‘ปล้น’ โดยไม่ต้องบุก
Reading Time: < 1 minuteเมื่อสงครามทางเศรษฐกิจรุนแรงกว่าสงครามทางทหาร Harvey กำลังชี้ให้เห็นว่าในระบบจักรวรรดินิยมมีตรรกะของทุนและตรรกะของอาณาเขตที่ทำงานพร้อมกัน บางขณะก็ขัดแย้งกัน
วีรพร นิติประภา
ทุกครั้งที่ไปไต้หวันก็มักจะโดนคนที่นั่นพูดภาษาจีนใส่หน้า ไปเซี่ยงไฮ้กับคุนหมิงหรือกระทั่งฮานอยก็เช่นกัน คงเป็นเพราะหน้าตาเจ๊กจีนโดยเฉพาะสีผิวเผือกขาวราวกับไม่มีส่วนผสมของเชื้อสายอื่นปนดูกลมกลืนราวกับเป็นคนจีนแท้ ๆ แล้วพอตอบว่า หว่อปู๊จือเต้า หว่อปู๊จือเต้า-ฉันไม่เข้าใจ ผู้คนก็มักทำหน้างง ๆ กลับมา หน้าจีนขนาดนี้ใยพูดจีนด้วยถึงฟังไม่รู้เรื่อง
เมื่ออธิบายว่าเป็นคนไทยเชื้อสายจีนก็มักถูกถามต่อ คนจีนในไท้กั่วมาจากที่ไหนของเมืองจีน… ซึ่งก็ตอบไปว่า กวางเจา แล้วก็มักถูกถามซักว่า ตรงไหนของกวางเจา… หรือ คนกวางเจาเข้ามาอยู่เมืองไทยกันได้อย่างไร…ตั้งไกล ก็ตอบเขาไม่ได้ นั่นสินะ คนจีนมากมายในเมืองไทยไปยังไงมาอย่างไร เคยถามปู่ย่าตายายคำตอบที่ได้ก็มักคลุมเครือ ขอให้เล่าเรื่องราวหนหลังครั้งแรกเข้ามาอยู่เซี่ยมล้อ หรือสยามก็เล่ากระท่อนกระแท่น แม้แต่บอกปัดเอาดื้อ ๆ …มีแต่เรื่องความลำบากยากจน ลื้อจะสนใจรู้ไปทำไมให้รกหัว ไปสนใจรู้เรื่องพวกเจ้าสัวคนมีสตางค์ดีกว่า

ความลำบาก ยากจน ตกต่ำสำหรับคนเอเซียเป็นเรื่องน่าละอาย เป็นความไม่ดีพอและความผิดพลาด … ไม่อดทน ไม่ประหยัด ไม่บากบั่นพยายาม หัวสมองทึบไม่ฉลาด กระทั่งฟ้าดินไม่เมตตาเหมือนกับที่เมตตาเหล่าเจ้าสัวหรือไม่มีโชคก็ยังถือเป็นความบกพร่องของแต่ละปัจเจกคนจนได้ ไม่อ้อนวอนสวดมนต์มากพอ ไม่เป็นคนดี ไม่กตัญญูพ่อแม่ หรือแย่กว่านั้น …ความลำบากยากจนเป็นบาปกรรมติดตามมาแต่ชาติปางก่อน
ประเทศไทยมีประชากรเชื้อสายจีนกับลูกครึ่งไทย-จีนอยู่ราว ๆ สี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นประเทศที่มีคนจีนอพยพลงหลักปักฐานตั้งรกรากนอกผืนแผ่นดินใหญ่มากที่สุดในโลก แต่กลับมีคนไม่มากในจำนวนนี้ที่ยังคงสื่อสารด้วยภาษาจีนพื้นถิ่นกำเนิดได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็อายุมากแล้ว คนหนุ่มสาวรุ่นหลังแทบใช้ภาษาบรรพบุรุษจีนสื่อสารประจำวันพื้น ๆ ไม่ได้แล้ว ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สื่อสารกับอากงอาม่าซึ่งไม่ชำนาญภาษาไทยไม่ได้ได้มากพอจะรู้ประวัติความเป็นมาของครอบครัวตัวเอง
