Reading Time: < 1 minute
ประกายไฟลามทุ่ง
รศ.ดร. ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
Negri และ Hardt กับโลกที่สงครามกลายเป็นสภาวะปกติ ไม่ใช่ข้อยกเว้น
Lenin, Wallerstein และ Harvey ทั้งสามคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือพวกเขายังคงมองจักรวรรดินิยมว่ามีศูนย์กลางที่ระบุได้ มีประเทศที่เป็นแกนนำ มีทุนที่มีชื่อเจ้าของ มีรัฐที่เป็นตัวแสดงหลัก และมีห่วงโซ่สาเหตุที่พอจะติดตามได้ว่าใครสั่ง ใครปฏิบัติ และใครถูกกระทำ
Antonio Negri และ Michael Hardt เสนอใน Empire ที่ตีพิมพ์ในปี 2543 ว่าโลกที่เราอยู่ในตอนนี้ต่างออกไปจากนั้นอย่างพื้นฐาน และการยืนกรานที่จะวิเคราะห์ด้วยกรอบเดิมทำให้เราเห็นแต่เงาของจักรวรรดินิยม แทนที่จะเห็นสิ่งที่มันกลายเป็น พวกเขาโต้แย้งว่าเราไม่ได้อยู่ในยุคจักรวรรดินิยมอีกต่อไป แต่อยู่ในยุคของ “จักรวรรดิ” ที่เป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
อำนาจแบบเครือข่ายคืออะไร
ในจักรวรรดิของโรมันหรือในจักรวรรดินิยมแบบที่เลนินอธิบาย มีศูนย์กลางที่ชัดเจน มีผู้ออกคำสั่ง มีระบบลำดับชั้นที่พอจะมองเห็น และมีพรมแดนที่แบ่งระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง Negri และ Hardt บอกว่าจักรวรรดิในยุคหลังสงครามเย็นไม่ทำงานแบบนั้นอีกแล้ว มันคืออำนาจที่ไม่มีศูนย์กลางเดียว ไม่มีรัฐเดียวที่ควบคุมทั้งหมด แต่เป็นเครือข่ายของสถาบัน กฎหมาย บรรทัดฐาน และอำนาจที่กระจายตัวออกไปทั่วระบบและครอบคลุมทุกพื้นที่ของชีวิตมนุษย์
สหรัฐอาจเป็นกำลังทหารที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดินี้ แต่สหรัฐไม่ใช่จักรวรรดิทั้งหมด จักรวรรดิประกอบด้วย WTO ที่กำหนดกฎการค้าโลก IMF ที่กำหนดเงื่อนไขการกู้ยืม ระบบสิทธิบัตรที่ควบคุมว่าใครเข้าถึงเทคโนโลยีได้ หน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ตัดสินว่าเศรษฐกิจของประเทศไหนดีหรือแย่ สื่อและแพลตฟอร์มดิจิทัลที่กำหนดว่าข้อมูลอะไรไหลอย่างไรและเสียงของใครดังกว่า และมาตรฐานสากลที่ดูเหมือนเป็นกลางแต่รับใช้บางฝ่ายมากกว่าฝ่ายอื่น ทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันโดยไม่ต้องมีใครออกคำสั่งจากศูนย์กลาง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มันยากที่จะต้านทาน เพราะไม่มีที่เดียวที่เราจะชี้ไปบอกว่า “ปัญหาอยู่ที่นั่น”
Image Name
