‘อนาคตของลูก’ มีความหวังและความกลัวเป็นฉากหลัง เมื่อการศึกษาของเยาวชนเมียนมาเดินมาถึงทางตัน

EducationHuman & Society
Reading Time: 5 minutes

“ในใจมันก็กลัวแหละ แต่พวกเราอยากได้อิสรภาพคืนมากกว่า” เด็กหนุ่มร่างเล็กค่อย ๆ ตอบ

“ไม่ว่าจะต้องแลกกับชีวิตและตายในสนามรบ พวกเราก็อยากต่อต้านการรัฐประหารครั้งนั้น”

แม้เส้นทางประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศเมียนมาแทบไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ในช่วงเวลาหนึ่งพวกเขาก็เคยได้สัมผัสกับอิสรภาพ และได้ดำเนินชีวิตท่ามกลางเสียงเทศกาล หาใช่เสียงระเบิด กระสุนปืน และเสียงร้องไห้ของประชาชนผู้บริสุทธิ์

ตอนนั้น Saw Klaine Klaine Htunt ยังเป็นเด็กน้อยวัย 13 ปีที่กำลังสนุกกับชีวิตวัยเด็ก ปลอดภัย เส้นทางแห่งโอกาสปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้าของเขา และเยาวชนเมียนมามากมายเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะเห็นได้ สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องคิดคืออยากคว้าอนาคตแบบใดไว้ในมือ 

“ผมมีเป้าหมายว่าถ้าเรียนจบ ผมอยากไปเรียนแพทย์ที่ย่างกุ้งหรือมัณฑะเลย์ แต่ความฝันผมมันพังทลายลงไปแล้วครับ” Klaine Klaine บอก

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบ 5 ปีของการรัฐประหารเมียนมาปี 2021 ที่นำโดย มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพเมียนมา ที่เพิ่งขึ้นครองอำนาจอย่างเป็นทางการผ่านการเลือกตั้งเมียนมาครั้งล่าสุด โดยพรรคการเมืองหลักที่ได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐบาลทหารนั้นคว้าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์

แม้การเลือกตั้งครั้งนี้จะถูกจัดขึ้นตามกลไกของรัฐธรรมนูญ แต่ความโปร่งใสในการเลือกตั้งกลับถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายทั้งในและนานาชาติ ขณะเดียวกันเราก็ไม่อาจพูดได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการคืนอำนาจสูงสุดกลับสู่ประชาชนได้อย่างแท้จริง หากดูจากตัวเลขของประชาชนที่ถูกจับกุมจากการแสดงออกต่อต้านการเลือกตั้ง หรือเหล่าสื่อมวลชนที่ถูกจับจากการรายงานข่าวเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

และที่หนักหนาอย่างมาก คือมันอาจไม่สามารถลบล้างเลือดของประชาชนมากมายที่ถูกปราบปรามและพรากชีวิตไปโดยกองทัพเมียนมา เพียงเพราะต่อต้านและเรียกร้องในประชาธิปไตยที่พวกเขาเชื่อ

“ตอนนั้นผมอาจจะยังเด็กอยู่ แต่รู้สึกว่าตัวเองเหมือนผู้ใหญ่แล้ว มันเป็นความรู้สึกที่ว่าเราก็ได้รับผลกระทบทางการเมืองเหมือนกัน”

Klaine Klaine ในวัย 13 ปี ตัดสินใจทิ้งการศึกษาและเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารกับผู้ใหญ่ ในหมู่บ้าน เขาเล่าว่าความเป็นเด็กของเขาทำให้ถูกตั้งคำถามปนความเป็นห่วงจากหลายคนในหมู่บ้าน เช่น เด็กตัวแค่นั้นจะไปทำอะไรได้ เอาเวลาไปร่ำไปเรียนดีกว่า หรืออาจทำให้คนอื่น ๆ เสี่ยงมากกว่าเดิม แต่เขามองว่าโอกาสเข้าถึงการศึกษาถูกทำลายไปพร้อมกับการรัฐประหาร ซึ่งเขาเองก็ไม่อยากศึกษาในระบบการศึกษาที่สร้างขึ้นโดยทหารเท่าไหร่นัก

เขาจึงยืนยันจะร่วมประท้วงต่อไป แม้หลายครั้งก็ถลำลึกไปในพื้นที่การสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังชาติพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่ Klaine Klaine มักจะให้การสนับสนุนอยู่แนวหลังมากกว่า เช่น การถือป้ายประท้วงและส่งเสียงต่อต้าน มีหลายครั้งที่เขาชวนเพื่อน ๆ ให้เข้าร่วมการประท้วง แต่เขามักได้รับคำปฏิเสธกลับมาเสียส่วนใหญ่ ผมเคยลองชวนเพื่อน ๆ ของตัวเองให้มาร่วมการประท้วงด้วย แต่เพื่อน ๆ ที่มาก็จะเป็นเพื่อน ๆ ที่อายุเยอะกว่า 17-18 ปี เพื่อนรุ่นเดียวกันก็ชวน แต่พวกเขากลัว พวกเขาเลยเลือกที่จะไปเรียนต่อมากกว่าKlaine Klaine เล่าบรรยากาศ

