รถไฟ ช้าง และการสิ้นสุดลงของการอยู่ร่วมในทุ่งรังสิต

Human & Society
Reading Time: 3 minutes

วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์
นักวิจัย ฝ่ายวิจัยและส่งเสริมวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

บทนำ

“All I’m trying to do is figure out how to put a pig on the tracks.”

– Ursula K. Le Guin

จะเกิดอะไรขึ้น หากสิ่งที่ดูผิดที่ผิดทาง ไม่ได้ถูกนำไปวางไว้บนรางรถไฟ แต่กลับเป็นรางรถไฟ ที่ถูกนำไปวางลงในโลกซึ่งมีชีวิตแบบอื่นดำรงอยู่ก่อน

ในนิทรรศการถาวร กาละ เทศะ และการเปลี่ยนแปลง (Time Space and Change) ณ พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต พื้นที่ส่วนหนึ่งบอกเล่าความเปลี่ยนแปลงของทุ่งรังสิต หนึ่งในภาพที่ถูกนำมาจัดแสดงในนิทรรศการ เป็นภาพรถไฟชนช้างจากหนังสือพิมพ์โบราณ Le Petit Journal ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 1908 ของฝรั่งเศส เหตุการณ์ดังกล่าวถูกเล่าอย่างกระชับ เป็นความตอนหนึ่งในลำดับประวัติศาสตร์ของพื้นที่ที่ยาวนาน ภาพและคำบรรยายดูเหมือนจะเพียงพอให้เข้าใจว่ามีอะไรเกิดขึ้น ก่อนที่ผู้ชมจะเดินต่อไปยังเรื่องราวส่วนถัดไป

หนังสือพิมพ์ Le Petit Journal ของฝรั่งเศส ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1908

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนหยุดดูและวนกลับมาดูครั้งที่สองและสาม ไม่ได้อยู่ที่ตัวเหตุการณ์ดังกล่าวโดยตรง แต่เป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวของผู้เขียนเองว่า เหตุใดช้างกับรถไฟจึงมาปะทะกันในจุดเดียวกัน  สภาพพื้นที่แบบไหนที่เปิดให้เส้นทางของทั้งสองสิ่งตัดผ่านกัน และเหตุการณ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของพื้นที่อย่างไรหลังจากนั้น

คำถามเหล่านี้นำไปสู่การพิจารณาเรื่องราวของทุ่งรังสิตในช่วงเวลาก่อนที่ภูมิทัศน์อันกว้างขวางจะถูกจัดระเบียบ พื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเปิดให้การเคลื่อนย้ายของมนุษย์และสัตว์ดำเนินไปอย่างซ้อนทับกัน ผ่านจังหวะของฤดูกาล แหล่งอาหาร และภูมิประเทศ มิได้ตั้งอยู่บนเส้นแบ่งที่ตายตัวทั้งในเชิงกายภาพและสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต หากแต่ดำรงอยู่ผ่านการปรับตัวและการหลีกเลี่ยงตามธรรมชาติ

ทุ่งหลวงกับการอยู่ร่วม

ก่อนที่พื้นที่ของทุ่งรังสิตจะถูกจัดระเบียบจากภาวะสมัยใหม่ (modernity) พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นที่รู้จักในชื่อ “ทุ่งหลวง” ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ไล่ลงมาจากอยุธยาถึงกรุงเทพ ลักษณะภูมิประเทศถูกอธิบายว่าประกอบไปด้วยหนอง คลอง และบึงที่เชื่อมต่อกัน เมื่อถึงฤดูฝนและช่วงน้ำหลากจากทางเหนือ พื้นที่ทั้งหมดจะกลายเป็นทุ่งรับน้ำขนาดใหญ่ น้ำเอ่อท่วมตามฤดูกาลอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก่อนที่จะระบายออกสู่ทะเลผ่านพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำ

การขึ้นลงของน้ำทำให้ภูมิทัศน์ของทุ่งหลวงเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล พื้นที่เดียวกันอาจเป็นทุ่งหญ้าในช่วงหนึ่ง และกลายเป็นแหล่งน้ำในอีกช่วงหนึ่ง พืชจำพวกหญ้าและหญ้าน้ำเจริญเติบโตตามจังหวะการเอ่อท่วม สัตว์ขนาดเล็กอย่างหนู นกน้ำ และสัตว์เลื้อยคลาน อาศัยอยู่ตามพืชพรรณเหล่านี้ ขณะเดียวกัน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ขึ้นมา เช่น กวาง ละมั่ง สมัน และช้าง ต่างก็ใช้พื้นที่เดียวกันนี้เป็นแหล่งอาหารและเส้นทางการอยู่อาศัย

ในเวลาเดียวกันนั้น กล่าวได้ว่าทุ่งหลวงมีผู้คนอาศัยอยู่บ้างแล้ว เพียงแต่ตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยกันอย่างกระจัดกระจาย การอยู่อาศัยในลักษณะนี้ ทำให้พื้นที่ยังคงเปิดรับการเคลื่อนย้ายของสิ่งมีชีวิตหลากหลายแบบโดยไม่ถูกกำหนดขอบเขตอย่างเข้มงวดนัก ผู้คนบางกลุ่มใช้พื้นที่เพื่อทำมาหากินในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่ตามระดับน้ำหรือฤดูกาลที่ผันเปลี่ยน เส้นทางของสัตว์ใหญ่ตัดผ่านบริเวณเดียวกับที่มนุษย์ใช้ตั้งถิ่นฐานหรือสัญจร ความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตเหล่านี้จึงเกิดขึ้นผ่านการปรับตัวและการหลีกเลี่ยง มากกว่าการกำหนดเส้นแบ่งที่ตายตัว

จัดระเบียบทุ่ง  

อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงเริ่มปรากฏในเวลาต่อมา เมื่อมีการขุดคลองรังสิตในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยบริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม โครงการดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้การเพาะปลูกข้าวขยายตัวอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังดึงดูดผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงจากการใช้พื้นที่ค่อย ๆ ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตอื่นในบริเวณเดียวกัน โขลงช้างเริ่มถอยร่นออกจากพื้นที่ที่ถูกใช้ประโยชน์ ในขณะที่สมันซึ่งเคยพบได้ในทุ่งหลวงก็สูญพันธุ์ไปในเวลาต่อมา

ในแง่นี้ ภูมิทัศน์ของทุ่งหลวงก่อนที่จะถูกจัดระเบียบจนกลายเป็นทุ่งรังสิต จึงเป็นภาพของภูมิทัศน์ที่ชีวิตหลากหลายแบบยังคงเคลื่อนผ่านได้ภายในพื้นที่เดียวกัน การคืบคลานเข้ามาของภาวะสมัยใหม่ทำให้การซ้อนทับของจังหวะชีวิตไม่ได้คงอยู่ในสภาพเดิม การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของการใช้พื้นที่ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตแต่ละแบบเคลื่อนไปในทิศทางที่ต่างออกไปจากที่เคยเป็น

กระนั้นเอง การเปลี่ยนแปลงของทุ่งหลวงเองก็ไม่ได้เกิดขึ้นในจังหวะเดียว หากแต่ค่อย ๆ ก่อตัวผ่านการปรับใช้พื้นที่ในรูปแบบใหม่ การขุดคลองรังสิตในสมัยรัชกาลที่ 5 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภูมิทัศน์ซึ่งเคยรับน้ำตามธรรมชาติ เริ่มถูกจัดสรรให้รองรับการเพาะปลูกข้าวอย่างเป็นระบบ คลองสายต่าง ๆ ถูกขุดให้เชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายที่ควบคุมทิศทางของน้ำได้มากขึ้น พื้นที่ซึ่งเคยเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลเริ่มมีรูปแบบการใช้งานที่แน่นอนและตายตัว

กล่าวได้ว่า การจัดระเบียบพื้นที่ในลักษณะนี้ ทำให้รูปแบบของการเคลื่อนย้ายและการใช้พื้นที่เริ่มมีทิศทางที่ชัดเจน เส้นทางน้ำที่เคยกระจายตัวถูกกำหนดให้ไหลผ่านคลองที่ขุดขึ้นมาใหม่ พื้นที่เพาะปลูกถูกแบ่งออกเป็นแปลง ๆ การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่เคยกระจัดกระจายเริ่มมีศูนย์กลางและขอบเขตที่ชัดเจน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ภูมิทัศน์ซึ่งเคยยืดหยุ่นและเปิดรับการเคลื่อนย้ายหลากหลายแบบ ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ที่มีรูปแบบการใช้งานที่คาดการณ์ได้มากขึ้น    