Negri สร้างต่อจาก Michel Foucault โดยใช้แนวคิด Biopower หรือ อำนาจเหนือชีวิต ซึ่งหมายถึงรูปแบบอำนาจที่ไม่ได้ทำงานผ่านการห้ามและการลงโทษเป็นหลัก แต่ทำงานผ่านการกำหนดว่าชีวิตที่ดีควรจะเป็นอย่างไร ความรู้ที่ถูกต้องควรหน้าตาเป็นอย่างไร และการพัฒนาที่แท้จริงควรวัดด้วยอะไร อำนาจในรูปแบบนี้ไม่ได้ยืนอยู่ที่ประตูเมืองพร้อมปืน แต่แทรกซึมเข้าไปในทุกมิติของชีวิตประจำวัน ในมาตรฐานการศึกษาที่กำหนดว่าความรู้คืออะไร ในระบบสาธารณสุขที่กำหนดว่า ร่างกายปกติหน้าตาเป็นอย่างไร ในดัชนีชี้วัดการพัฒนาที่กำหนดว่าประเทศไหนก้าวหน้าและประเทศไหนล้าหลัง ในบริบทของความขัดแย้งระหว่างประเทศ Biopower ทำงานผ่านการที่มหาอำนาจกำหนดว่าประชาธิปไตยหน้าตาเป็นอย่างไร สิทธิมนุษยชนควรครอบคลุมอะไร และรัฐบาลแบบไหนที่มีความชอบธรรม ล้วนเป็นรูปแบบของ Biopower ที่ทำให้ระเบียบของจักรวรรดิดูเหมือนธรรมชาติและสามัญสำนึกมากกว่าที่จะดูเหมือนการครอบงำ
สงครามถาวร(?) ข้อยกเว้นกลายเป็นกฎ
ข้อเสนอที่น่าสะเทือนใจที่สุดของ Negri และ Hardt คือแนวคิด Permanent War หรือสงครามถาวร และมันเป็นข้อเสนอที่ยิ่งดูแม่นยำขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป
ในโลกเก่า สงครามเป็นข้อยกเว้นจากสันติภาพ มันมีจุดเริ่มต้นที่ชัดเจน มีการประกาศ มีกระบวนการเจรจา และมีการสิ้นสุดที่ทุกฝ่ายยอมรับ สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสองมีวันที่เริ่มและวันที่จบ มีสนธิสัญญาสันติภาพ มีคำตอบที่ชัดเจนว่าใครชนะและใครแพ้ แต่สงครามต่อต้านการก่อการร้ายที่ประกาศเริ่มต้นหลังปี 2544 ไม่มีเงื่อนไขของการชนะที่กำหนดได้ ไม่มีวันที่สิ้นสุด และไม่มีศัตรูที่ลงนามยอมแพ้ได้ เพราะศัตรูเป็นยุทธวิธีไม่ใช่ประเทศ เป็นความรู้สึกไม่ใช่กองทัพ และเป็นความเป็นไปได้ไม่ใช่ความจริงที่จับต้องได้
Negri และ Hardt เห็นว่านี่ไม่ใช่ความผิดพลาดในการวางแผน แต่คือหน้าที่ของสงครามในยุคจักรวรรดิ สงครามไม่ได้มีไว้เพื่อชนะในความหมายดั้งเดิม แต่มีไว้เพื่อรักษาสภาวะที่จักรวรรดิสามารถแทรกแซงได้ตลอดเวลา ที่ไหนก็ได้ ภายใต้เหตุผลที่เปลี่ยนได้ตามบริบท ในทศวรรษหนึ่งเหตุผลคือคอมมิวนิสต์ ในทศวรรษถัดมา คือการก่อการร้าย ในทศวรรษนี้อาจเป็นอาวุธทำลายล้างสูงหรืออิทธิพลต่างชาติ เนื้อหาของภัยคุกคามเปลี่ยน แต่โครงสร้างของการมีศัตรูถาวรที่ต้องการการแทรกแซงถาวรคงอยู่เสมอ
สิ่งที่น่าจับตา คือในยุคจักรวรรดิ สงครามมีการแยกส่วนออกจากประชาธิปไตยในประเทศผู้ทำสงครามมากขึ้นเรื่อย ๆ การโจมตีด้วยโดรนไม่ต้องผ่านการอนุมัติของรัฐสภา ปฏิบัติการลับไม่ต้องรับรู้โดยสาธารณะ และการใช้กองกำลังทหารเอกชนทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตไม่ต้องปรากฏในรายงานอย่างเป็นทางการ นี่คือสงครามที่ประชาชนในประเทศที่ทำสงครามไม่ต้องรู้สึกถึงมันในชีวิตประจำวัน ต่างจากสงครามโลกที่ทุกครัวเรือนส่งลูกชายไปรบและรับรู้ต้นทุนของสงครามอย่างตรงไปตรงมา และเมื่อสังคมไม่รู้สึกถึงต้นทุน กลไกประชาธิปไตยในการยับยั้งสงครามก็อ่อนแอลงตามไปด้วย
