นกแปลก สังคมประหลาด
Reading Time: 3 minutesรวมเรื่องสั้นที่ค่อนข้างยากจะอธิบาย หลายเรื่องแปลกประหลาด บางเรื่องคล้ายความฝัน บางเรื่องเหมือนภาพหลอน บางเรื่องก็เหมือนกำลังล้อเล่นกับคนอ่าน
แดดร้อนระอุเกินต้าน เสียงเครื่องเครนคำรามก้อง
นายช่างเร่งเครื่องก่อสร้าง “ตรงนั้นก็เครน ตรงโน้นก็ทุบ” เธอพึมพำออกเสียง
“สองข้างทางกำลังจะถูกเปลี่ยนให้เป็นเมืองคลาสสิก” ฟังดูโก้เก๋ หากแต่ประวัติศาสตร์และความทรงจำก็กำลังถูกลบไปด้วย และยิ่งไม่ใช่แค่การลืมเลือน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอาจกลายเป็นสิ่งแปลกปลอม ประหลาดพิลึก
“ถนนราชดำเนินกำลังอยู่ในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็จะเห็นได้จากเครนก่อสร้างอันนี้คือเงื่อนไขหลักอันที่หนึ่ง เงื่อนไขหลักอันที่สองก็คือการพัฒนาพื้นที่บริเวณที่เรียกว่า ถนนราชดำเนินกลางและพื้นที่ต่อเนื่อง และองค์ประกอบที่สามคือเมกะโปรเจกต์ใหญ่ที่กำลังทำอยู่ คือการเปลี่ยนหน้าตาตึกสองข้างทางจากรูปแบบที่เป็นแบบนี้ที่เราเรียกว่า Art Deco Style จะถูกเปลี่ยนให้เป็น Neo-classic สมัยรัชกาลที่ 5” อาจารย์ชาตรีเปิดบทสนทนาระหว่างพาเดินค้นหาร่องรอยที่หายไป และร่องรอยที่กำลังถูกเปลี่ยน
“แค่เปลือกนอกมันสำคัญขนาดไหนกันเชียว” เธอถาม
“คุณก็คิดดูสิว่าหนึ่งตึก 60 ล้าน รวม ๆ แล้วนับพันล้านบาท เพื่อเปลี่ยนหน้าตาตึก”
“มันต้องมีเป้าหมายที่ใหญ่มากนะ” เธอพยักหน้าคล้อยตาม

เขาอธิบายต่อว่า สามองค์ประกอบนี้เข้ามาจะทำให้ราชดำเนินในอีก 6-7 ปีนับจากนี้ ความทรงจำเกี่ยวกับพื้นที่ประวัติศาสตร์นี้ก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อหน้าตาของตึกเปลี่ยนไป เรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องก็จะถูกเล่าน้อยลง
เมื่อไม่ถูกพูดซ้ำ ความทรงจำและประวัติศาสตร์ทางการเมืองก็ยิ่งเลือนราง จางหายไปราวกับดอกไม้ไฟ
ในฐานะนักข่าว นักเขียน ไม่ใช่ศิลปินและยิ่งไม่ใช่คนในแวดวงสถาปัตยกรรม ต้องสะดุดกึกกับภาษาของสถาปัตยกรรม F-a-ç-a-d-e เธอพิมพ์ทีละตัวลงบนแป้นพิมพ์ พยายามค้นหาความหมายของ ‘ฟาซาด’ (Façade) หรือที่คนในแวดวงสถาปัตยกรรมเรียกกันว่า เปลือกนอก นั้นสำคัญอย่างไรต่อวัตถุทางประวัติศาสตร์ที่อยู่ตรงหน้า
[ฟะซาด‘] น. ด้านหน้าของตึกที่แสดงรายละเอียดของสถาปัตยกรรม
ถ้าเปลือกนอกเหมือนเสื้อผ้าที่ห่มคลุมบนเรือนร่าง ฟาซาดก็คงเหมือนปกหนังสือ หรือหน้าตาของตัวอาคารที่ทำให้เราจดจำกันได้ขึ้นใจ แน่นอนว่ามันมีลักษณะเฉพาะและมีเจตจำนงทางการเมือง
ระหว่าง “ศิวิไลซ์” กับ “ประชาธิปไตยและความเสมอภาค”
ระหว่าง “นีโอคลาสสิก” กับ “อาร์ตเดกอ”
ระหว่าง “ลืม” กลับ “จำ”
มันจึงไม่ใช่แค่…เปลือกนอกเท่านั้น เพราะอัดแน่นไปด้วยความทรงจำและความคับข้อง




ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร ที่เขียนโดย ชาตรี ประกิตนนทการ เสมือนตัวแทนของความนึกคิดคนหนุ่มสาวในสังคมที่เกิดและเติบโตมากับรัฐประหาร 2549 ทั้งยังตั้งคำถามถึงการหายไปของผลงานศิลปะและสถาปัตยกรรมในสมัยคณะราษฎร บ้างก็เคลือบแคลงสงสัยต่อประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง อยู่ไม่น้อย
ใช่หรือไม่ว่า หลังรัฐประหาร 2549 จนถึงปัจจุบันเป็นความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างสองขั้วใหญ่ ๆ
“ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ ประวัติศาสตร์ยุคคณะราษฎรได้เข้ามาตอบโจทย์ความขัดแย้งในเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองได้อย่างเหมาะสมที่สุดในฐานะสัญลักษณ์ที่เป็นคู่ตรงข้ามกับอุดมการณ์กษัตริย์นิยม และเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการใช้ต่อสู้ทางความคิดกับกลุ่ม Ultra Royalist, Hyper Royalist และ Network Monarchy ทั้งหลาย”

คำถามที่น่าสนใจคือ เหตุผลประการใดบ้างที่ทำให้ต้องเสียงบประมาณมหาศาลในการทำโครงการลักษณะนี้ ซึ่งคำตอบที่เหลืออยู่คงมีเพียงเหตุผลเดียว
ลบความทรงจำคณะราษฎรให้หายไปจากถนนราชดำเนิน
— ชาตรี ประกิตนนทการ, สถาปัตย์-สถาปนา : การ(เมือง)ดีไซน์พื้นที่และความนัยสถาปัตยกรรม

แม้การรื้อ-ทุบ ทำลายจะรุนแรงขึ้น แต่หากประเมินถึงผลสำเร็จที่ต้องการจะ “ลบ” และทำให้การ “ลืม” ในปริมณฑลสาธารณะ ยัง “ล้มเหลว” โดยสิ้นเชิงในมุมมองของผู้เขียน เริ่มตั้งแต่การถอน “หมุดคณะราษฎร” และแทนที่ด้วยหมุดอันใหม่ที่นอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างความหมายใหม่ให้เกิดขึ้นแล้ว ตรงกันข้าม หมุดคณะราษฎรกลับไปปรากฏตัวในพื้นที่ทางการเมืองในโลกออนไลน์ มากไปกว่านั้นยังเกิดกระแสทำ “จำลอง” ของใหม่ขึ้นมาในโลกออฟไลน์ หลากหลายรูปแบบทั้งเหรียญที่ระลึก เสื้อยืด เข็มกลัด นาฬิกา ฯลฯ ในช่วงหลังรัฐประหาร 2549 ปี 2557 หรือในม็อบเยาวชนรุ่นใหม่ช่วงปี 2562-2564 เครื่องมือหลายอย่างในการต่อต้านรัฐประหารอันหนึ่งคือการหวนกลับไปสู่ประวัติศาสตร์คณะราษฎร เกิดการตีความประวัติศาสตร์คณะราษฎรใหม่ และหยิบใช้ในฐานะ “สัญลักษณ์” ของประชาธิปไตย
กลายเป็นว่า ยิ่งรื้อ ยิ่งลบ เพื่อเป้าหมายในการทำให้ “หายไป” จากสังคมไทย กลับทำให้ “ถูกมองเห็น” และจดจำหมุดคณะราษฎรไปโดยปริยาย
บ้างก็นิยามว่า เสมือนการเกิดใหม่ครั้งที่ 3 ของคณะราษฎร
กลายเป็นว่า การเกิดใหม่ครั้งนี้ ไม่ใช่การเกิดใหม่ในแง่ของ “จิตวิญญาณ” (ความทรงจำและอุดมการณ์) ทางการเมืองในแบบเดียวกับการเกิดใหม่ในครั้งที่ 2 หลังรัฐประหาร 2549 เท่านั้น แต่อาจารย์ชาตรีเชื่อว่าเป็นการเกิดใหม่ทาง “ร่างกาย” ของวัตถุทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ด้วย แม้ว่าร่างกายต้นฉบับจะถูกทำลาย แต่ร่างกายจำลองนั้นช่างหลากหลาย และถูกผลิตซ้ำแพร่กระจายไปสู่ปริมณฑลสาธารณะในรูปแบบและวิธีการใหม่ที่รัฐก็ไม่อาจควบคุม ครอบงำ หรือกำจัดทิ้งได้


