ย้อนรอยดูผลงาน ผลักดันสันติภาพในสภาผู้แทนฯ – Decode

ย้อนรอยดูผลงาน ผลักดันสันติภาพในสภาผู้แทนฯ

ColumnistPeaceful
Reading Time: < 1 minute

ขยายประเด็น

นวลน้อย ธรรมเสถียร 

มกราคม 2569 เป็นเดือนที่ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 22 จากรายงานสถานการณ์ต่าง ๆ ก็เป็นที่ชัดเจนว่าความขัดแย้งนี้ยังดำรงอยู่อย่างเข้มข้น สวนทางกับระดับความสนใจของสาธารณะที่ดูเหมือนว่าจะลดลงอย่างมาก ทำให้มีคำถามว่า หรือระยะเวลาที่เนิ่นนานจะทำให้ความรุนแรงนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับสังคมไทย

ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า คนจำนวนหนึ่งเชื่อว่าตัวเองรู้ และเข้าใจความขัดแย้งนี้เป็นอย่างดี ปัจจุบันเราจึงไม่ค่อยได้ยินการถกกันถึงลักษณะของปัญหา หลายคนรอเพียงแค่ว่าเมื่อไหร่จะแก้ไขปัญหาได้ อีกหลายคนไม่สนใจด้วยซ้ำว่าจะแก้ได้หรือไม่ และผู้เขียนรู้สึกว่าวิธีการแก้ปัญหาที่คนทั่วไปสนับสนุนก็คือการใช้กำลังเข้าจัดการ ส่วนคนที่สนับสนุนให้ใช้กระบวนการสันติภาพหรือสันติวิธีมักอยู่ในกลุ่มวิชาการและภาคประชาสังคม คนกลุ่มนี้จะมีเสียงในการสื่อสาร แต่มีคำถามว่าสาธารณะส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางนี้แค่ไหนกันแน่ เราจะเห็นว่าที่ผ่านมามีผู้ตั้งคำถามกับวิธีการแก้ปัญหาของรัฐบาลว่ายังไม่ขานรับกระบวนการสันติภาพ แต่ทว่าเราไม่มีเวทีอย่างเป็นทางการที่จะถกกันอย่างจริงจังและที่จะมีผลในทางปฏิบัติ ส่วนตัวกระบวนการสันติภาพที่ผลุบ ๆ โผล่ ๆ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ แบบที่ผ่านมาก็ไม่น่าจะช่วยให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจเรื่องการสร้างสันติภาพสักเท่าไหร่ ดังนั้นผู้เขียนจะไม่แปลกใจถ้าคนทั่วไปเฉย ๆ กับคำว่าสร้างสันติภาพ แม้ว่าคนในจังหวัดชายแดนใต้ต้องการสิ่งนี้อย่างมากก็ตาม

ที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาลพลเรือนเรากลับเคลื่อนที่ไปข้างหน้าน้อยมากแม้แต่จะเทียบกับการทำงานของรัฐบาลทหาร ในสมัยรัฐบาลเศรษฐา มีการตั้งทีมพูดคุยสันติภาพแต่ก็เป็นที่รู้กันว่าการแต่งตั้งเป็นไปอย่างล่าช้าจนหลายฝ่ายมองว่าเป็นการทำแบบขอไปที ซึ่งแท้จริงแล้วอาจจะเป็นเพราะความไม่ถนัดมากกว่าเจตนาก็ได้ ส่วนในสมัยรัฐบาลแพทองธารซึ่งมีนักการเมืองที่คุ้นชินกับความขัดแย้งที่ถึงเลือดถึงเนื้อเป็นสมาชิกอยู่หลายคน กลับไม่มีแม้แต่การตั้งคณะพูดคุยสันติภาพ ในแวดวงผู้ติดตามเรื่องภาคใต้ได้รับรู้เรื่องนี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าสาเหตุหลักน่าจะเป็นเพราะอิทธิพลทางความคิดของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการพูดคุยที่แผ่มาจากบางภาคส่วนของฝ่ายความมั่นคงทำให้มีมุมมองว่าการพูดคุยเป็นสิ่งที่ทำให้รัฐบาลเสียเปรียบ