Multitude และข้อจำกัดของการต้านทานแบบเครือข่าย
ถ้าจักรวรรดิไม่มีศูนย์กลาง การต้านทานจะทำอย่างไร? Negri และ Hardt เสนอแนวคิด Multitude หรือมหาชนผู้หลากหลาย ซึ่งต่างจากชนชั้นกรรมาชีพของ Marx ที่หมายถึงคนงานในโรงงาน Multitude ครอบคลุมทุกคนที่ผลิตชีวิตและความรู้ทางสังคม แรงงานในโรงงาน แรงงานดูแลเด็กและผู้สูงอายุ นักศึกษา ผู้อพยพ นักเคลื่อนไหว และผู้ผลิตความรู้และวัฒนธรรม ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ Multitude เพราะจักรวรรดิไม่มีศูนย์กลาง การต้านทานจึงไม่จำเป็นต้องมีศูนย์กลางเช่นกัน การเคลื่อนไหวทางสังคมที่เชื่อมต่อกันผ่านเครือข่าย โดยไม่มีพรรคการเมืองหรือองค์กรกลางที่นำ แต่แชร์จุดยืนร่วมกัน คือตัวอย่างที่ Negri และ Hardt เห็นว่าเป็นรูปแบบการต้านทานที่เหมาะสมกับยุคจักรวรรดิ
แต่นี่คือจุดที่งานของ Negri ถูกวิจารณ์อย่างหนักและเป็นธรรม ข้อวิจารณ์แรกคือพวกเขาประกาศการตายของรัฐชาติเร็วเกินไป ในโลกปัจจุบันรัฐชาติยังมีบทบาทสำคัญมาก การควบคุมพรมแดน การออกนโยบายเศรษฐกิจ และการใช้กำลังทหารยังคงถูกกำหนดโดยรัฐ การกล่าวว่าอำนาจกระจายออกไปทั่วเครือข่ายอาจทำให้เรามองไม่เห็นว่ายังมีประเทศที่แข็งแกร่งกว่าและอ่อนแอกว่าอยู่ในระบบอย่างชัดเจน ข้อวิจารณ์ที่สองคือแนวคิด Multitude มีปัญหาเชิงยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง การที่การต้านทานไม่มีศูนย์กลางอาจหมายความว่ามันกระจัดกระจายและขาดพลังในการเปลี่ยนโครงสร้างที่แท้จริง การเคลื่อนไหวทางสังคมหลายอย่างที่ดูยิ่งใหญ่บนโลกออนไลน์แต่ไม่สามารถแปลงเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายได้จริง อาจเป็นหลักฐานของจุดอ่อนนี้
การเข้าใจสิ่งนั้นไม่ใช่การสิ้นหวัง แต่คือเงื่อนไขเบื้องต้นของการคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่จริงจัง เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากการมองเห็นสิ่งที่เป็น ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้มันเป็น และทฤษฎีเหล่านี้คือ เครื่องมือที่ช่วยให้เราเห็น แม้สิ่งที่เห็นนั้นจะไม่ใช่ภาพที่สวยงามก็ตาม
ที่มา : Antonio Negri & Michael Hardt, Empire (2000); Multitude (2004)