‘ความหวัง’ ในวังวนประชาธิปไตยไทย

Play Read
Reading Time: 2 minutes

การเมืองไทยทำให้ฉันอกหัก

ความหวังอาจจะอยู่ที่การเลือกตั้งครั้งหน้า จะตกหลุมรักพรรคเดิม หรือมีพรรคใหม่มาให้ตกหลุมรัก ก็ค่อยว่ากันใหม่

แต่มันมีอุปสรรคอย่างอื่นที่ส่งผลทำให้เราอกหักด้วยน่ะสิ 

อำนาจอะไรไม่รู้มาครอบงำความรัก (การเลือกตั้ง) ของเราในครั้งนี้

ในยุค 2026 ที่มีเทคโนโลยีเอื้ออำนวยความสะดวกขนาดนี้

ทำไมถึงได้รู้ผลช้าขนาดนี้นะ

แม้วันนี้ กกต. จะออกมาประกาศว่าได้นับผลคะแนนเลือกตั้งครบแล้ว 400 เขต แต่ในระยะเวลานับจากวันที่เลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 จนถึงตอนนี้นอกจากรู้ผลช้าแล้วก็ยังพบความไม่โปร่งใสอะไรหลาย ๆ อยู่เรื่อย ๆ ทั้งที่เรารับรู้จากข่าว สื่อโซเชียลมีเดีย และยังมีความผิดปกติเกิดขึ้นมากมาย

คะแนนที่กกต. ประกาศออกมา คือคะแนนที่บริสุทธิ์จริง ๆ หรือ

เราคาดหวังการเมืองในอุดมคติ แต่ทำไมถึงเป็นแบบนี้

เราก็เกิดมาบนโลกนี้ได้ประมาณนึงที่พอจะรู้มาบ้างว่า การเมืองไทยมีทั้งปัจจัยที่มองเห็น และที่มองไม่เห็น ที่ส่งผลกับการเมือง

หนังสือเรื่อง ประชาธิปไตยไทยที่ถดถอย : สมรภูมิการเมืองไทยสู่ความขัดแย้งใหม่ที่ยังไม่จบ  โดยผู้เขียน รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ นั้น สำหรับเราถือว่าเป็นการ Recap การเมืองไทย ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน (ซึ่งปัจจุบันของในหนังสือจะสิ้นสุดถึงที่คุณพิธา พรรคก้าวไกลถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง)

วันเวลาก้าวผ่านไปข้างหน้า แต่ก็มีอะไรบางอย่างที่พยายามฉุดรั้งไว้ไม่ให้เราก้าวไปข้างหน้า

การเมืองไทยมีความพยายามที่จะเป็นประชาธิปไตยอยู่เรื่อย ๆ ในทุกยุคทุกสมัย แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่หวงอำนาจ กลัวตัวเองจะสูญเสียสิ่งที่เคยได้ไป

มันเป็นเช่นนั้นเสมอมา

หนังสือเล่มนี้แบ่งการเล่าเรื่องประชาธิปไตยในไทยเป็น 5 ส่วน ส่วนแรกจะพูดถึงการเกิดขึ้นและพัฒนาการของพันธมิตรของกษัตริย์-กองทัพตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2490 ถึง พ.ศ. 2540 ส่วนที่ 2 เป็นส่วนที่ศึกษาการปรับโครงสร้างการเมืองที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ซึ่งในส่วนที่สองนี้มีจุดสำคัญคือการที่ทักษิณเข้ามามีบทบาททางการเมือง ส่วนที่ 3 เป็นส่วนที่ให้รายละเอียดที่มาของความขัดแย้งและผลกระทบจากรัฐประหาร 2549 ซึ่งเป็นการวางแผนเพื่อล้มอำนาจของทักษิณและเครือข่ายทางการเมืองของเขา ซึ่งในจุดนี้เป็นการเริ่มต้นความขัดแย้งของสีเสื้อ ส่วนที่ 4 อธิบายการต่อสู้ทางการเมืองตั้งแต่รัฐประหาร 2557 จนถึงการเลือกตั้ง 2566 และส่วนสุดท้ายของหนังสือ คือส่วนสรุปประเด็นทั้งหมดโดยอภิปรายเส้นทางการเมือง และแนวโน้มประชาธิปไตยของไทยในอนาคต

หมายเหตุ เราอาจจะไม่ได้พูดถึงเนื้อหาในหนังสือทั้งหมด แต่จะพูดถึงในส่วนที่เรารู้สึกเชื่อมโยง