ผู้เขียนจำได้ว่า เคยมีข้อถกเถียงเรื่องเช่นนี้ในช่วงแรก ๆ ของการพูดคุยสันติภาพในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เมื่อเวลาผ่านไปดูคล้ายกับว่าเราจะก้าวข้ามประเด็นนี้กันมาได้จนเชื่อกันว่ากลุ่มผู้มีบทบาททางการเมืองและความมั่นคงส่วนสำคัญยอมรับว่า การพูดคุยจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนมากขึ้น แต่การที่มีความคิดไม่เห็นด้วยโผล่ขึ้นมาในเวลาเช่นนี้บอกเราว่า อันที่จริงความไม่เชื่อมั่นนี้ยังดำรงอยู่เรื่อยมา และถ้าพิจารณาปฏิกิริยาของประชาชนที่มีต่อปัญหาความขัดแย้งไทยกับกัมพูชาก็จะเห็นได้ว่า การส่งเสริมความเชื่อมั่นในสันติวิธีให้เป็นวิถีคลี่คลายความขัดแย้งนั้นยังจะต้องผ่านการทำงานอีกมาก และเรื่องนี้ไม่มีทางลัด

ภายใต้รัฐบาลอนุทินที่หลายคนเห็นว่า เป็นตัวแทนฝ่ายอนุรักษ์นั้นกลับมีการแต่งตั้งทีมพูดคุยสันติภาพ บางคนอาจจะอ่านว่าเพราะรัฐบาลอนุทินรู้ว่าอายุตัวเองสั้น ถึงจะมีการพูดคุยก็คงไปไม่ถึงฟากฝั่ง การสานต่อกระบวนการพูดคุยจึงไม่ทำให้เกิดการดำเนินการที่จะทำให้เสียคะแนนนิยมมีแต่ในทางกลับกันมากกว่า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ภายใต้รัฐบาลอนุทินก็ได้ทำให้มีตัวแทนของรัฐบาลและกลุ่มบีอาร์เอ็นร่วมโต๊ะพูดคุยกันอีกครั้ง ทว่าอายุของรัฐบาลก็หมดลงจากการยุบสภา ทำให้คณะพูดคุยที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลต้องยุติบทบาทลงไปด้วย ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า นับตั้งแต่ที่รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชาออกจากตำแหน่งไป ภายใต้รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งนั้น การพูดคุยสันติภาพซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการสันติภาพสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หยุดชะงักไปไม่ได้รับการสานต่ออย่างมีนัยสำคัญ

ในสภาพเช่นนั้นจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากว่าภาคประชาชนที่สนใจความพยายามสร้างสันติภาพต่างหันไปจับตามองความเคลื่อนไหวด้านอื่นที่อาจจะสร้างแรงผลักดันในทิศทางนี้ได้ สิ่งที่กลายเป็นความหวังของประชาชนกลายเป็นงานของสภาผู้แทนราษฎรผ่านคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ เพราะเป็นอย่างเดียวที่พอจะจับต้องได้

อันที่จริงแล้ววุฒิสภาชุดก่อนหน้านี้ก็ให้ความสนใจกับปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ค่อนข้างมาก มีการตั้งคณะกรรมาธิการผลักดันการแก้ปัญหาจชต. แต่งานของกรรมาธิการวุฒิสภาหลายชุดเน้นไปที่การสนับสนุนมาตรการด้านความมั่นคงที่ใช้อยู่แล้วให้เข้มข้นมากขึ้น แทบไม่เห็นว่ามีการดำเนินการในลักษณะที่เป็นการทบทวนหรือตั้งคำถามกับประสิทธิภาพของมาตรการหรือว่ามีการนำเสนอแนวทางใหม่ ๆ แต่อย่างใด