Klaine Klaine เข้าร่วมการต่อต้านอยู่ราว 2 ปี จนกระทั่งอายุ 15 ปี แม้อุดมการณ์ยังคงอยู่ แต่สำหรับเด็กคนหนึ่งที่ต้องถูกแผดเผาด้วยความเลวร้ายของสงคราม คงไม่ใช่สิ่งที่ใครก็ตามจะรับไหว

“ตอนนั้นผมก็ไม่ได้อยากหยุดประท้วงนะครับ แต่ไม่ว่าผมจะพยายามไปมากเท่าไหร่ ก็มีแต่คนตายที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ผมก็เลยมาทบทวนตัวเองว่าจะพาชีวิตตัวเองไปทางไหน” Klaine Klaine บอก

เขาเล่าว่า การเป็นนักเรียนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ทำให้เขาไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในประเทศบ้านเกิดของตนเองอย่างปลอดภัยได้อีก ชีวิตเริ่มเต็มไปด้วยความเสี่ยง และความหวาดกลัวที่เริ่มเกาะกุมในหัวใจจนแทบไม่อยากใช้ชีวิต สิ่งเดียวที่พอจะเป็นแสงสว่างให้กับ Klaine Klaine คือศรัทธาในการศึกษาที่เขาเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตเขาได้ เขาจึงตัดสินใจครั้งใหญ่ที่จะออกจากประเทศเมียนมา เพื่อหาโอกาสทางการศึกษาที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง

ทว่าเส้นทางระหว่างพรมแดนไทย-เมียนมานั้นยากลำบากและเต็มไปด้วยอันตราย โดยเฉพาะในช่วงที่มีการปะทะ Klaine Klaine เล่าว่าเขาต้องเดินผ่านป่ารกที่มืดทึบ มีเพียงแสงสว่างจากดวงจันทร์ที่ฉายให้เห็นทางอยู่เป็นระยะ บางครั้งก็เห็นผู้คนที่ต้องนอนกลางดินกินกลางทราย หรือเสียงร้องไห้ของเด็กน้อยแทรกสอดมาจากความมืดของป่า

“ตลอดเส้นทางผมเห็นบางคนต้องนอนกลางโคลนโดยไม่มีหลังคาหรือที่พักพิงใด ๆ ครับ และเมื่อความมืดค่อยเข้ามา อากาศก็เริ่มเย็นลง เสียงร้องไห้ของเด็กน้อย ๆ ก็ดังก้องไปทั่วความมืด … ส่วนผมเองก็ต้องนอนหลับท่ามกลางความมืดโดยไม่มีแสงสว่าง มีเพียงความกลัวที่อยู่กับผม และในใจของผมมีสองความรู้สึกที่จดจำได้เสมอ นั่นก็คือความหวังและความหวาดกลัวครับ” Klaine Klaine เล่าในงานมหกรรมสิทธิเด็กเคลื่อนย้าย 2568 ที่จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร อ. แม่สอด จ. ตาก

ฉากหลังของสงคราม คือโอกาสที่สูญสิ้นของผู้หญิงและเยาวชน

อำเภอแม่สอดเป็นชายแดนที่ใกล้ที่สุดระหว่างพรมแดนไทย-เมียนมา และถือเป็นทางผ่านสำคัญของแรงงานข้ามชาติ คนเข้าเมืองโดยไม่มีสถานะ และกลุ่มผู้หนีภัยการสู้รบ ดาราราย รักษาสิริพงศ์ ผู้ประสานงานสโมสรเพื่อเด็กเคลื่อนย้ายในแม่สอด (Smile-lay Youth Club, Mae sot) เล่าว่าบนทางผ่านนี้ กลุ่มคนเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนนั้นมีหลากหลายสถานะ ทั้งกลุ่มคนที่เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ แรงงาน คนที่ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ เด็กที่ข้ามพรมแดนตามลำพัง หรือกลุ่มผู้ลี้ภัยหญิงที่แสวงหาพื้นที่ปลอดภัย

ดารารายอธิบายว่า ปัญหาที่มักเจอในชุมชนชาวเมียนมาในแม่สอด คือ ความรุนแรงในครอบครัวต่อเด็กและผู้หญิง (Domestic Violence) โดยเฉพาะในชุมชนเมียนมาที่นับถืออิสลาม ที่ต้องเผชิญทั้งการขาดโอกาสในอาชีพและอคติจากคนเมียนมาด้วยกันเอง เพียงเพราะมีอัตลักษณ์ที่ต่างออกไป

ดารารายเล่าว่า ก่อนการเลือกตั้งครั้งแรกในเมียนมาเมื่อปี 2010 รัฐบาลได้ทำการสำรวจสำมะโนครัวประชากรในเมียนมาเพื่อทำบัตรประชาชน ชาวเมียนมาที่เป็นมุสลิมหลายคนไม่ได้รับบัตรประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง เพราะถูกมองว่าเป็นชาวโรฮิงญา เมื่อพวกเธออพยพย้ายถิ่นฐานมายังประเทศไทยเพื่อขายแรงงาน ขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติเมียนมา (Certificate of Identity : CI) เพื่อลงทะเบียนแรงงานข้ามชาติก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะถูกหน่วยงานของเมียนมาปฏิเสธว่าไม่ใช่พลเมืองของประเทศเมียนมา ชาวเมียนมามุสลิมเหล่านี้จึงกลายเป็นกลุ่มคนที่สถานะใกล้เคียงกับคนไร้รัฐไร้สัญชาติ (Stateless) ไปโดยปริยาย

