สัญญาณหน้าฟาร์ม คนเลี้ยงวัว โตไม่ไหวแล้ว 

Economy
Reading Time: 6 minutes

‘โอ๊ยย เลี้ยงวัวนี่มันทรมาน แต่ก่อนมันไม่ทรมานแบบนี้ ’ 

ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม ว่าสถานการณ์ ‘เทนมทิ้ง ขายวัวออก’ ที่เกษตรกรขายนมไม่ได้เงิน และมีทีท่าว่าจะรับซื้อน้ำนมดิบลดลงนั้น สาหัสเพียงใด พ่ออำพัน โดดสูงเนิน ที่ยึดการเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพของครอบครัวมากว่าสามสิบปี ก็เริ่มต้นบทสนทนาแรกที่สะท้อนชีวิตแสนหนักหนา ของคนเลี้ยงวัวหน้าฟาร์มในวันนี้

‘ลองไปคุยกับฟาร์มฝั่งนั้นดูบ้างก็ได้ เขาขายวัวออกไป เอาเงินมาหมุนก่อนเพราะสหกรณ์ยังไม่จ่ายค่านม ส่วนฟาร์มโน้น … ขายวัวทีเดียวไปหมดฟาร์ม เลิกเลี้ยงไปเลย’

คำบอกเล่า จากเกษตรกรโคนมต้องร่วมแบกรับในสถานการณ์เดียวกัน แต่เรื่องราวปัญหาที่ผู้เลี้ยงแต่ละรายต้องพบเจอนั้น กลับมีจุดที่แตกต่างกันออกไป นั่นพอจะบอกได้ถึงความซับซ้อนของระบบอุตสาหกรรมนี้ที่ไม่จะว่ากล่าวถึงภาคส่วนใดก็พบปัญหา มันเป็นผลกระทบเชื่อมโยงถึงกัน ที่ไม่อาจมองเห็น ทำความเข้าใจ หรือรับรู้เพียงปัญหาของใครคนใดคนหนึ่งในอุตสาหกรรมนี้ได้


หากให้เริ่มต้นสายพานการผลิตนมวัว ทุกผลิตภัณฑ์นมล้วนมาจากหน้าฟาร์ม ที่เกษตรกรเป็นผู้รีดน้ำนม ส่งขายไปยังศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ตัวกลางรับซื้อนมจากฟาร์มก่อนส่งขายต่อไปยังโรงงาน ศูนย์รวมนมที่เกษตรกรเข้าไปสังกัดนั้น จะมีทั้งหมด 3 รูปแบบ คือสหกรณ์ เอกชน และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) รัฐวิสาหกิจในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ผู้ผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ก

น้ำนมดิบ คือสินค้าที่ต้องเร่งซื้อมาขายไปวันต่อวัน เพราะอายุการเก็บรักษาสั้น เสียง่าย นมที่รีดได้ในทุกวันจะถูกส่งมายังศูนย์รวมนม รักษาอุณหภูมิก่อนโรงงานจะมารับซื้อเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นั่นทำให้มีน้ำนมดิบเข้าระบบอุตสาหกรรมในทุกวัน ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมวางแผนจัดการตั้งแต่หน้าฟาร์ม ศูนย์รวมนมโรงงานผู้รับซื้อ ไปจนถึงระดับสั่งการที่กำกับดูแลการผลิตนมภายในประเทศ อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ

วันนี้หากพูดคุยกับคนเลี้ยงที่ส่งนมให้ศูนย์รวมนมสหกรณ์ฯ เกษตรกรจะสะท้อนว่า สิ่งที่ต้องแบกรับวันนี้ คือสหกรณ์ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ทำให้ไม่สามารถจ่ายค่าน้ำนมให้กับเกษตรกรได้ ปัญหาการเงินนี้ยังเกิดขึ้นกับองค์กรรัฐวิสาหกิจอย่าง ไทย-เดนมาร์ก ที่แผนการตลาดและการบริหารภายในหน่วยงาน เป็นปัจจัยให้เกิดหนี้ค้างชำระหลักพันล้านบาท กระทบไปถึงค่าน้ำนมดิบ ของเกษตรกร