ผู้อ่านท่านใดที่มีอายุยืนยาวมากพอ คงจะพอเห็นความเป็นไปของการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับเราจะทันในช่วงทศวรรษที่ 2530  แต่ช่วงนั้นเราอาจจะยังไม่ได้สนใจการเมืองขนาดนั้น

เอาจริง ๆ ตอนเด็กเราไม่ได้เป็นคนที่สนใจการเมือง อาจจะเป็นเพราะว่าบ้านเราไม่เคยคุยกันเรื่องนี้ พ่อรับราชการ มีสวัสดิการ ถึงไม่ได้เป็นชนชั้นสูง ไม่ได้รวย แต่ก็อยู่ได้ไม่ลำบาก ช่วงที่เรารู้สึกว่าเริ่มสนใจการเมืองคือประมาณช่วง ปี 2549 ซึ่งเป็นช่วงที่เราอยู่มัธยมปลาย ด้วยความที่โรงเรียนของเราอยู่ใกล้ทำเนียบรัฐบาล ทำให้เราเห็นเวลามีคนมาเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ บริเวณรอบทำเนียบ รวมไปถึงช่วงที่มีการรัฐประหารที่มีรถถังออกมา 

เอาจริง ๆ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร..

ถือว่าเป็นความล้มเหลวทางการศึกษาได้ไหมนะ…

ยอมรับว่าตอนนั้นก็ไม่เด็กแล้ว แต่ด้วยความที่ไม่เคยสนใจการเมืองมาก่อน ทำให้ไม่รู้ถึงผลกระทบที่ตามมาของการทำรัฐประหาร

ตอนที่แบ่งสีเสื้อ เราจำได้ว่าตอนนั้นใส่เสื้อสีที่มีความขัดแย้งไม่ได้เลย ความแตกแยกขนาดนั้นมันเป็นไปได้อย่างไรกับสังคมไทย การรัฐประหารในช่วงปี 2549 เป็นการรัฐประหารที่ขยายผลความรุนแรงในไทยเป็นอย่างมาก เพราะมีทั้งใช้กำลังในการปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง การใช้กฎอัยการศึก การวางระเบิดในกรุงเทพฯ การสร้างเฟคนิวส์ในช่วงการเปลี่ยนผ่านของสื่อ แต่ละฝั่งก็เริ่มสร้างสื่อของตัวเองตามช่องทีวี แต่สื่อในปัจจุบันจะสร้างกันผ่านไลน์กลุ่ม  Facebook กลุ่ม ซึ่งก็มีคนหลงเชื่อในข้อมูลนั้น ๆ หลายคนเลือกจะรับสารแต่ฝั่งที่ตัวเองเชื่อ และปิดใจที่จะรับข้อมูลอย่างรอบด้านทำให้ไม่มีพื้นที่ตรงกลางให้ได้คุย หรือทำความเข้าใจความเห็นต่างทางการเมือง

ความขัดแย้งการเมืองในไทยไม่ได้ทำให้เกิดความแตกแยกกันเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงระดับโครงสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ

ปี 2549 เป็นจุดเล็ก ๆ ที่ทำให้เราเริ่มสนใจการเมือง คือในการเลือกตั้งทุกครั้ง เราก็ไปใช้สิทธิของตัวเองทุกครั้งตามหน้าที่พลเมืองไทยคนนึง แต่อาจจะไม่ได้อินอะไรมากนัก จนมาถึงช่วงปี 2557 ซึ่งเป็นช่วงที่เราทำงานมาได้ซักระยะแล้ว และในปีนี้ได้มีการรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งที่ทำงานของเราก็โดนทหารเข้าควบคุมด้วย ดูเหมือนสถานการณ์บ้านเมืองจะสงบ(?) แต่จริง ๆ แล้วมันแค่เป็นการกดทับสังคมไทยไว้เท่านั้น ในช่วงนั้นเองคณะรัฐประหารได้ปรับโครงสร้างระบบการเมืองใหม่โดยการออกแบบรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งคสช.มีอำนาจในการแต่งตั้ง วุฒิสภา, เพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระในการทำหน้าที่ตรวจสอบ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างอำนาจให้กับสถาบันชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทำให้สามารถควบคุมประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการทำรัฐประหารอีกต่อไป

ในช่วงปี 2562  การตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ เราว่าเหตุการณ์ช่วงนี้นี่แหละ ที่ทำให้เราเริ่มอินกับการเมืองมากขึ้น ทุกครั้งที่ได้ยินได้ฟังคำปราศรัยเรารู้สึกนับถือความกล้าหาญของผู้คนเหล่านี้มาก ๆ รู้สึกมีความหวัง นักกิจกรรมเยาวชนได้ใช้กลยุทธ์ใหม่ ๆ  ในการประท้วงภายใต้ข้อจำกัดในช่วงการปกครองภายใต้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เช่น การแฟลชม็อบ การใช้การเมืองเชิงสัญลักษณ์อย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการพูดถึงประเด็นละเอียดอ่อนที่สังคมไทยไม่กล้าพูดถึงในที่สาธารณะ เรายอมรับในการเป็น Active Citizen ของคนรุ่นใหม่มาก ๆ (คนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้มองแค่อายุ) ซึ่งเราอาจไม่ได้เป็น Active Citizen  ขนาดนั้น แต่เอาเป็นว่าสนใจ ใส่ใจมากกว่าแต่ก่อน

ในหนังสือบอกกับเราว่า จากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการเมืองในประเทศไทย ในโลกยุคปัจจุบัน ปัจจัยหลักที่ทำให้นำไปสู่การล่มสลายของประชาธิปไตยไม่การรัฐประหารโดยกองทัพแบบเดิม แต่เป็นการเพิ่มอำนาจฝ่ายบริหาร ใช้วิธีบ่อนทำลายเสรีภาพของสื่อมวลชนและความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ ลดทอนเสรีภาพของพลเมือง และทำให้กลไกความรับผิดชอบและการตรวจสอบถ่วงดุลของประชาธิปไตยอ่อนแอลง

คุ้น ๆ ไหม อ่านไปแล้วก็รู้สึก เอ๊ะไป เหมือนเหตุการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ตอนนี้เลย

เมื่อกลไกความรับผิดชอบ และการตรวจสอบถ่วงดุลของประชาธิปไตยอ่อนแอลง ทำให้ประชาชนหมดหวังเหมือนกัน เพราะหน่วยงานที่ควรทำตัวเป็นกลาง กลับเป็นฝ่ายเดียวกับชนชั้นนำ แต่อย่างไรก็ตามการเมืองไทยที่ผ่านมาไม่ใช่มีแต่เพียงชนชั้นนำที่ประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจเพียงอย่างเดียว ในหลาย ๆ โอกาสการลุกฮือของประชาชนก็ได้โค่นล้มระบอบการปกครองของทหาร ผู้ประท้วงได้บั่นทอนความชอบธรรมของผู้นำที่ปิดกั้นเสรีภาพ และพรรคการเมืองจากพลเรือนที่ได้รับความนิยมสามารถเอาชนะพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ซึ่งเปิดทางให้มีการเปิดเสรีทางการเมืองและการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอยู่เป็นระยะ แต่ถึงอย่างนั้นการที่ไม่มีตัวแสดงทางการเมืองใดที่สามารถสถาปนาอำนาจควบคุมเหนือระบบการเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จ การต่อสู้แย่งชิงอำนาจในการเมืองไทยก็อาจจะยังคงดำเนินไปอีกเช่นนี้ เพราะชนชั้นนำยังคงยึดมั่นในการรักษา“ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ “ ซึ่งมีลักษณะเป็นระบบอุปถัมภ์แบบเผด็จการและอำนาจนิยมของชนชั้นนำ

แม้ในปัจจุบันจะไม่ได้มีการทำรัฐประหารอย่างโจ่งแจ้ง เพราะฝ่ายชนชั้นนำได้ปรับตัวโดยการเข้ามามีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญและปรับเปลี่ยนกระบวนการเลือกตั้งเพื่อฝังอำนาจของตัวเองไว้ในระบบการเมือง และยังใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อข่มขู่และทำให้ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยอ่อนแอลง การดึงฝ่ายตรงข้ามมาเป็นพวก หนังสือได้สรุปว่า ถ้าแก้ไขปัญหาการแทรกแซงทางการเมืองของชนชั้นนำจะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคงในไทย

แม้เราในฐานะประชาชนคนไทยจะเป็นส่วนหนึ่งในหมากของการเมืองนี้ แต่การอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้เราถอยออกมามองการเมืองไทย อย่างผู้สังเกตการณ์ จริง ๆ มันไม่ง่ายหรอกกับการดึงตัวเองออกมา เพราะเราทุกคนล้วนเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการเมืองนี้ทั้งนั้น จะบอกว่า บางทีก็ท้อนะ แต่ก็จะไม่หมดหวัง เพราะอยากเห็นประเทศไทยดีกว่านี้ เราเชื่อว่ามันดีขึ้นได้ เพียงแต่ว่ามันจะดีในช่วงอายุขัยของเรารึเปล่าเท่านั้นเอง