บางขณะก็อาจกลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่แข็งแกร่ง ทรงพลัง และหลากหลาย ปราศจากแผงเหล็กกั้นพรมแดนทางการเมือง จากการศึกษาของอ.ชาตรีทำให้พบว่า คณะราษฎรจงใจเลือกใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมโมเดิร์นไปในความหมายเฉพาะอีกแบบที่ไม่เหมือนกับความหมายในสังคมยุโรป แต่เลือกใช้และสร้างความหมายเฉพาะในสังคมไทยขึ้นเพื่อสะท้อนแนวคิดทางการเมืองของคณะราษฎรที่มีลักษณะต่อต้าน แข่งขัน และแย่งชิงความชอบธรรมทางการเมืองกับกลุ่มอำนาจเก่าอย่างชัดเจน
มันจึงไม่ใช่แค่การพัฒนาสร้างตึกสองข้างทางให้เศรษฐกิจเติบโต หรือให้รถวิ่งสะดวกสบาย แต่อีกด้านมันมีนัยยะทางการเมือง เพราะว่ามันมีการสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยปักลงไป เป็นสัญลักษณ์ของระบอบใหม่อย่างชัดเจน และสองข้างทางก็สร้างตึกสมัยใหม่ และมีการเคลมในยุคคณะราษฎรว่านี่คือภาพของเมืองใหม่ในยุคสร้างชาติ จนมีหลายข้อเขียนในยุคคณะราษฎรที่ระบุว่า การสร้างตึกหรือการขยายถนนของคณะราษฎร เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการของการสร้างชาติด้วย ด้วยเหตุนี้มันจึงมีนัยยะทางการเมืองแฝง ไม่ต้องพูดถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หน้าตาตึกของคณะราษฎรใช้อย่างเป็นรูปแบบที่นิยมคือ “อาร์ตเดกอ” ซึ่งมีลักษณะที่ตัดขาดจากรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบประเพณีเดิมอย่างที่เคยเป็นมาทั้งประเพณีไทยแบบโบราณ ธรรมเนียมแบบนีโอคลาสสิกแบบรัชกาลที่ 5-6 หน้าตาของตึกมีลักษณะภาษาของสถาปัตยกรรมที่เปลี่ยนจากของเดิมไปพร้อมกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
ตึกอาร์ตเดกอของคณะราษฎร จึงมีนัยยะไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของคณะราษฎร แต่ว่ามีนัยยะเท่ากับ ประชาธิปไตย ความเสมอภาค และระบอบใหม่ และเป็นประโยคที่ปฏิเสธระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ผู้เขียนสรุปในทำนองเดียวกันว่า คณะราษฎรเป็นกลุ่มบุคคลทางประวัติศาสตร์ที่กำเนิดสองครั้ง ครั้งแรกจากผลงานของการปฏิวัติล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อพ.ศ. 2475 แต่หลังจากนั้นเพียง 15 ปี ความทรงจำเกี่ยวกับคณะราษฎรก็ถูกทำให้ลืม และตีความใหม่ในเชิงลบ เสมือนว่าคณะราษฎรได้ตายไปแล้วจากความทรงจำทางประวัติศาสตร์
แต่รัฐประหาร 2549 ได้ทำให้คณะราษฎรถือกำเนิดใหม่อีกครั้ง! ในฐานะวีรชนและสัญลักษณ์การต่อสู้ของอุดมการณ์ประชาธิปไตย และภายหลัง รัฐประหาร 2557 ความเบ่งบานจากการเกิดใหม่ของคณะราษฎร ก็ได้รับการโต้กลับอย่างรุนแรงจากกลุ่มอนุรักษนิยมต่าง ๆ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการจัดงานวิชาการในทุกวันที่ 24 มิถุนายนลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ แม้จะมีอยู่บ้างแต่เทียบไม่ได้กับก่อนหน้ารัฐประหาร และที่หายไปเกือบจะสิ้นเชิงคือการจัดกิจกรรมทางการเมืองในพื้นที่ความทรงจำของคณะราษฎร