‘มหันตภัยเงียบลุ่มน้ำกก’ มรดกพิษทางการเมืองที่ประชาชนต้องแบกรับ
Reading Time: 5 minutesแม่น้ำสีน้ำตาล ริมกกเงียบสงัด ชีวิตของคนริมกกหลังน้ำท่วมและชีวิตที่ต้องปนเปื้อน 'มรดกพิษ' จากทุนเทาเหมืองแรร์เอิร์ธ โดยมีราคาที่ต้องจ่ายคือ 'ชีวิตของคน 60 ล้านคน'
ชีวิตดี ๆ ของคนปราจีน บางบรรทัดที่ถูกทำให้เลือนหายไปจากคำสั่ง คสช. 4/2559 และการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ไม่ต่างกับชีวิตคนภาคตะวันออกใน EEC อย่างชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ที่ถูกทาบด้วยภาพเมืองหลวงอุตสาหกรรม EECiti เมืองอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กำลังเกิดขึ้นใจกลางผังเมืองตะวันออกภายใต้เขตเศรษฐกิจพิเศษในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก่อนกลางปี 2568 คณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกมีแนวคิดพาจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่การพิจารณาให้เป็นหนึ่งในพื้นที่ EEC ขับเคลื่อนการลงทุนในพื้นที่เขตประกอบการโรงงาน ในวันที่การลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมคือเป้าหมายที่ไทยและทั่วโลกต่างพูดถึง
ทั้งหมดตั้งต้นจากกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษของคณะรักษาความสงบแห่งชาติในช่วงปี 2560 ก่อนถูกขับเคลื่อนมาจนปัจจุบันโดยนายก ฯ และรัฐมนตรีของรัฐบาลเพื่อไทยและภูมิใจไทย ที่มีตำแหน่งเป็นคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ แม้คำสั่ง 4/2559 ยกเว้นผังเมืองรวมให้โรงไฟฟ้าและกิจการขยะสามารถประกอบกิจการในพื้นที่ผังเมืองสีเขียวอย่างชุมชนและพื้นที่เกษตรได้ ถูกมติสภาผู้แทนให้ยกเลิกคำสั่งไปในปลายปี 2568 แต่โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม บ่อฝังกลบและโรงงานรีไซเคิลที่ดำเนินงานและเข้าสู่กระบวนการอนุมัติยังเดินหน้าสวนทางกับเสียงสะท้อนผลกระทบในพื้นที่

วันนี้ปราจีนบุรียังไม่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจประเทศ เพราะเสียงคัดค้าน ‘ไม่เอา EEC’ จากคนพื้นที่ แต่กำลังถูกโอบล้อมด้วยเขตประกอบการอุตสาหกรรม เปิดให้มีการลงทุนอุตสาหกรรมโดยรอบ อ.กบินทร์บุรีและ อ.ศรีมหาโพธิ์ โรงงานในปราจีนบุรีเกิดขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตภาคอุตสาหกรรมตะวันออกและกำจัดขยะส่วนเกินจากกระบวนการผลิต ไม่นับรวมอุตสาหกรรมหนักอย่างการถลุงเหล็กที่สามารถก่อตั้งได้ในเขตชุมชน บ้านเรือนที่อยู่เวณฝั่งตรงข้ามกับโรงงานเพียงแค่ฝั่งถนนเท่านั้น ต่างได้รับผลกระทบจากเศษละอองเหล็กที่โรงงานถลุงพัดข้ามถนนเข้ามาภายในที่อยู่อาศัย เศษฝุ่นละอองสีดำที่คุณป้าเจ้าของบ้านเก็บรวบรวมไว้ คือสิ่งที่จะนำไปยืนยันกับโรงงานและอุตสาหกรรมจังหวัดถึงผลกระทบของของโรงงานที่เข้ามาเยือนถึงหน้าประตูบ้าน
ทั้งหมดผลิกโฉมให้ผืนดินที่มีศักยภาพในการเพาะปลูกถูกแทรกด้วยอาคารสูงกับปล่องควันขาวโพลนสิ่งยืนยันการเดินหน้าเร่งกำลังผลิต ไม่ต่างกับทุ่งนา และปักควายที่มีฉากหลังเป็นบ่อขยะเทินสูง สิ่งแปลกตาที่เข้ามาหลังยกเลิกผังเมืองรวม ทำให้ชุมชน พื้นที่เพาะปลูกและโรงงานเกิดขึ้นภายใต้ทรัพยากรดินและแหล่งน้ำผืนเดียวกัน

