อา-บา-ตา ข้างหลังภาพหะยีสุหลง สู่หนใดของการปรองดอง หากฟ้ายังทึมเทาไม่เปลี่ยนสี

Crack PoliticsPeaceful
Reading Time: 5 minutes

ประวัติศาสตร์และบาดแผลที่จดจำไม่ลืมและความจริงที่ยังไม่ถูกชำระทางประวัติศาสตร์จากเรื่องราวชีวิตของชายมุสลิมที่เกิดในปี 2438 ณ กัมปงอาเนาะรู จังหวัดปัตตานี

หะยีสุหลง เป็นใคร? เขาคือโต๊ะครู นักการเมือง นักคิด นักปฏิรูปที่ก้าวหน้าแห่งยุค หรือผู้นำแบ่งแยกดินแดนในสายตาของรัฐ

ไม่ว่าเขาจะมีบทบาทหรือคำพ่วงท้ายอย่างไร ทว่า เสียงของหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ โต๊ะมีนา ไม่ได้หายไปพร้อมกับวันที่เขาถูกบังคับสูญหายเมื่อกว่า 70 ปีก่อน ตรงกันข้าม เรื่องราวของเขายังคงอยู่ผ่านคำถามเดิมเกี่ยวกับอำนาจรัฐ ศาสนา อัตลักษณ์ และความยุติธรรมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐไทยพยายามจัดการความหลากหลายด้วยวิธีรวมศูนย์อำนาจ และทำให้ทุกคนกลายเป็นไทยแบบเดียวกัน ความคิดเช่นนี้ทำให้ความต้องการพื้นฐานของชาวมลายูมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนา ภาษา การศึกษา หรือกฎหมายที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ถูกมองด้วยความหวาดระแวง และหลายครั้งถูกตีความว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้คือรากฐานของตัวตนและศักดิ์ศรีของผู้คนในพื้นที่

มองข้างหลังภาพหะยีสุหลง เพื่อตามหาอนาคตการปรองดองของการเมืองไทยในวันที่ความหลากหลายปรากฏชัดมากขึ้นในประวัติศาสตร์ของความเป็นไทยในวงเสวนา “หะยีสุหลงกับโอกาสของการปรองดองทางการเมือง” เมื่อความเป็นอื่นถูกสร้างขึ้นและยังถูกคงสถานะไว้ไม่ต่างจากฟ้าทึมเทาที่ไม่ยังไม่สว่างเสียทีที่ชายแดนใต้

ฟ้าไม่เคยเปลี่ยนสีที่ชายแดนใต้ แค่เปลี่ยนตัวแสดง

หากเปรียบเทียบสิทธิเสรีภาพเป็นดั่งฟ้าที่เปิดกว้าง เห็นวิสัยทัศน์ได้กว้างไกล ท้องฟ้าของชายแดนใต้วันนี้ยังคงเป็นสีเทา ๆ มืดครึ้มไม่ต่างจากอดีต สังคมชายแดนใต้ยังถูกปิดกั้นภายใต้กรอบกฎหมายพิเศษที่ใช้ในเฉพาะพื้นที่และสร้างความเป็นอื่นให้กับคนในพื้นที่

สิ่งที่เปลี่ยนไปอาจไม่ใช่ท้องฟ้าที่ยืนยันสิทธิเสรีภาพในพื้นที่ แต่หากเป็นการเปลี่ยนตัวแสดง ที่การกดทับ การบังคับสูญหาย และการบันทึกประวัติศาสตร์ยังมาจากอำนาจรัฐเพียงอย่างเดียว

และคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในที่นี้ก็คือ ครอบครัว

จตุรนต์ เอี่ยมโสภา หนึ่งในลูกหลานรุ่นที่ 3 ของหะยีสุหลง กล่าวว่า คำถามหนึ่งที่พวกเขามักได้รับเสมอหลังเหตุการณ์การบังคับสูญหายของหะยีสุหลง คือ ‘รู้สึกอย่างไร’ กับการที่คนในครอบครัวถูกอุ้มหายและถูกฆ่า

“เป็นคำถามที่ตอบได้ยากมาก เพราะในความเป็นจริง ไม่มีใครสามารถอธิบายความรู้สึกของการสูญเสียคนในครอบครัวจากความรุนแรงเช่นนี้ได้ง่าย ๆ แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ “ผลกระทบ” ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ซึ่งไม่ได้จบลงแค่วันที่คนคนหนึ่งหายไป” จตุรนต์ กล่าว

หลังหะยีสุหลงและผู้ติดตามถูกอุ้มหาย ครอบครัวต้องเผชิญภาระครั้งใหญ่ คุณยายของครอบครัวต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่รับหน้าที่ดูแลสมาชิกในบ้านเกือบ 20 ชีวิต ขณะที่ภาระการเป็นหัวหน้าครอบครัวต้องตกไปอยู่กับลูกชายคนที่สอง เพราะลูกชายคนโต ซึ่งก็คือหะยีสุหลง ถูกบังคับสูญหายไปแล้ว

ผลกระทบทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของลูกหลาน แม้กระทั่งเรื่องเล็ก ๆ ในวัยเด็ก เขาเล่าว่า ตอนเรียนหนังสือ ครอบครัวมักถูกโรงเรียนทวงค่าเทอมอยู่เสมอ ในตอนนั้นเขาไม่เข้าใจว่าทำไมโรงเรียนต้องทวงหลายครั้ง จนเมื่อโตขึ้นจึงค่อยตระหนักว่า ที่บ้านไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนเหมือนครอบครัวอื่น

“ถ้าโรงเรียนไม่ทวงค่าเทอมเกินสามครั้ง ถือว่าผิดปกติสำหรับครอบครัวเรา” จตุรนต์ กล่าว

เขาเล่าย้อนด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ก่อนจะบอกว่า ความยากลำบากของครอบครัวหนักถึงขั้นที่คุณยายมีสิทธิ์ได้รับซะกาต ซึ่งตามหลักศาสนาอิสลามจะมอบให้กับผู้ยากไร้และผู้เดือดร้อน นั่นหมายความว่า ครอบครัวที่เคยมีสถานะทางสังคมสูง กลับต้องกลายเป็นครอบครัวที่อยู่ในภาวะลำบากอย่างแท้จริงหลังการสูญเสียผู้นำครอบครัว

นอกจากผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้ว การอุ้มหายยังทิ้งร่องรอยทางประวัติศาสตร์และบาดแผลเอาไว้ในครอบครัว

จตุรนต์ เล่าว่า เอกสารสำคัญที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่เกี่ยวกับหะยีสุหลง คือจดหมายจากเรือนจำบางขวางจำนวน 11 ฉบับ ซึ่งเพิ่งถูกค้นพบเมื่อราวสิบกว่าปีก่อน เอกสารเหล่านี้รอดพ้นจากการตรวจค้นและการทำลายเอกสารในอดีต และกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยอธิบายตัวตน ความคิด และเครือข่ายความสัมพันธ์ของหะยีสุหลงได้มากที่สุด

ในจดหมายดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างหะยีสุหลงกับบุคคลสำคัญในยุคนั้น ทั้งหมอเจริญ สืบแสง, ขุนเจริญวรเวช และอัศนี พลจันทร์ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อประวัติศาสตร์การเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้

สิ่งเดียวที่ฝังอยู่ในความทรงจำตั้งแต่วัยเด็ก คือทุกวันฮารีรายอ ครอบครัวจะพาลูกหลานไปที่ทะเลสาบสงขลา ให้หันหน้าไปทางเกาะหนูเกาะแมว แล้วอ่านดุอาอ์และอัลกุรอานร่วมกัน ตอนเด็ก ๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปที่นั่นทุกปี ปีละสองครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่งแม่จึงบอกว่า ครอบครัวถือว่าบริเวณนั้นคือสุสานของหะยีสุหลงและผู้ติดตามอีกสามคนที่ถูกอุ้มหายไปในเวลานั้น ประสบการณ์เหล่านี้เองที่ทำให้เขาตัดสินใจลุกขึ้นมาสานต่อเรื่องราวของครอบครัว และเปิดบ้านโต๊ะมีนาให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ทางประวัติศาสตร์

“จนกระทั่งเราเริ่มเปิดบ้าน เพื่อให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ ในอดีตแทบไม่มีใครกล้าเข้ามาในบ้านหลังนี้ เพราะใครก็ตามที่เข้ามามักถูกมองว่าเป็นพวกกบฏหรือเป็นคนที่มีความคิดต่อต้านรัฐอย่างรุนแรง แต่เมื่อราว 15 ปีก่อน ครอบครัวเริ่มพูดคุยกันว่า หากยังปิดบ้านและปิดเรื่องราวเหล่านี้ต่อไป ความเข้าใจผิดของสังคมก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เราจึงตัดสินใจเปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามาเรียนรู้ พูดคุย และถกเถียงกันด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัวหรืออคติ และกลุ่มแรก ๆ ที่ครอบครัวเชิญเข้ามาพูดคุย กลับเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง”

จตุรนต์ เล่าต่อว่า หลังจากได้เห็นเอกสารและฟังเรื่องราวจากครอบครัว เจ้าหน้าที่จำนวนมากพูดคล้ายกันว่า ‘ไม่เหมือนกับสิ่งที่เคยถูกสอนมา’

ประโยคนี้ทำให้เขาตระหนักว่า ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เกิดจากการส่งต่อชุดความคิดบางอย่างภายในระบบราชการและฝ่ายความมั่นคงมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นวัฒนธรรมการรับรู้เกี่ยวกับพื้นที่ เจ้าหน้าที่จำนวนมากถูกปลูกฝังให้มองชายแดนใต้ผ่านแว่นของความมั่นคงเพียงอย่างเดียว ก่อนจะได้มาสัมผัสผู้คนจริง ๆ ในพื้นที่และเมื่อมองผ่านแว่นแบบนั้น คนในพื้นที่จึงไม่ถูกมองในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียม แต่ถูกมองในฐานะภัยคุกคามหรือความเสี่ยงต่อรัฐตั้งแต่ต้น