แต่ที่แปลกประหลาดกว่าชาติอื่นใดก็คือ ไม่มีเรื่องราวของประชากรจีนที่มีจำนวนเกือบครึ่งประเทศนั่นบรรจุในระบบการศึกษาของเรา ไม่ว่าจะเป็นรากเหง้า ประวัติศาสตร์คร่าว ๆ ของแผ่นดินบ้านเกิด ความเป็นมา การเข้ามาตั้งรกราก เรื่องราวของวิถีพื้น ๆ วัฒนธรรม ประเพณี ทั้ง ๆ ที่อยู่เป็นส่วนร่วมของการก่อร่างสร้างชาติมานาน และจะว่าไปเราก็แทบไม่ได้เรียนอะไรเกี่ยวกับชนชาติอื่นใดในโรงเรียนทั้งนั้น นอกจากเรื่องราวของชนชาติไทย
… ราวกับเป็นชนชาติเดี่ยว ๆ เพียวร์ ๆ ที่ไม่ได้มีชนชาติต่าง ๆ มากมายเป็นส่วนประกอบ
นอกจากคนไทยเชื้อสายจีนครึ่งประเทศ เรายังมีชาวไทยมุสลิมอีกเป็นจำนวนมากรองลงมา ซึ่งประกอบด้วยชาติพันธุ์ต่าง ๆ ถึงห้าชาติจากอินเดีย เปอร์เซีย มลายู ตะวันออกกลาง และยังมีคนไทยเชื้อสายอินเดีย เวียดนาม ลาว ชวา พม่า มอญ เขมร โปรตุเกส ญี่ปุ่น เดินทางเข้าออกประเทศระลอกแล้วระลอกเล่าตั้งแต่สมัยอยุธยามาจนถึงปลายรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีตั้งแต่ถูกเกณฑ์มาเป็นเชลยสงคราม เข้ามาค้าขาย รับจ้างใช้แรงงาน ไปจนถึงรับราชการ และในที่สุดก็แต่งงาน สร้างครอบครัว ตั้งรกรากอยู่เป็นส่วนหนึ่งของประชากรไทย
… นี่ยังไม่พูดถึงชาวไทยภูเขาและชนเผ่าเล็กเผ่าน้อยอีกจำนวนมากที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ
แม้จะกำหนดเป็นทางการให้เรียกว่าเป็น ’คนไทย’ ด้วยกันทั้งหมด แต่การไม่บรรจุเรื่องราวความแตกต่างหลากหลายในแบบเรียนก็ทำให้เราไม่มีความรู้ความเข้าใจในวิถี ความเชื่อ วัฒนธรรมและธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างของกันและกัน …ความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมสามารถมองเห็นได้ชัดเจนผ่านอาหาร อย่างโรตี มะตะบะ ซาละเปา ก๋วยเตี๋ยว จานผัดต่าง ๆ ไปจนถึงสำรับที่หยิบยืมมาคลี่คลายอย่างแกงมัสหมั่น ยำใหญ่ หรือที่บริโภคแพร่หลายจนทึกทักตั้งชื่อเป็นอาหารไทยประจำชาติไป อย่างผัดไทย ชาไทยก็มาก ไม่รวมเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เข้าใจว่าเป็นของไทย อย่างกางเกงเลซึ่งมาจากกางเกงแพรของจีน และผ้าขาวม้าที่มาจากเปอร์เซีย
และคำจากต่างภาษาที่ใช้กันจนเชื่อว่าเป็นคำภาษาไทยก็มากมายมหาศาล
เราไม่เพียงแต่ถูกสอนด้วยการไม่สอน … ให้พอใจแค่จะเรียกตัวเองเป็นคนไทย แต่ยังถูกสอนให้เหมาเอาวัฒนธรรมต่าง ๆ ของใครต่อใครมารวมอยู่ภายใต้จำกัดความ ’ความไทย’ อีกด้วย แต่ความไทยคืออะไรล่ะ เราจะจำกัดความไทยแท้ ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ได้อย่างไรไนเมื่อเราทุกคนก็ล้วนเป็นผู้อพยพจากทุกทิศทุกทางเข้ามาในดินแดนแหลมทองนี้ด้วยกันทั้งสิ้น