ลมโชยพัดเอาความหนาวมาพร้อมกับกลิ่นบ่อขยะฝังกลบตรงหน้ามาให้เตะจมูกแม้อยู่ห่างออกไปในระยะมองเห็นสุดสายตา บ่อขยะนี้ดำเนินธุรกิจในชื่อบริษัท เวสต์ 2 เอ็นเนอร์ยี (Waste 2 Energy) ตั้งแต่ปี 2561 ตามใบอนุญาตบริษัทนี้ประกอบอุตสาหกรรมโรงงานประเภท 105 และ 106 คัดแยกและฝังกลบขยะอุตสาหกรรม เพื่อนำขยะจำนวนหนึ่งเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล รวมถึงนำน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วหรือสารทำละลายผลิตเป็นเชื้อเพลิงทดแทนและทำเชื้อเพลิงผสม หนึ่งในกระบวนการที่ได้ชื่อว่าเป็นกลไกกำจัดขยะส่วนเกินจากอุตสาหกรรมแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังงานเชื้อเพลิงกลับเข้าสู่กลไกการผลิต
การรีไซเคิลและผลิตพลังงานหมุนเวียนจากขยะ คือกระบวนการในเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ถูกพูดถึงในด้านการทำอุตสาหกรรมยั่งยืน นำวัตถุดิบเหลือใช้มาแปรรูปเป็นของใหม่เพื่อลดปริมาณขยะและการฝังกลบในอุตสาหกรรม แต่ในอีกด้านหนึ่งวัสดุที่จะนำกลับเข้ากระบวนการผลิตมีอายุและจำนวนในการรีไซเคิล ไม่สามารถนำกลับมาเข้ากระบวนการหมุนเวียนได้ในทุกครั้ง ซึ่งหากอุตสาหกรรมรีไซเคิลไม่มีกระบวนการจัดการที่เหมาะสม จัดการกับขยะที่ไม่สามารถนำกลับเข้ากระบวนการรีไซเคิล มีแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนจากการรีไซเคิลก็ยังคงส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหากโรงงานไม่มีกระบวนการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

และสิ่งที่คาดการณ์ไว้ก็ไม่ได้ผิดไป บ่อฝังกลบขยะนี้เกิดขึ้นได้เพราะคำสั่ง 4/2559 ถือเป็นหนึ่งในโรงงานที่รับการยกเว้นผังเมืองรวม
หากถามว่า การยกเลิกผังเมืองรวมส่งผลอย่างไรพื้นที่การตั้งโรงงาน บ่อฝังกลบขยะนี้สามารถก่อสร้างอยู่ด้านหลังฟาร์มเพาะเลี้ยงสุกร ก่อนแปรรูปเป็นเนื้อสัตว์วางขายในท้องตลาดภายใต้บริษัทเอกชนที่มีชื่อเสียงรายหนึ่ง
นอกจากรับขยะจากอุตสาหกรรมในเขต EEC ยังมีขยะอุตสาหกรรมอีกหลายแหล่งที่ถูกบรรทุกคอนเทรนเนอร์ผ่านเข้ามาทางท่าเรือแหลมฉบังและทางหลวงหมายเลข 304 ถนนที่สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อเส้นทางโลจิสติกส์ภายใน EEC ทั้งหมดล้วนรองรับส่วนเกินจากภาคอุตสาหกรรมโดยไม่มีการจัดการขยะชุมชนโดยรอบพื้นที่อย่างยั่งยืนอยู่ในนั้น
ตลอดการดำเนินกิจการ บ่อฝังกลบขยะนี้เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้จากความเสี่ยงที่การสะสมขยะปริมาณมหาศาลจะก่อให้เกิดก๊าซมีเทนและความร้อน เป็นมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน รวมถึงกระบวนการบำบัดน้ำชะล้างจากบ่อขยะที่ชาวบ้านร้องเรียนเรื่องการปนเปื้อนในแหล่งน้ำชุมชน อีกทั้งยังเป็นคำถามในใจของคนพื้นที่ว่ามีขยะประเภทใดบ้างที่ถูกนำมาฝังกลบไว้ โรงงานมีกระบวนการกำจัดหรือทำอย่างไรกับขยะที่เปลี่ยนไปเป็นพลังงานหมุนเวียนไม่ได้ แน่นอนว่ามีขยะบางประเภทอย่างเศษชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซากสายไฟ และอีกมากมายยากจะคาดเดาปะปนมารวมกัน ที่ไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นพลังงานหมุนเวียนหรือนำกลับมารีไซเคิลซ้ำได้อีกครั้ง

การขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบเรื่องมาตรการฝังกลบสิ่งปฏิกูลและบำบัดน้ำเสียของกิจการโรงงาน เกิดการเดินหน้าเมื่อเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมภายใต้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย จัดตั้งคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และชุดตรวจการณ์ ‘ทีมสุดซอย’ ร่วมทำงานกับอุตสาหกรรมจังหวัดและกรมควบคุมมลพิษ เพื่อคอยกำกับโรงงานและเขตประกอบการอุตสาหกรรม ให้ปฏิบัติตามแนวทางกฎหมายป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน
แต่หลังการประกาศยุบสภาในเดือนธันวาคม บทบาทการทำงานของหน่วยงานตรวจคุณภาพโรงงานเฉพาะกิจก็สิ้นสุดลง เพราะยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรมให้มีหน่วยงานกำกับดูแลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนจากโรงงานอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นช่องว่างที่หากรัฐบาลไม่มีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรม มลพิษที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรมก็ยังคงสะสมในพื้นที่โดยไม่ถูกภาครัฐเข้าไปตรวจสอบ
นอกจากกิจการอันตรายที่ดำเนินในเขตชุมชนอย่างอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับขยะและการฝังกลบ การเกิดขึ้นของโรงงานก่อนประกาศเขตประกอบการอุตสาหกรรม ที่เกิดจากที่ดินส่วนบุคคลถูกพัฒนาไปเพื่อส่งเสริมการลงทุน ภายใต้การกำกับดูแลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ก็พบเห็นได้ในปราจีนบุรี ท่ามกลางความสงสัยของประชาชนโดยรอบโรงงานที่ถูกเชิญไปร่วมประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่โรงงานกลับก่อสร้างและประกอบกิจการในพื้นที่ก่อนการขออนุญาตเป็นเขตพื้นที่ประกอบการและจัดทำ EIA


