เป็นเหตุให้คำสั่งหยุดมีผลใช้บังคับ แต่สิทธิทั้งหลายนี้สะท้อนให้เห็นว่า เส้นทางของคดีสิ่งแวดล้อมไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับการออกคำสั่งของหน่วยงานรัฐ หากเพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์อีกชั้นหนึ่งว่า โรงงานจะสามารถแก้ไขสิ่งที่ถูกตรวจพบได้จริงหรือไม่ และท้ายที่สุด หน่วยงานกำกับดูแลจะใช้ดุลยพินิจอย่างไรต่อผลการตรวจในครั้งถัดไป
นั่นหมายความว่า สิ่งที่สังคมรับรู้ว่าเป็นการปิดโรงงานอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการทางกฎหมายที่ยังทอดยาวออกไปอีกหลายเดือน เพราะหากเมื่อครบกำหนดแล้วเจ้าหน้าที่เห็นว่ามีการแก้ไขครบถ้วน โรงงานก็สามารถกลับมาเปิดดำเนินกิจการได้ แต่หากไม่เป็นไปตามคำสั่ง จึงจะนำไปสู่การใช้อำนาจในขั้นที่รุนแรงกว่า คือการเสนอให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมหรือผู้ได้รับมอบหมายพิจารณาสั่งปิดกิจการหรือเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งเป็นมาตรการสูงสุดตามพระราชบัญญัติโรงงาน
อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อเคลือบแคลงใจต่อชาวบ้านและผู้บรรยายบนเวทีหลายฝ่าย เพราะในปี 2569 นี้ บ่อฝังกลบของเบตเตอร์ได้รับคำสั่งระงับ ปรับปรุง แก้ไข จากกรมโรงงานอุตสาหกรรมไปแล้วถึง 4 ครั้ง รวมไปถึงการไม่รับคำสั่งปิดครั้งนี้ แสดงให้เห็นพฤติการณ์ต่อการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร และกรมโรงงานฯ จะมีมาตรการที่เด็ดขาดกว่านี้หรือไม่ ในเมื่อคำสั่งรอบที่ผ่าน ๆ มา แม้จะได้รับการยืนยันว่าปรับปรุงแก้ไขแล้วจากหน่วยงานที่กำกับดูแล แต่ก็ยังมีปัญหาให้พบเห็น
ระหว่างทางของกระบวนการทั้งหมดไม่ใช่เพียงการต่อสู้ของข้อกฎหมาย หากยังเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของระบบกำกับดูแลของรัฐ ว่าจะสามารถเปลี่ยนคำสั่งหยุดประกอบกิจการในวันนี้ไปสู่การรับผิดที่แท้จริงของผู้ก่อมลพิษได้หรือไม่ หรือกระทั่งการหาป้องกันก่อนเกิดการปนเปื้อนมลพิษในพื้นที่ เพราะจากกรณีนี้เราได้เห็นแล้วว่าผู้ประกอบการหลายรายก็มีการใช้เหลี่ยมทางกฎหมายเพื่อยืดเยื้อการเอาผิด และนั่นก็หมายถึงการที่ประชาชนในพื้นที่ต้องทนอยู่กับมลพิษเช่นกัน
บ่อฝังกลบขนาดใหญ่ มลพิษที่คาราคาซังชาวบ้านสระบุรีมานานกว่า 28 ปี
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า แม้บริเวณต้นคลองหนองน้ำเขียวจะมีโรงงานหลายประเภทตั้งอยู่ แต่หลายแห่งที่ขึ้นว่าเป็นโรงงานนั้น เป็นเพียงโกดังสินค้าของบริษัท ทว่า โรงงานที่ต้องจับตาอย่างต่อเนื่องคือโรงงานรีไซเคิลและบ่อฝังกลบในพื้นที่อย่าง บริษัท ที.เอ็น.ซี รีไซเคิล จำกัด และ บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน)
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ
ทว่า ในสายตาของเพ็ญโฉม จากข้อเท็จจริงและหลักฐาน รวมถึงข้อพิพาทที่มีต่อชาวบ้านในพื้นที่มาอย่างยาวนาน บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) จึงเป็นสถานประกอบการอีกหนึ่งแห่งที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมขึ้นไปอีก เพื่อตามหาผู้ก่อมลพิษกรณีน้ำเน่าเสียสระบุรีครั้งนี้
เพราะบ่อฝังกลบของบริษัทไม่ใช่เพียงโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี หากแต่เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายใหญ่ของประเทศที่ดำเนินธุรกิจรับบำบัดและกำจัดของเสียอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่เริ่มประกอบกิจการเมื่อปี พ.ศ. 2540 ภายใต้ใบอนุญาตที่ครอบคลุมการปรับปรุงคุณภาพของเสีย การรับฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ทั้งของเสียอันตรายและไม่อันตราย รวมถึงการคัดแยกและจัดการของเสียจากภาคอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท (โรงงานประเภท 101, 105 และ 106)