ทุ่งหลวงที่เคยเป็นแหล่งอาหารหรือเส้นทางของสัตว์ขนาดใหญ่ถูกใช้ประโยชน์เพื่อกิจกรรมของมนุษย์ การเคลื่อนย้ายที่เคยสอดคล้องกับจังหวะของภูมิประเทศและฤดูกาล เริ่มเผชิญกับข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงจากทุ่งหลวงไปสู่ทุ่งรังสิตจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในระดับของการใช้ที่ดิน หากแต่ยังสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของการอยู่ร่วมกันระหว่างชีวิตแต่ละแบบ      

เมื่อพื้นที่ถูกจัดระเบียบให้มีความแน่นอนมากขึ้น ความสัมพันธ์ที่เคยดำเนินไปผ่านการซ้อนทับกันของจังหวะชีวิต เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ต้องอาศัยการกำหนดขอบเขตมากขึ้น การเคลื่อนย้ายที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบการใช้พื้นที่แบบใหม่ เริ่มกลายเป็นสิ่งที่ต้องถูกผลักไสหรือจำกัด ภูมิทัศน์ของทุ่งหลวงจึงค่อย ๆ เคลื่อนจากสภาพที่เปิดรับความหลากหลายของการใช้พื้นที่ ไปสู่ทุ่งรังสิตที่สภาพการใช้งานถูกกำหนดให้มีรูปแบบที่ชัดเจนและสม่ำเสมอมากขึ้น

รถไฟในทุ่งรังสิต

การเข้ามาของรถไฟเพิ่มเงื่อนไขอีกชั้นให้กับภูมิทัศน์ที่ถูกจัดระเบียบ เส้นทางรถไฟไม่ได้เพียงเชื่อมต่อพื้นที่ต่าง ๆ หากแต่ยังวางกรอบการใช้พื้นที่ในลักษณะที่มีรูปแบบคงทนและตายตัวมากขึ้นไปอีก รางเหล็กทอดตัวยาวเป็นเส้นตรงผ่านพื้นที่ที่ก่อนหน้านั้นเปิดรับการเคลื่อนย้ายหลายทิศทาง ในขณะที่การเคลื่อนย้ายตามแนวรางมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ทั้งเวลา ความเร็ว และเส้นทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

ตัวรถไฟและระบบรางมักถูกใช้เป็นภาพแทนของภาวะสมัยใหม่ เปรียบเสมือนเส้นทางของระบบทุนนิยม อุตสาหกรรม และแนวคิดเรื่องความก้าวหน้า (progress) ที่วิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและไม่อาจหยุดยั้งได้ง่าย ๆ การเคลื่อนย้ายไปข้างหน้าแบบเส้นตรงคือการมุ่งไปสู่อนาคตอันมั่นคงและเป็นหนึ่งเดียว การเปรียบเทียบนี้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่จากทุ่งหลวงสู่ทุ่งรังสิต ซึ่งถูกใช้เพาะปลูกข้าวอย่างกว้างขวางเพื่อเชื่อมต่อสยามเข้ากับระบบทุนนิยมโลก

การเดินรถไฟมักอาศัยความสม่ำเสมอเป็นหลัก การปล่อยรถต้องเป็นไปตามตารางเวลา เส้นทางต้องปราศจากสิ่งที่กีดขวาง การเคลื่อนย้ายของรถไฟจึงผูกอยู่กับเงื่อนไขของการควบคุมพื้นที่ในระดับที่เข้มข้นกว่าการใช้พื้นที่รูปแบบอื่น ถึงที่สุดแล้ว พื้นที่ตามแนวรางไม่ได้เป็นเพียงทางผ่าน แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องรักษาความต่อเนื่องของการเคลื่อนย้ายโดยไม่อาจปล่อยให้มีการหยุดชะงักเกิดขึ้นได้