บริษัท จงซิน อีโคแวร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ที่ชาวบ้านตำบลบ่อทองเรียกให้เข้าใจง่ายว่า ‘จงซิน 2’ หนึ่งในโรงงานที่สร้างระหว่างยื่นเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรมบ่อทอง (BIZ) ที่ถูกเรียกว่า แห่งที่สอง เพราะหากมองถัดไปในระยะสายตา จะเห็นปล่องควันของโรงงานแห่งแรกที่สร้างเสร็จในปี 2567 อยู่ไม่ไกลกัน แม้บริษัทจะได้รับใบอนุญาตจากกรมโรงงาน แต่การขยายพื้นที่และเปิดดำเนินกิจการเพิ่มโดยยังไม่มีการอนุญาตให้เป็นเขตประกอบการจากกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น ยังไม่มีหน่วยงานใดที่เข้ามาตรวจคำถามชาวบ้านในพื้นที่ว่า ‘เป็นความผิดหรือไม่ที่โรงงานจัดตั้งก่อนประกาศเป็นเขตประกอบการ’
ย้อนกลับไปเดือนมกราคม 2569 หลังการทำ EIA ครั้งที่สอง ชาวบ้านบ่อทองพบการตายผิดปกติของปลาในบึงน้ำใกล้โรงงาน ก่อนเจอท่อทิ้งน้ำจากบ่อถูกวางเชื่อมต่อมายังแหล่งน้ำธรรมชาติภายนอกเขตโรงงาน ซึ่งเป็นคลองผันน้ำเข้าไปเลี้ยงนาข้าวในทุ่งโดยรอบ และมีลำรางตามเส้นทางไปยังคลองพระปรง ต้นธารของลุ่มน้ำบางปะกง และเป็นจุดดึงน้ำไปใช้ผลิตประปาให้กับคนอำเภอกบินทร์บุรี


เสียงเงียบงันจากอุตสาหกรรมจังหวัดที่ยังไม่มีการชี้แจงการตรวจสอบว่าได้มีการเข้าไปตรวจสอบการดำเนินกิจการและรายงาน ตัวแทนภาคประชาชนอย่าง ธันยาภัทร์ ดอกผล กลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งตรวจวัดคุณภาพน้ำเบื้องต้นจากแหล่งน้ำโดยรอบโรงงานตามมาตรฐานแหล่งน้ำประเภทที่ 3 แหล่งน้ำทิ้งจากกิจกรรมแต่สามารถใช้ประโยชน์เพื่อการเลี้ยงสัตว์ การเกษตร การอุปโภคบริโภคได้หลังผ่านการปรับปรุงคุณภาพน้ำ
ผลตรวจเบื้องต้นพบการตรวจบงชี้ว่ามีค่าการปนเปื้อนในแหล่งน้ำสูง
-ความเป็นกรด-ด่าง (pH) 6.56
-ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) 3.4 มิลิกรัม/ลิตร หรือ 44.1% : ต่ำกว่าค่ามาตรฐาน
-ค่าการนำไฟฟ้า (CON) 1,423 ไมโครซีเมนต์
-ค่าของแข็งละลายในน้ำ (TDS) 714 มิลิกรัม/ลิตร
-ค่าความเค็ม : 0.73 ppt : สูงกว่าน้ำจืดปกติ
-ตะกั่ว 2.77 มิลิกรัม/ลิตร : เกินค่ามาตรฐานมากกว่า 55 เท่า
-แคดเมียม 0.154 มิลิกรัม/ลิตร : เกินค่ามาตรฐาน
-แมงกานีส 2.8 มิลิกรัม/ลิตร : เกินค่ามาตรฐาน
-ทองแดง 0.28 มิลิกรัม/ลิตร : เกินค่ามาตรฐาน
(ข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพน้ำข้างต้นถูกเผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ Tanyapat Dokpon – แป้ง ธันยาภัทร์ ดอกผล ในวันที่ 16 มกราคม 2569 )
แม้ผลตรวจดังกล่าวจะเป็นการประเมินการปนเปื้อนในแหล่งน้ำเบื้องต้นจากภาคประชาชน และต้องอาศัยการตรวจตรวจเพิ่มเติมเพื่อความแม่นยำ แต่สิ่งที่ธันยาภัทร์ และประชาชนต้องการเห็นมากไปกว่า ตัวเลขค่าการปนเปื้อน คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างอุตสาหกรรมจังหวัดเข้ามาตรวจสอบการความถูกต้องของการขออนุญาตดำเนินกิจการ รวมทั้งตรวจวัดการปนเปื้อนที่อาจต้องอาศัยความร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษในการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ เพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์การปนเปื้อนจากอุตสาหกรรมและมีการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้น้ำประปาจากแหล่งน้ำที่มีความเสี่ยงปนเปื้อนจากน้ำเสียโรงงาน

