‘สวัสดิการ’ ที่พึงหวังเจตจำนงการเมือง – Decode

‘สวัสดิการ’ ที่พึงหวังเจตจำนงการเมือง

Human & SocietyWelfare state
Reading Time: 3 minutes

สังคมไทยยังก้าวไม่พ้นการที่ประชาชนต้องพิสูจน์ความจน เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งการประกันความมั่นคงและส่งเสริมคุณภาพชีวิตจากรัฐบาล

เสียงสะท้อนผ่านบทสนทนาผ่านเวที “Policy Forum : ความเหลื่อมล้ำ–รัฐสวัสดิการ” ที่ยังไม่ถ้วนทั่วเสมอกันและถูกทำให้อยู่ในรูปแบบของการสงเคราะห์ เหลื่อมล้ำ ยากจน เปราะบาง คือวิกฤติซ้อนวิกฤติของประชากรในสังคมไทย ที่มีสถานการณ์ความไม่เสมอภาคในหลากหลายมิติที่ไม่เอื้อให้คนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างเท่าเทียมซ้อนทับอยู่

นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคประชาชน We Fair เปิดเผยว่า 362 เท่า คือช่องว่างความแตกต่างระหว่างรายได้ผู้มีทรัพย์สินครัวเรือนสูงที่สุดและน้อยที่สุดในไทย ที่ในเวลาเพียงหนึ่งปีจำนวนผู้ยากจนเพิ่มขึ้น 1 ล้านคน (เพิ่มขึ้นจากข้อมูลปี 2567 ที่มีประชากรยากจนอยู่ที่ 3.43 ล้านคน) จากเส้นความยากจน 3,078 บาท ที่เป็นเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำการใช้ชีวิตของประชาชน เป็นข้อสะท้อนที่เด่นชัดว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนต้องเป็นตัวตั้งของรัฐบาลในการกำหนดนโยบายรัฐสวัสดิการ

ข้อเสนอจากเครือข่าย We Fair ครอบคลุม 9 ประเด็นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตตั้งแต่เงินอุดหนุนเด็ก ขยายอายุและช่วงเวลาดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การศึกษาถ้วนหน้า สิทธิแรงงาน การเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ การรักษาพยาบาล ระบบประกันสังคมที่ทุกคนเข้าถึงได้ และท้ายที่สุดคือการปฏิรูประบบภาษีเพื่อจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อการส่งเสริมสวัสดิการประชาชน

สวัสดิการพื้นฐานที่ถูกกล่าวถึงเป็นสิ่งแรกคือการเข้าถึงที่อยู่อาศัยมั่นคง คมสันติ์ จันทร์อ่อน ผู้ประสานงานมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ให้มิติข้อจำกัดหน่วยงานที่ขับเคลื่อนการทำงานที่อยู่อาศัยที่เผชิญปัญหาทรัพยากรที่ดินและงบประมาณที่ใช้ในการจัดทำที่อยู่อาศัย ที่มาตรการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชนต้องผ่อนปรนเงื่อนไขการเข้าถึงสินเชื่อและกำหนดเพดานดอกเบี้ยการเบิกกู้ อุดหนุนค่าเช่าที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มเปราะบางที่เริ่มต้นเช่าที่พักอาศัยในระยะแรกเพื่อเพิ่มศักยภาพในการตั้งตัวและขยับขยายไปสู่ที่พักอาศัยมั่นคง ซึ่งรัฐบาลควรสนับสนุนการเช่าที่พักอาศัยราคาถูกให้กับกลุ่มเปราะบาง เอื้อให้เกิดการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งขณะนี้ที่ดินมหาศาลอยู่ในการครอบครองของรัฐและส่งต่อให้เกิดการเช่าระยะยาวของเอกชน ที่สามารถจัดการเพื่อความมั่นคงของผู้ใช้ประโยชน์จากที่ดินได้

เช่นเดียวกันกับ บุญส่ง หมอยา เครือข่ายสลัมสี่ภาค ที่ย้ำว่าการเข้าถึงที่พักอาศัยมั่นคงคือความจำเป็นขั้นพื้นฐานสำหรับกลุ่มเปราะบางและไม่ควรมองข้ามปัญหาการแบกรับค่าเช่าที่พักอาศัยของกลุ่มคนยากไร้ ที่หากรัฐบาลจากการเลือกตั้งครั้งถัดไปรับรองการบรรจุที่พักอาศัยมั่นคงไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็จะช่วยส่งเสริมการแก้ไขกฎหมายที่ดินที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ให้เอื้อต่อเมืองที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย

อนรรฆ พิทักษ์ธานิน ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมถึงกลุ่มประชากรตกหล่นทางสิทธิอย่างกลุ่มคนไร้บ้านและมีความเสี่ยงที่จะไร้บ้าน ความเปราะบางของกลุ่มดังกล่าวมีความจำเป็นต้องเข้าถึงที่อยู่อาศัยมั่นคงผ่านการพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบเช่า จัดทำระบบคลังที่อยู่อาศัยแห่งชาติ (National Housing Stock) เพื่อเป็นข้อมูลในการต่อยอดระบบมุ่งเป้าของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จากการจัดทำคูปองสวัสดิการค่าเช่าและที่อยู่อาศัยคนละครึ่ง ส่งเสริมกฎหมายคุ้มครองสิทธิผู้อยู่อาศัยและมีกองทุนป้องกันภาวะไร้บ้านเพื่อป้องกันการหลุดจากที่อยู่อาศัย ที่ ณ ตอนนี้สังคมไทยยังไม่มีหน่วยงานที่ดูแลระบบที่อยู่อาศัยให้ครอบคลุมอย่างแท้จริง

อนรรฆเสริมต่อว่า การปฏิรูปงบประมาณและการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นบริหารดูแลยังคงติดปัญหากลุ่มประชากรแฝง ที่ทำให้ไม่สามารถจัดสรรดูแลประชากรตามจำนวนที่อาศัยตามจริงในพื้นที่ และงบประมาณที่ยังไม่ถูกโอนย้ายมาจากส่วนกลาง

เด็ก และแรงงานยังไปไม่ถึง ‘สิทธิถ้วนหน้า’

ผศ. สุนี ไชยรส คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ขยายความว่าเด็กและเยาวชนในช่วงวัย 0 ถึง 6 ปีตกหล่นไปจากสวัสดิการถ้วนหน้า มาจากนิยามที่แยกไม่ได้ระหว่างการจัดสรรสวัสดิการและการอุดหนุนในรูปแบบประชานิยม และกลับกลายเป็นภาระของประชาชนในการพิสูจน์ความยากจน ความเหลื่อมล้ำและเปราะบางเพื่อให้ได้มาซึ่งการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ที่ไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณ แต่ต้องถูกทำให้เป็นสวัสดิการที่เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงได้ในทุกช่วงวัย

“รัฐบาลสับสนมาตลอดกับการมองสวัสดิการและแจกเงินประชานิยม ที่จะกลายเป็นความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่นหากยังจำแนกระหว่างสองสิ่งนี้ไม่ได้”

ต่อเนื่องมาถึงคุณภาพชีวิตแรงงานที่ ผศ. กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ย้ำถึงความจำเป็นที่พรรคการเมืองต้องพูดถึงการประกันค่าจ้างขั้นต่ำที่จะเป็นการคุ้มครองหลักประกันทางรายได้ให้กับแรงงาน จากตัวเลขค่าเฉลี่ยรายได้ของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่แรงงานจำนวนกว่า 2 ล้านคนมีรายได้อยู่ในเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ จำเป็นที่รัฐบาลต้องกลับไปทบทวนนิยามการคำนวณเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำให้มีความสอดคล้องกับฐานเศรษฐกิจ ไม่ควรมองแรงงานในเชิงผลิตภาพ แต่ไม่กำหนดการนิยามการส่งเสริมรายได้จากคุณภาพฝีมือแรงงานและประกันรายได้เพื่อคุ้มครองแรงงานในทุกสถานะ เปิดโอกาสให้แรงงานเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อสร้างระบบการทำงานที่มีคุณค่า มีรายได้เป็นธรรม สวัสดิการมั่นคงและมีอำนาจในการเจรจาต่อรองกับผู้กำหนดนโยบาย