นี่คือคำถามว่า หากสังคมไทยยังไม่เปลี่ยนวิธีมองผู้คนในพื้นที่ชายแดนใต้ ปัญหาที่ดำเนินมากว่า 5-6 ทศวรรษจะสามารถคลี่คลายได้จริงหรือไม่ หากวันนี้ปัญหาชายแดนใต้ยังไม่อาจถูกมองด้วยแว่นของวัฒนธรรมอันหลากหลาย แต่ยังถูกสวมด้วยแว่นของกลุ่มก่อการร้าย-ต้องการแบ่งแยกแผ่นดิน-คนอื่นของสังคมไทย ไม่ต่างจาก 72 ปีที่แล้ว

ประวัติศาสตร์ของความหลากหลาย หายไปจาก ‘รัฐชาตินิยม’

สังคมไทยแท้จริงแล้วเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย แต่หลังการรัฐประหารในปี 2490 การสร้างสังคมไทย ‘แบบเดียว’ ภายใต้กรอบของรัฐชาตินิยมทำให้ความหลากหลายเหล่านั้นถูกบังคับให้สูญหายและกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ว่างเปล่าที่ถูกกำหนดว่าสิ่งใดควรมีอยู่-สิ่งใดควรหายไปถูกกำกับจากรัฐเพียงฝ่ายเดียว

นวลน้อย ธรรมเสถียร ผู้จัดทำสารคดี ‘หะยีสุหลงคนหลังภาพ’ ได้กล่าวว่าประเด็นสำคัญที่สุดของกรณีหะยีสุหลง คือการที่เขาถูกทำให้หายไปไม่ใช่เพียงในความหมายของการสูญหายทางร่างกายเท่านั้น แต่รวมถึงการสูญหายของเรื่องราว ความคิด และตัวตนทางประวัติศาสตร์ด้วย

“เมื่อบุคคลคนหนึ่งถูกทำให้หายไป สิ่งที่ตามมาคือเรื่องราวของเขาอาจถูกลบเลือน ถูกสร้างคำอธิบายใหม่ หรือถูกตีความแทนโดยคนรุ่นหลัง เราจึงรับรู้หะยีสุหลงผ่านโครงเรื่องที่ถูกประกอบสร้างขึ้นภายหลัง มากกว่าจะได้รู้จักตัวตนจริง ๆ ของเขา” นวลน้อย กล่าว

การบังคับให้สูญหายของรัฐไทยไม่ได้เฉพาะแค่กรณีหะยีสุหลง แต่รวมไปถึงกรณีอื่น ๆ ที่การกำจัดผู้นำทางความคิดที่มองเป็นอื่นจากรัฐนั้น ผลจากการสูญหายที่นำไปสู่การล้างข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เอกสาร งานเขียน หรือหลักฐานที่สะท้อนความคิดของหะยีสุหลงหลงเหลืออยู่น้อยมาก จนปัจจุบันเราแทบไม่รู้เลยว่า ในช่วงเวลานั้นเขามีความคิดทางการเมืองอย่างไร

ทำให้สิ่งที่เรารู้ส่วนใหญ่จึงเป็นเพียงการตีความผ่านการกระทำหรือความสัมพันธ์ เช่น การมีสายสัมพันธ์กับขุนเจริญสืบแสง หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เขาเคยทำ ขณะเดียวกัน บางเรื่องอาจถูกตีความเกินจริงไปด้วยซ้ำ

นวลน้อยยกตัวอย่างสำคัญคือ “คำร้องขอ 7 ประการ” ซึ่งทุกวันนี้มักถูกเรียกว่า ข้อเรียกร้อง ของหะยีสุหลง แต่ในมุมของนักประวัติศาสตร์บางคน ชี้ว่า จริง ๆ แล้วควรเรียกว่า คำร้องขอ มากกว่า เพราะเป็นข้อเสนอเพื่อการต่อรอง ไม่ใช่การยื่นคำขาดหรือบีบบังคับรัฐ ปัญหาคือ เรามีข้อมูลไม่มากพอที่จะอธิบายอดีตได้อย่างสมบูรณ์ หลายเรื่องเกี่ยวกับหะยีสุหลงจึงต้องอาศัยการอ่านผ่านข้อมูลมือสองหรือมือสาม ขณะที่คนที่รู้จักเขาจริง ๆ ก็แทบไม่เหลืออยู่แล้ว

“ที่ผ่านมา เรามักรับรู้เรื่องราวของหะยีสุหลงแบบแยกส่วน เห็นเพียงเหตุการณ์บางช่วง เช่น ไปเรียนที่มักกะฮ์ กลับมาปัตตานี ก่อตั้งโรงเรียน ปฏิรูปศาสนา ยื่นคำร้องขอ 7 ข้อ ถูกจับ ติดคุก และหายตัวไป แต่เราไม่เคยเห็นภาพรวมของชีวิตเขาอย่างแท้จริง ที่สำคัญ เราไม่ค่อยเห็นความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตของหะยีสุหลงกับบริบทการเมืองไทยในช่วงเวลานั้น ทั้งที่ทุกเหตุการณ์ล้วนมีที่มาและเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์รองรับ

