เป็นอิสระสมกับเจตจำนงของการถ่ายภาพ

Life MattersPlay Read
Reading Time: 2 minutes

ภาพถ่ายไม่เคยโกหก ที่เป็นเช่นนั้นคงเพราะปกติภาพถ่ายมักเกิดขึ้นจากการบันทึกบางอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้า มีช่วงเวลา และเป็นรูปธรรม แต่จะบอกว่าภาพถ่ายมีแต่ความจริงก็คงไม่ถูกนัก เอาเป็นว่าบาง ครั้งมันก็ถูกแต่งแต้มด้วยความจริงของสิ่งอื่น หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือความจริงของผู้ถ่ายภาพ

ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับศิลปะภาพถ่าย หนังสือเล่มเล็ก ๆ ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ไปกว่าฝ่ามือ จาก อัครา นักทำนา ศิลปิน ภัณฑารักษ์ภาพ และผู้ก่อตั้ง CTypeMag แกลลอรี่ภาพถ่ายขนาดพออบอุ่น ที่เปลี่ยนบรรยากาศจากการเรียงภาพบนกระดาษอาร์ตมัน มาสู่การเรียงร้อยถ้อยคำและการค้นคว้า เกี่ยวกับภาพถ่ายลงกระดาษปอนด์สีน้ำตาลอ่อน 

“ข้อสังเกตเหล่านี้คล้ายคลึงกับจดหมายเหตุที่สะท้อนความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในภูมิทัศน์ศิลปะถ่ายภาพ” เขาระบุไว้ด้านหลังของหนังสือ

อย่างที่เขาระบุไว้ อัคราพาเราไปสำรวจศิลปะภาพถ่ายในความหมายถึงมากกว่าการบันทึกภาพตรงหน้า แต่สำรวจลงไปถึงห้วงความคิดของผู้ถ่ายภาพ ไม่ว่าผู้นั้นจะนิยามตัวเองว่า เป็นช่างภาพหรือพ่อผู้รับหน้าที่ถ่ายภาพของครอบครัวก็ตาม รวมไปถึงห้วงความคิดเหล่านั้นที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับพลวัตของสังคม เทคโนโลยีการถ่ายภาพและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มในสังคม ดั่งจดหมายเหตุที่พร้อมถูกบันทึกให้มีอยู่และ ‘ถูกลบ’ ให้หายไปพร้อมกัน

จากการค้นคว้าของอัครา ภาพถ่ายเชิงความคิด (Conceptual Photo) ส่วนใหญ่จะถูกนำเสนอออกมาเป็นภาพชุด (Photo series) หมายถึงการผลิตภาพถ่ายมากกว่า 1 ภาพ นำมาจัดกลุ่มและเรียงให้เกิดความหมายบางอย่าง ตามกรอบคิดของผู้ถ่ายในขณะนั้น แต่ก็มีลักษณะหรือรายละเอียดที่แตกต่างกันในรายละเอียดของงาน เช่น ภาพชุดที่รวบรวมสิ่ง ๆ หนึ่งที่ลักษณะคล้ายกันไว้ด้วยกัน หรือภาพชุดที่รวบรวมความหลากหลาย ของเรื่องราว เวลา สถานที่ ผู้คน จนกลายเป็นงานที่เรียกว่า ภาพชุดเล่าเรื่อง (Photo essay) ที่ใช้นำเสนอเหตุการณ์บางอย่างกับความคิด และสิ่งที่ผู้ถ่ายเห็นออกมา

แต่ก็มีบางงานที่เส้นแบ่งระหว่างสองตัวอย่างเบลอจนแทบมองไม่เห็น งาน ‘COUP D’ETAT PHOTO OP’ ของ มานิต ศรีวานิชภูมิ ช่างภาพ นักเขียน และศิลปินอิสระ ที่นำเสนอภาพถ่ายขาว-ดำของประชาชนชาวไทย และนักท่องเที่ยวหลายคนที่เข้าถ่ายรูปกับทหารนายหนึ่ง โดยมีฉากหลังเป็นรถถังที่จอดอยู่ ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า ในวันที่ 19 กันยายน 2549 หรือวันรัฐประหารของคณะการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่นำโดยพล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการของทักษิณ ชินวัตร