“เพราะเราเริ่มทำกิจกรรมกับเด็ก ก็มีเด็กที่เป็นลูกผู้ลี้ภัยมาเกาะรั้วดู และบอกว่าอยากเล่นด้วย ซึ่งเราก็ต้อนรับเข้ามาเล่นนะ แต่ชุดที่สองหลังจากนั้น ปรากฏว่าทั้งครอบครัวเลย อย่างกลุ่มแม่ ๆ ของเรา มาทั้งคนแก่และเด็ก เพราะเขาเข้ามา (ในไทย) ก็ไม่รู้จะเข้าโรงเรียนที่ไหน มาแล้วจะทำยังไง เด็กก็นั่งแกร่วทั้งวัน เครียดมากด้วย ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ตามกลับไปดูที่บ้าน ที่บ้านเป็นยังไง มีอะไรที่เราช่วยได้ไหม ก็เลยเกิดเป็นกิจกรรมที่ทำกับกลุ่มผู้ลี้ภัย” ดารารายบอก

เธอเสริมว่า ชุมชนชาวเมียนมาส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มาจากรัฐกะเหรี่ยง ความแตกต่างทั้งด้านความเชื่อ ศาสนา กระทั่งอัตลักษณ์ภายนอก ทำให้คนเมียนมามุสลิมหลายคนไม่สามารถปรับตัวเข้ากับชุมชนได้ และไม่สามารถเข้าถึงโอกาสในการทำงานได้เท่ากับคนเมียนมาในอัตลักษณ์อื่น ๆ ชาวเมียนมามุสลิมหลายคนจึงถูกส่งไปทำงานขายดอกไม้ในกรุงเทพฯ เก็บขยะขาย กลายเป็นขอทาน หรือถูกบังคับแสวงหาผลประโยชน์ด้วยวิธีการต่าง ๆ ขณะที่เด็กและผู้หญิงอีกหลายคนต่างก็ประสบปัญหาถูกทำร้ายร่างกาย ด้วยเหตุแห่งศาสนา หรือถูกล่วงละเมิดทางเพศภายในชุมชน

Smile-lay ทำงานร่วมกับผู้นำศาสนาอิสลามในพื้นที่รวมถึงนักวิชาการด้านศาสนาอิสลาม เพื่อปรับเปลี่ยนให้วิถีของศาสนาไม่ลดทอนคุณภาพชีวิตและสถานะของผู้หญิงและเด็กในชุมชน จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารในประเทศเมียนมา และเกิดคลื่นคนอพยพเข้ามายังแม่สอดจำนวนมาก ชุมชนชาวเมียนมามุสลิมเหล่านี้จะเป็นที่ทางหนึ่งที่กลายมาเป็นพื้นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยกลุ่มใหม่นี้ด้วย

Smile-lay จึงเปรียบเสมือนพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนที่ไร้ที่พักพิง ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่การเรียนรู้สำหรับเด็กและผู้ปกครองที่อพยพเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนจากประเทศต้นทางเพื่อแสวงความปลอดภัย

ดารารายเสริมว่า เมื่อทำงานกับผู้ลี้ภัยมุสลิมและผู้ลี้ภัยกลุ่มใหม่ไปสักพักหนึ่ง เธอเริ่มเห็นสัญญานว่ากลุ่มคนเหล่านี้แทบไม่มีโอกาสลี้ภัยไปยังประเทศที่สาม และอาจจำเป็นต้องอยู่ในประเทศไทย ดังนั้นแนวทางการช่วยเหลือที่เคยเป็นระยะสั้นก็ต้องปรับเป็นแนวทางระยะยาว คือการทำอย่างไรให้พวกเขาอยู่ในชุมชนได้อย่างปลอดภัย และเปลี่ยนผ่านสถานะจากผู้ลี้ภัยสู่แรงงานในประเทศ 

“สิ่งที่เราทำก็คือมองว่านี่เป็นปกติของชายแดนที่จะมีคนย้ายถิ่น ตอนนั้นมันอาจจะเป็นกลุ่มนี้ ตอนนี้ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งตามสถานการณ์ เราต้องปรับให้เข้ากับบริบท ตอนแรก ๆ กลุ่มผู้ลี้ภัยที่ เข้ามาจะมีความยากลำบาก เพราะว่าคนที่ช่วยก็จะมีกรอบชัดว่าฉันช่วย Migrant  ฉันไม่ได้ช่วยผู้ลี้ภัย แค่ช่วงแรก ๆ เท่านั้น แต่ตอนนี้ทุกคนก็ค่อย ๆ ปรับ เพราะพวกนี้มันลื่นไหล เป็น Mixed Migration เพราะฉะนั้นเราต้องเห็นคนเท่ากัน” ดารารายบอก