สำหรับรัฐสภาชุดที่เพิ่งผ่านไป มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา และเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การมีคณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ทำให้มีคนหลายกลุ่มคาดหวังว่าสภาจะมีข้อเสนอแนะใหม่ ๆ ในเรื่องแนวทางการแก้ปัญหา แม้จะเป็นที่รู้กันว่าท้ายที่สุดแล้วข้อเสนอแนะใด ๆ ของคณะกรรมาธิการของสภาอาจไม่ส่งผลในทางปฏิบัติ เพราะข้อเสนอที่แหลมคมมากเกินไปมีโอกาสสูงว่าจะไม่ได้รับการรับรองจากสภา หรือแม้จะได้รับการรับรองและนำเสนอต่อรัฐบาล แต่รัฐบาลก็อาจทิ้งไว้บนหิ้งก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลาที่การผลักดันกระบวนการสันติภาพแห้งผาก คนที่อยากเห็นการคลี่คลายความขัดแย้งด้วยวิธีสันติต่างคาดหวังว่าอย่างน้อยจะได้เห็นข้อเสนอที่เป็นการวางหมุดหมายหรือไม่ เป็นอาหารสมองให้กับสังคมเพื่อปูทางให้กับงานการเมืองในการแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้ต่อไป 

ข้อจำกัดของคณะกรรมาธิการชุดนี้คือเป็นกรรมาธิการวิสามัญฯ ซึ่งมักมีองค์ประกอบกระชับ อายุสั้น เพื่อเอื้อต่อการทำงานที่รวดเร็ว แต่คณะกรรมาธิการชุดนี้ขยายวงตั้งที่ปรึกษาจำนวนมาก ลงพื้นที่หลายครั้งและแม้กระทั่งไปดูงานต่างประเทศ ทำงานกันข้ามปี ท้ายที่สุดได้ยกร่างรายงานและทำข้อเสนอออกมาได้ ในร่างรายงานปรากฏเนื้อหาที่ครอบคลุมกว้างขวางทั้งเรื่องของสภาพปัญหา การวิเคราะห์สาเหตุความขัดแย้งและมีข้อเสนอแนะหลายประการที่ค่อนข้างใหม่ แต่เรื่องหักมุมก็คือ มีการยุบสภาเสียก่อนทำให้ร่างรายงานฉบับนี้ที่รอคิวเข้าสู่การพิจารณาเป็นอันตกไปตามอายุของรัฐสภา

ผู้เขียนเชื่อว่า มีหลายคนที่มองว่าคณะกรรมาธิการใช้เวลาในการทำงานนานเกินไป หากใช้เวลาน้อยกว่านี้จะไม่เกิดปัญหาว่าร่างรายงานตกไปพร้อมอายุรัฐสภา จริงที่ว่าจากความขัดแย้งนี้อยู่กับสังคมไทยมากว่ายี่สิบปีย่อมถือได้ว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายเรื่องที่เป็นประเด็นสำคัญไม่ว่าจะสาเหตุของความขัดแย้ง เงื่อนไขที่ทำให้ความขัดแย้งยังดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการประเมินผลมาตรการในการแก้ปัญหาที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่เห็นชัดกันมานานแล้วดังที่มีผลการศึกษาปรากฏมากมายสามารถเรียกหามาใช้ได้

แต่เอาเข้าจริงแล้วเรื่องไม่ง่ายเช่นนั้น การศึกษาหลายด้านที่ทำผ่าน ๆ กันมานั้น นอกจากจะไม่ได้มีผู้รับรู้อย่างทั่วถึงแล้วส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาเฉพาะด้านที่ผู้ศึกษาต่างคนต่างตั้งโจทย์ทำไม่ได้มีการวางแผนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบเพื่อตอบโจทย์ที่เฉพาะเจาะจงดังเช่นโจทย์ของกรรมาธิการชุดนี้ ทำให้การทำงานเสมือนกับเป็นการต่อจิ๊กซอว์ที่มีบางส่วนยังไม่เติมเต็ม ภาพที่ดูเหมือนครอบคลุมในทางความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น

แต่ที่หนักกว่านั้นคือ การที่ผู้ที่ทำงานในเรื่องความขัดแย้งนี้ต่างมีความเห็นแตกต่างกันแทบจะทุกเรื่อง ดังนั้นแม้แต่ในกลุ่มผู้ที่ติดตามประเด็นและผู้ปฏิบัติงานก็มีข้อโต้แย้งที่ทำให้หาข้อสรุปได้ยาก เรื่องที่เป็นบทสรุปไปแล้วสำหรับบางฝ่าย กลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งข้อสงสัยและไม่เป็นที่ยอมรับของอีกบางฝ่าย ด้วยเหตุผลว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปคำตอบต้องเปลี่ยนด้วย บทสรุปเมื่อยี่สิบปีที่แล้วไม่ใช่สิ่งที่ใช้ได้ในปัจจุบัน ดังนั้นแม้ว่าหลายประเด็นไม่ใช่ไม่มีคำตอบเสียเลย และยิ่งกว่านั้นคำตอบยังอาจจะชัดเจนด้วยซ้ำ แต่ที่การพิจารณาไม่ทะลุก็เพราะคำตอบหรือผลการศึกษาที่มีอยู่ไม่เป็นที่ยอมรับมากกว่า