เพราะฉะนั้นแล้วการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ โดยเฉพาะบริบทแวดล้อมของสังคมการเมืองไทยในเวลานั้น มันจึงสำคัญที่จะสามารถบอกเล่าได้ว่าเขาคิดอะไร มองเห็นอะไรในสังคมนั้น และอยากวางรากฐานอะไรให้กับอนาคต มันจึงสำคัญที่จะทำให้วาทะกรรมต่าง ๆ มันกระจ่างชัดขึ้น โดยมีหลักฐานยืนยัน” นวลน้อย กล่าว

ด้าน ศาสตราจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ มองว่า การเปรียบเทียบไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้นของกรณีหะยีสุหลงกับสภาพการเมืองไทยในสมัยนั้นจะทำให้เราเห็นประวัติศาสตร์ได้ชัดเจนมากขึ้น เพราะไม่ใช่แค่เราจะเห็นรากของความขัดแย้งในชายแดนใต้ แต่เราจะเห็นฐานความคิดของการก่อร่างสร้างประเทศไทยสมัยใหม่ที่ยังสืบทอดจนถึงทุกวันนี้ และหากพิจารณาให้ดี เราก็จะเห็นการคงไว้ซึ่งสถานะความขัดแย้งนี้เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ฝั่งอำนาจทหารเช่นกัน

“พออ่านแนวคิดและประวัติการเคลื่อนไหวของหะยีสุหลง ตั้งแต่ช่วงที่ท่านเรียนอยู่ที่มักกะฮ์ จนกระทั่งกลับมาเริ่มเคลื่อนไหวในปัตตานี ผมรู้สึกว่าแท้จริงแล้วท่านไม่ได้ เล่นการเมือง ในความหมายแบบนักการเมืองสมัยใหม่ แต่เป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะที่ปัจจุบันเราอาจเรียกว่า ภาคประชาสังคม หรือ Civil Society มากกว่า พูดง่าย ๆ คือคล้ายกลุ่ม NGO ในยุคปัจจุบัน เพราะสิ่งที่ท่านสนใจ คือชีวิตของผู้คนและปัญหาของสังคม” ศาสตราจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ กล่าว

ถ้ามองหะยีสุหลงในปริมณฑลของปัตตานี อาจารย์พยายามเชื่อมภาพนั้นเข้ากับบริบทการเมืองไทยส่วนกลาง ซึ่งโดยมากเรามักมองจากกรุงเทพฯ เป็นหลัก ช่วงปลายรัชกาลที่ 7 ต่อเนื่องมาถึงต้นรัชกาลที่ 8 เป็นช่วงที่กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างอาจารย์ปรีดีและคณะราษฎร เดินทางไปเรียนต่างประเทศและกลับมาพร้อมแนวคิดสมัยใหม่

อาจารย์เสริมว่าถ้าดูตามลำดับอายุ หะยีสุหลงถือว่าเป็นรุ่นพี่ของกลุ่มคณะราษฎรเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่รูปแบบการเคลื่อนไหวของท่านเป็นการขับเคลื่อนจากข้างล่าง พยายามผลักดันข้อเรียกร้องของผู้คนไปสู่รัฐบาลส่วนกลาง ซึ่งในแง่นี้มันมีรอยต่อบางอย่างที่คล้ายกับการเมืองภาคประชาชนของคณะราษฎรอยู่เหมือนกัน

ซึ่งในมุมของอาจารย์ ถ้าหากยังพัฒนาการแบบนั้นดำเนินต่อไป ตั้งแต่ปัตตานี กรุงเทพฯ และต่อไปถึงภูมิภาคอื่น ๆ อย่างอีสาน ซึ่งต่อมาจะมีกลุ่มการเมืองของคนอย่างเตียง ศิริขันธ์ หรือขบวนการจากภูพานต่าง ๆ เกิดขึ้น การเมืองไทยอาจจะค่อย ๆ เติบโตไปอีกแบบหนึ่ง และถ้ากระบวนการเหล่านั้นไหลต่อเนื่อง โดยไม่มีการรวมศูนย์อำนาจกลับคืนหรือไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้น ประเทศไทยอาจกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยจากฐานมวลชนได้อย่างจริงจัง

“สำหรับผม รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ซึ่งนำโดยพลเอกสวัสดิ์ สวัสดิยากร คือจุดจบของประเทศไทยยุคใหม่ ตั้งแต่นั้นมา ประเทศไทยก็สะดุดซ้ำแล้วซ้ำอีก ทุก 5 ปี 10 ปี จนถึงทุกวันนี้ก็ยังสะดุดอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าจะมองในเชิงประวัติศาสตร์ ผมโยนคำถามกลับไปที่ปี 2490 ว่าแท้จริงแล้วอะไรเกิดขึ้นกันแน่ เรื่องตลกก็คือ ยิ่งศึกษารัฐประหารครั้งนั้นมากเท่าไร มันยิ่งดูเป็นรัฐประหารที่ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะคนที่ถืออำนาจกำลังทหารจริง ๆ ยังไม่ได้อยู่ในแผนด้วยซ้ำ คนสำคัญที่ถูกพูดถึง เช่น พลเอกผิน ชุณหะวัณ หรือกลุ่มนายทหารต่าง ๆ ในเวลานั้น ก็ยังไม่ได้มีอำนาจเต็มรูปแบบ และความประหลาดของรัฐประหาร 2490 ก็คือ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อดีตสีน้ำเงิน ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นกระแสอนุรักษนิยมแบบใหม่ เริ่มกลับมามีชีวิตอีกครั้ง”