หลังพยายามก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนคันดินเพื่อให้เห็นภาพที่กว้างขึ้น เงาน้ำในบ่อสะท้อนตัวโรงงานและควันขาวโพลงของโรงงานจงซิน 2 สิ่งที่เห็นตรงหน้าคงตอบได้ไม่แน่ชัดว่า กังหันตีน้ำเพียงอันเดียว คือการบำบัดน้ำตามมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมหรือไม่ เพราะนอกจากการตีน้ำเติมออกซิเจนในบ่อน้ำขนาดใหญ่ ก็ไม่มีสิ่งใดอื่นยืนยันว่า น้ำจากโรงงานถูกปรับปรุงคุณภาพก่อนถูกผันมาพักและปล่อยลงไปในแหล่งน้ำภายนอก
ใกล้กันกับบ่อพักน้ำ เนินดินถัดออกไปไม่ไกลเป็นที่ทำงานของแบกโฮและรถปรับหน้าดินที่กำลังเร่งขยายพื้นที่บ่อ เพราะน้ำจากบ่อเดิมเริ่มเอ่อล้นข้นมาเสมอคันดินที่กั้นไว้ ถัดออกไปคือท่อขนาดใหญ่ที่มีร่องรอยว่าถูกขุดขึ้นมา เสียงเครื่องยนต์รถทำงานตัดสลับกับเสียงผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ลำดับเหตุการณ์ให้ฟังว่า หลังมีการเข้ามาตรวจวัดคุณภาพน้ำของเครือข่ายภาคประชาชนประกอบกับเสียงความกังวลของชาวบ้านโดยรอบโรงงานว่าแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใช้ในการเกษตรจะมีการปนเปื้อนหากโรงงานไม่มีแนวทางปรับปรุงคุณภาพน้ำ โรงงานจึงขุดท่อที่ใช้ระบายน้ำลงบึงธรรมชาติออกไป ส่วนการจะมีระบบบำบัดน้ำตามมาตรฐานนั้นคงต้องใช้ระยะเวลาก่อสร้างอีกกว่าสองปี
หากกางผังเมืองตำบลบ่อทองออกมาปักหมุดที่ตั้งเขตอุตสาหกรรม พื้นที่โรงงานหลักสำคัญสองแห่งในตำบาลคือ นิคมอุตสาหกรรมบ่อทอง 33 เพราะอยู่ในผังเมืองสีเขียวจึงถูกกำหนดให้เป็นเขตอุตสาหกรรมสีเขียว โรงงานที่จะขออนุญาตประกอบกิจกรรมต้องเป็นประเภทกิจการที่มิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่สร้างผลกระทบกับชุมชน นั่นจึงทำให้อุตสาหกรรมหนักที่จะดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ต้องขออนุญาตก่อตั้งในเขตประกอบการอุตสาหกรรมบ่อทอง (BIZ) ซึ่งอยู่ผังเมืองสีม่วงสำหรับการก่อสร้างโรงงานที่มีความเสี่ยง ต้องควบคุมการจัดการมลพิษอย่างเข้มงวด
บริษัทจงซิน อีโคแวร์ แจ้งวัตถุประสงค์จดทะเบียนประกอบกิจการประเภท 39, 40 ผลิตภาชนะบรรจุภัณฑ์จากเยื่อกระดาษและกระดาษที่ย่อยสลายได้ ข้อมูลจากการเผยแพร่ในเว็บไซต์ของโรงงานพบว่า มีการดำเนินกิจการในลักษณะเดียวกันหลายแห่งที่ตั้งอยู่ในประเทศจีนก่อนมาจดทะเบียนดำเนินธุรกิจในเขตประกอบการอุตสาหกรรมบ่อทอง การว่าจ้างพนักงานจำนวนหนึ่งเป็นแรงงานสัญชาติเมียนมา เช่นเดียวกับหลายโรงงานโดยรอบ และไม่ต่างกับอีกหลายอุตสาหกรรมในเขต EEC ที่จำเป็นต้องอาศัยกำลังแรงงานต่างประเทศเข้ามาหนุนกำลังเครื่องจักรการผลิต
หากไม่นับรวมคำถามที่ยังไม่มีใครตอบว่า การสร้างโรงงานก่อนประกาศเขตประกอบการเป็นช่องว่างทางฎหมายหรือไม่ แม้โรงงานจะผลิตสินค้าที่ดูเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างการย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ แต่หากไปดูกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมประเภทเดียวกัน ผลิตภัณฑ์จากกระดาษใช้ทรัพยากรน้ำจำนวนมหาศาลและเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีระหว่างกระบวนการผลิตในแหล่งน้ำอย่างคลอรีน ลิกนิน ซัลเฟอร์ มีการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ สารระเหยและฝุ่นละอองสารฟอกขาว ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบหากหากไม่มีกระบวนการที่รัดกุมมากพอจะรักษาคุณภาพการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งสายพาน ความกรีนถูกคลี่คลายในผังม่วงว่า อุตสาหกรรมบางประเภทที่ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นเพียงฉากหน้าของการปล่อยมลพิษทางสิ่งแวดล้อมระหว่างกระบวนการผลิต
‘พอเวลาพูดถึงการฟอกเขียวทางสิ่งแวดล้อม ตอนนี้เราอาจกำลังพูดถึงเรื่องคาร์บอนเครดิต โยงไปถึงเรื่องที่ดินป่าไม้ที่กำลังถกเถียงกันอยู่ แต่ก็มีอีกมุมหนึ่งที่ต้องถูกพูดถึงอย่างมากเช่นกัน คือธุรกิจอุตสาหกรรมที่ยังไม่ถูกประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมทั้งกระบวนการผลิต’