ซึ่งหากถามคำถามเดียวกันนี้กับเกษตรกรที่ขายนมกับภาคเอกชน พวกเขาสะท้อนว่าแม้จะยังคงรับซื้อนมเช่นเดิม ไม่มีการค้างชำระค่าน้ำนม แต่ก็จะมีการเจรจาจากทางเอกชนผู้รับซื้อนม ว่ามีกำลังการรับซื้ออยู่ที่เท่าใด โดยไม่ได้สนใจกับตัวเลขกำลังการผลิตของฟาร์ม ในช่วงเวลาที่เกษตรกรมีกำลังการผลิตน้ำนมได้มากกว่าตัวเลขการรับซื้อของเอกชนนั้น นั่นคือปริมาณน้ำนมส่วนต่าง ที่ผู้เลี้ยงโคนมต้องวิ่งหาแหล่งรับซื้อ แม้ได้รับซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาประกาศ เกษตรกรก็เลือกที่จะยอมขาดทุน ซึ่งดีกว่าการต้องตัดใจทิ้งน้ำนมดิบเหล่านั้นไป


ต้นทุนแสนแพง คนเลี้ยงวัวแสนสาหัส จะหยุดก็ไม่ได้ ‘วัวจะป่วยตาย’

‘เลี้ยงวัวมาตั้งนานแล้ว เมื่อก่อนเลี้ยงเป็นร้อยตัว ตอนนี้ก็เหลือเท่านี้แหละ’
เธอพูด ก่อนมองตามไปยังทิศที่วัวอยู่ ดูแล้วมีอยู่ไม่เกิน 30 ตัว

เพราะพี่เดี่ยวและพี่ดา เจ้าของวัวเหล่านี้ขายถังเก็บน้ำนมของตนเองให้เกษตรกรรายอื่นได้ไปใช้ต่อ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะจำนวนวัวที่ทั้งสองตัดสินใจขายออกเพื่อลดขนาดฟาร์มลง ทำให้ไม่ต้องใช้ถังเก็บน้ำนมมากเท่าเดิม เลยเป็นที่รู้กันว่าฟาร์มโคนมแห่งนี้แบกรับต้นทุนต่อไปไม่ได้แล้ว

การขายวัวที่ไม่สามารถให้น้ำนมต่อได้แล้ว ถือเป็นเรื่องปกติที่เจ้าของฟาร์มจะตัดสินใจลดค่าใช้จ่าย แต่การต้องขายวัวเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนในฟาร์มต่อนั้น กำลังสะท้อนสิ่งที่เกษตรกรต้องแบกรับ จากความสั่นคลอนภายในอุตสาหกรรมโคนม หนทางแรกที่เกษตรกรเลือกรับมือหลังสหกรณ์ค้างจ่ายเงินกว่าสามเดือน คือการวิ่งหาโควตาส่งนมที่เอกชนเพิ่มมากขึ้น ให้เงินยังหมุนเวียนเข้ามาในฟาร์ม แต่ด้วยโควตาการรับซื้อของเอกชนที่มีจำนวนจำกัด ทางเลือกสุดท้ายที่เกษตรกรพอจะทำได้ คือความจำเป็นที่ต้องขายวัวออกไป

กว่ายี่สิบปีที่เป็นสมาชิกและส่งนมให้กับสหกรณ์ สองสามีภรรยาเล่าว่าแทบไม่เคยขายวัวด้วยเหตุผลที่ต้องนำเงินมาหมุนเป็นค่าใช้จ่ายในฟาร์ม โดยเฉพาะการขายวัวจำนวนมาก ในช่วงเวลาที่ราคารับซื้อวัวลดลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง ราคาขายวัวสูงสุดในตลาด ณ ขณะนี้ คือราคาวัวสาวท้อง ที่อยู่ในช่วงเวลาพร้อมจะให้นม จากเดิมที่ราคาอยู่ที่ 6 หมื่นบาท ก็ลดลงไปเหลือเพียง 2-3 หมื่นบาท ยิ่งเมื่อเทียบเคียงกับราคาขายลูกวัว ที่เดิมเคยกำหนดราคาซื้อขายไว้ที่หลักพัน วันนี้ลดลงไปเหลือเพียง 600-800 บาท ราคาขายวัวที่ลดลงไปมากเช่นนี้ ทำให้เกษตรกรสะท้อนว่า ค่าเลี้ยงดูวัวหนึ่งตัว แพงเสียจนไม่คุ้มค่ากับการซื้อวัวและราคาน้ำนมดิบที่เกษตรกรได้รับ

ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นช่วงขาลงของจำนวนโคนมและเกษตรกรผู้เลี้ยง จากปริมาณโคนมในปี 2565 จำนวน 812,235 ตัว ที่มีผู้เลี้ยงทั้งสิ้น 24,117 คน ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ในปี 2568 พบว่ามีเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวลดลงเหลือเพียง 15,638 คน ไม่ต่างกับจำนวนโคนมที่เหลืออยู่ 560,551 ตัว ต่อให้ราคาประกาศรับซื้อน้ำนมดิบจะปรับขึ้นมาอยู่ที่ 21.95 บาทน้ำนมต่อลิตร แต่เพราะสถานการณ์ที่อาหารเลี้ยงวัวนำเข้าปรับสูงขึ้นมาตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน และเป็นต้นทุนกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของฟาร์มเลี้ยงวัว ที่ผลักให้ต้นทุนการผลิตน้ำนมต่อลิตรสูงขึ้นไปถึง 17-18 บาท แต่เมื่อเข้าไปถามหน้าฟาร์ม เกษตรกรเล่าว่าวัวต่อตัวให้น้ำนมได้ 13 – 20 ลิตรต่อวัน และมีเกษตรกรเพียงน้อยรายเท่านั้นที่สามารถดูแลแม่วัว จนเพิ่มปริมาณน้ำนมได้สูงถึง 25 ลิตรต่อวัน

“อาหารมันแพง นมมันถูก พอเราทำงานประจำแล้วต้องจ้างคนงานในฟาร์ม มันก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มไปอีก มันไปต่อไม่ไหวหรอก ที่ขายวัวไปตอนนั้นถือว่าเจ็บตัวน้อยหน่อย ถ้าเลี้ยงมาจนถึงตอนนี้ ก็เจ็บหนักเลยแหละ”

ขับรถตามทางออกมาอีกไม่ไกล โรงเลี้ยงหลังใหญ่สะดุดตา กลับไม่มีเสียงร้องมอของวัวน้อยใหญ่ เพราะได้ถูกขายออกไปแล้วจนหมดโรงเลี้ยง เจ้าของฟาร์มแลกเปลี่ยนสาเหตุการตัดสินใจว่า ด้วยสถานะการเงินของศูนย์รวมนมที่ขาดสภาพคล่อง ส่อแววว่าจะไม่สามารถทำกำไรให้กับสมาชิกได้ อีกทั้งราคาอาหารของวัวที่สูงขึ้นต่อเนื่อง จึงขายวัวที่มีกว่าสองร้อยตัวและปิดฟาร์มลงเมื่อ 2 ปีก่อน แม้โรงเรือนเดิมจะยังไม่ทรุดโทรม ก็คงไม่ได้กลับมาเลี้ยงโคนมอีกครั้ง ถือว่าพอจะคืนทุนไปแล้วจากการขายวัว ส่วนหนึ่งที่ตัดสินใจเช่นนี้ เพราะตนยังมีอาชีพหลักซึ่งมีรายได้ประจำเข้ามา จึงยอมวางมือจากอาชีพเสริมที่มีความเสี่ยงติดลบจากต้นทุนที่สูงขึ้น

โรงเรือนที่เงียบเหงาหลังฟาร์มน้อยใหญ่ทยอยขายวัวออกไป ได้หลงเหลือเป็นคำถามสำหรับเกษตรกรที่ยังพยายามอดทนเลี้ยงวัวนมต่อไปว่า จะยังยึดอาชีพขายน้ำนมดิบเป็นรายได้หลักของครอบครัวต่อไปได้หรือไม่

ที่เกษตรกรยังคงรีดนมส่งขายทุกวันแม้ไม่ได้รับเงิน และมีอีกหลายรายที่ต้องยอมขายต่ำกว่าราคาประกาศ เพราะหากไม่รีดน้ำนมเพียงหนึ่งวัน แม่วัวอาจเจ็บป่วยจากอาการเต้านมอักเสบ ส่งผลต่อคุณภาพ ปริมาณน้ำนม เลวร้ายที่สุดคือวัวอาจตายหากไม่ได้รับการรักษา และพักการรีดน้ำนมให้วัวได้ฟื้นตัว

‘เราหยุดรีดนมไม่ได้หรอก ถ้าหยุดรีดนมวัวก็จะป่วยตาย มันทำให้เรายิ่งไม่ได้อะไรเลย’