เมื่อรางรถไฟตัดผ่านภูมิทัศน์ของทุ่งรังสิต เส้นทางที่เคยเปิดรับการเคลื่อนย้ายที่หลากหลายจึงเริ่มมีจุดที่การเคลื่อนที่ต้องปะทะกับระบบใหม่ การเคลื่อนที่ของสัตว์ซึ่งเคยอาศัยความยืดหยุ่น ต้องเผชิญกับเส้นทางที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามจังหวะเดิม พื้นที่ทุ่งเดียวกันได้กลายเป็นจุดที่การเคลื่อนย้ายต่างรูปแบบมาบรรจบกันภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เท่ากัน

ความแตกต่างของจังหวะการเคลื่อนย้ายเริ่มชัดเจนขึ้น ในขณะที่การเคลื่อนที่ของรถไฟดำเนินไปตามระบบที่กำหนดไว้ล่วงหน้า การเคลื่อนย้ายของสัตว์ยังคงอิงกับสัญชาติญาณ ภูมิประเทศ แหล่งอาหาร และฤดูกาล ทางรถไฟกลายเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนย้ายแต่ละแบบถูกวางในกรอบที่ต่างไปจากเดิม พื้นที่ที่เคยรองรับความหลากหลายของจังหวะชีวิต ค่อย ๆ ถูกทำให้มีรูปแบบที่ชัดเจนและต้องรักษาความต่อเนื่องของระบบ ในขณะที่การเคลื่อนที่ที่ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขดังกล่าวเริ่มเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้นในจุดที่เส้นทางเหล่านี้ตัดผ่านกัน

ช้างถูกชนบนรางรถไฟ

เมื่อพิจารณาภายใต้เงื่อนไขของพื้นที่ที่เปลี่ยนไป การชนกันระหว่างรถไฟกับช้างในปี 1908 จึงปรากฏขึ้นในฐานะจุดตัดที่การเคลื่อนที่สองแบบมาปะทะกันในพื้นที่เดียวกัน เส้นทางของช้างเป็นตัวแทนของชีวิตที่วางอยู่บนความต่อเนื่องของภูมิประเทศ แหล่งอาหาร และความคุ้นเคยกับพื้นที่ ในขณะที่เส้นทางของรถไฟถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าทั้งในเชิงกายภาพและเชิงเวลา การเคลื่อนย้ายทั้งสองดำเนินไปตามตรรกะของตนเอง แรงเสียดทาน (friction) ระหว่างตรรกะของการเคลื่อนย้ายที่ไม่อาจสอดคล้องกันได้ นำไปสู่การปะทะกันในระดับที่ไม่เปิดให้มีการปรับเปลี่ยนร่วมกันอีกในที่สุด

ในแง่นี้ พื้นที่บริเวณทางรถไฟจึงกลายเป็นจุดที่ความแตกต่างของจังหวะชีวิตในทุ่งแห่งเดียวกันปรากฏชัดเจนขึ้น เหตุการณ์รถไฟชนช้างจึงเป็นผลของเงื่อนไขที่ก่อตัวมาก่อนหน้า การเคลื่อนย้ายที่ดำเนินไปตามความยืดหยุ่นของภูมิประเทศยังคงเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน การเคลื่อนย้ายที่อาศัยระบบและการควบคุมก็เข้ามาทับซ้อนในพื้นที่เดียวกัน การพบกันของเส้นทางทั้งสองจึงไม่ใช่เพียงการเผชิญหน้าของมนุษย์และช้าง แต่ยังสะท้อนถึงการทับซ้อนกันของวิธีการใช้พื้นที่ที่มีตรรกะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การพิจารณาเหตุการณ์ในมุมนี้ทำให้เห็นว่า การชนกันของช้างและรถไฟไม่ได้แยกขาดออกจากกระบวนการที่ยาวนานของการเปลี่ยนแปลง หากแต่เป็นช่วงเวลาที่เงื่อนไขเหล่านั้นมาบรรจบกันอย่างเข้มข้นในจุดตัดจุดเดียว ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ที่เคยซ้อนทับกันอยู่ ต้องเผชิญกับการจัดระเบียบที่เข้มข้นขึ้นไปอีก เพื่อรักษารูปธรรมของภาวะสมัยใหม่ในทุ่งแห่งนี้เอาไว้ให้ได้