ไล่ตั้งแต่ “หมุดคณะราษฎร” ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดกิจกรรมทางเมืองใด ๆ ส่วน “อนุสาวรีย์ ปราบกบฏ” ก็ถูกควบคุมการใช้พื้นที่อย่างเข้มมงวด หรือแม้แต่ “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” ก็ไม่ต่างกัน หลังรัฐประหาร 2557 มีการนำรั้วเหล็กมาล้อมโดยรอบไม่ให้คนเข้าไปใช้สอยและชุมนุมในบริเวณอนุสาวรีย์ฯ พร้อม ๆ กับการปรับภูมิทัศน์บริเวณฐานอนุสาวรีย์ฯ ด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาชนิดทำให้อนุสาวรีย์ฯ แห่งนี้ถูกลดพลังในการเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง เหลือไว้เพียงไฟประดับและกระถางดอกไม้ตามเทศกาล
จนกระทั่งมีการบูรณะอาคารสองฟากฝั่งถนนราชดำเนินกลางครั้งใหญ่ที่เป็นข่าวปรากฏมาตั้งแต่ 2563 จนถึงพ.ศ.นี้ แม้จะไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนนัก แต่ประเด็นสำคัญของการบูรณะในครั้งนี้ก็คือการเปลี่ยนโฉมหน้ารูปแบบ ศิลปะแบบอาร์ตเดกอ (Art Deco) ซึ่งเป็นที่นิยมในยุคคณะราษฎร ให้เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมนีโอ-คลาสสิก (Neo-Classic) ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 โครงการนี้หากเกิดขึ้นจริง อาจถือได้ว่าเป็นโครงการทำลายประวัติศาสตร์และความทรงจำของคณะราษฎรครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่รัฐประหาร 2490 เป็นต้นมา




แต่เชื่อเถอะ! นั่นอาจจะไม่พอที่จะ “ลบ” หลักฐานชิ้นสำคัญของคณะราษฎรออกไปจากความทรงจำและปริมณฑลทางการเมืองที่วันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เปลือกนอก หรือพื้นที่ทางกายภาพแล้ว
ต่อให้กระแสหลักจะมองประวัติศาสตร์ 2475 ว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่ค่อยน่าจดจำ “ลืม ๆ มันไปซะ”
การช่วงชิงพื้นที่และความหมายของ “เปลือกนอก” บนถนนราชดำเนินกลางยังคงดำเนินต่อไปตามจังหวะของเครื่องจักรขนาดใหญ่ และการอ่านก็ไม่ใช่เรื่องแค่ของการคิดเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการชำระพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และความทรงจำที่กำลังจะถูกลบ
บ้างก็อ่านซ้ำ จึงไม่แปลกใจเลยที่หนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์ครั้ง 4, อีกครั้ง อ่านจบสองรอบ
อาจเพราะยังไม่มีฉากจบของเรื่อง คุณก็ทราบ
มันเป็นเวลาบ่ายแก่ ๆ ออนนี่ (พี่สาว) เอ่ยทัก อัน-นยอง-ฮา-เซ-โย ประชาธิปไตยไทย
Can you take a photo of me, please เธอยื่นกล้องมือถือมาให้ถ่ายแล้วโพสต์ท่าพนมมือ
ไม่กี่นาทีต่อมา… add Location เพิ่มโพสต์ลงสตอรี่แล้วจ๊ะพี่จ๋า
หนังสือ : ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร
ผู้เขียน : ชาตรี ประกิตนนทการ
สำนักพิมพ์ : มติชน
PlayRead : คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ไว้ในเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี