‘ปล้น’ โดยไม่ต้องบุก

ColumnistEconomyNew World Order
Reading Time: < 1 minute

ประกายไฟลามทุ่ง

รศ. ดร. ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

Harvey กับการสะสมทุนผ่านการยึดครอง — เมื่อสงครามทางเศรษฐกิจรุนแรงกว่าสงครามทางทหาร

มีคำถามที่ฟังดูง่ายแต่ตอบยากมากคือ ทำไมประเทศที่มีทรัพยากรมหาศาลถึงยังจนอยู่ได้ และทำไมการที่ประเทศหนึ่งพยายามควบคุมทรัพยากรของตัวเองถึงมักนำมาซึ่งความขัดแย้งกับมหาอำนาจภายนอก

นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักจะตอบว่าเพราะนโยบายผิดพลาด เพราะสถาบันอ่อนแอ หรือเพราะตลาดไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเพียงพอ David Harvey ตอบต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาบอกว่าเพราะการสะสมทุนในระบบทุนนิยมไม่ได้เกิดขึ้นแค่จากการผลิตและการค้าที่ยุติธรรม แต่เกิดขึ้นจากกระบวนการที่เขาเรียกว่า Accumulation by Dispossession หรือการสะสมโดยการยึดครอง

Marx พูดถึงการยึดครองครั้งแรก Harvey พูดถึงการที่มันไม่เคยหยุด

Marx อธิบายว่าทุนนิยมในยุคเริ่มต้นต้องมีสิ่งที่เขาเรียกว่า Primitive Accumulation หรือการสะสมดั้งเดิม ซึ่งหมายถึงการที่ทุนนิยมไม่ได้เริ่มต้นจากการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม แต่เริ่มต้นจากการที่ผู้คนถูกขับออกจากที่ดินที่เคยใช้ร่วมกัน ถูกกีดกันจากทรัพยากรที่เคยเข้าถึงได้ และถูกบังคับให้กลายเป็นแรงงานรับจ้าง ทั้งหมดนี้ผ่านความรุนแรงและกฎหมาย ไม่ใช่ผ่านการค้าเสรี

Harvey โต้แย้งว่ากระบวนการนี้ไม่ได้เป็นแค่ประวัติศาสตร์ในอดีตที่เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วจบ แต่มันยังคงดำเนินอยู่ตลอดเวลาในรูปแบบที่ปรับตัวเข้ากับยุคสมัย การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การเปิดเสรีตลาดที่ดิน การจดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิตและพันธุ์พืช การตัดลดสวัสดิการสังคม และการใช้วิกฤตหนี้สาธารณะ เพื่อบังคับให้ประเทศขายทรัพย์สินของรัฐ ล้วนเป็นรูปแบบใหม่ของการยึดครองที่ไม่ต้องใช้กองทัพ

ทุนล้นเกินกับการหาพื้นที่ใหม่ : Spatial Fix

Harvey สร้างต่อจากเลนินในจุดสำคัญหนึ่ง เขาเห็นด้วยว่าทุนมีแนวโน้ม Overaccumulation หรือการสะสมจนล้นเกิน แต่เขาอธิบายกลไกที่ทุนใช้แก้ปัญหานี้ได้ละเอียดกว่า กลไกหลักคือสิ่งที่เขาเรียกว่า Spatial Fix หรือการแก้ปัญหาด้วยพื้นที่ เมื่อทุนล้นเกินในพื้นที่หนึ่ง มันหาทางออกด้วยการขยายไปยังพื้นที่ใหม่ที่ยังไม่ถูกผนวกเข้าสู่ระบบทุนนิยม หรือถูกผนวกไม่สมบูรณ์ พื้นที่ใหม่นั้นอาจเป็นพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ในความหมายตรงตัว เช่น ประเทศที่ยังมีทรัพยากรที่ยังไม่ถูกแปลงเป็นสินค้า หรืออาจเป็นพื้นที่ในความหมายที่กว้างกว่า เช่น บริการสาธารณะที่ยังไม่ถูกแปรรูป ชีวิตชุมชนที่ยังไม่ถูกตีราคา หรือข้อมูลส่วนบุคคลที่ยังไม่ถูกนำมาขาย

กระบวนการแก้ปัญหาด้วยพื้นที่นี้ไม่ใช่กระบวนการสมัครใจ มันต้องอาศัยการผลักดันจากรัฐ ทั้งในรูปกฎหมาย สนธิสัญญา ความกดดันทางการทูต และในที่สุดก็อาจถึงกำลังทหาร เมื่อเห็นว่าการขยายทุนถูกขัดขวาง

สองตรรกะที่ทำงานพร้อมกัน และขัดแย้งกัน

จุดที่ Harvey ซับซ้อนกว่าเลนินมาก คือเขาชี้ให้เห็นว่าในระบบจักรวรรดินิยมมีตรรกะสองแบบที่ทำงานพร้อมกันแต่ไม่เหมือนกัน

ตรรกะแรกคือตรรกะของทุน ซึ่งเคลื่อนที่ข้ามพรมแดนเพื่อหากำไรสูงสุด ทุนไม่มีความจงรักภักดีต่อชาติใด มันไปที่ไหนก็ได้ที่ให้ผลตอบแทนดี และพร้อมจะทิ้งพื้นที่เดิมเมื่อพื้นที่ใหม่น่าสนใจกว่า ตรรกะนี้ไม่ได้ต้องการการยึดครองดินแดน ต้องการแค่การเข้าถึงตลาดและทรัพยากร

ตรรกะที่สองคือตรรกะของอาณาเขต ซึ่งรัฐใช้อำนาจทางการเมืองและทางทหารเพื่อควบคุมพื้นที่ ขยายเขตอิทธิพล และปกป้องสิ่งที่รัฐมองว่าเป็น “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ตรรกะนี้ผูกกัดินแดนและความมั่นคงมากกว่ากำไร

ทั้งสองตรรกะนี้มักเดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่บางครั้งก็ขัดแย้งกัน ทุนอาจต้องการทำสัญญากับประเทศที่รัฐมองว่าเป็นศัตรู รัฐอาจต้องการควบคุมพื้นที่ที่ทุนไม่ได้มีผลประโยชน์โดยตรง ความตึงเครียดระหว่างสองตรรกะนี้อธิบายความขัดแย้งในนโยบายต่างประเทศหลายอย่างที่ดูเหมือนไม่สอดคล้องกัน

เมื่อเห็นว่าฝ่ายหนึ่งในรัฐบาลมหาอำนาจดูอยากเจรจา ในขณะที่อีกฝ่ายต้องการกดดันต่อ บางครั้งไม่ใช่เพราะนักการเมืองสองขั้วเห็นต่างกันในเรื่องค่านิยม แต่เพราะพวกเขายืนอยู่กับตรรกะคนละตัว ฝ่ายหนึ่งฟังทุนที่ต้องการเข้าถึงตลาด อีกฝ่ายฟังตรรกะอาณาเขตที่ต้องการควบคุมพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์

วิกฤติกลายเป็นอาวุธ : Accumulation by Dispossession ในรูปแบบทางการเงิน

Harvey ยังชี้ให้เห็นรูปแบบที่ล้ำสมัยที่สุดของ Accumulation by Dispossession คือการใช้วิกฤตทางการเงินเป็นกลไกในการยึดครอง

กระบวนการทำงานอย่างนี้ เมื่อประเทศหนึ่งเผชิญวิกฤตหนี้ สถาบันการเงินระหว่างประเทศเข้ามาให้ความช่วยเหลือพร้อมเงื่อนไข เงื่อนไขเหล่านั้นมักรวมถึงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การเปิดตลาดให้ทุนต่างชาติ การลดค่าใช้จ่ายสาธารณะ และการปฏิรูปกฎหมายแรงงาน ทั้งหมดนี้สร้างเงื่อนไขที่ทุนจากภายนอกสามารถเข้าไปซื้อทรัพย์สินที่มีมูลค่าในราคาต่ำ และสกัดมูลค่าออกจากเศรษฐกิจนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่ต้องมีกองทัพ ไม่ต้องมีการยึดครองอย่างเป็นทางการ เพียงแต่ควบคุมเงื่อนไขของการให้กู้ยืม และวิกฤตก็กลายเป็นโอกาสในการยึดครองที่ถูกกฎหมายทั้งหมด

Harvey เรียกกระบวนการนี้ว่า “การทำให้วิกฤตกลายเป็นอาวุธ” และมันเป็นรูปแบบที่พบได้ทั่วไปในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา

ความรุนแรงที่มองไม่เห็น

สิ่งที่ Harvey ทำให้มองเห็นคือความรุนแรงที่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีภาพ และไม่มีเสียงปืน

เมื่อการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทำให้ยาขาดแคลน ทำให้เครื่องมือแพทย์ไม่สามารถนำเข้าได้ ทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงจนคนจนซื้ออาหารไม่ได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิตมนุษย์ไม่ได้น้อยกว่าการโจมตีทางทหาร แต่เพราะมันไม่มีภาพระเบิดและไม่มีร่างที่นับได้ มันจึงไม่ถูกนิยามว่าเป็นความรุนแรง Harvey ทำให้เราเห็นว่า ความรุนแรงไม่ได้มีแค่รูปแบบที่เห็นได้ชัด การที่คนจนต้องจ่ายราคาของความขัดแย้งที่ชนชั้นนำตัดสินใจ ทั้งในประเทศที่คว่ำบาตรและในประเทศที่ถูกคว่ำบาตร คือความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ใต้ภาษาของ “มาตรการกดดัน” และ “เครื่องมือทางการทูต”

Harvey เห็นว่าเศรษฐกิจและความมั่นคงไม่ใช่สองโดเมนที่แยกจากกัน การคว่ำบาตรคือสงคราม นโยบายการเงินระหว่างประเทศคือการเมืองของอำนาจ และทุกครั้งที่เราเห็นการเจรจาเรื่องเงื่อนไขทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมหาอำนาจกับประเทศขนาดเล็ก สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่การค้าเสรี แต่คือการต่อรองอำนาจที่มีผลแพ้ชนะอย่างชัดเจน

ที่มา : David Harvey, The New Imperialism (2003); A Brief History of Neoliberalism (2005)

Author
รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
ชาวสังคมนิยมประชาธิปไตย ผู้ปรารถนาให้รัฐสวัสดิการเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนสามารถพูดถึง อธิบายและเรียกร้องได้
Author
Vanichaya D
เรามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นวาดรูปสีน้ำ ออกแบบกราฟิก เพราะศิลปะทำให้เรารู้จักตีความสิ่งใด สิ่งหนึ่งด้วยความละเอียดอ่อน