ศาสตราจารย์ธเนศ นิยามประวัติศาสตร์ที่ขาดหายไปในอดีตแต่กลับปรากฏชัดในปัจจุบันนี้ว่า นี่คือการล้างแค้นคณะราษฎรอย่างจริงจังครั้งแรก และเป็นความพยายามที่จะดึงกลุ่มอำนาจเก่ากลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง และกลายเป็นโมเดลที่ฝ่ายอำนาจทหารที่มักใช้การทำให้ประวัติศาสตร์กระแสรองไม่มีตัวตนอยู่ในสำนึกของสังคมไทย

แด่มนุษย์ผู้มีความเชื่อ ศรัทธา และอัตลักษณ์ ไม่ใช่ภัยคุกคามต่อรัฐ

ปัญหาชายแดนใต้ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกอยู่ในรัฐไทย นั่นคือ ความไม่เข้าใจต่อศาสนาและอัตลักษณ์ของผู้คนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

ตลอดการเสวนา วิทยากรหลายคนชี้ตรงกันว่า รัฐไทยมักมองศาสนาอิสลามผ่านกรอบของความมั่นคงหรือการปกครองมากกว่าการมองว่า ศาสนาเป็นวิถีชีวิต เป็นระบบคุณค่า และเป็นส่วนหนึ่งของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนในพื้นที่ ความไม่เข้าใจเช่นนี้เองที่ทำให้ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำรงอยู่ยาวนานและซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึง คือ การที่รัฐไทยพยายามดึงศาสนาเข้าสู่ระบบราชการ หรือที่เรียกว่า Bureaucratization of Religion กล่าวคือ รัฐเชื่อว่าหากสามารถนำกลไกทางศาสนาเข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบราชการได้ ปัญหาต่าง ๆ ก็จะถูกจัดระเบียบและคลี่คลายลง

จตุรนต์ ยกตัวอย่างกรณีที่เห็นชัดคือเรื่องโต๊ะกาลี หรือผู้พิพากษาศาสนาอิสลาม รัฐพยายามให้กระทรวงยุติธรรมเป็นผู้แต่งตั้งและจ่ายเงินเดือน โดยมองว่านี้คือวิธีทำให้ผู้นำศาสนาเข้ามาอยู่ในโครงสร้างของรัฐ แต่หะยีสุหลงกลับคัดค้านแนวคิดนี้อย่างชัดเจน เพราะในสายตาของหะยีสุหลง กระทรวงยุติธรรมไม่ใช่ผู้มีความรู้ทางศาสนา จึงไม่มีความชอบธรรมในการแต่งตั้งผู้ตัดสินหลักศาสนาได้

“ประเด็นนี้สะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่างรัฐไทยกับสังคมมลายูมุสลิม เพราะรัฐมองเรื่องศาสนาในฐานะอำนาจการบริหารจัดการ ขณะที่คนในพื้นที่มองศาสนาในฐานะความชอบธรรมทางจิตวิญญาณ ซึ่งไม่สามารถถูกกำหนดจากส่วนกลางได้ด้วยระบบราชการเพียงอย่างเดียว” จตุรนต์ กล่าว

อีกด้านหนึ่ง อ.ธเนศได้ย้อนกลับไปถึงยุครัฐนิยมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งรัฐไทยพยายามสร้าง ชาติไทยสมัยใหม่ ที่มีอัตลักษณ์แบบเดียวกันทั้งประเทศ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา และศาสนาถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อความเป็นรัฐชาติ

ในช่วงเวลานั้น รัฐได้ยกเลิกการใช้กฎหมายอิสลามในเรื่องครอบครัวและมรดก ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมุสลิมใช้กฎหมายศาสนาในชีวิตประจำวัน เหตุผลสำคัญคือรัฐเชื่อว่า ความเจริญของประเทศจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกคนใช้กฎหมายชุดเดียวกัน มีระบบเดียวกัน และมีอัตลักษณ์เดียวกัน

การสร้างคนไทยแบบเดียวนี้เองที่ทำให้ความเป็นมลายูมุสลิมถูกผลักออกจากจินตนาการความเป็นชาติ ความหลากหลายไม่ได้ถูกนับรวมในฐานะส่วนหนึ่งของประเทศ แต่กลับถูกมองว่าเป็นสิ่งแปลกแยกที่ต้องทำให้กลมกลืน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือการที่ข้อเรียกร้องทางศาสนาและวัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่ ถูกตีความผ่านกรอบความมั่นคงของรัฐอย่างต่อเนื่อง