คำตอบจาก สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ช่วยทำให้ภาพของการฟอกเขียวในอุตสาหกรรมถูกมองย้อนกลับไปต้นทางของ ‘ความถูกต้อง’ ทางกฎหมายและกระบวนการรักษาสิ่งแวดล้อมของอุสาหกรรมสีเขียวทั้งสายพานการผลิต
‘การประกอบกิจการก่อนได้รับอนุญาตเป็นเขตอุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และกลายเป็นเรื่องที่รับได้ในหลายพื้นที่ซึ่งไม่ถูกกฎหมาย มีหลายคำตอบที่ทำให้เห็นภาพมากขึ้นว่าหากอุตสาหกรรมมั่นใจว่าจะได้ใบอนุญาต ก็จะสร้างโรงงานและเดินหน้ากิจการไปก่อน ทั้งที่ความเป็นจริงคือหากรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมเซ็นอนุมัติใบอนุญาต โรงงานก็ดำเนินกิจการได้เลย’
“หากถูกกระทรวงอุตสาหกรรมตรวจสอบย้อนหลัง ผู้ลงทุนก็เสียค่าปรับในราคาที่ต่ำมาก ซึ่งโรงงานยอมจ่ายค่าความผิดนั้น”

การตั้งโรงงานก่อนประกาศพื้นที่เขตประกอบการอุตสาหกรรมหรือก่อนได้รับใบอนุญาต (รง.4) เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 โรงงานจำพวกที่ 3 ที่ต้องได้รับใบอนุญาตก่อนเริ่มการก่อสร้าง หรือติดตั้งเครื่องจักร การฝ่าฝืนมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งภาครัฐมีอำนาจสั่งหยุดประกอบกิจการหรือย้ายสถานที่ก่อตั้งโรงงาน
สุภาภรณ์ขยายความต่อถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมก่อนการก่อสร้างโรงงาน ที่ไทยวางแนวทางการประเมินผลกระทบไว้หลากหลายประเภทและไม่สามารถเทียบเคียงแนวทางการประเมินร่วมกันได้อย่าง EIA, EHIA และประมวลหลักการปฏิบัติ (CoP) สำหรับโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ซึ่งพบปัญหาจากการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมร่วมกับชุมชนในหลากหลายมิติ

เรื่องที่อาจดูเล็กน้อยอย่างผู้เข้ามาทำงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่มาจากระบบการจ้างตรง แต่พบปัญหาว่าผู้ประเมินผลกระทบมุ่งหามาตรการป้องกันทางเทคนิคมากกว่าความเหมาะสมของพื้นที่ในการดำเนินกิจการ เพื่อให้ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นโรงงานได้รับใบอนุญาต หากหน่วยงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอยู่ภายใต้องค์กรอิสระ จะทำให้ผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาทำงานสามารถใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่มีอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบอุตสาหกรรมได้ว่าปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันผลกระทบหรือไม่ รวมไปถึงถ่วงดุลอำนาจของหน่วยงานที่เข้าไปตรวจสอบ มีหน่วยงานเชิงรุกที่เข้าไปตรวจสอบ รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและเข้าไปกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาเช่นการทำงานในลักษณะชุดตรวจการณ์เฉพาะกิจสุดซอย ที่ต้องเข้ามาทำงานอย่างต่อเนื่อง มีกลไกแก้ไขมลพิษจากอุตสาหกรรมได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยากต่อการแก้ไขเกิดขึ้นลดน้อยลง

อีกหนึ่งส่วนสำคัญของการประเมินผลกระทบที่ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมเน้นย้ำ คือการประเมินผลกระทบในภาพรวมของเขตอุตสาหกรรมแทนการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในลักษณะการขออนุญาตรายโรงงาน ซึ่งการประเมินผลกระทบในภาพรวมและแผนการพัฒนาในพื้นที่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้เห็นว่าภาพของการพัฒนาจะต้องแลกมากับการเปลี่ยนแปลงทรัพยากรมากเพียงใด
วันนี้ที่เขตอุตสาหกรรมเกิดขึ้นอย่างมากจนเสียงในพื้นที่สะท้อนถึงปัญหาว่าอุตสาหกรรมที่ผิดกฎหมายและก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมกำลังเพิ่มมากขึ้นในปราจีนบุรี แต่เมื่อมองมาที่การเดินหน้าขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษ คณะกรรมการฯ ไม่เคยเปิดเผยการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคตะวันออกแม้จะได้ทำการศึกษาไปแล้ว จึงยังไม่มีคำตอบที่ชี้ชัดจากรัฐว่า การบังคับใช้กฎหมายนี้สุดท้ายแล้วเพื่อมุ่งพัฒนาสิ่งใด มีการรับผิดชอบต่อผล
กระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง เพื่อนำแนวทางจากการประกาศใช้เขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรก มาพูดคุยบนฐานการพัฒนาในพื้นที่อื่นที่กำลังเดินหน้าเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เปิดโอกาสการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตั้งคำถามและแสดงเจตนารมณ์ว่าศักยภาพในพื้นที่ต้องการรูปแบบการพัฒนาแบบใด
“มาตรการป้องกันและกำกับตรวจสอบมีความสำคัญมากที่จะยับยั้งการฟอกเขียวและปิดกิจการธุรกิจที่เข้ามาเพียงเพื่อผลกำไร แต่ไม่มีมาตรการที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน”
แนวคิดรีไซเคิลในระบบอุตสาหกรรมที่มุ่งหวังจะนำวส่วนเกินจากภาคอุตสาหกรรมกลับเข้ามาในระบบให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ในมุมนโยบายการพัฒนาโดยเฉพาะเขตพื้นที่ EEC รัฐบาลที่ผ่านมากลับมองไปในด้านมิติส่งเสริมการนำเข้าผู้ลงทุนทางธุรกิจอุตสาหกรรม เป็นจุดรับขยะอุตสาหกรรมและของเสียจากโรงงานที่ไม่ใช้แล้วจากทั้งไทยและต่างประเทศ
‘เราพยายามลดขยะด้วยวิธีการสร้างโรงไฟฟ้าขยะ แต่เราไม่มองที่ต้นทางของการผลิตก่อนจะเกิดเป็นขยะว่าต้องลดส่วนเกินในอุตสาหกรรมให้มีน้อยที่สุด’
“ขยะกองมหาศาลที่เราเห็นว่ามันลดลงจากโรงไฟฟ้า มันเปลี่ยนเป็นมลพิษทางอากาศที่มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมแล้วไปอยู่ในพื้นที่การเกษตร ซึ่งนั่นคือการฟอกเขียวในรูปแบบหนึ่ง”

