Reading Time: 3 minutes
แม้ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์มาตั้งแต่ปี 2567 แต่บทสนทนาเรื่องของผู้ที่เป็นสมาชิกสังคมที่มากด้วยอายุกลับไปไม่พ้นจากเรื่องเบี้ยยังชีพเพียงอย่างเดียว ทั้งที่ในความเป็นจริงต้องอาศัยการออกแบบที่ให้ความสำคัญตั้งแต่เกิดจนแก่ นั่นก็คือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและมั่นคง
ณ ห้องประชุมริมแม่น้ำเจ้าพระยา สัปปายะสภาสถาน (อาคารรัฐสภา) Policy Watch-The Active ไทยพีบีเอส จึงได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย จัดเวที Policy Forum : สังคมสูงวัย ชวนทำความเข้าใจสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย ตั้งวงแลกเปลี่ยน ตั้งคำถามถึงการออกแบบสังคมที่รองรับการ ‘อยู่ดี แก่ดี ตายดี มีความสุข’ เพราะเรื่องของผู้สูงอายุไม่ได้มีเพียงแค่มิติทางสุขภาพ รวมถึงไม่สามารถจัดการให้ปัญหาหายไปต่อหน้าได้ด้วยการให้เงินหลักร้อยต่อหัว
ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันเป้าหมาย ‘อยู่ดี ตายดี แก่ดี มีความสุข’ ให้กลายเป็นวาระสำคัญของพรรคการเมืองและกฎหมายของประเทศ
“เรื่องสังคมสูงวัยมีความซับซ้อน เราเตรียมกันมานานแต่ไม่มีแผนระยะยาว ไม่ยั่งยืน บางทีคนก็มองว่าเรื่องของผู้สูงอายุเป็นปัญหา เป็นภาระ ทั้งที่ถ้าเตรียมพร้อมรับมือดี ๆ จะไม่ใช่ปัญหา ไม่ใช่ภาระ” ประสาน อิงคนันท์ หนึ่งในผู้ดำเนินรายการกล่าวขึ้นก่อนชวนผู้เข้าร่วมถกความคิด
‘เกิดน้อยกว่าตาย’ ผลจากความเหลื่อมล้ำสะเทือนทั้งระบบ
รศ. เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เริ่มต้นจากการฉายภาพสถานการณ์ปัจจุบันให้เห็นก่อนว่า ขณะนี้สังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงที่อัตราการเกิดน้อย ในปี 2567 เป็นปีแรกที่ประเทศไทยมีอัตราการเกิดน้อยกว่า 500,000 คน เป็นปีแรกในรอบ 75 ปี และในปี 2568 ที่ผ่านมามีอัตราการเกิดเพียง 416,574 คน น้อยลงเกือบ 100,000 คนในระยะเวลาอันสั้น
รศ. เฉลิมพล แจ่มจันทร์
“ปัญหาไม่ใช่แค่ประเทศเรามีเด็กเกิดน้อยอย่างเดียว เพราะทุกประเทศก็อัตราการเกิดน้อยหมด แต่ปัญหาของเราคืออัตราการเกิดน้อยลงอย่างรวดเร็ว และเร็วมาก ๆ ด้วย ประเทศไทยเกิดน้อยเป็นอันดับสองของโลก ตามหลังเกาหลีใต้เท่านั้น” รศ. เฉลิมพล กล่าว
นอกจากอัตราการเกิดน้อยลงอย่างรวดเร็วแล้ว ปัญหาที่กำลังตีคู่ขนาบข้างกันมาคือ ประเทศไทยอยู่ในช่วงที่ประชากรกำลังลดลงเพราะอัตราการเกิด ‘น้อยกว่าจำนวนผู้เสียชีวิต’ มาแล้ว 5 ปีด้วยกัน โดยค่าประมาณใน 10 ปีข้างหน้าพบว่า จำนวนประชากรจะลดลงเหลือเพียง 61.9 ล้านคน จากตัวเลขปัจจุบัน 65.8 ล้านคน (เฉพาะประชากรไทย)
เมื่อลองจับข้อมูลมาจำแนกดู รศ. เฉลิมพล เล่าว่ากลุ่มที่เป็นเด็กจะหายไปประมาณ 3.8 ล้านคน วัยแรงงานจะหายไปประมาณ 3.4 ล้านคน ในขณะที่กลุ่มที่เพิ่มขึ้นนั้นคือกลุ่มผู้สูงอายุ โดยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 3.6 ล้านคน จากการเกิดน้อย ประชากรลดลง นำไปสู่สังคมสูงอายุ และนับจากนี้ไปเพียงแค่ 8 ปีเราจะเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด
รศ. เฉลิมพล กล่าวถึงเงื่อนไขสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรว่า ‘ความเหลื่อมล้ำในสังคม’
“สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำในทุกช่วงวัย วัยเด็กเหลื่อมล้ำในแง่ของคุณภาพการเกิด โอกาสทางการศึกษา ในวัยทำงานเหลื่อมล้ำในภาคการทำงาน แรงงานในระบบ นอกระบบ ประกันสังคมคุ้มครองทั้งในช่วงวัยทำงาน ไล่ไปจนถึงวัยสูงอายุที่จะมีบำนาญ หรือสิทธิต่าง ๆ กรณีชราภาพ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงสิทธิเหล่านั้น”
ภาพที่จะเห็นชัดคือ เมื่อการเกื้อหนุนจากครอบครัวแผ่วลง ทรัพย์สินเงินออมยังไม่พร้อม และความช่วยเหลือจากภาครัฐยังจำกัดและมีแนวโน้มจำกัดเพิ่มขึ้น รศ. เฉลิมพลจึงเห็นว่า การทำงานนานขึ้น จึงไม่อาจเลี่ยงได้
“เราอาจทำงานนานขึ้นในช่วงกลุ่มอายุ 50-64 ปี เพราะกลุ่มนี้ออกจากตลาดแรงงานกว่า 30% ด้วยหลากหลายเหตุผล เราต้องเข้าไปดูเชิงนโยบายว่าจะทำอย่างไรให้เขาทำงานได้นานขึ้น และผมอยากเสนอในเชิงการสร้างระบบนิเวศ แต่ส่วนหนึ่งอาจจะต้องตระหนักร่วมกันก่อนว่าเราต้องทำงานหนักขึ้น โดยการสร้างระบบนิเวศที่ดีควบคู่กันไปด้วยซึ่งก็คือการให้ความสำคัญกับเรื่อง ‘เศรษฐกิจสูงวัย’”
เขาขยายความต่อว่าเศรษฐกิจสูงวัยเป็นการมองรูปแบบของเศรษฐกิจใหม่ มองลักษณะการทำงานแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ตอบโจทย์ผู้มีความพร้อมและน่าจะมีศักยภาพการทำงานที่เหมาะสม โดยที่รัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนด้วย
แนวคิดนี้ชวนให้ตั้งคำถามในเชิงสิทธิในการตัดสินใจของแต่ละบุคคลและโครงสร้างทางเศรษฐกิจอยู่ไม่มากก็น้อย ว่าท้ายที่สุดนี่คือการเปิดทางให้คนที่ยังมีกำลังได้ทำงานต่อตามศักยภาพ หรือจะเป็นการดึงรั้งให้ต้องทำงานต่อภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงในวัยเกษียณโดยที่ตัวเขาเองไม่มีสิทธิเลือก ภายใต้กรอบคิดเรื่องเศรษฐกิจสูงวัย ที่ต้องการเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดให้สังคมไทยมองการทำงานที่ ‘นานขึ้น’ เป็นเรื่องปกติที่จะต้องเกิดขึ้นหากสังคมเหยียบยืนอยู่บนจุดที่นิยามได้ว่า ‘สังคมสูงวัยสมบูรณ์’ อาจตั้งคำถามต่อไปได้อีกในแง่ของ ‘งาน’ ที่ดูราวกับว่ายังคงมีความหมายอย่างแคบซึ่งหมายถึงงานในระบบเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่แรงงานนอกระบบ อาชีพอิสระยังไม่ได้ถูกพูดถึง ทั้งที่เป็นลักษณะงานที่ผู้สูงอายุจำนวนมากหยิบจับอยู่จริง ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นสำคัญคือการออกแบบระบบรัฐสวัสดิการและการคุ้มครองควบคู่ไปด้วยอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้การทำงานนานขึ้นกลายเป็นเรื่องของการนำคุณภาพชีวิตมาเป็นต้นทุนแลกกับการพยุงระบบเศรษฐกิจเพียงเท่านั้น
ภาวะเปราะบางจัดการได้ ระบบนิเวศต้องเอื้อให้ ‘อยู่ดี แก่ดี’
“เราสามารถทำให้การแก่นั้นเป็นการแก่ที่ดีได้ เพราะผู้สูงอายุที่อายุ 60 ก็มีศักยภาพ ร่างกายแข็งแรง ผู้สูงอายุไม่ได้เปราะบางทุกคน ความเปราะบางเกิดในหลายมิติ ทั้งความเปราะบางทางความคิดและอารมณ์ งานวิจัยบอกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วผู้สูงอายุจะมีความเปราะบางน้อยกว่า นั่นแปลว่ามันมีทางทำให้แก่ดีได้”