“เมื่อหะยีสุหลงเสนอเรื่องการใช้กฎหมายอิสลาม หรือเสนอให้มีศาลศาสนาเพื่อพิจารณาคดีเฉพาะของมุสลิม แต่รัฐกลับมองว่านี่คือความพยายามแยกศาล และอาจนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนทั้งที่ในความเป็นจริง ข้อเสนอเหล่านั้นคือความต้องการให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตตามหลักศาสนา ภายใต้โครงสร้างของรัฐไทยได้อย่างสอดคล้องและมีศักดิ์ศรี” จตุรนต์ กล่าวเสริม

กรณีตัวอย่างที่ยกมา นวลน้อยมองว่าตรรกะของรัฐไทยในเรื่องนี้เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง เพราะในอีกด้านหนึ่ง รัฐสามารถจัดตั้งศาลเฉพาะทางได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นศาลทรัพย์สินทางปัญญา ศาลแรงงาน หรือศาลเยาวชน แต่เมื่อมีข้อเสนอเรื่องศาลศาสนาอิสลาม ซึ่งใช้เฉพาะกับประชาชนมุสลิม กลับถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงทันที

ความไม่เข้าใจทางศาสนาไม่ได้ส่งผลเพียงระดับนโยบาย แต่กระทบถึงชีวิตประจำวันของผู้คนโดยตรง เมื่อรัฐไม่รับรองนิติกรรมทางศาสนา การแต่งงาน การหย่า หรือการแบ่งมรดกตามหลักอิสลาม แม้จะถูกต้องตามความเชื่อของประชาชน แต่กลับไม่มีสถานะทางกฎหมายในสายตาของรัฐ

“เอกสารที่ชุมชนยอมรับจึงกลายเป็นเอกสารที่ไม่มีตัวตนในระบบราชการ ส่งผลให้ประชาชนต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่มั่นคงทางกฎหมาย และรู้สึกว่ารัฐไม่ได้ยอมรับวิถีชีวิตของพวกเขาอย่างแท้จริงอีกประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึง คือวิธีคิดของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง ที่มักถูกฝึกให้มองพื้นที่ชายแดนใต้ผ่านแว่นความมั่นคงเป็นหลัก ทุกอย่างจึงถูกตีความในฐานะความเสี่ยงหรือภัยคุกคามต่อรัฐ มากกว่าจะมองผู้คนในพื้นที่ในฐานะมนุษย์ที่มีความเชื่อ ศรัทธา และอัตลักษณ์เฉพาะของตนเอง” นวลน้อย กล่าว

อา-บา-ตา หนทางสู่การปรองดอง

จนถึงปัจจุบัน แม้ความไม่เป็นธรรมเชิงรูปธรรมในพื้นที่อาจลดลงไปมากแล้ว แต่ความรู้สึกไม่เป็นธรรมของผู้คนยังคงแก้ได้ยากกว่า เพราะมันฝังอยู่ในประสบการณ์ ความทรงจำ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ฉะนั้นแล้ว สิ่งที่จะแก้ความรู้สึกไม่เป็นธรรมให้เป็นรูปธรรมได้ชัดเจนที่สุด คือการมีกฎหมายที่จะยืนยันสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงความหลากหลายของพี่น้องชายแดนใต้โดยไม่ทำให้รู้สึกเป็นอื่นไปในสังคมไทย

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ทนายความสิทธิมนุษยชนมองว่าแม้หลายอย่างในสังคมไทยจะเปลี่ยนไป แต่ปัญหาเรื่องการบังคับสูญหายยังคงดำรงอยู่ เพียงแค่เปลี่ยนตัวละครและบริบทของยุคสมัย

อย่างไรก็ตาม การประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ได้ราว 3 ปีกว่า แต่ก็ถือเป็นพัฒนาการสำคัญ เพราะทำให้สังคมไทยเริ่มมี เรดาร์ ต่อปัญหานี้มากขึ้น ทั้งในระดับสื่อมวลชน ประชาชน และเจ้าหน้าที่รัฐ ข่าวสารเกี่ยวกับการอุ้มหายสามารถเผยแพร่ได้รวดเร็วขึ้น และหลักฐานต่าง ๆ ก็ถูกบันทึกไว้ได้ไวกว่าในอดีต

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็สะท้อนความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า หะยีสุหลงอาจไม่ใช่คนแรกที่ถูกบังคับให้สูญหาย เพียงแต่เขาอาจเป็นหนึ่งในคนแรก ๆ ที่กรณีของเขาถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระบบมากที่สุด และกลายเป็นตัวแทนของครอบครัวอีกจำนวนมากในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต้องเผชิญชะตากรรมคล้ายกัน

พรเพ็ญได้กล่าวถึง คณะกรรมการค้นหาความจริง ซึ่งเป็นกลไกที่หลายประเทศใช้ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง โดยเฉพาะกรณีการอุ้มหายหรือสังหารทางการเมือง ผู้ร่วมเสวนามองว่า กลไกเช่นนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการเยียวยาครอบครัวและทำให้ความจริงปรากฏ แต่ประเทศไทยกลับแทบไม่ใช้กลไกนี้อย่างจริงจัง

“ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยมีกรณีการบังคับสูญหายจำนวนมาก ตั้งแต่ยุคถีบลงเขา เผาลงถังแดง ในช่วงปราบปรามคอมมิวนิสต์ ยุคนักศึกษาหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม และ 6 ตุลาคม 2519 ไปจนถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งยังมีอีกหลายสิบกรณีที่ข้อเท็จจริงไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

แม้บางครอบครัวจะได้รับเงินเยียวยา แต่สิ่งที่ขาดหายไปเสมอคือความจริง พวกเขาไม่เคยได้รับคำตอบว่าคนในครอบครัวหายไปไหนหรือเกิดอะไรขึ้นกันแน่” พรเพ็ญ กล่าว

พรเพ็ญยกตัวอย่างกรณีของบุคคลอย่างทนายความสิทธิมนุษยชนอย่างสมชาย นีละไพจิตร หรือบิลลี่ พอละจี ก็ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างว่า แม้สังคมไทยจะมีพัฒนาการด้านกฎหมายและนิติวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่กระบวนการยุติธรรมกลับยังไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมารับโทษได้จริง

พรเพ็ญจึงมองว่า กรณีของหะยีสุหลงอาจเป็นกรณีแรกและแทบจะเป็นกรณีเดียวในประเทศไทย ที่ครอบครัวรู้ชัดว่าผู้สูญหายน่าจะเสียชีวิตแล้ว แม้จะไม่พบศพก็ตาม ต่างจากคดีอุ้มหายอื่น ๆ ที่ครอบครัวยังต้องอยู่กับความไม่รู้

เพราะสำหรับครอบครัวของผู้สูญหายนั่นอาจไม่ใช่การคืนความยุติธรรมทั้งหมด แต่เป็นการยอมรับความจริงในฐานะมนุษย์และเป็นจุดเริ่มต้นของการปล่อยวาง แม้จะไม่มีวันลืมว่าสิ่งใดเคยเกิดขึ้นกับครอบครัวของพวกเขา

ในวงเสวนายังมีการพูดถึงกฎหมายอีกฉบับนั่นคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีกลุ่มชาติพันธุ์ และเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความปรองดองในสังคมไทย

“แม้สังคมไทยจะยังเต็มไปด้วยความมืดมนและความขัดแย้ง หลายคนพยายามต่อสู้มาตลอด แต่จนถึงวันนี้ ความมืด ก็ยังไม่หายไป อย่างไรก็ตาม ในความมืดนั้นเริ่มมีแสงหิ่งห้อยเล็ก ๆ ปรากฏขึ้น ซึ่งเป็นผลสะสมจากการต่อสู้ยาวนานกว่า 70 ปี และเป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของนักการเมือง ภาคประชาชน และนักเคลื่อนไหวจำนวนมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่รัฐไทยยอมรับอย่างเป็นทางการว่า ประเทศไทยประกอบด้วยผู้คนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ภาษา และวิถีชีวิต” สุรพงษ์ กองจันทึก กรรมาธิการผู้ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีกลุ่มชาติพันธุ์ กล่าว

สุรพงษ์ กล่าวว่า หากมองให้ดีจะพบว่าข้อเสนอ 7 ข้อของหะยีสุหลงได้ถูกสะท้อนอยู่ในกฎหมายฉบับนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา ศาสนา การศึกษา หรือสิทธิในการรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง อย่างน้อยที่สุด วันนี้ประเทศไทยเริ่มมีแสงเล็ก ๆ ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถต่อสู้เพื่อสิทธิและศักดิ์ศรีของตนได้ผ่านกลไกทางกฎหมาย และแสงเล็ก ๆ นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปรองดองทางการเมืองด้วยเช่นกัน

ทางด้านปกรณ์ ปรีชาวุฒิเดช กล่าวเสริมว่า นอกจากกฎหมายที่ต้องร่างและบังคับใช้ใหม่ คือการปรับใช้กฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ให้เหมาะสมกับพื้นที่นั้น ๆ 

ปกรณ์เล่าว่า ตนเองเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวที่จังหวัดนราธิวาสอยู่หลายปี จึงมีโอกาสเห็นคดีแพ่งและคดีมรดกของประชาชนมุสลิมในพื้นที่โดยตรง และทำให้ตระหนักว่า ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้มีเพียงกฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง 3 ฉบับอย่างที่สังคมมักพูดถึงเท่านั้น แต่ยังมีกฎหมายเฉพาะอีก 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตมุสลิมโดยตรง คือกฎหมายว่าด้วยครอบครัวและมรดกอิสลามใน 4 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีใช้มายาวนานแล้ว