จากการอยู่ร่วมสู่การอยู่แยก

หลังจากเหตุการณ์รถไฟชนช้างผ่านไป การจัดการพื้นที่ไม่ได้หยุดอยู่ที่การซ่อมแซมทางรถไฟหรือการฟื้นฟูการเดินรถ การจัดระเบียบทุ่งในลักษณะที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการปะทะกันเช่นนี้ในอนาคตเกิดขึ้นตามมาอย่างเป็นระบบ ทุ่งกว้างที่เคยเปิดให้การเคลื่อนที่หลากหลายแบบทับซ้อนกัน เริ่มถูกกำหนดให้มีขอบเขตที่ชัดเจนผ่านการขับไล่ช้างออกไปจากถิ่นที่อยู่เดิมในฐานะชีวิตส่วนเกิน (surplus life)

“มีเหตุร้ายเพิ่มขึ้นเป็นที่สุดเมื่อ พ.ศ. 2450 ในเวลาสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไปยุโรปครั้งหลัง คืนวันหนึ่งมีช้างเถื่อนในทุ่งหลวงตัวหนึ่ง เห็นจะเป็นเวลาตกน้ำมัน ขึ้นไปยืนอยู่บนทางรถไฟที่ย่านเชียงราก พอรถไฟบรรทุกสินค้าแล่นขึ้นไป ก็ตรงเข้าชนรถไฟ ช้างก็ตายรถไฟก็ตกรางทั้งสาย พอฉันรู้ก็ขึ้นไปดู แต่ช้าไปไม่ทันเห็นตัวช้าง เพราะมีคนแล่เนื้อเถือหนังไป และฝังโครงกระดูกเสียหมดแล้ว เห็นแต่รถไฟนอนกลิ้งอยู่ในท้องนา เนื่องจากเหตุครั้งนั้นจึงต้องกวาดต้อนช้างเถื่อนในทุ่งหลวง ให้ไปอยู่เสียในป่าทางเชิงเขาใหญ่ในแขวงจังหวัดนครนายกหมด การจับช้างที่เพนียดก็เลิกขาด และช้างเถื่อนก็ไม่มีในมณฑลกรุงเทพฯ แต่นั้นมา แต่ในมณฑลอื่นยังมีช้างเถื่อนอยู่ทุกมณฑลจนทุกวันนี้”

– สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

การใช้พื้นที่เพื่อการเกษตรและการตั้งถิ่นฐานที่ขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้บริเวณที่เคยเป็นเส้นทางของสัตว์ขนาดใหญ่อย่างช้างถูกแปรสภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเคลื่อนย้ายของช้างซึ่งอาศัยพื้นที่กว้างและต่อเนื่อง ต้องเผชิญกับภูมิทัศน์ที่ถูกแบ่งเป็นแปลงและมีสิ่งกีดขวางเพิ่มขึ้น การปรับตัวในลักษณะเดิมที่อาศัยการหลีกเลี่ยงและการเปลี่ยนเส้นทางเริ่มทำได้ยากขึ้นในพื้นที่ที่มีรูปแบบการใช้แน่นอนมากขึ้น

ผลของกระบวนการนี้สะท้อนออกมาในรูปของการถอยร่นและขับไล่สัตว์จากพื้นที่ที่ถูกใช้ประโยชน์ การเคลื่อนย้ายซึ่งเคยวางอยู่บนความต่อเนื่องของภูมิประเทศ ถูกจำกัดให้อยู่ในบริเวณที่ยังเหลือพื้นที่รองรับ คงไม่เป็นการกล่าวเกินไปนัก หากจะมองว่าการมาถึงของภาวะสมัยใหม่ เป็นชนวนเหตุให้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่เคยซ้อนทับกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ค่อย ๆ ถูกจัดให้แยกจากกันในที่สุด

ในแง่นี้ เหตุการณ์รถไฟชนช้างในปี 1908 จึงอยู่ท่ามกลางกระบวนการที่กำลังเคลื่อนตัวไปสู่การแยกพื้นที่แห่งการอยู่ร่วม ไปสู่พื้นที่แห่งการอยู่แยกอย่างเป็นระบบมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น จึงสะท้อนถึงการปรับเงื่อนไขภูมิทัศน์ของทุ่งรังสิตไปทั้งหมด