ในด้านหลักประกันแรงงานร่วมจ่ายอย่างประกันสังคม ธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและกรรมการประกันสังคม ชี้ถึงความเหลื่อมล้ำของหลังพิงสำหรับแรงงานอย่างประกันสังคมแม้รัฐบาลจะเป็นผู้ร่วมจ่ายในระบบน้อยกว่านายจ้างและลูกจ้าง ผู้ประกันตนต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง และการจ่ายล่าช้าของรัฐส่งผลให้เงินหมุนเวียนในระบบประกันสังคมไม่สามารถขยับขยายไปสู่การเป็นหลักประกันเพื่อความมั่นคงแรงงานทั้งด้านเงินบำนาญ เงินอุดหนุนบุตรผู้ประกันตนที่จะเป็นจุดตั้งต้นความเท่าเทียมของรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ข้อเสนอจากธนพงษ์คือการย้อนกลับไปปฏิรูป พ.ร.บ. ประกันสังคม ดึงระบบประกันสังคมออกจากราชการเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับผู้บริหารในระดับกระทรวงแรงงาน ซึ่งจำเป็นกระจายอำนาจไปสู่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างท้องถิ่นที่จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและหลักประกันให้กับแรงงานนอกระบบในมาตรา 40 ที่ อรุณี ศรีโต สมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา สะท้อนการประกันคุณภาพชีวิตที่ขาดหายไปในกฎหมายแรงงานนอกระบบ และยิ่งบอบช้ำเมื่ออยู่ในช่วงวัยเกษียณอายุงาน ที่ยังต้องหวังพิงกับระบบสวัสดิการเงินบำนาญผู้สูงอายุ ค่ารักษาพยาบาลจากสิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่ ซึ่งเป็นสวัสดิการที่มีความกังวลถึงรัฐบาลในการบริการงบประมาณให้เพียงพอและถ้วนหน้าต่อประชาชน

กฎหมายเท่าเทียมล้าหลัง ผู้คนร่วงหล่นไปจากความหลากหลาย


แม้จะมีกฎหมายเพื่อรองรับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศและกลุ่มคนพิการ แต่ภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับการรองรับสิทธิกลุ่มผู้มีความหลากหลายและสนับสนุนคุณภาพชีวิตคนพิการ คือการกำหนดกฎหมายไม่สอดรับกับการแก้ปัญหาให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายเข้าถึงสิทธิได้อย่างแท้จริง รวมไปถึงการระบุถึงสิทธิกลุ่มผู้มีความหลากหลายไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประกาศใช้และปรับแก้กฎหมายเดิมครอบคลุมถึงกลุ่มคนที่มีความหลากหลายอย่างเท่าเทียม

อธิพันธ์ ว่องไว ตัวแทนเครือข่ายคนพิการ ขยายความสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในการปรับแก้กฎหมายสวัสดิการผู้พิการ คือการขาดแคลนตัวแทนคนพิการที่สามารถเข้าไปบริหารและมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับการว่าจ้างงานตามมาตรา 33 และมาตรา 35 ที่ต้องเป็นธรรมและมีอัตราว่าจ้างเหมาะสมกับองค์ความรู้ สนับสนุนเบี้ยคนพิการจากงบประมาณกองทุนส่งเสริมคนพิการ ที่สามารถช่วยเหลือคนพิการถึงการเข้าถึงการรักษาพยาบาล และสนับสนุนผู้ช่วยคนพิการที่ต้องขยายคำนิยามไปถึงผู้ช่วยคนพิการซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัว

รตี แต้สมบัติ มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกระเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน เสนอแนวทางที่รัฐบาลจำเป็นต้องส่งเสริมกฎหมายภาคประชาชน ว่าด้วยการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศเพื่อเอื้อให้ภาครัฐจัดสรรสิทธิสวัสดิการภายใต้เพศสภาพที่เป็นปัจจุบัน คำนึงถึงสิทธิและความปลอดภัยโดยมีหลักว่าประชาชนสามารถแจ้งเจตจำนงเปลี่ยนคำนำหน้าให้เป็นเพศสภาพของบุคคล ที่จะเอื้อให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม 

หากย้อนกลับไปที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ รตีเสนอมุมมองว่าความหลากหลายทางเพศควรถูกระบุไว้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้เกิดการตั้งคำถามถึงสิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศในกฎหมายฉบับอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายจำเป็นต้องมองเห็นความแตกต่างหลากหลายทางเพศที่ประชาชนทุกคนพึงได้ เพราะรัฐธรรมนูญเกี่ยวเนื่องไปถึงกฎหมายรองและแนวปฏิบัติที่ยังคงยึดหลักการจำแนกตามเพศกำเนิด รตีอธิบายถึงสถานการณ์หลังประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ที่ยังไม่มีการปรับแก้กฎหมายเกี่ยวเนื่องกันให้ครอบคลุมอย่างกฎหมายสิทธิการรับบุตรบุญธรรม อำนาจการปกครองบุตร และเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐใช้ดุลพินิจยึดโยงกับระเบียบปฏิบัติคู่สมรสที่ยังคงตามเพศสภาพชายหญิง