เขามองว่า กฎหมายเหล่านี้สะท้อนความพยายามในการออกแบบระบบที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เพียงแต่ปัญหาสำคัญคือ รัฐไทยมักออกแบบไว้ แต่ไม่เคยใช้จริงอย่างเต็มที่หรือบางครั้งเจ้าหน้าที่เองก็ไม่ได้ศึกษาและทำความเข้าใจกฎหมายเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง

“ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับรัฐกลันตันของมาเลเซีย ซึ่งเคยมีความพยายามผลักดันนโยบายด้านศาสนาและอัตลักษณ์มลายูมุสลิมอย่างเข้มข้น ทั้งการสร้างมัสยิดรูปแบบเฉพาะของพื้นที่ หรือการผลักดันกฎหมายอิสลามบางด้าน แม้จะมีนโยบายที่ตั้งต้นจากความพยายามสร้างเอกภาพทางศาสนาและวัฒนธรรม แต่ในทางปฏิบัติก็ยังเกิดปัญหาและการใช้อำนาจเกินขอบเขตของเจ้าหน้าที่อยู่เสมอ เช่น การเข้มงวดจับกุมผู้ไม่ปฏิบัติตามหลักศาสนาในช่วงเดือนรอมฎอน

สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า ไม่ว่ารัฐจะมีนโยบายแบบใด หากเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่เข้าใจผู้คนจริง ๆ ปัญหาก็ยังคงเกิดขึ้นได้เสมอ” ปกรณ์ กล่าว

พญ. เพชรดาว โต๊ะมีนา หนึ่งในลูกหลานหะยีสุหลงรุ่นที่ 3 อธิบายว่า หากรัฐต้องการเข้าใจพื้นที่จริง ๆ จำเป็นต้องเข้าใจ “สามเสาหลัก” ของสังคมมลายูมุสลิม หรือที่เรียกว่า “อา-บา-ตา”

เสาแรกคือ “อากามา” หรือศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตผู้คน

เสาที่สองคือ “บาฮาซา” หรือภาษา โดยเฉพาะภาษามลายูที่ผู้คนรู้สึกผูกพันอย่างลึกซึ้ง

และเสาสุดท้ายคือ “ตานาอายร์” หรือดินแดนและประวัติศาสตร์ ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับพื้นที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่มายาวนาน

“รัฐไทยมักละเลยทั้งสามเรื่องนี้ และเมื่อรัฐไม่เข้าใจรากฐานของผู้คน ก็ยากที่จะเข้าใจความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้นแล้วสามเสาหลักนี้คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ความขัดแย้งนี้เปลี่ยนเป็นความปรองดองได้ เมื่อรัฐรับฟังเสียงของพื้นที่มากขึ้นและสะท้อนให้เห็นผ่านมาตรการต่าง ๆ ทั้งกฎหมายที่ใช้ในพื้นที่หรือการยอมรับวัฒนธรรมที่หลากหลายของพื้นที่มากกว่านี้” พญ. เพชรดาว กล่าว

เธอยังมองว่า คนจำนวนมากมักมองว่าปัญหาในกรุงเทพฯ ก็หนักหนาเพียงพออยู่แล้วจึงแทบไม่มีใครสนใจปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองเรื่องเชื่อมโยงกับโครงสร้างการเมืองไทยเดียวกัน

72 ปีผ่านไปหลังการสูญหายของหะยีสุหลง สังคมไทยยังไม่อาจก้าวข้ามความขัดแย้งนี้ได้และการบังคับสูญหาย การไม่ยอมรับในความหลากหลาย ยังคงปรากฏให้เห็นในสังคมไทย

ทางออกของการปรองดองในชายแดนใต้ อาจเริ่มต้นจากการที่รัฐไทยยอมรับความหลากหลายทางศาสนา ภาษา และอัตลักษณ์ของผู้คนอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกันสายตาที่รัฐไม่เพียงแต่จะมองประวัติศาสตร์ในฐานะอดีต หากแต่การสร้างประวัติศาสตร์ที่สวมแว่นตาของความมั่นคงเพียงอย่างเดียวอาจไม่นำไปสู่การปรองดองที่แท้จริง เราจำเป็นจะต้องมองผ่านความหลากหลายที่มีในสังคมไทยเพื่อไม่ให้สังคมต้องเกิดประวัติศาสตร์บาดแผลขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะท้ายที่สุดสิ่งที่เกิดขึ้นที่ชายแดนใต้ไม่จบที่ปลายด้ามขวาน แต่คือวิธีการมองรัฐต่อประชาชนทุกคนในประเทศ ปัญหาชายแดนใต้จึงอยู่คู่ขนานกับปัญหาสังคมไทยทุกสมัย

“ผมคิดว่าหะยีสุหลงมองอนาคตว่า ความสมัยใหม่ที่มันเกิดขึ้นทั่วโลกมันคือแบบนี้ เพราะฉะนั้นแกไม่ได้ต่อสู้เพื่ออดีต” ศาสตราจารย์ธเนศ กล่าว

บนเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ รัฐไทยกำลังจะเดินวนกลับไปซ้ำจุดเดิมของความขัดแย้ง หรือก้าวไปข้างหน้าเพื่อสร้างความปรองดองทางการเมืองของสังคมไทย