“ตอนนั้นหนังสือที่ดังมากเลยคือ Sapiens : A Brief History of Humankind เพื่อนอ่านเหมือนกันหมดเลยแล้วก็มาคุยกัน หนังสือเล่มเดียวเราคุยกันไป 4 ชั่วโมง แบบทำไมเราคุยกันได้สนุกขนาดนี้วะ เลยคิดว่าน่าจะลองจัดตั้งชมรมหรือกลุ่มกิจกรรมดู”
สหัสวรรษเล่าว่า Book Club ไม่ถือเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่มันอาจไม่ได้แพร่หลายเท่าไหร่นัก เขาตั้งข้อสังเกตว่าภาวะโรคระบาดอาจทำให้คนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นนักอ่านตัวยงเริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น ส่วนคนที่อ่านเยอะอยู่แล้วก็ต้องการพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนพูดคุย ช่วงสองสามปีหลังมานี้จึงเกิด วงสนทนาเกี่ยวกับหนังสือหรือ Book Club มากขึ้นในไทย ซึ่งพลวัตที่เกิดขึ้นคือไม่ได้มีแต่นักอ่านตัวยง เท่านั้นที่เข้าร่วมกิจกรรม แต่คนทั่วไปที่เพิ่งเริ่มอ่านหรือสนใจหนังสือก็เข้าร่วมกิจกรรมแบบนี้เช่นกัน
แต่ถ้าย้อนกลับไปช่วงเวลาที่เขาเพิ่งเริ่มต้น ก็ต้องอาศัยการปรับความเข้าใจกันในหลายมิติ สหัสวรรษเล่าว่า ในวันนั้นทั้ง 5 คนก็นั่งเฉย ๆ กันอยู่นาน เพราะว่าไม่รู้จะต้องเริ่มต้นอย่างไร แต่สุดท้ายก็ถูไถไปจนสำเร็จ หรืออีกส่วนหนึ่งคือทำความเข้าใจกับสปอนเซอร์หรือเจ้าของสถานที่ที่จะ ไปจัด Book Club เขาอธิบายว่าวงสนทนาแบบนี้ไม่สามารถหวังผลเรื่องกำไรหรือการกระตุ้นยอดขายได้ เท่าไหร่นัก
“จริง ๆ วันนั้นก็ใจแป้วเหมือนกัน แต่ที่ทำต่อก็เพราะได้สปอนเซอร์นั่นแหละ” สหัสวรรษเริ่มตกผลึกว่าการจำกัดผู้เข้าร่วม Book Club แค่นักศึกษาอาจจะไม่เข้าท่า ระหว่างทางของการจัดกิจกรรมพูดคุยเรื่องหนังสือ เขาก็ทำเพจเกี่ยวกับหนังสือไปด้วยในชื่อว่า “KU จะอ่านหนังสือ” โดย KU นั้นย่อมาจากม.เกษตรศาสตร์ แต่เนื้อหาในเพจไม่ได้มีเพียงแนะนำหนังสืออย่างเดียว แต่เขาหยิบเอาข้อมูลและสถิติต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับหนังสือมาทำเป็น Infographic เพื่อสื่อสารเรื่องหนังสือในแง่มุมที่ต่างออกไป
เนื้อหาที่แปลกแหวกแนวนี้เอง ที่ทำให้สองเดือนหลังจาก Book Club วงเล็ก ๆ เขาได้รับการติดต่อจากสปอนเซอร์เจ้าแรกให้ไปจัดงานด้วยกันที่ร้านเครื่องเขียนและหนังสือชั้นใต้ดิน ของห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งหนึ่ง วันนั้นทำให้สหัสวรรษรู้ว่ามีคนที่สนใจหนังสือ และเข้าร่วมกิจกรรม แบบนี้อีกมาก แม้วันนั้นผู้เข้าร่วมอาจมากขึ้นราว ๆ 20 คน แต่นั่นก็เพียงพอที่จะพยุงความหวังของเขาต่อไป
ตลอดการทำงานเกี่ยวกับการอ่าน สหัสวรรษก็เคยคิดเหมือนกันว่า อยากให้พื้นที่นักอ่านที่เขาสร้างขึ้นเติบโตมากกว่านี้ อาจจะมีสมาชิกอยู่พันคนอะไรเทือกนั้น ทว่าเมื่อตกผลึกมาเรื่อย ๆ ขนาดกลับไม่ใช่คำตอบ แต่เป็น ‘ความต่อเนื่อง’ ในการจัดกิจกรรม ในฐานะคนจัด Book Club แล้ว เขามองว่างานนี้จำเป็นต้องเสียสละอยู่พอสมควร เพราะไม่ใช่ทุกคนจะพร้อมมานั่งดูแลคนกลุ่มหนึ่งอ่านหนังสือ ต้องจัดต่อเนื่องทุกเดือน และอาจจะแลกกับเงินจำนวนไม่มากนัก ซึ่งบางคนก็มองว่านี่ คืองานประจำอีกงานหนึ่ง
ผู้เขียนถามว่า หาก JUST READ เป็นหนังสือ How to create a book club สักเล่ม บทแรกของหนังสือจะเป็นเรื่องอะไร เขาบอกว่าก็คงไม่พ้นเรื่อง ‘คน’ เพราะการสร้างคอมมิวนิตีมันเป็นเรื่องของการเชื่อมโยงระหว่างคนในกลุ่ม ซึ่งหากเราสามารถสร้างความประทับใจให้กับกลุ่มได้ มันก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เครือข่ายนั้นแข็งแรง แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าหากคนหลุดออกไปจากกลุ่ม หมายความเราสร้างกลุ่มที่ไม่ดี แต่อาจเพียงเพราะคน ๆ นั้นไม่เชื่อมโยงกับกลุ่มเราเท่านั้นเอง ดังนั้นการสร้างคอมมิวนิตีให้ยั่งยืนและปลอดภัยจึงเป็นพันธะกิจที่ควรทำ
สหัสวรรษมองว่า ปัจจุบันหลายคอมมิวนิตีก็ต่างให้ความสำคัญกับประเด็นข้างต้นอยู่พอสมควร เพราะหลายครั้งกิจกรรมไม่ได้จัดอยู่แค่ในร้านหนังสือ แต่กระจายไปยังพื้นที่อื่น ๆ เช่น Co-Working Space ร้านกาแฟ หรือสตูดิโอทำงานศิลปะ นิยามของ Book Club ก็ลื่นไหลไปตามความชอบของผู้จัด ดังนั้น ‘พื้นที่สำหรับนักอ่าน’ ที่สหัสวรรษเคยถวิลหาในตอนแรก จึงขยายตัวไปมากกว่าเดิม กลายเป็นพื้นที่สามารถโอบรับทุกความหลากหลายต่าง ๆ ในสังคม โดยมีหนังสือสักเล่มเป็นแกนกลางของความสัมพันธ์เท่านั้นเอง