“แม่สอบเข้าเรียนพยาบาลตอนมหาลัยฯ ได้ด้วย แต่พ่อแม่ไม่สนับสนุน เพราะต้องเรียนในเมือง เลยไปเรียนสาขาเกี่ยวกับธุรกิจแทน เรียนจบก็ไปทำงานในโรงงาน และทำธุรกิจของตัวเองด้วย” มิน คุณแม่ชาวเมียนมา

“ตอนแรกแม่อยากทำงานช่วยเหลือเด็ก ๆ ให้ได้เรียนหนังสือ สอนหนังสือเด็ก ๆ แต่ด้วยความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ มันไม่เป็นอย่างที่หวัง ก็เลยไม่ได้ทำงานด้านนี้ต่อ” ซิน คุณแม่ชาวเมียนมา

“แม่เคยเป็นครูในหมู่บ้าน แต่พ่อแม่เรียกให้กลับมาอยู่ในย่างกุ้ง กลับมาก็เปิดบริษัท แต่จริง ๆ แม่อยากทำโปรแกรม อยากทำด้านคอมพิวเตอร์ ถ้าต้องซ่อมคอมพิวเตอร์ทั้งเครื่อง แม่ก็ทำได้” เอ เอ คุณแม่ชาวเมียนมา

Decode ได้พูดคุยกับเหล่าคุณแม่ที่เป็นสมาชิกของ Smile-lay ทั้งสามคนสะท้อนเรื่องราวที่ใกล้เคียงกัน คือความจำเป็นต้องอพยพลี้ภัยมายังประเทศไทยโดยไม่มีหลักประกันความเป็นอยู่ในอนาคต โอกาสในการทำงานที่แทบเป็นศูนย์ รวมถึงความหวังสุดท้ายที่อยากเห็นบุตรหลานเดินตามความฝันของพวกเขา

มิน (นามสมมติ) เล่าว่า ตอนแรกเธอก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน เพราะต้องกลายมาเป็นแรงงานจากที่ตอนแรกเป็นผู้ประกอบการอยู่ที่บ้านเกิด หลังอยู่ในประเทศไทยได้สักพัก เธอกับลูกน้อยอายุสามเดือนก็ถูกจับส่งตัวไปอยู่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเป็นเวลาเกือบหนึ่งปี “แม่อยู่ในห้องแคบ ๆ กับลูกประมาณหนึ่งปี ไม่ได้ออกไปไหนเลย แม่ก็รู้สึกกลัว กังวล เพราะบัตรเราก็ไม่มี” เธอบอก

หลังจากได้รับความช่วยเหลือจาก Smile-lay เธอก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงพยายามหางานทำเพื่อประคับประคองชีวิต แต่งานก็ไม่ได้หาง่ายเท่าไหร่นัก เธอเล่าว่าส่วนใหญ่คุณแม่อย่างเธอต้องดูแลความเป็นอยู่ภายในบ้าน ดูแลลูก และงานบ้านที่กองอยู่เป็นพะเนิน เวลาที่เหลือพอจะไปทำงานเสริมได้ก็มีแต่ช่วงเย็นเป็นต้นไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นงานพาร์ตไทม์ที่ผู้ชายจับจองไปหมดแล้ว ครั้นจะไปทำงานประจำก็คงไม่ได้เพราะต้องรับส่งลูกไปโรงเรียนทุกวัน อีกอย่างเธอก็มองว่า เวลากลางคืนไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นักสำหรับเธอ 

“ตอนที่ทำงานแรก ๆ ก็ไปทำงานรับจ้างเป็นแม่บ้าน อีกที่ก็ทำงานรีดผ้า แต่งานรับจ้างเขาให้ค่าจ้างไม่ค่อยสูง แต่ว่าทำงานทั้งวัน (เธอลากเสียง) ซักผ้าก็เยอะ ต้องซักด้วยมือด้วยนะ ใช้เครื่องไม่ได้ ตอนอยู่ที่พม่าไม่เคยทำงานพวกนี้ แต่ก็พยายามทำ รู้สึกแย่มาก ๆ เลย แต่ก็ต้องทำเพื่อหารายได้ บางทีใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวบ้าง เครียด ไปรีดผ้าเขาก็ทำผ้าเสีย ก็ต้องหักเงินใช้คืนให้เขา” มินสาธยาย

ปัจจุบันมินทำงานเป็นอาสากับทาง Smile-lay และหน่วยงานด้านประชากรข้ามชาติอื่น ๆ เพื่อเก็บข้อมูลผู้ลี้ภัย แรงงานนอกระบบในชุมชนชาวเมียนมา ซึ่งพอจะสร้างรายได้ให้กับมินได้ รวมถึงรับจัดอาหารสำหรับการประชุมให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นทักษะที่คุณแม่หลายคนชำนาญ

มินเล่าว่า บรรยายกาศที่เธอพบหลังจากการลงพื้นที่ในชุมชนคือความท้าทายแทบทุกระดับ มีบางคนอยู่ในชุมชนมาร่วม 50 ปีแต่ไร้ซึ่งเอกสาร บางคนต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ รับจ้างรายวัน บางคนไม่มีบ้านเช่า ต้องเช่าที่ดินเล็ก ๆ มาสร้างเพิงพักอาศัย

ขณะที่เหล่าเด็กเล็กต้องเติบโตด้วยการดูแลของพี่คนโต ซึ่งพี่คนโตบางคนต้องเสียสละเวลาและโอกาสทางการศึกษามาดูแลกิจกรรมภายในบ้านแทนพ่อแม่ที่ต้องทำงานตลอดทั้งวัน หรือบางครอบครัวที่พ่อแม่มีปัญหาด้านสุขภาพ เด็กบางคนก็ต้องกลายเป็นเสาหลักของครอบครัวในการหาเงินยังชีพไปโดยปริยาย

ลินดา ผู้ประสานงานชาวเมียนมาของ Smile-lay อธิบายว่า Smile-lay สามารถประสานงานให้เด็ก เรียนต่อได้ไกลถึงแค่มัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อเข้าสู่ช่วงมหาวิทยาลัย นักเรียนและผู้ปกครองจำเป็นต้องหาทุนทรัพย์เพื่อศึกษาต่อเอง แม้จะมีทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยอยู่บ้าง แต่นักเรียนเหล่านี้ต้องพบกับข้อจำกัดด้านเอกสาร ภาษา และที่หนักหนาที่สุด คือเงินทุนสำหรับการร่ำเรียน อย่างในชุมชนแห่งนี้ที่ Smile-lay ดูแลอยู่ มีเด็กเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไปถึงระดับชั้นมหาวิทยาลัยและ ปวช. ส่วนเด็กที่เหลือก็ต้องหลุดระบบการศึกษาไประหว่างทางอย่างน่าเสียดาย

“คุณแม่ที่ลี้ภัยเขาก็จะมีทัศนะคติอีกแบบหนึ่ง พยายามให้ลูกได้เรียนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็จะมีความแตกต่างกับคุณแม่ที่เป็นแรงงาน เพราะอายุเท่านั้นเขาก็ทำงานแล้ว เราก็ต้องพยายามคุยกับเขาว่า 14-15 ยังทำงานไม่ได้ อย่างน้อยก็เรียนหนังสือหรือมีกิจกรรมให้เขา” ลินดาอธิบาย

เมื่อการศึกษามาถึงทางตัน หวังว่าวันหนึ่ง ‘จะถูกมองเห็น

“ตอนนี้ลูกชายแม่ก็เรียนจบ GED แล้ว เตรียมไปต่อมหาลัยฯ แต่ไม่มีเงินไปเรียนต่อ ก็เลยไปเป็นอาสาสมัครที่ศูนย์การเรียน ไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ก็พอมีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ตอนหลังเขามาตรวจสอบทางโรงเรียนว่าครูมีเอกสารไหม ซึ่งลูกแม่ไม่มี ก็เลยต้องกลับมาอยู่ที่บ้าน ไม่รู้จะกลับไปสอนต่อได้ไหม คือเด็กหลายคนมีความรู้ความสามารถ แต่พวกเขาไม่มีช่องทาง”

คำบอกเล่าของเอ เอ (นามสมมติ) เสาหลักของครอบครัวในวัยเกือบ 60 ปี ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากในการหางานประจำ ขณะที่ต้องดูแลสามีที่มีโรคประจำตัวที่ต้องดูแลใกล้ชิด โดยอาศัยเงินรายเดือนจากญาติพี่น้องที่ส่งมาให้จากประเทศเมียนมา

เธอเล่าว่าตอนที่มายังประเทศไทย ลูกของเธอมีอายุเพียง 11 ปี และเธอตั้งใจจะให้ลูกเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนไทย แต่ด้วยความที่ไม่มีเอกสารจึงไม่มีโอกาสได้ส่งลูกเรียนตามที่ตั้งใจ หนทางเดียวที่เหลืออยู่คือการเข้าเรียนที่ศูนย์การเรียนเด็กข้ามชาติ (Migrant Learning Center) แม้ปัจจุบันลูกของเอ เอ จะ ผ่านการสอบ GED แล้ว ซึ่งเป็นใบเบิกทางสำคัญของเหล่านักเรียนนักศึกษาข้ามชาติสู่รั้วมหาวิทยาลัย แต่ก็ต้องติดขัดเรื่องค่าใช้จ่ายในการไปต่อในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น 

“หลัก ๆ แม่ก็ห่วงเรื่องลูกนี่แหละ อนาคตของลูก เพราะว่าลูกกำลังจะเติบโต อนาคตยังอีกไกล แม่อาจจะไม่ได้อยู่ในวัยที่จะต้องทำตามความฝันแล้ว แต่อยากให้ลูก ๆ ได้ทำตามความฝันของตัวเอง ได้เรียนต่อ ได้ทำอะไรที่อยากทำ ยังมีอนาคตอีกมากมายรอเขาอยู่” เธอบอก

แม้การสอบเทียบวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) หรือ General Educational Development (GED) จะเป็นหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ ว่าสามารถใช้ยื่นเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยทั้งหลักสูตรไทยและหลักสูตรนานาชาติได้ ทว่าค่าธรรมเนียมในการสอบก็ยังถือว่าสูงมาก โดยล่าสุด GED International ได้ปรับค่าธรรมเนียมในการสอบเป็น 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อรายวิชา (ประมาณ 3,100-3,300 บาท) และค่าแบบฝึกหัดรายวิชาจะอยู่ที่ 7.99 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการสอบ GED จะมีทั้งหมด 4 วิชา ค่าธรรมเนียมในการสอบทั้งหมดจึงอยู่ราว ๆ 12,000-13,000 บาท

Min Khant Thaw ครูผู้ช่วยจากศูนย์การเรียนเด็กข้ามชาติแห่งหนึ่งใน อ. แม่สอด ยืนยันว่า ค่าธรรมเนียมในการสอบเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักเรียนนักศึกษาไม่สามารถเรียนในระดับการศึกษาที่สูงขึ้นได้ แต่ก็มีความท้าทายอีกหลายประการ เช่น เอกสาร ทักษะทางภาษาของนักเรียน บุคลากรที่พร้อมทำการเรียนการสอน รวมถึงสภาพจิตใจของเด็กนักเรียนเอง

Min Khant Thaw เคยเป็นผู้ลี้ภัยเด็กในพื้นที่พักพิงชั่วคราวมาก่อน เขาเล่าว่าเด็กหลายคนในค่ายเลือกที่จะทำงานมากกว่าเข้ารับการศึกษา พวกเขามักไปรับจ้างทำงานภายนอกพื้นที่เพื่อหาเงิน หรือไม่ก็เข้าเป็นบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่พักพิงฯ ซึ่งภายหลังก็ไม่สามารถทำได้แล้ว เนื่องจากการตัดงบประมาณการช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา เด็กหลายคนจึงสูญเสียทั้งอาชีพและเส้นทางของตนเอง

แม้นักเรียนหลายคนจะทราบว่า GED เป็นโอกาสสำคัญในการเข้าถึงการศึกษาที่สูงขึ้น แต่ภายในพื้นที่พักพิงชั่วคราวนั้นกลับไม่มีหลักสูตรของ GED เลย Min Khant Thaw จึงพยายามเรียนจนสำเร็จการศึกษาที่ Grade 12 หรือเทียบเท่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 และทำงานเป็นครูอาสาภายในพื้นที่พักพิงชั่วคราว เขาทำงานอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหนึ่งปี ก่อนจะเดินทางไปทำแบบทดสอบ GED ที่โรงเรียนที่เขาทำงานอยู่ ณ ปัจจุบัน และสามารถผ่านการทดสอบได้สำเร็จ

“เพื่อนผมหลายคนก็สอบไม่ผ่านนะครับ เพราะข้อสอบมันยาก ในแคมป์เราก็ไม่มีหลักสูตร GED ส่วนใหญ่เราจะใช้ระบบการศึกษาของกะเหรี่ยง ซึ่งเราไม่สามารถใช้มันเพื่อเข้าเรียนมหาลัยฯ ได้”

เขาเสริมอีกว่า หลักสูตรการเรียนในพื้นที่พักพิงชั่วคราวนั้น ‘พื้นฐานเกินไป’ ทำให้นักเรียนหลายคน ไม่มีความพร้อมมากพอสำหรับการศึกษาที่สูงไปกว่านั้น เขาบอกว่าแต่ละปีอาจมีเด็กนักเรียนเกือบพันคนที่เข้ารับการสอบ GED แต่อาจมีเพียง 8-9 คนเท่านั้นที่สอบผ่าน ไม่ต้องพูดถึงการเรียนมหาลัยฯ เลย แค่ GED โปรแกรมก็โครตยากสำหรับการเรียนรู้ของเด็กในค่าย” เขาย้ำ

อย่างไรก็ดี แม้จะสามารถสอบ GED ผ่านแล้ว แต่การเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยก็อาศัย ‘หนังสือเดินทาง’ จากประเทศต้นทางอยู่ดี Min Khant Thaw มองว่านักเรียนที่มีสถานะเป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติมีโอกาสเข้าถึงเอกสารที่สำคัญต่อการศึกษาได้มากกว่านักเรียนที่มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัย เช่น สูติบัตรไทย หรือเอกสารยืนยันตัวตนจากประเทศต้นทาง นั่นทำให้ยังมีเด็กอีกหลายคนที่แม้จะสอบ GED ผ่านแล้วแต่ก็ยังติดขัดอยู่ที่ขั้นตอนนี้

Min Khant Thaw บอกว่าเด็กที่โรงเรียนที่เขาทำงานอยู่สอบผ่าน GED หลายคนแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยได้ รวมถึงตัวเขาเองด้วย ผมอยากให้รัฐบาลทำให้พวกเขาได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น ถูกกฎหมาย หรือได้เอกสาร เราต้องการเส้นทางสำหรับเด็ก ๆ แต่ตอนนี้มันไม่มีเส้นทางเหล่านั้นเลย ทั้งในค่ายหรือข้างนอก ตอนนี้เด็กส่วนใหญ่เลยถึงทางตันแล้ว” เขาบอก