“ถ้าเราเก็บรวบรวมสิ่งเหล่านี้มาให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้อดีตของตัวเอง เวลาที่เราพูดกันว่า อยากให้เราภูมิใจความเป็นไทย … เราก็จะมีแต่ความภูมิใจที่เป็นสูตร ซึ่งการสร้างสูตรของความภูมิใจก็มาจากราชการ หรือผู้มีอำนาจ มันไม่มีฐานของประชาชนรองรับ เป็นความเป็นไทยที่ราชการเอามาสวมไว้ และบอกว่าคุณจะต้องรักษา” มานิตให้สัมภาษณ์กับ VOICE TV

เมื่อนึกดูแล้ว การถ่ายภาพในสนามความขัดแย้งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องใกล้ตัวนัก ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ดังกล่าวก็มักจะเป็นช่างภาพมืออาชีพของสำนักข่าวต่าง ๆ ที่ล้วนได้รับการอบรมวิถีการทำงานอย่างปลอดภัย รวมถึงประสบการณ์การทำงานที่โชกโชนจนกองบรรณาธิการไม่ต้องคอยห่วงว่าจะได้ภาพถ่ายดี ๆ มานำเสนอต่อสาธารณะรึเปล่า

ทว่าเมื่อเวลาเดินทางถึงเดือนกรกฎาคม 2563 เส้นแบ่งระหว่างช่างภาพมืออาชีพกับผู้ที่อยากถ่ายภาพ ก็เริ่มพร่าเลือน หลังคำวินิจฉัยที่ตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ได้เกิดการชุมนุมประท้วงด่วน (Flash mob) ขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศต่อเนื่องนาน 1 เดือน มากกว่า 60 ครั้ง โดยมีนักเรียน นักศึกษามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ประชาชนทั่วไป รวมถึงองค์กรกลุ่มต่าง ๆ เช่น แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กลุ่มประชาชนปลดแอก กลุ่มเยาวชนปลดแอก นักเรียนเลว ฯลฯ ร่วมชุมนุม หลอมรวมกันอย่างเข้มข้นและบางเบาจนกลายเป็นคณะราษฎร ที่มีข้อเรียกร้องหลัก 3 ข้อ ได้แก่ ให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง แก้ไขรัฐธรรมนูญ และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ในปรากฏการณ์ดังกล่าว ผู้เขียนได้เห็นผู้ร่วมชุมนุมมากมายหลายคนที่ถือกล้องถ่ายภาพเข้าร่วมการชุมนุม ไม่น้อยไม่มากไปกว่าช่างภาพมืออาชีพที่ใส่เสื้อที่มีสัญลักษณ์ประจำสำนักข่าวหรือป้าย Press ที่มัดไว้บนแขนเสื้อ

ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ถือเป็นช่วงเวลาที่ภาพถ่ายข้างถนนเบ่งบานที่สุดในไทยเลยก็ว่าได้

ภาพถ่ายข้างถนน หรือ Street photograph หากว่ากันตามนิยามที่ใช้กันในวงการ มันก็คือภาพที่ไม่ปรุงแต่ง ไม่ตัดต่อ ถ่ายอย่างไรนำเสนอแบบนั้น อาจจะเต็มไปด้วยความสนุกไร้ความหมายลึกซึ้ง หรืออาจจะลุ่มลึกเหลือคณานับตามชุดความคิดของผู้ถ่ายก็ย่อมได้

อัคราอธิบายว่า ภาพถ่ายข้างถนนมีความคาบเกี่ยวระหว่างภาพถ่ายสารคดีกับภาพข่าว และผูกโยงกับรากฐานของการถ่ายภาพและเทคโนโลยีของกล้องอยู่ไม่น้อย เช่น ในอดีตที่ภาพถ่ายมักจำกัดอยู่แค่ในวงศ์ชนชั้นศักดินาในวัง (ทั้งด้วยสถานะทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของการถ่ายภาพ) เมื่อกล้องถ่ายภาพพัฒนามาเรื่อย ๆ จนสามารถถ่ายภาพพื้นที่นอกท้องพระโรง เราจึงได้เห็นภาพของราษฎรที่อาศัยอยู่นอกวัง พัฒนาเป็นกล้องถ่ายภาพในราคาที่คนทั่วไปเอื้อมถึง กระทั่งปัจจุบันที่โทรศัพท์ราคาไม่เกินหมื่นบาทก็สามารถบันทึกภาพได้คมชัดไม่ต่างกับกล้องใหญ่ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องก็ขยับรากฐานของการถ่ายภาพไม่ให้จำกัดอยู่แค่สายตาของผู้มีอำนาจ 