นี่คือผลจากนโยบายการสนับสนุนนิยามทางธุรกิจที่ดีแต่ไร้ซึ่งการประเมินผลกระทบทั้งกระบวนการ ซึ่งหากจะรักษ์โลกจริง อุตสาหกรรมต้องถูกกำกับและลดปริมาณตั้งแต่ต้นทางของการผลิตที่จะทำอย่างไรให้เกิดการสร้างขยะให้น้อยที่สุด มีวิธีจัดการกับส่วนเกินในสายพานอย่างถูกต้องผ่านการนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต หรือกำจัดวัสดุที่ใช้ซ้ำไม่ได้แล้วอย่างถูกวิธี
‘เราไม่ได้ปฏิเสธโรงไฟฟ้าขยะที่มีเป้าหมายเพื่อจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ที่ยังเป็นต้องกำจัดขยะบางส่วนจากอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าเพื่อการจัดการขยะที่ยั่งยืนของชุมชน แต่โรงไฟฟ้าเหล่านี้ไม่ควรมีจำนวนมากและอยู่กระจัดกระจายในชุมชน หากจะดำเนินธุรกิจต้องมีหลักประกันว่าชุมชนและสิ่งแวดล้อมจะไม่ถูกผลกระทบ’
พื้นที่มุ่งเน้นธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างภาคตะวันออก การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมกลับถูกลดทอนมาตรการผลกระทบ เช่นโรงไฟฟ้าขยะสามารถขออนุญาตประกอบกิจการที่ใดก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคณะกรรมการจัดทำ EIA นี่คือความย้อนแย้งของอุตสาหกรรมที่เรามองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสิ่งแวดล้อม แต่ย่อหย่อนทางมาตรการป้องกันผลกระทบของการดำเนินกิจการที่มีความเสี่ยง
การฟอกเขียวไม่ได้มาจากธุรกิจเพียงอย่างเดียว กลไกรัฐเองก็เปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจที่ไม่มีความรับผิดชอบเข้ามาดำเนินการได้ง่าย ได้รับใบอนุญาตรวดเร็วโดยไม่ต้องรับผิดชอบผลกระทบใด ๆ ซึ่งรัฐเองก็ไม่มีมาตรการเข้มงวดในการเอาผิดกับธุรกิจที่อ้างความเขียวเหล่านี้
‘นอกจากประเทศจะไม่มีมาตรการเชิงป้องกันเยียวยาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เรายังไม่มีกลไลปกป้องพื้นที่สำคัญอย่างทรัพยากรน้ำและป่าไม้ ในทางกลับกันรัฐบาลผลักดันกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ศักยภาพทางสิ่งแวดล้อม มันย้อนแย้งและทำให้เราเห็นว่าการมุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลละเลยเรื่องคุณภาพชีวิตและมิติสิ่งแวดล้อม การพัฒนามันเลยต้องย้อนกลับมาพูดถึงชีวิตและสิ่งแวดล้อมมากกว่านี้’
มลพิษทางสิ่งแวดล้อมคือสิ่งที่ต้องถูกสื่อสารจากพรรคการเมืองที่เข้าไปเป็นรัฐบาล ในช่วงการเลือกตั้งหลายพรรคการเมืองมีนโยบายเกี่ยวข้องกับประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่ถูกทำให้ชัดเจนในมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมและหลักประกันดูแลสิ่งแวดล้อม ป้องกันผลกระทบทางมลพิษของประชาชน แม้มาตรการทั้งหมดต้องอาศัยระยะเวลาในการขับเคลื่อน แต่รัฐบาลสามารถวางแผนได้ว่าตลอดการทำงานในฐานะผู้แทนประชาชนในสภา จะเปลี่ยนแปลงการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เข้าไปแก้ไขกฎหมาย ปรับเปลี่ยนโครงสร้างในกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างไร
“มาตรการเชิงป้องกันและเยียวยาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อคนทั้งประเทศ”
สิทธิการป้องกันสุขภาพจากสิ่งแวดล้อม ประชาชนเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ดีเคยเป็นสิทธิพื้นฐานแต่ถูกทำให้หายไปจากรัฐธรรมนูญ 2560 แม้มีการเดินหน้ากฎหมายสำคัญอย่างการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษ (PRTR) และ พ.ร.บ. อากาศสะอาดที่รอการนำกลับมาพิจารณาหลังเปิดประชุมสภาในสมัยถัดไป แต่หลังการประกาศใช้กฎหมายก็จำเป็นต้องมีกลไกที่เกี่ยวข้องรองรับให้กฎหมายถูกบังคับใช้ได้อย่างเต็มที่