เพ็ญโฉม ชี้ว่า ความซับซ้อนของกิจการประเภทนี้ทำให้การตรวจสอบไม่อาจพิจารณาเพียงผลตรวจคุณภาพน้ำหรือดินที่พบการปนเปื้อนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องย้อนกลับไปตรวจสอบระบบการดำเนินงานทั้งหมด ตั้งแต่การรับของเสีย การจัดเก็บ การบำบัด ไปจนถึงการกำจัดขั้นสุดท้าย เพราะทุกขั้นตอนล้วนมีโอกาสเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษได้หากบริหารจัดการไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
ลักษณะของของเสียที่บริษัทรับเข้ามาดำเนินการก็สะท้อนให้เห็นถึงระดับความซับซ้อนของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นกากชีวภาพ กากอินทรีย์ ของเสียจากพืชและสัตว์ เศษพลาสติก ยางและโพลิเมอร์ กากแร่ ดินทรายจากเบ้าหลอม ตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสีย รวมถึงประเภทน้ำเสีย 6 ประเภท อาทิ น้ำเสียกรด น้ำเสียด่าง หรือกระทั่งน้ำเสียโลหะหนักและน้ำเสียไซยาไนด์ ที่นำเข้ามากำจัดในบ่อฝังกลบ ตลอดจนสารเร่งปฏิกิริยาที่ผ่านการใช้งานแล้วจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งแต่ละประเภทมีคุณสมบัติทางเคมีและวิธีการจัดการแตกต่างกัน การควบคุมระบบทั้งหมดจึงต้องอาศัยมาตรการด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
“ในการตรวจสอบไม่ใช่เพียงการตรวจแค่ว่าบริษัทได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการหรือไม่ แต่ต้องตรวจสอบว่าการดำเนินงานในปัจจุบันยังคงเป็นไปตามเงื่อนไขของใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) และกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตรายหรือไม่ เพราะเมื่อกิจการดำเนินมาเป็นเวลาหลายสิบปี ย่อมมีความเป็นไปได้ที่รูปแบบการดำเนินงาน ปริมาณของเสีย หรือกระบวนการจัดการจะเปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้รับอนุญาตไว้แต่แรก” เพ็ญโฉม กล่าว
ในข้อสังเกตด้านศักยภาพในการกำจัดของเสียจากแผน EIA เดิมที่ขอไว้ตั้งแต่ปี 2546 ด้าน ดร. พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรพรรคประชาชนและเป็นหนึ่งในคณะลงพื้นที่พร้อมกับกมธ.ปภ. ยังตั้งข้อสังเกตถึงศักยภาพของระบบจัดการมลพิษ โดยเฉพาะระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบรองรับน้ำชะขยะและมาตรการป้องกันการรั่วไหลออกนอกพื้นที่ เพราะการรับของเสียจำนวนมากจากหลายแหล่งย่อมหมายถึงภาระที่เพิ่มขึ้นของระบบบำบัด หากขีดความสามารถของระบบไม่สอดคล้องกับปริมาณของเสียที่รับเข้ามาจริง ก็อาจทำให้เกิดการสะสมของน้ำเสียหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมได้
“จุดเริ่มต้นของปัญหาอาจอยู่ที่การเลือกทำเลที่ตั้งของหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาและต่ำกว่าพื้นที่ลาดชัน เมื่อเกิดฝนตก น้ำฝนจากภูเขาจะไหลลงสู่พื้นที่โครงการตามธรรมชาติ หากไม่มีระบบเบี่ยงน้ำที่มีประสิทธิภาพ น้ำเหล่านี้จะไหลผ่านหลุมฝังกลบ กลายเป็นน้ำชะขยะ และเพิ่มภาระให้ระบบบำบัดน้ำเสียโดยตรง” ดร. พูนศักดิ์ กล่าว
ดร.พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สมาชิกสมาผู้แทนราษฏรพรรคประชาชน
ดร. พูนศักดิ์ ได้เปิดข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินอายุหลุมฝังกลบของบริษัท เบตเตอร์ฯ
ในขณะที่หลุมฝังกลบขยะไม่อันตรายมีปริมาตรหลุมอยู่ที่ 1,139,040 ลบ.ม. มีปริมาตรเฉลี่ยต่อปี 139,605 ลบ.ม. และขยะจะเต็มบ่อภายใน 8.2 ปี
และหลุมขยะฝังกลบขยะอันตรายมีปริมาตรหลุมอยู่ที่ 1,669,253 ลบ.ม. มีปริมาตรเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 86,949 ลบ.ม. และขยะจะเต็มบ่อภายใน 19.2 ปี
ทว่าบริษัทได้ดำเนินกิจการมาแล้วกว่า 28 ปีในพื้นที่ หรือหากนับตาม EIA ฉบับนี้จะอยู่ที่ 23 ปี บ่อฝังกลบของบริษัทยังสามารถรองรับขยะได้อยู่จริงหรือ
“คำถามก็คือว่า ถ้าบ่อขยะนี้ได้รับขยะเต็มประสิทธิภาพตามรายงาน แล้วขยะส่วนเกินจะไปอยู่ไหน และบริษัทกำจัดขยะเหล่านั้นอย่างไร ในเมื่อตัวเลขมันชี้ให้เห็นว่าอายุหลุมฝังกลบของบริษัทน่าจะเต็มไปนานแล้ว” ดร. พูนศักดิ์ กล่าว