ปัจจุบันเรายังไม่ทราบตัวเลขผู้ลี้ภัยเด็กที่แน่ชัด แต่รายงานของประชาไทระบุว่า จำนวนเด็กนักเรียนข้ามชาติในศูนย์การเรียนเด็กข้ามชาติในอำเภอแม่สอดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 

สถิติจากศูนย์ประสานงานการจัดการศึกษาเด็กต่างด้าว (MECC) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ระบุว่า ปัจจุบันมีนักเรียนข้ามชาติในระบบทั้งหมด 18,171 คน กระจายไปตามอำเภอชายแดนของจังหวัดตาก ได้แก่ แม่สอด พบพระ ท่าสองยาง และแม่ระมาด กว่า 5,634 คน เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ทว่าในจำนวนนี้มีนักเรียนเพียง 1,335 คนเท่านั้นที่สามารถเข้าเรียนในหลักสูตรการเตรียมสอบ GED ซึ่งการขาดเอกสารยืนยันสถานะทางกฎหมายและค่าใช้จ่ายในการสอบ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการศึกษาต่อหลังสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของนักเรียนข้ามชาติ

อีกหนึ่งฟันเฟืองที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการปรับตัวของนักเรียนข้ามชาติ คือครู ทว่าสัดส่วนระหว่างครูไทยและครูต่างชาติกับนักเรียนยังถือว่าห่างไกลกันพอสมควร MECC ระบุว่า ในศูนย์การเรียนทั้งหมด 63 แห่ง มีครูทั้งหมด 947 คน บุคลากรทางการศึกษาอื่น ๆ อีก 175 คน โดยในจำนวนครูนั้นมีครูไทยเพียง 110 คน และมีศูนย์การเรียนแค่ 47 แห่งเท่านั้นที่มีครูไทยประจำการ

ขณะเดียวกัน ผลการประเมินของ Rights Beyond Border ระบุว่า เด็กและเยาวชน 722 คนในศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติประสบกับปัญหาความวิตกกังวลและความเครียดในระดับรุนแรง อันเป็นผลมาจากการต้องปรับตัวในสภาพแวดล้อมใหม่ ความคิดถึงบ้าน และการใช้ชีวิตในสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบาก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ได้สะท้อนปัญหาอีกทอดหนึ่งคือเรื่องการคุ้มครองเด็ก เพราะมีเด็กหลายคนที่ประสบปัญหาการถูกลักขโมยหรือล่วงละเมิดทางเพศ แต่พวกเขาไม่รู้ช่องทางการแจ้งเหตุ หรือความหวาดกลัวที่มีต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งเหตุผลอย่างหลังก็สะท้อนความเสี่ยงของคนข้ามชาติที่พร้อมถูกเจ้าหน้าที่ไทยจับกุม ไม่ว่าพวกเขาจะมีหรือไม่มีเอกสารยืนยันสถานะก็ตาม

“นักเรียนลี้ภัยบางคนบ้านเขาถูกเผา เขาก็ Trauma กระทั่งตอนดูหนัง เขาเห็นฉากคนในหมู่บ้านถูกทรมานหรืออะไรต่าง ๆ เขาจะร้องไห้เลย มันไม่ง่ายที่จะเยียวยาเลย แต่พวกเขาก็ยังมีหวังนะ เขาเลยยังอยู่ที่นี่ และพยายามที่จะทำให้สังคมของเขากลับมาดีขึ้นอีกครั้งนึง แม้จะต้องเผชิญกับความสาหัสมากมาย แต่พวกเขาก็พยายามเต็มที่ ไม่ใช่แค่สำหรับเขา แต่สำหรับชุมชนและอนาคตของคนรุ่นถัดไป” Min Khant Thaw บอก

แม้คณะรัฐมนตรีจะตอบรับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการจัดทำระบบกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนในศูนย์การเรียนเด็กข้ามชาติ เพื่อจัดทำทะเบียนประวัติของเด็กอย่างเป็นระบบ โดยกสม. ได้จำแนกเด็กเหล่านี้เป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ เด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน เด็กลูกหลานแรงงานต่างด้าว เด็กที่เดินทางโดยลำพังเพื่อการศึกษา เด็กที่เดินทางไปกลับตามแนวชายแดน และเด็กในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ซึ่งถือเป็นการต่อยอดจากระบบรหัส G-Code ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2548 ที่ใช้สำหรับเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร หรือเด็กที่ไม่มีเอกสารประจำตัวตามกฎหมาย เช่น สูติบัตร หรือบัตรประจำตัวประชาชน

แต่อย่างไรก็ดี แนวทางดังกล่าวก็ต้องเผชิญกับเสียงติติงของประชาชนชาวไทยว่าอาจเป็น ‘การโอบอ้อมอารีที่มากเกินไป’ ของรัฐไทยในการให้ความช่วยเหลือเด็กหรือลูกหลานคนข้ามชาติ ซึ่งขณะนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันในสังคมอยู่การให้การศึกษาเด็กข้ามชาตินั้นคุ้มค่าหรือไม่อย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในสังคมไทย คือการผลักดันเด็กกลับไปยังประเทศต้นทางที่เต็มไปด้วยสงคราม การสั่งปิดศูนย์การเรียนเด็กข้ามชาติที่ทำให้นักเรียนข้ามชาติหลายพันคนต้องหลุดระบบการศึกษากลางคัน หรือกระทั่งอคติทางเชื้อชาติที่ยังดำรงอยู่อย่างเข้มข้นในสังคมไทย