แม้ต้องอาศัยเจตนารมณ์ของรัฐบาลเรื่องมาตรการป้องกันมลพิษทางสิ่งแวดล้อม ที่แง่หนึ่งคือการเข้าไปทำงานแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างมาอย่างยาวนานจากช่วงเวลารัฐประหาร เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นมาต่อเนื่อง เข้าไปกำกับดูแลเพื่อให้ผู้กระทำผิดเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายดาย แต่ทั้งหมดนี้ตั้งต้นได้จากการเข้าไปปรับแก้รัฐธรรมนูญที่ระบุถึงการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษและแผนยุทธศาสตร์ชาติเรื่องการพัฒนา เพื่อคืนอำนาจการจัดการฐานทรัพยากรทางสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนเลือกการพัฒนาฐานทรัพยากรในพื้นที่ร่วมกับรัฐบาล
ภาพสองข้างทางที่เห็นตลอดการมาเยือนกบินทร์บุรี คือทิวไม้ยูคาลิปตัสที่ไหวไปตามลม ยางพาราถูกปลูกเป็นแนวเรียงอยู่สองข้างทางถนน มองอย่างรวบรัดในครั้งแรก นี่คือพืชเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ที่เป็นมูลค่าการส่งออกและทรัพยากรในสายการผลิต แต่หากมองลึกลงไปกว่านั้น คงมีแต่ความคงทนของต้นไม้สองชนิดนี้เท่านั้นที่จะเติบโตได้ในพื้นที่ความเสี่ยงทางมลพิษใกล้กับเขตอุตสาหกรรม
กลิ่นติดจมูกจากบ่อขยะและบ่อพักน้ำโรงงานจางหายไปเมื่อเท้าก้าวลงที่บ้านเขาไม้แก้ว หมู่บ้านที่มีเรื่องราวการคัดค้านใบอนุญาตโรงไฟฟ้าและโรงขยะใกล้ชุมชนมากว่าทศวรรษ สแลนเขียวและโรงเรือนปลูกผักสีขาวถูกปกป้องไว้ด้วยแรงต้านอุตสาหกรรมของคนในพื้นที่ ภาพชีวิตและแหล่งเกษตรที่เขาไม้แก้วจึงไม่ใช่ความแปลกแยกจากอุตสาหกรรมที่อยู่โดยรอบตำบล แต่คือทรัพยากรที่ชาวปราจีนบุรีมีองค์ความรู้เรื่องการเพาะปลูกเกษตรอินทรีย์ให้กับระบบอาหารปลอดภัยของประเทศ
รอยยิ้มจากพี่ตู่ เจ้าของแปลงผักที่เราขอมาเยี่ยมเยือนที่สวน หากปกติในวันพฤหัสฯ กลางสัปดาห์ ไม่มีงานเดย์แคร์ดูแลผู้สูงอายุซึ่งเป็นอีกหนึ่งอาชีพหลังงานสวน พี่ตู่จะตัดผักและนำผลผลิตจากแปลงมาปรุงอาหารไปขายที่ตลาดเขียว แหล่งร่วมกลุ่มสำหรับเกษตรกรและผู้บริโภคอาหารปลอดภัยจากผักอินทรีย์ หนึ่งในนั้นคือกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านเขาไม้แก้ว วิสาหกิจชุมชนรวมกลุ่มที่สร้างรายได้จากผลผลิตในชุมชนของตนเองมามากกว่าสิบปี

‘พี่ไปขายของที่ตลาดเขียวทุกสัปดาห์ ก็จะมีลูกค้าที่เขามาซื้อประจำ ช่วงไหนผักออกน้อย ติดงานเดย์แคร์ เว้นช่วงไม่ได้ไปลูกค้าก็จะเริ่มถามเพราะเขาซื้อกับเราประจำ บางคนก็ขับรถมาจากในเมืองเพื่อมาซื้อที่หน้าสวนเลย’
ผักในสวนพี่ตู่หลากหลายเพราะปลูกตามใจเจ้าของแปลง แต่มองดูแล้วผักที่ได้ครอบครองพื้นที่มากที่สุดขณะนี้คือผักกูด ที่พี่ตู่นำไปลวกและแปรรูปเป็นยำพร้อมทานจนลูกค้าหลายคนติดใจ แววตาความดีใจของพี่ตู่เป็นประกายตอนเล่าให้ฟังถึงความดีใจว่าแนะนำให้ลูกค้าที่ไม่ชื่นชอบรสขมของผัก ชื่นชอบในรสมือการปรุงยำผักกูดของตนเอง
ข้อดีของการรวมกลุ่มแปลงเกษตรอินทรีย์ คือโอกาสการต่อรองกับตลาดขนาดใหญ่ ได้พัฒนามาตรฐานการเพาะปลูก คุณภาพผลผลิตของตนเองให้ดียิ่งขึ้น นอกจากส่งเป็นวัตถุดิบการปรุงอาหารให้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาลพื้นที่ปราจีนบุรี ทางกลุ่มยังจัดส่งสินค้าเข้ามาจำหน่ายเป็นผลผลิตอินทรีย์ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หลายแห่งในกรุุงเทพฯ โดยมีจุดรับและกระจายสินค้าที่ อ.สนามชัยเขตของฉะเชิงเทรา ผักอินทรีย์หลายชนิดที่ผู้บริโภคเลือกซื้อจากชั้นวางของห้างสรรพสินค้า ส่วนหนึ่งถูกปลูกด้วยมือของเกษตรกรปราจีนและส่งต่อจากสวนไปยังผู้บริโภค
“อย่างใบชะพลู เราเคยรู้สึกว่ามันเป็นวัชพืชในแปลงผักกูด ตอนหลังมาบริษัทสั่งซื้อและประกันราคาให้เพราะอยากเพิ่มผักท้องถิ่นในชั้นวางผักในห้าง ก็เลยเป็นอีกหนึ่งรายได้จากตอนแรกที่เกือบจะรื้อทิ้งเพราะรู้สึกว่าทำไมรกจังเลย”
แม้การปลูกพืชแปลงใหญ่จะช่วยให้มีรายได้แน่นอน มีตลาดใหญ่รองรับ แต่ชาวเขาไม้แก้วมองเห็นความยั่งยืนของเกษตรอินทรีย์ที่ต้องเดินหน้าไปควบคู่กับการปลูกพืชหลากหลายเพื่อเป็นตัวเลือกให้กับผู้บริโภค เปิดโอกาสให้พืชท้องถิ่นหลายชนิดได้เป็นที่รู้จัก สร้างมูลค่าให้กับพืชท้องถิ่นและเป็นวิถีการบริโภคนให้ไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงภาคอุตสาหกรรม วัตถุดิบที่เกษตรกรปลูกส่วนมากเมื่อนำไปแปรรูปก็สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับวัตถุดิบที่มีอยู่เดิมของท้องถิ่น
“ถ้าเราไปขายที่ตลาดเขียวในชุมชน ลูกค้าจะเห็นเราเป็นยี่ห้อ เป็นแบรนด์ไปเลย คือซื้อผักเราไปกินมานานจนเชื่อใจ รู้ว่าผักที่ซื้อไปปลูกยังไง มาจากไหน บางคนต้องมาซื้อผักตุนกลับไปให้พอทั้งอาทิตย์เลย”