รศ.พญ. วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ หัวหน้าหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ชวนให้ทลายสิ่งที่เป็นภาพจำว่าผู้สูงอายุจะต้องช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ โดยชี้ว่าผู้สูงอายุในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตมาก หลายคนยังมีศักยภาพสูง ฉะนั้นหัวใจสำคัญของการ ‘แก่ดี’ จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขอายุ แต่คือการทำความเข้าใจและจัดการกับภาวะ ‘ความเปราะบาง’
รศ.พญ. วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ
มีผู้สูงอายุ 10-20% ที่อยู่ในภาวะเปราะบาง (ร่างกายอ่อนแอ มีโรคประจำตัวเยอะ) ส่วนใหญ่กว่า 50% จะอยู่ในกลุ่ม ‘ก่อนเปราะบาง’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามารถดูแลส่งเสริมให้กลับมาแข็งแรงได้ทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ซึ่งจะต้องดูแลตั้งแต่ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงวัยของการเป็นผู้สูงอายุ ผ่านการดูแลสภาพแวดล้อมที่จะทำให้เขาอยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนที่ดี
จากมุมมองของ รศ.พญ. วราลักษณ์ จึงกล่าวได้ว่านโยบายสุขภาพควรเปลี่ยนจากการตั้งรับปัญหา มาเป็นการส่งเสริมให้คนในกลุ่ม ‘ก่อนเปราะบาง’ และ ‘แข็งแรง’ สามารถคงสภาวะนั้นไว้ได้นานที่สุด เพื่อไม่ให้ตกลงไปสู่เส้นของความเปราะบาง ซึ่งเมื่อเจ็บป่วยจะฟื้นตัวได้ยากและกลายเป็นภาวะพึ่งพิงในที่สุด
สอดคล้องกับมุมมองของ นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ที่มองว่าความสูงวัยคือการเสื่อมถอยของความสามารถภายในของร่างกาย ซึ่งเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ แต่เราสามารถ ‘ชะลอ’ ความเสื่อมหรือความเปราะบางนั้นได้
สุขภาพจิตและความสัมพันธ์ คือรากฐานของทุกสิ่ง
ผศ. ธีรพัฒน์ อังศุชวาล สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิตได้เชื่อมโยงประเด็นสังคมสูงวัยเข้ากับมิติทางสุขภาพจิต โดยอ้างอิงงานวิจัยระยะยาว 80 ปีของฮาร์วาร์ดที่ค้นพบว่า ‘ความพึงพอใจในชีวิตและความสัมพันธ์ที่ดีในช่วงอายุ 45-50 ปี’ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนมีชีวิตที่แข็งแรงและมีความสุขในบั้นปลาย
หมายความว่า นโยบายสังคมสูงวัยต้องเริ่มดูแลตั้งแต่ก่อนสูงวัย และครอบคลุมทุกมิติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัย สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรม และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ในสังคม ซึ่งจะให้ได้ผลดีที่สุดต้องถอยกลับไปดูแลตั้งแต่วัยเด็ก เพราะประสบการณ์เลวร้ายเพียงหนึ่งที่ไม่เคยได้รับการเยียวยา อาจกลายเป็นระเบิดเวลาที่รอเวลาคลายสลักตัวเอง และปะทุออกมาผ่านสุขภาพกายและใจในวัยสูงอายุ
ผศ. ธีรพัฒน์ อังศุชวาล
นอกจากนี้ ผศ. ธีรพัฒน์ ยังเน้นย้ำด้วยว่า ‘ความเหงา’ ก็เป็นภัยเงียบ แน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงความเหงาจากการอยู่คนเดียวเพียงเท่านั้น แต่หมายถึง ‘ความเหงาทางสังคม’ ที่ผู้คนรู้สึกว่าถูกตัดขาดและไม่มีพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์
“โจทย์ของสังคมสูงวัยจึงไม่ใช่ว่า เรามาเริ่มดูแลกันตอนที่คนเสื่อมถอยแล้ว มีปัญหาแล้ว เรื่องภายในจะต้องหล่อเลี้ยง ฟูมฟัก ส่งเสริมกันตั้งแต่ช่วงวัยทำงาน หรืออาจต้องถอยกลับไปมากกว่านั้นคือตั้งแต่ยังเป็นเด็กเลยด้วยซ้ำ” ผศ. ธีรพัฒน์ กล่าว
วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death กล่าวเสริมในประเด็นเดียวกันว่า นี่คือเรื่องการออกแบบเมืองด้วย สังคมต้องอนุญาตให้ผู้สูงอายุได้ออกไปใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย ฉะนั้นเมืองก็ต้องโอบรับผู้สูงอายุ มันไม่ใช่เรื่องของการพูดคุยกันบนฐานการขยายอายุเกษียณอย่างเดียว
กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อทุกคนได้เลือกและจากไปอย่างงดงาม
วรรณา พาวงสนทนาเข้าสู่ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ‘การตายดี’ ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องในวาระสุดท้ายของชีวิต แต่เป็นผลลัพธ์ของคุณภาพชีวิตที่ดีมาโดยตลอด แต่ปัญหาตอนนี้ คือรัฐมีแต่นโยบายที่เหมารวม ดังนั้นต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นดูแลด้วย
“พอพูดถึงผู้สูงวัยก็บอกว่าเอาเงินไปสิ ติดเตียงก็จ้างผู้ดูแล ตายดีก็พูดถึงเรื่องค่าทำศพ นี่คือการมองแบบเป็นช็อต ไม่เห็นว่าทั้งหมดนี้คือคุณภาพชีวิต และคุณภาพชีวิตจะเกิดขึ้นได้รัฐส่วนกลางไม่มีทางเข้าใจ เพราะชุมชนแต่ละที่ หมู่บ้านแต่ละแห่ง เขาไม่ได้มีความเปราะบางเท่ากัน ดังนั้นท้องถิ่นต้องเป็นคนออกแบบ”
วรรณา จารุสมบูรณ์
วรรณายกตัวอย่างต่อว่า บางท้องถิ่นมีผู้สูงอายุที่ active มาก ๆ อาจต้องพูดถึงเรื่องการส่งเสริมรายได้ และตั้งคำถามได้ว่าการส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัยจะเกิดขึ้นในระดับชุมชนได้อย่างไร
“เวลาพูดถึงเศรษฐกิจสูงวัยเราพูดแต่เรื่องที่ไกลตัวชาวบ้าน แต่ถ้าเขาไม่สามารถที่จะมีรายได้ในชุมชนที่เขาอยู่ได้ นั่นแปลว่าเรากำลังบอกให้เขาออกจากบ้าน และมันจะมีต้นทุนอีกมหาศาลที่เป็นค่าใช้จ่าย ดังนั้นเราต้องพูดถึงเศรษฐกิจชุมชนด้วย”
ท้องถิ่นจึงมีบทบาทสำคัญมากในการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขว่า คนแต่ละกลุ่มต้องการให้ดูแลหรือสนับสนุนแบบไหนบ้าง หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การกระจายอำนาจเพื่อให้ท้องถิ่นเป็นผู้กำหนดวิธีการปฏิบัติและออกแบบนโยบายจากข้อมูลจริงในพื้นที่ของตนเอง แทนส่วนกลางที่ออกนโยบายไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง โดยเธอเสนอให้ท้องถิ่นลุกขึ้นมามีบทบาทนำในการดูแลผู้สูงอายุทุกกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มที่ยังแข็งแรงไปจนถึงกลุ่มที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต เพื่อให้เกิดระบบการดูแลที่ต่อเนื่องและยั่งยืน
นอกจากนี้ วรรณายังเสนอให้ท้องถิ่นลงทุนในระบบ Day Care (บริการดูแลช่วงกลางวัน แบบไปเช้าเย็นกลับ) เพื่อเป็นกลไกในการฟื้นฟูสมรรถภาพและชะลอภาวะพึ่งพิง ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการที่รัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลหากปล่อยให้ผู้สูงอายุกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงในระยะยาว รวมถึงการให้ท้องถิ่นสนับสนุนการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย เพื่อป้องกันการล้ม อันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงอย่างฉับพลัน
สำหรับการดูแลในช่วงท้ายของชีวิต วรรณาชี้ให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ต้องการตายดีที่บ้าน แต่ระบบปัจจุบันยังขาดการสนับสนุนที่เพียงพอ เธอจึงเสนอให้มีนโยบายส่งเสริมและจ้างงาน นักบริบาล (Caregiver) ในชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยต้องได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและเหมาะสม เพื่อให้เกิดการจ้างงานจริงและจูงใจให้คนทำงานคุณภาพ