เมื่อพิจารณาศักยภาพของระบบบำบัดน้ำเสีย พบว่าระบบต้องรองรับทั้งน้ำชะขยะจากหลุมฝังกลบและน้ำเสียจากภายนอกที่รับเข้ามาบำบัด ขณะที่ข้อมูลตามเอกสารระบุว่าระบบมีขีดความสามารถประมาณ 250 ลบ.ม. / วัน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณน้ำชะขยะที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในแต่ละวัน ทำให้แทบไม่เหลือกำลังสำรองรองรับกรณีที่ปริมาณน้ำเสียเพิ่มขึ้น
ในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีฝนตกหนักต่อเนื่อง ระบบบำบัดอาจรับน้ำเสียไม่ไหว และต้องพึ่งพาบ่อพักน้ำเสียเพื่อกักเก็บน้ำส่วนเกินไว้ชั่วคราว จึงเสนอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจสอบทั้งความจุของบ่อพัก ระบบกักเก็บ และมาตรฐานการออกแบบ ว่าสามารถรองรับสถานการณ์จริงได้เพียงพอหรือไม่
นอกจากนี้ ยังพบข้อสังเกตจากการเปรียบเทียบข้อมูลในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) กับข้อมูลการดำเนินงานจริง ซึ่งมีความแตกต่างของตัวเลขการรับกากอุตสาหกรรมประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ จึงควรตรวจสอบว่ามีการแก้ไขรายงาน EIA หรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการดำเนินกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะข้อมูลดังกล่าวเป็นฐานสำคัญในการออกแบบระบบป้องกันมลพิษทั้งหมด
ดร. พูนศักดิ์ ยังตั้งคำถามต่อการลงทุนปรับปรุงโครงสร้างในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้งบประมาณระดับหลายร้อยล้านบาท ทั้งการก่อสร้างเขื่อนเบี่ยงน้ำและการปรับปรุงระบบจัดการน้ำเสีย ว่าหากมาตรการเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการป้องกันมลพิษ เหตุใดจึงไม่ได้ดำเนินการตั้งแต่เริ่มประกอบกิจการ พร้อมชี้ว่า การลงทุนขนาดใหญ่ในเวลานี้อาจสะท้อนว่าระบบเดิมไม่สามารถรองรับสภาพการใช้งานจริงได้อย่างเพียงพอ
ผู้บรรยายทั้งคู่ยังมองประเด็นเดียวกันว่า ควรย้อนกลับไปตรวจสอบต้นทางของของเสียทุกประเภทที่เข้าสู่พื้นที่ เพราะการกำกับดูแลกิจการกำจัดกากอุตสาหกรรมไม่ได้สิ้นสุดเพียงการตรวจสอบว่ามีของเสียอยู่ในพื้นที่เท่าใด แต่ต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ของเสียแต่ละชนิดมาจากโรงงานใด มีปริมาณเท่าใด และเป็นชนิดเดียวกับที่ได้รับอนุญาตให้รับกำจัดหรือไม่ การตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้จะช่วยประเมินได้ว่าการดำเนินกิจการยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตหรือมีการรับของเสียเกินกว่าขอบเขตที่กำหนดไว้
การตรวจสอบโรงงานกำจัดของเสียจึงไม่อาจใช้วิธีตรวจเพียงจุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลจากหลายด้าน ทั้งเอกสารอนุญาต รายงาน EIA ข้อมูลการรับของเสีย ระบบวิศวกรรมภายในพื้นที่ ตลอดจนผลการตรวจวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม เพื่อประกอบกันเป็นภาพรวมของการดำเนินกิจการทั้งหมด เพราะหากขาดข้อมูลส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็อาจไม่สามารถอธิบายที่มาของปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างครบถ้วน
‘อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม’ ไม่ได้มีผู้ร้ายฝ่ายเดียว
เกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา ปัญหาน้ำดำและการปนเปื้อนสารอันตรายในจังหวัดสระบุรีถูกอธิบายผ่านผลการตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์จากหลายหน่วยงาน แต่สำหรับกระบวนการยุติธรรม คำถามสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า พบการปนเปื้อนหรือไม่ หากคือจะสามารถพิสูจน์ได้อย่างไรว่ามลพิษนั้น มีต้นกำเนิดจากผู้ประกอบการรายใด เพื่อให้สามารถนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาได้
พล.ต.ต. เอนก เตาสุภาพ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ บก.ปทส. ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 และขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขยายผลไปถึงผู้ที่อาจเป็นต้นเหตุของการปล่อยมลพิษในพื้นที่
พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.)
“การสืบสวนคดีสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานจากหลายแหล่งประกอบกัน ทั้งผลตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์จากกรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพยานบุคคล พยานเอกสาร และข้อมูลจากการลงพื้นที่ เพื่อให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดสอดคล้องและมีน้ำหนักเพียงพอในชั้นคดี” พล.ต.ต. เอนก กล่าว
ผู้บังคับการ บก.ปทส. ยังระบุด้วยว่า แม้พยานบุคคลหรือพยานบอกเล่าจะไม่ใช่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์โดยตรง แต่กฎหมายสามารถรับฟังได้ หากคำให้การดังกล่าวสอดรับกับผลตรวจทางวิทยาศาสตร์และพยานแวดล้อมอื่น ๆ การรวบรวมข้อมูลจากประชาชน และผู้เกี่ยวข้องจึงมีความสำคัญควบคู่ไปกับผลการตรวจจากห้องปฏิบัติการ
อย่างไรก็ตาม โจทย์ที่ยากที่สุดของการสอบสวนในเวลานี้ คือการพิสูจน์ให้ได้อย่างชัดเจนว่า มลพิษที่ตรวจพบมีแหล่งกำเนิดจากจุดใด เนื่องจากการพบสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะระบุความรับผิดของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง จำเป็นต้องเชื่อมโยงหลักฐานให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งกำเนิด การปล่อยมลพิษ และผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
“การประกอบธุรกิจเป็นสิทธิของผู้ประกอบการ แต่สิทธิดังกล่าวต้องดำเนินควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หากการรวบรวมพยานหลักฐานสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำผิดจริง บก.ปทส. จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด แต่หากหลักฐานยังไม่เพียงพอ การสอบสวนก็จำเป็นต้องดำเนินไปอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” พล.ต.ต. เอนก เน้นย้ำ
ด้าน ศิรินทิพย์ สิงห์ทอง ผู้อำนวยการกลุ่มประสานการป้องกันการทุจริตภาค 1 สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 1 กล่าวว่า บทบาทของ ป.ป.ช. ในกรณีปัญหาน้ำปนเปื้อนสระบุรี ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ยังรวมถึงการติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสามารถตรวจสอบได้
ศิรินทิพย์เห็นว่า การคลี่คลายปัญหามลพิษจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เพราะแต่ละหน่วยงานมีข้อมูลและอำนาจหน้าที่ที่แตกต่างกัน ซึ่งต้องเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อระบุแหล่งกำเนิดมลพิษให้ชัดเจน
“ในมุมของ ป.ป.ช. สิ่งสำคัญคือการติดตามว่าหน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างครบถ้วนหรือไม่ รวมถึงการผลักดันให้มีการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกและข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถระบุผู้รับผิดชอบและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ” คำพูดของศิรินทิพย์ยิ่งชี้ชัดว่า การก่ออาชญากรรมทางด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ได้มีผู้ร้ายแค่ฝ่ายเดียว
ศิรินทิพย์ สิงห์ทอง ผู้อำนวยการกลุ่มประสานการป้องกันการทุจริตภาค 1 สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 1
ศิรินทิพย์ทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือ การตรวจสอบที่โปร่งใส และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขและไม่เกิดขึ้นซ้ำในอนาคต
ทนายใหญ่-ชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความด้านสิ่งแวดล้อมและนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวบนเวทีเสวนาด้วยว่า ปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อมเป็นความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้โดยง่าย แม้จะมีการฟื้นฟูหรือเยียวยาอย่างเต็มที่ แต่ธรรมชาติก็ไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการปนเปื้อนของดิน น้ำ และระบบนิเวศ ซึ่งต้องอาศัยทั้งเวลา งบประมาณ และการติดตามอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
“สิ่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดสระบุรีไม่ควรถูกมองว่า เป็นเพียงปัญหามลพิษทั่วไป แต่เป็นสถานการณ์ที่มีลักษณะของภาวะวิกฤต ซึ่งต้องได้รับการตอบสนองจากภาครัฐอย่างเร่งด่วน เพราะยิ่งปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพของประชาชน และต้นทุนในการฟื้นฟูก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย”
อีกประเด็นที่ทนายชำนัญชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ คือสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพน้ำ ผลการตรวจสารปนเปื้อน และการดำเนินการของหน่วยงานรัฐ เขาเห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสไม่ใช่เพียงหน้าที่ของภาครัฐ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
เพราะเมื่อข้อมูลถูกเปิดเผยอย่างครบถ้วน ประชาชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมจะสามารถร่วมติดตาม ตรวจสอบ และประเมินการทำงานของหน่วยงานรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดข้อสงสัย สร้างความน่าเชื่อถือให้กับกระบวนการตรวจสอบ และทำให้การแก้ไขปัญหาเดินหน้าไปบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงเดียวกัน
“เราไม่อยากให้โรงงานที่ปล่อยน้ำเสียปิดปรับปรุง เราอยากให้หน่วยงานรัฐช่วยปิดถาวรโรงงานแบบนี้ไปเลย” เสียงของผู้ใหญ่ซิ้ม-ศรีวรินทร์ บุญทับ ชาวบ้านที่ต่อสู้เรื่องปัญหามลพิษปนเปื้อนในพื้นที่สระบุรี กล่าวด้วยความอัดอั้นตันใจและหวังให้ปัญหานี้จบลงในเร็ววัน
ในวงเสวนาครั้งนี้ไม่เพียงแต่พยายามจะหาต้นตอของมลพิษที่เกิดขึ้นกรณีน้ำดำสระบุรี แต่จากข้อมูลหลายฝ่าย ทำให้เห็นได้ชัดมากขึ้นว่ามลพิษเริ่มต้นจากที่ใด และบอกกับพวกเราตรง ๆ ว่า ‘ไม่เคยมีผู้ร้ายฝ่ายเดียวในอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม’
ชาวบ้านและประชาชนยังคงรอคอยข้อมูลอีก 5% จากกรมโรงงานฯ หลังจากที่ข้อมูล 95% จากหลากหลายหน่วยงานชี้แล้วว่ามาจากภาคอุตสาหกรรมแน่ ๆ ในเมื่อมีคำสั่งมาตรา 39 วรรค 1 จากกรมโรงงานฯ ต่อ 2 บริษัทบริเวณต้นคลองหนองน้ำเขียวว่าพบการกระทำผิดในการประกอบกิจการจริง แต่ทำไมผลตรวจเพื่อเทียบต้นทางมลพิษถึงยังไม่ออก ทำไมจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายถึงออกมาได้ยากนัก
หลังวงเสวนาจบไม่ถึงอาทิตย์ ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ระหว่างที่ผู้ก่อมลพิษยังลอยนวล น้ำสีดำเข้มก็ได้กลับมาอีกครั้ง ณ ฝายคลองห้วยตะเข้
จากนี้คงเป็นช่วงเวลาที่ข้อมูล พยานหลักฐาน และความกล้าหาญของผู้บังคับใช้กฎหมาย จะทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏขึ้นเหนือน้ำดำเพื่อพิสูจน์ว่าใครกันที่เป็นผู้ก่อมลพิษ เพราะระหว่างการต่อสู้ของชุมชนเพื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมในบ้านเกิด ได้ประจักษ์ให้เราเห็นหลายต่อหลายครั้งรวมถึงกรณีสระบุรีเมื่อครั้งอดีตเช่นกัน ท้ายที่สุด แม้จะมีชัยชนะในคดีความ แต่ก็อาจเป็นเพียงชัยชนะบนกระดาษที่ยากจะฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ
รับชมย้อนหลัง เวทีแถลงผลการตรวจสารปนเปื้อน วิเคราะห์สาเหตุ และข้อเสนอแก้ปัญหาน้ำเสีย จ.สระบุรี | 15 ก.ค.69