แก้รัฐธรรมนูญ ปฏิรูปภาษี สู่รัฐสวัสดิการที่มีเจตจำนงการเมือง

จากปัญหาสิทธิเด็กและแรงงาน การเข้าถึงที่อยู่อาศัยมั่นคง สิทธิและสวัสดิการที่ครอบคลุมถึงกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย แม้ข้อเสนอแนะการดำเนินงานของรัฐบาลจะมีความแตกต่างในเชิงรายละเอียด แต่ ‘การปรับแก้รัฐธรรมนูญ’ เป็นเพียงหนึ่งข้อเสนอที่ทุกเสียงของตัวแทนภาคประชาชนกล่าวถึงว่าจะเป็นแนวทางการประกันคุณภาพชีวิตที่มีความมั่นคง สร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่ไม่เลือกมอบสิทธิให้กับประชาชนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่สวัสดิการถ้วนหน้าไม่มีปรากฏในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาในการประกาศนโยบายของแต่ละกระทรวง กฎหมายหลายฉบับยังคงถูกพิจารณาค้างไว้หลังสภาถูกยุบไป 

นิติรัตน์ กล่าวสรุปถึงจุดร่วมในข้อเสนอการจัดทำสวัสดิการถ้วนหน้าต่อรัฐบาลชุดใหม่ คือกระบวนทัศน์และวิธีคิดรัฐสวัสดิการฝังรากลึกในรูปแบบสงเคราะห์ ที่ในรัฐธรรมนูญยังคงระบุไว้ว่าการรักษาพยาบาลฟรีเฉพาะผู้ยากไร้ กองทุนเสมอภาคที่ระบุไว้ให้เพียงผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ข้อเสนอจากตัวแทนภาคประชาชนที่สะท้อนผ่านเวทีนี้

“การไปเปลี่ยนกระบวนทัศน์รัฐสงเคราะห์ที่สิทธิไม่เสมอภาคต้องถูกแก้ไขอย่างจริงจัง รัฐบาลต้องคิดว่า สิทธิเป็นของทุกคน สร้างรัฐสวัสดิการไปพร้อมกับประชาธิปไตย เพราะนโยบายรัฐสวัสดิการที่ดีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน”

หากกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดรูปแบบสวัสดิการถ้วนหน้าไว้อย่างชัดเจน ข้อถกเถียงที่มีต่อการได้รับสวัสดิการในกฎหมายแยกย่อยอย่างการพิสูจน์ความหลากหลายอัตลักษณ์ทางเพศ ระบบหลักประกันสุขภาพ สวัสดิการแรงงานที่ทุกภาคส่วนต้องปรับแก้และเดินหน้าไปควบคู่กัน 

ประเด็นต่อมาที่รัฐบาลต้องตั้งต้น คือการปฏิรูประบบภาษีและงบประมาณ ซึ่งงบประมาณประเทศเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ถูกอุดหนุนมาจัดสรรสวัสดิการ จึงยากต่อการจะจัดสรรให้ประชาชนอย่างถ้วนหน้า การจะวางระบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณเพื่อให้ภาครัฐได้รับงบประมาณจำนวนหนึ่งกลับมาจัดสรรให้กับกลุ่มประชาชนที่มีความเดือดร้อน

การปฏิรูปรัฐสวัสดิการ ระบบภาษีและงบประมาณจำเป็นอย่างมากที่ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาล มองเห็นความเร่งด่วนและความจำเป็นของการมีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าเป็นหลังพิงรองรับวิกฤติการณ์ในยุคเสรีนิยมของประชาชนการเลือกตั้ง 2569 จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ประชาชน ที่ไม่เพียงจะใช้สิทธิการเลือกผู้แทนเดินหน้านโยบายสวัสดิการ แต่จะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ผ่านประชามติเห็นชอบปรับแก้รัฐธรรมนูญของประชาชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทางสังคมที่ประชาชนเรียกร้องให้เกิดการขับเคลื่อนด้านสวัสดิการถ้วนหน้ามาอย่างยาวนาน