ทั้งนี้ รัฐส่วนกลางควรเปลี่ยนบทบาทจากการสั่งการเป็นการสนับสนุนงบประมาณและเสริมสร้างศักยภาพ ให้แก่บุคลากรในท้องถิ่น เช่น ผู้จัดการการดูแล (Care Manager) ให้มีความรู้ความสามารถในการเชื่อมโยงมิติด้านสุขภาพ และสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับความต้องการของผู้ป่วยที่ต้องการจากไปอย่างสงบ
จุดติดระบบนิเวศตั้งแต่เกิดจนวาระสุดท้ายของชีวิต
เมื่อมองภาพรวมของข้อเสนอทั้งหมดจะเห็นว่า สังคมสูงวัยไม่อาจแก้ได้จากการพูดคุยในมิติสุขภาพเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยระบบนิเวศที่หลายภาคส่วนต้องขยับไปพร้อมกันตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปจนถึงระดับชุมชน
ในระดับรัฐส่วนกลาง บทบาทสำคัญไม่ใช่เพียงการออกมาตรการเฉพาะหน้า แต่คือการออกแบบโครงสร้างสวัสดิการระยะยาว ทั้งบำนาญถ้วนหน้า ระบบประกันสังคม และการคุ้มครองแรงงานเพื่อไม่ให้การทำงานกลายเป็นภาระของปัจเจก รวมถึงการยอมรับคุณค่าของงานดูแลและแรงงานนอกระบบที่รัฐมักไม่ค่อยให้ความสำคัญ
ในระดับท้องถิ่น บทบาทไม่ได้จำกัดอยู่แค่การดูแลสุขภาพ แต่รวมถึงการออกแบบเมืองและชุมชนให้ผู้สูงอายุยังใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีพื้นที่สาธารณะ ระบบขนส่ง กิจกรรมทางสังคม และโอกาสทางเศรษฐกิจในชุมชนของตนเอง ตั้งแต่กลุ่มที่ยังแข็งแรง ไปจนถึงกลุ่มที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต
ขณะที่ภาคเอกชนและตลาดแรงงาน ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อสังคมสูงวัย ทั้งในแง่การออกแบบรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น เป็นธรรม และไม่ซ้ำเติมความเปราะบางของแรงงานสูงวัย
ระบบนิเวศนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากสังคมยังมองผู้สูงอายุในฐานะ ‘ภาระ’ มากกว่าพลเมืองที่มีสิทธิเลือกชีวิตของตนเอง ตั้งแต่การทำงาน, การใช้ชีวิต ไปจนถึงการจากไปอย่างสงบ การสร้างสังคมสูงวัยที่อยู่ดี แก่ดี และตายดี จึงไม่ใช่เพียงโจทย์เชิงประชากร แต่คือคำถามว่ารัฐและสังคมพร้อมจะรับผิดชอบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกช่วงวัยมากแค่ไหน
ท้ายที่สุดจากการพูดคุยในวงเสวนาเห็นตรงกันว่า การอยู่ดี แก่ดี ตายดี และมีความสุข ทุกเรื่องต่างเชื่อมโยงกันทั้งสิ้น และการจะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมต้องร่วมกันขับเคลื่อนไปทั้งองคาพยพ ต้องเกิดจากการดูแลส่งเสริมทั้งระบบนิเวศตั้งแต่เกิดจนกระทั่งวันที่ไม่อยู่แล้ว
ทั้งนี้ เพื่อให้มีความครอบคลุมมากขึ้นจะต้องเพิ่มการพูดคุยในมิติของความหลากหลายมากขึ้น เช่น ผู้สูงอายุที่มีความหลากหลายทางเพศ ผู้สูงอายุที่เป็นผู้พิการ เป็นต้น เพื่อให้การออกแบบนโยบายในอนาคตมีความเป็นธรรม ไม่ถ่างช่องว่างของความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นกว่าเดิม และอาจต้องกล่าวไปถึงเรื่องการกระจายเศรษฐกิจด้วย ทำอย่างไรให้คนไม่ต้องเข้ามาทำงานที่กรุงเทพอย่างเดียว เพราะหากเป็นเช่นนี้สิทธิที่จะเลือกตายดีของตัวเองก็น้อยลงไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้