พี่ตู่ในฐานะคนปลูกและคนขายเล่าบทสนทนาที่ลูกค้ามาพูดคุยให้ฟังว่า ลูกค้าหลายคนซื้อผักจากแหล่งอื่นกลับมาเล่าให้ฟังว่า ผักชนิดเดียวกัน แต่ซื้อจากที่อื่นไปแล้วรสชาติไม่เหมือนกัน บางอันเห็นชัดเจนว่ายังมีสารเคมีตกค้างอยู่ที่ขั้วของผัก โดยเฉพาะในวันที่ผักผลไม้นำเข้าจากประเทศจีนถูกส่งผ่านรถบรรทุกมายังประเทศไทย เกิดการต่อสู้ทางราคาและจำนวนผลผลิตที่เกษตรกรไทยไม่สามารถต่อรองได้ เรื่องของเส้นทางอาหารปลอดภัยถูกพูดอย่างมากพร้อมกับการที่ประชาชนต้องยอมจ่ายเงินซื้อผักอินทรีย์ในราคาที่สูงกว่า เกษตกรขาดแรงสนับสนุนที่จะเพาะปลูกพืชหลากหลายกระจายไปในตลาดทดแทนการปลูกเพื่อส่งเข้ากระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม
‘รายได้ไม่มาก แต่ไม่เครียด เราได้ใจกับร่างกายที่แข็งแรงกลับมา พี่ถือว่าเป็นกำไรชีวิตแล้วนะ’
อาหารปลอดภัยเข้าถึงง่ายในราคาถูกด้วยต้นทุนของเกษตรกรที่มีอยู่ในพื้นที่ การลงทุนทางเม็ดเงินสำหรับใครที่อยากเป็นเกษตรกรจึงไม่ถูกใช้มากมาย พี่ตู่เล่าด้วยอารมณ์ขันว่า บางคนก็มาซื้อที่ดินแถวเขาไม้แก้วเพราะอยากซื้อผักอินทรีย์ได้ในราคาถูก เพราะหากไปซื้อในชั้นวางของห้างใหญ่ ราคาอาจสูงขึ้นไปถึงหลายเท่าตัวด้วยมูลค่าของระบบอุตสาหกรรม อีกทั้งเมื่อไม่ทราบแหล่งที่มา กระบวนการขนส่ง ผู้บริโภคก็ต้องตั้งคำถามถึงกระบวนการเพาะปลูกว่าแท้จริงแล้วปลอดภัยหรือไม่
ก่อนเอ่ยลา พี่ตู่เก็บผักที่ปลูกเองพร้อมยื่นใส่มือมาให้อย่างตั้งใจ ข้อความบนป้ายริมทางระหว่างพวงมาลัยหมุนล้อถอยหลังออกจากชุมชนว่า ‘เขาไม้แก้วน่าอยู่’ คงเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเขาไม้แก้วและชาวปราจีนอยากบอกกับคนที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยียน เป็นภาพจำของทรัพยากรที่ได้กลับไปจากคนในพื้นที่มากกว่ากลิ่นกากอุตสาหกรรมและภาพของเขตประกอบการที่เกิดขึ้นโดยรอบ
หวังเพียงให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมมาเห็นผลกระทบจากโรงงานฟอกเขียวที่สิ่งแวดล้อมยังไม่ถูกประเมินความเสียหาย ได้ฟังเสียงความต้องการพัฒนาจากคนปราจีนที่ไม่เคยถูกเขียนไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐแม้แต่หนึ่งบรรทัด ให้ภาครัฐหันมากำหนดทิศทางแก้ไขผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในเขตอุตสาหกรรม ที่ทรัพยากรบางอย่างไม่อาจแลกกลับมาได้ด้วยการเยียวยาหลังจากผลกระทบได้เกิดขึ้นแล้ว