: ตอนเครียด ๆ ชอบทำอะไร? Decode ถาม

“ถ้าผมเครียดหรือรู้สึกไม่ดี ผมก็จะจดบันทึกครับ ระหว่างที่จดบันทึกก็จะหาต้นเหตุว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร แล้วทำไมถึงเกิดความรู้สึกแบบนี้” Klaine Klaine คิดครู่หนึ่งก่อนตอบ

เวลาออกไปข้างนอกหรือเวลาคนไทยถามว่ามาจากไหน ถ้าบอกว่าเป็นคนพม่า สีหน้าเขาจะเปลี่ยนไปเลย แล้วก็ทำท่าทางไม่ชอบเรา ก็ยังเป็นคำถามอยู่ในใจว่าทำไมพวกเขาถึงทำแบบนั้นเขาขมวดคิ้ว

Klaine Klaine ได้โอกาสเข้าเรียนที่ศูนย์การเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอแม่สอด แม้อย่างน้อยที่สุดเขาก็ได้เรียนต่ออีกครั้ง แต่ความท้าทายของการเป็นนักเรียนข้ามชาติในประเทศก็ยังมีอีกมาก อย่างอุปกรณ์การศึกษาและห้องเรียนที่ไม่เพียงพอ อาหาร ภาษา หรือวัฒนธรรมที่ต่างออกไป เขาเล่าว่าหอพักที่ควรจะอาศัยเพียง 20 คน ก็ต้องอัดแน่นกันถึง 40 คน ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกมิติในการใช้ชีวิต หรือหลายครั้งที่เขาไม่มีเงินมากพอจะซื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพและน้ำสะอาด ทำให้ต้องกินอาหารที่ทางหอพักจัดไว้ให้ซึ่งไม่ค่อยสะอาดจนทำให้ปวดท้องหรือป่วยขึ้นมา ซึ่งทางศูนย์การเรียนฯ ก็ทำได้เพียงจ่ายยาพาราเซตามอล สิ่งเดียวที่ Klaine Klaine พอจะทำได้ก็คืออธิษฐานให้วันรุ่งขึ้นเขาหายดี

อีกความท้าทายหนึ่งที่แทบไม่เคยหมดไป คืออคติที่มีต่อผู้ลี้ภัยหรือกลุ่มผู้หนีภัยจากการสู้รบที่ข้ามแดนมาอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายนัก Klaine Klaine เล่าว่าเขามักเจอกับสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากคนไทยบางส่วน บางครั้งก็ต้องเผชิญกับคำเตือนจากผู้ใหญ่ในพื้นที่ว่าให้อยู่อย่างสงบและอย่าก่อเรื่อง โดยที่เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าการมีอยู่ของเขาเป็นปัญหาอย่างไร 

Klaine Klaine วางอนาคตของตนเองไว้บนวิชาชีพแพทย์ เขาบอกว่าระหว่างเส้นแบ่งชายแดนนั้นเต็มไปด้วยปัญหาทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ขาดแคลน การรักษาที่ยังไม่ครอบคลุม รวมถึงโอกาสในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ของผู้พลัดถิ่น ซึ่งเขาหวังว่าเขาจะสามารถเข้าไปเป็นบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทย หรืออย่างน้อยที่สุด คือการเข้ารับการศึกษาด้านการแพทย์

เขายืนยันว่า การเดินทางข้ามชาติของเขาเป็นไปด้วยเป้าหมายเดียว คือเป้าหมายทางการศึกษา ระหว่างที่เขากำลังศึกษาอยู่ที่ศูนย์การเรียนเด็กข้ามชาติ เขาได้ศึกษาและค้นคว้าว่าเขาสามารถเข้ารับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นกว่านี้ได้อย่างไร และมีมหาวิทยาลัยใดบ้างที่อ้าแขนรับ แต่ปรากฏว่าไม่มีที่ใดรับเด็กนักเรียนที่มาจากระบบการศึกษาของนักเรียนข้ามชาติเลย ซึ่งสุดท้ายเขาก็ต้องสอบ GED อย่าง เลี่ยงไม่ได้ 

ถ้ามีกระดาษให้หนึ่งแผ่นให้จดบันทึก จะเขียนอะไรลงไป? Decode ถามอีกครั้ง

“พวกผมได้เสียโอกาสทางการศึกษาจากการรัฐประหาร ผมอยากให้เขาคืนอิสระให้กับประชาชน ผมมองว่าตอนนี้อนาคตของเยาวชนเมียนมาทุกคนอยู่ในมือของรัฐบาลไทย เพราะเรากลับไปเรียนที่เมียนมาไม่ได้อีกแล้ว ถ้ารัฐบาลไทยมองไม่เห็นพวกเรา พวกเราอาจต้องสูญเสียโอกาสในชีวิตทั้งหมดของเราไปแน่นอนเลยครับ”