เขากล่าวอีกว่า การถ่ายภาพเป็นศิลปะแขนงหนึ่งหนึ่งที่ใกล้ชิดกับประชาธิปไตยอย่างมาก ซึ่งการถ่ายภาพข้างถนนก็เป็นศาสตร์หนึ่งของภาพถ่ายที่ช่วยให้เราต่อยอดไปสู่การถ่ายภาพศาสตร์อื่น ๆ ซึ่งช่างภาพสมัยใหม่หลายคนก็เลือกใช้ศาสตร์นี้ในการฝึกฝนทักษะถ่ายภาพเช่นกัน ทั้งการจับจังหวะเสี้ยววินาทีนั้น อารมณ์ขันที่ร้ายกาจ รวมถึงการจัดองค์ประกอบภาพในภาพถ่าย ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุดในการถ่ายภาพ

กอปรกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ที่ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือยี่ห้อใดก็ล้วนมีกล้องถ่ายรูป เราทุกคนจึงเป็นสื่อมวลชน เราทุกคนจึงเป็นช่างภาพข้างถนนด้วยเช่นกัน

“เป็นอิสระสมกับเจตจำนงของการเกิดขึ้นของการถ่ายภาพ ที่เปิดโอกาสให้คนธรรมดาได้สร้างงานศิลปะโดยไม่ได้ถูกผูกขาดจากคนที่เรียนในสถาบันศิลปะเท่านั้นที่จะสามารถทำงานอิสระได้” อัคราบอก

ผู้เขียนในฐานะผู้ร่วมชุมนุมที่ถือกล้องติดมือมองว่า สิ่งที่ทำให้ผู้อยากถ่ายภาพหลายครั้งมารวมตัวกันในพื้นที่ความขัดแย้งไม่ใช่ความต้องการภาพเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นอุดมการณ์ร่วมบางอย่างที่กระชากเราให้ลุกขึ้นจากเตียง และร่วมบันทึกภาพการต่อสู้ครั้งนั้นไปกับสื่อกระแสหลัก ไม่ใช่เพียงเพราะอยากนำเสนอว่าเราคือช่างภาพ หากแต่เพื่อสำแดงความคิด การกดทับ ความโกรธเกรี้ยว ความหวัง กระทั่งความจริงของผู้คนผ่านเลนส์ของประชาชนรากหญ้าที่ถูกริบความหวังโดยรัฐไทยต่างหาก

มีหลายครั้งที่สื่อจากสำนักข่าวต่าง ๆ ไม่สามารถนำเสนอสถานการณ์ทั้งหมดของการชุมนุมได้ครบถ้วน ทั้งจากความพยายามของเจ้าหน้าที่รัฐ และเหตุการณ์การปะทุที่ทั้งรุนแรงและเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ซึ่งช่วงเวลานั้นถือว่าเป็นตอนที่เราอาจกล่าวได้ว่าเส้นแบ่งระหว่างสื่อมืออาชีพกับสื่ออิสระสลายหายไปในทันที เพราะหลายครั้งภาพหรือวิดีโอจากสื่ออิสระเหล่านี้เอง ที่กลายเป็นประจักษ์พยานชิ้นสำคัญที่บอกกับสังคมว่าความรุนแรงในแต่ละครั้งเกิดขึ้นฝ่ายใด

อย่างไรก็ดี บรรยากาศแห่งอิสรภาพก็ถูกรบกวนโดยรัฐไทยอยู่บ่อยครั้ง แม้กระทั่งกับสื่อมวลชนเอง 

อย่างในห้วงเวลาปฏิบัติการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในปี 2553 ซึ่งมียอดผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 90 ราย ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ขณะเดียวกันก็มีผู้เสียชีวิตเป็นสื่อมวลชนต่างประเทศอีก 2 ราย และยังมีสื่อมวลชนและช่างภาพอีกหลายคนที่ต่างได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมของรัฐไทย

รายงานของ iLaw ระบุว่า เสรีภาพสื่อในการชุมนุมปี 2564 เข้าขั้นเลวร้าย ขณะนั้นรัฐไทยเริ่มยกระดับการสลายการชุมนุมและการใช้กำลังของรัฐตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ภาพถ่ายหรือวิดีโอจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่ข้อเท็จจริงในสนามความขัดแย้งที่ปกคลุมไปด้วยควันจากแก๊สน้ำตา

สื่อมวลชนจึง (อาจ) ตกเป็นหนึ่งในเป้าหมายของรัฐไปด้วยไปโดยปริยาย เช่น การชุมนุมที่จัดขึ้นในวันที่ 20 มีนาคม และ 18 กรกฎาคม 2564 มีสื่อมวลชนอย่างน้อย 6 คนถูกยิงด้วยกระสุนยาง ในรายงานยังระบุอีกว่าเจ้าหน้าที่พยายามใช้ข้อจำกัดเพื่อปิดกั้นการรายงานของสื่อมวลชน เช่น บัตรประจำตัวหรือปลอกแขนสื่อ การเคอร์ฟิว การข่มขู่ให้สื่อออกจากพื้นที่ หรือกระทั่งการตราหน้าว่า ประชาชนที่ถือกล้องถ่ายทอดสด หรือกล้องถ่ายรูปเป็น สื่อปลอม

หรือเหตุการณ์ในปี 2567 ที่นักข่าวประชาไทและช่างภาพอิสระที่ถูกจับกุมในข้อหาสนับสนุนทำให้โบราณสถานเสียหาย ทำลาย หรือทำให้เสื่อมค่า และขีดเขียน พ่นสี ข้อความและภาพบนกำแพงที่ติดกับถนนหรืออยู่ในที่สาธารณะ จากกรณีที่พวกเขาลงพื้นที่รายงานและติดตามสถานการณ์การแสดงออกพ่นสีกำแพงวัดพระแก้วของนักกิจกรรมรายหนึ่ง

หรือกรณีเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการฯ กกต. เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล 6 คนที่ร่วมกันถ่ายบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จากกรณีข้อครหาที่ประชาชนตั้งข้อสงสัยต่อความโปร่งใสในการพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งของกกต. 

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องของประชาชน นักวิชาการ หรือภาคประชาสังคมที่มีต่อเสรีภาพสื่อ และความพยายามอย่างไม่ลดละของรัฐไทยที่พยายามเอามือมาบังเลนส์กล้องทุกครั้งเมื่อเกิดความไม่ชอบมาพากลบางอย่างในปฏิบัติการของรัฐ

หนังสือเล่มนี้อาจไม่สามารถตอบได้ว่าข้อสังเกตเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงฉากทัศน์ของรัฐไทย หรือยกระดับวงการศิลปะแขนงนี้ไปได้อย่างไร (ในระดับความรู้ของผู้เขียน) แต่อย่างน้อยการบันทึกการเปลี่ยนแปลงของศิลปะถ่ายภาพ ผู้ถ่าย ผู้ถูกถ่าย หรือเจ้าของความจริงในภาพ ก็ล้วนเป็นสิ่งสำคัญและผลิตซ้ำต่อเนื่องไปได้

เมื่อรัฐพยายามที่จะลบ อย่างน้อยที่สุดที่เราทำได้ก็คงต้องบันทึกต่อไป

“จากนักวิจารณ์ (จากรัฐ-ผู้เขียน) ศิลปินผู้สร้างงาน ศิลปินคนอื่น ๆ … ไม่ใช่เพียงว่าภาพนี้สวยแค่ไหน พูดเรื่องเนื้อหาได้ลึกซึ้งจับใจหรือไม่แล้วจบไป แต่มันคือการส่งต่อผลกระทบกันไปเหมือนลูกคลื่นที่ไม่มีวันจบสิ้น กระทบไปยังชายฝั่งในอีกซีกโลกและอีกซีกโลก” อัคราบอก