เราปล่อยให้วลี ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ในเพลงชาติเป็นวลีที่เปล่ากลวง โดยไม่ให้การศึกษาขั้นพื้นฐานเรื่องเชื้อชาติทำให้คนในชาติมีความเข้าใจ และเคารพความแตกต่างมากพอจะเป็นประชากรที่อยู่ร่วมสมัครสมานกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ด้วยซ้ำ แม้จะไม่เคยถึงกับมีปัญหาความขัดแย้งรุนแรงอย่างที่เคยเกิดในหลาย ๆ ประเทศ แต่ก็ยังคงมีอคติลึก ๆ ต่อกันอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อมีเรื่องการใช้สอยครองพื้นที่และทรัพยากรเข้ามาเกี่ยวข้อง
บางทีนิสัยชอบเหยียดของคนไทยอาจมีจุดต้นเริ่มมาจากตรงนี้ก็ได้ ก็จะไม่ให้หมิ่นหยามกันเอาไว้ก่อนได้อย่างไร ก็มันไม่รู้อะไรเลย ไม่เคยรู้จัก และไม่สนใจจะรู้จักกลับคิดว่าไม่ต้องรู้จัก เพราะถ้าจำเป็นต้องรู้จักก็ต้องได้เรียนมาจากโรงเรียนแล้วสิ แต่การไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองและเชื่อว่าตัวเองเป็นไทยแต่ถ่ายเดียวก็เป็นเรื่องซับซ้อน และสับสน เราจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้อย่างไรโดยไม่รู้ว่าส่วนเสี้ยวหรือทั้งหมดที่ประกอบขึ้นเป็นเราเป็นใคร และคนอื่น ๆ เป็นใคร ใครมาจากดินแดนแบบไหน มาอย่างไร รากเหง้าเป็นอย่างไร

ไม่เพียงแต่การศึกษาวิจัยสมัยใหม่จะระบุว่า พันธุกรรมสามารถบ่งชี้ว่าแต่ละเชื้อชาติจะมีแนวโน้มทางสุขภาพอย่างไร เปราะบางตรงไหน ชาติพันธุ์และธรรมเนียมปฏิบัติที่ส่งต่อในครอบครัวยังส่งผลลึกซึ้งถึงทัศนคติ บุคลิกภาพ นิสัยใจคอ ไปจนถึงศักยภาพ ความถนัด และความเป็นไปได้อีกมากมาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ประเทศที่มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์เติบโตสู่ความเป็นเลิศได้สูงกว่าประเทศที่มีความหลากหลายน้อย
ยิ่งมาถึงปัจจุบัน วัฒนธรรมแตกต่างหลากหลายยังกลายเป็นสินค้ามูลค่าสูงในธุรกิจท่องเที่ยวอีกด้วย หลายประเทศโปรโมตความเป็นชาติวัฒนธรรมผสม และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมหาศาล ขณะที่รัฐบาลของเราซึ่งก็ประกอบด้วยคนไทยเชื้อสายต่าง ๆ เหมือนกัน กลับไม่ยอมรับความจริงของชาติในแง่นี้ ยังคงปิดบัง ไม่เปิดกว้างและสนับสนุนความแตกต่าง รวมทั้งให้ความรู้กับประชาชน สอนประชาชนให้ภาคภูมิในอัตลักษณ์ของตนและคนอื่น เห็นคุณค่าที่แตกต่างทางวัฒนธรรม เข้าใจรากเหง้าความเป็นมา และตัวตนของตนเอง
เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ทัศนคติของรัฐของเรายังติดจั่นอยู่กับแนวคิดชาตินิยมหลังสงครามโลกครั้งสอง ไม่ไปไหน กระทั่งในชั่วยามที่สงครามโลกครั้งที่สามกำลังเริ่มต้น
… หากมันไม่ได้เริ่มต้นไปแล้ว