บทสรุป

คำกล่าวของ Ursula K. Le Guin ที่ว่า “All I’m trying to do is figure out how to put a pig on the tracks.” มักถูกใช้เพื่อชี้ให้เห็นความพยายามขัดจังหวะแนวคิดว่าด้วยความก้าวหน้าของภาวะสมัยใหม่ หรือก็คือการไล่ล่าอนาคตแบบไม่ตั้งคำถาม การวางสิ่งที่ไม่เข้ากับระบบลงไปในระบบ คือการเรียกร้องให้ภาวะสมัยใหม่หยุดคิด และเผชิญหน้ากับข้อจำกัดของสิ่งที่ตัวมันเองสร้างขึ้นมาเอง การนำหมูไปวางไว้บนรางรถไฟจึงไม่ต่างจากการนำสิ่งแปลกปลอมเข้าไว้วางไว้ในระบบ อันทำให้ภาวะสมัยใหม่ถูกรบกวนและก้าวต่อไปไม่ได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในทุ่งรังสิตกลับทำให้คำกล่าวนั้นต้องถูกพลิกกลับ เมื่อสิ่งแปลกปลอมไม่ได้ถูกนำไปวางขวางเส้นทางรถไฟ แต่รางรถไฟต่างหากที่เป็นสิ่งแปลกปลอมและถูกนำไปวางไว้ในโลกที่มีจังหวะและเส้นทางของชีวิตที่หลากหลายอยู่ก่อนแล้ว

ในโลกที่มีสิ่งแปลกปลอมถูกเพิ่มเข้ามานั้น การปะทะกันของรถไฟและช้างเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก การทำให้การเคลื่อนย้ายแบบหนึ่งกลายเป็นมาตรฐาน ในขณะที่การเคลื่อนย้ายแบบอื่น ๆ ถูกทำให้เป็นอุปสรรค เป็นความเสี่ยง หรือถึงที่สุดคือเป็นสิ่งที่ไม่ควรอยู่ในโลกเดียวกันนั้นตั้งแต่ต้น

เมื่อมองย้อนกลับไป ภาพของช้างที่ถูกชนบนรางรถไฟอาจไม่ใช่ภาพของอุบัติเหตุพิสดารเพียงเท่านั้น แต่เป็นภาพของช่วงเวลาที่ความเป็นไปได้ของการอยู่ร่วมกำลังปิดฉากลง

หากเป็นเช่นนั้น สิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามอาจไม่ใช่เพียงว่าอะไรควร หรือไม่ควรอยู่บนรางรถไฟ หากแต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้โลกทั้งใบในทุ่งรังสิตถูกจัดให้ดำเนินไปบนเส้นทางแบบเดียว และเมื่อเป็นเช่นนั้น ชีวิตและการเคลื่อนย้ายแบบอื่น ๆ อาจไม่ได้เลือนหายไปเองตามกาลเวลา แต่ถูกทำให้หายไป หรือถูกผลักออกไป จนไม่อาจกลายเป็นอุปสรรคของความก้าวหน้าได้อีก

เมื่อมองย้อนกลับไปจากจุดนี้ บางที สิ่งที่เข้ามาสะกิดความสนใจของผู้เขียนต่อภาพเหตุการณ์รถไฟชนช้างในปี 1908 อาจไม่ใช่เพียงเรื่องราวของการปะทะกัน หากแต่เป็นคำถามที่ยังคงติดค้างและดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน คำถามที่ว่า ในโลกที่ถูกทำให้ก้าวไปข้างหน้า ตรง เร็ว และต่อเนื่องขึ้นเรื่อย ๆ จากภาวะสมัยใหม่นั้น เรายังจะสามารถจินตนาการถึงการอยู่ร่วมของชีวิตที่หลากหลายด้วยจังหวะที่แตกต่างกันได้อีกหรือไม่ หรือการอยู่ร่วมเช่นนั้นได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้อีก ตั้งแต่ที่เรายอมรับว่ามีเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้นที่ควรดำรงอยู่

Author
Decode
กองบรรณาธิการที่มีคนหลากหลายรุ่น หลากหลายความสนใจ แต่มีเป้าหมายเดียวกันที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น