เท่ากับว่าสำหรับกรรมาธิการชุดนี้แล้วนั้นพวกเขาจะต้องพิสูจน์ทราบหลายประเด็นอย่างจริงจังซึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับกลไกที่ออกแบบมาให้มีอายุแค่ไม่กี่เดือน แค่เรื่องมูลเหตุของปัญหากับผลสัมฤทธิ์ของมาตรการที่ผ่านมาก็เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันอย่างหนักแล้ว เมื่อไม่มีผลการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ก็ทำให้หาข้อตกลงได้ยากเต็มที โดยเฉพาะมุมมองของผู้ที่เห็นปัญหาภาคใต้เป็นเรื่องความมั่นคงล้วน ๆ จุดยืนนี้ทำให้การตีความหลายเรื่องไม่ขยับ

เราจึงพบว่าคณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ใช้เวลาไปกับการถกเถียงในเรื่องพื้นฐานจนแทบจะไม่เดินหน้า ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับก็ถูกโต้แย้งว่ามีจุดยืนที่เอนเอียง นี่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอนถ้ามีการตั้งกลไกทำนองคล้ายกันอีกในอนาคต คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้มีสมาชิกไม่มาก แต่หลากหลาย บ้างมาจากสายปฏิบัติที่ทำงานยาวนานในพื้นที่ มีทั้งเอ็นจีโอ อดีตข้าราชการ นักธุรกิจ นักวิชาการ ต่างก็เป็นตัวแทนความแตกต่างของความคิดในสังคมไทยต่อปัญหาจชต. รวมทั้งเป็นตัวแทนความแตกต่างของระดับความรับรู้อีกด้วย ความแตกต่างที่สูงนี้กลายเป็นอุปสรรคเมื่อต้องมาทำงานในเวลาอันจำกัด หลายคนใหม่เอี่ยมกับประเด็นความขัดแย้งนี้ ขณะที่อีกหลายคนมีความรู้และความเชี่ยวชาญอย่างมาก พวกเขาไม่สามารถผ่องถ่ายองค์ความรู้ต่อกันได้เพราะจุดยืนที่แตกต่างกัน เมื่อประชุมร่วมกันไประยะหนึ่ง คนที่มีความรับรู้ตลอดจนความสนใจจำกัดก็ถูกทิ้งไว้ข้างหลังจนหมดความสนใจไปก็มี ส่วนคนที่รู้เรื่องและสนใจประเด็นอีกบางคนก็เบื่อหน่ายกับการถกเถียงที่ไม่คืบหน้าจนบางรายไม่เข้าประชุมต่อเนื่องส่งผลทำให้ที่ประชุมแทบไม่เป็นจริงก็มี  อีกอย่างกรรมาธิการวิสามัญฯ นั้นปกติมีองค์ประกอบจำกัด คณะกรรมาธิการชุดนี้น่าจะตระหนักถึงข้ออ่อนดังกล่าวและพยายามแก้ไขด้วยการแต่งตั้งคนที่รู้ปัญหาเข้าร่วมงาน แต่ทรัพยากรสนับสนุนที่มีอย่างจำกัดเพราะสถานะความเป็นกรรมาธิการวิสามัญส่งผลให้ผู้ที่เป็น “ตัวจริงเสียงจริง” หลายรายเข้าร่วมได้แค่ชื่อเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนในพื้นที่ต่างมีความกระตือรือร้นอย่างมากในการให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการฯ ในยามที่มีการลงพื้นที่รับฟังความเห็น พวกเขาเหล่านี้คือคนที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและทำงานอย่างหนัก  มองในมุมของรัฐสภา ปัญหาความขัดแย้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องที่รัฐสภาในฐานะตัวแทนประชาชนควรจะมีบทบาทในการติดตามตรวจสอบการดำเนินการของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ผู้เขียนไม่เชื่อว่าวันเวลาที่ผ่านไปของคณะกรรมาธิการชุดนี้จะเป็นสิ่งที่สูญเปล่า เราได้เห็นแล้วว่ารัฐสภาสามารถรวบรวมผู้คนฝ่ายต่าง ๆ เข้ามาทำงานด้วยกันได้ แม้ว่าจะยากแต่เป็นสิ่งที่จำเป็นและควรจะต้องเริ่มต้น สำหรับผู้เขียนในรอบหลายปีมานี้ เวทีนี้เป็นเวทีทางการเวทีแรกที่สาธารณะสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้เพื่อถกเถียงถึงปัญหาและการหาทางออก แม้ว่าการมีส่วนร่วมจะยังมีข้อจำกัดแต่กลไกนี้ถือได้ว่ามีศักยภาพและเป็นมิตรกับประชาชนมากกว่าเวทีอื่น กลไกเช่นนี้น่าจะสามารถช่วยระดมความคิดกับปัญหานี้ได้ในวงกว้างเพียงแต่ควรจะมีการออกแบบให้ดีขึ้น

มองเลยงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ไป ก็ยังมีคณะกรรมาธิการอีกหลายชุดที่มีผลงานเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบงานด้านต่าง ๆ ที่มีผลต่อการแก้ปัญหาในพื้นที่จชต. ดังที่เห็นตัวอย่างมาแล้วเช่นในเรื่องงบประมาณ หรือด้านความยุติธรรม คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนได้ขับเคลื่อนหลายประเด็นอันต่อเนื่องจากเรื่องปัญหาการใช้กฎหมายในพื้นที่ ที่เห็นชัดคือเรื่องการใช้กฎหมายปิดปากคนทำกิจกรรม รวมทั้งผลักดันกระบวนการสร้างความเป็นธรรมซึ่งในสายตาผู้เขียน การจัดการปัญหานี้เท่ากับเป็นการลดทอนเงื่อนไขความขัดแย้งไปด้วยในตัว กรณีหนึ่งที่เป็นที่สนใจมากก็คือการผลักดันคดีตากใบซึ่งแม้ว่าท้ายที่สุดเราจะไม่ได้เห็นการดำเนินคดีจนกระทั่งหมดอายุความไป แต่การทำงานของคณะกรรมาธิการฯ ก็ทำให้กลไกรัฐที่เกี่ยวข้องหลายส่วนต้องมีความเคลื่อนไหวที่แสดงว่าพวกเขาตระหนักถึงความต้องการของประชาชนและการไม่ตอบสนองโจทย์ของกลไกรัฐที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ผู้เขียนค่อนข้างเชื่อว่า การให้ความสนใจของประชาชนต่อการทำงานของผู้แทนและพรรคการเมืองในสภาจะนำมาซึ่งการแสดงบทบาทที่คึกคักมากขึ้น

จริงอยู่ จชต. มีจำนวนผู้แทนไม่มากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในเรื่องทางการเมืองตามลำพังและพวกเขาต้องโอบรับเกมการเมืองบ้านใหญ่ แต่หลายเรื่องที่เป็นเงื่อนไขความขัดแย้งในจชต. นั้นมันคือประเด็นเดียวกันหรือที่ใกล้เคียงกันกับพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศด้วย การปลดล็อกหลายเรื่องจึงต้องเดินไปพร้อม ๆ กับที่อื่น ๆ การจะสร้างสันติภาพไม่ใช่มีแค่เรื่องการพูดคุยกันระหว่างคู่ความขัดแย้งเท่านั้น แต่ต้องมีการสร้างบรรยากาศของความปรองดอง ขจัดเงื่อนไขความขัดแย้งที่ยืนอยู่อย่างยาวนานเช่นในเรื่องความยุติธรรม ปัญหาเศรษฐกิจ การศึกษา ฯลฯ การมีเวทีที่ได้รับการรองรับอย่างเป็นทางการเพื่อระดมสมองให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อช่วยกันปูทางสู่การแก้ปัญหาด้วยการเมืองจึงควรจะต้องทำต่อไป แต่ต้องทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่ทำมาแล้ว