กลางแดดเที่ยงวันในอำเภอปากช่อง นครราชสีมาที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองหลวงของวัวนม เมื่อก้าวเท้าเข้ามาหลบแดดร่วมกับวัวหลายร้อยตัวในโรงเลี้ยงของอำพันฟาร์ม ก็เป็นเวลาเดียวกับช่วงรีดนมในรอบบ่าย วัวทุกตัวถูกต้อนไปยังลานอาบน้ำ ยืนส่งเสียงร้องนิ่ง ๆ ให้ละอองน้ำสัมผัสตามตัว ก่อนเรียงแถวเข้าไปยังโรงรีดนม ระหว่างนั้นรางอาหารและโรงเรือนจะถูกทำความสะอาด เติมอาหารพร้อมให้วัวกลับเข้าโรงเลี้ยงหลังรีดนมเสร็จสิ้น ทุกกระบวนการใช้แรงงานรวมแล้วไม่เกิน 4 คน นี่คือฟาร์มขนาดกลาง ที่ในรุ่นลูกของพ่ออำพันตัดสินใจใช้เงินลงทุนขยับขยายฟาร์ม นำอุปกรณ์เครื่องจักรมาใช้ทุ่นแรงในการดูแลวัวและรักษาคุณภาพของน้ำนมดิบ


น้ำนมที่รีดได้จะถูกนำไปเก็บในถังรักษาอุณหภูมิ เพื่อคงคุณภาพก่อนที่ศูนย์รวมนมจะมารับซื้อ ในกรณีของอำพันฟาร์ม ที่ทำสัญญาขายน้ำนมดิบให้กับศูนย์รวมนมเอกชน ศูนย์รวมนมจะเป็นผู้เข้ามารับน้ำนมถึงหน้าฟาร์ม เพราะมีปริมาณน้ำนมที่มากพอในการนำรถมารับที่หน้าฟาร์ม และมีถังเก็บอุณหภูมิรักษาคุณภาพของน้ำนมดิบ


ในทางกลับกัน ระบบรักษาความเย็นหลังรีดน้ำนม คือการลงทุนเงินก้อนใหญ่หลักล้านสำหรับเกษตรกรรายย่อย ที่เกษตรกรต้องกู้หนี้ยืมสิน แบกรับภาระในสภาวะไม่ปกติของการรับซื้อนม นั่นจึงทำให้วิถีรีดนมแตกต่างออกไปสำหรับผู้เลี้ยงนมรายย่อย คือการต้องขับรถไปส่งน้ำนมดิบให้กับศูนย์รวมนมด้วยตนเอง


เรานัดกันที่แก่นทองฟาร์มของพี่จำเนียรและพี่ศรีนวล ตอนเวลา 05:00 น. รุ่งเช้า ที่เป็นเวลารีดนมครั้งแรกของวัน และจะต้องเร่งทำทุกอย่างให้เสร็จสิ้น เพื่อขับรถนำน้ำนมดิบไปส่งที่ศูนย์รวมนมก่อนเวลา 9:30 น. ที่จะปิดรับน้ำนม และต้องกลับมาทำความสะอาดโรงเลี้ยง เตรียมรีดนมอีกครั้งในรอบบ่าย ขับรถออกไปส่งน้ำนมอีกครั้ง จึงจะถือว่าหมดภารกิจในทุกวันสำหรับเกษตรกรเลี้ยงโคนม

‘ถ้าเรามีที่ส่งนม นมขายออกได้ทุกวันก็ไม่มีปัญหา เรากลัวอย่างเดียวว่าศูนย์รวมนมจะปิดรับซื้อน้ำนม สหกรณ์จะไปต่อไม่ได้ เราต้องเทนมทิ้ง หรือไม่ก็ต้องขายวัวออก’  พี่ศรีนวลกล่าว

จากเดิมที่เคยขับรถส่งนมให้กับสหกรณ์ฯ เพียงแห่งเดียว หลังสหกรณ์แจ้งกับสมาชิกว่ายังไม่มีแนวโน้มที่จ่ายเงินให้กับเกษตรกรได้ แก่นทองฟาร์มจึงตัดสินใจปันส่วนน้ำนมดิบครึ่งหนึ่งที่รีดได้ไปส่งให้กับศูนย์รวมนมของเอกชน แม้จะต้องขับรถในระยะทางที่ไกลมากขึ้น เพื่อไปส่งนมอีกหนึ่งแห่งในทุกวัน ทั้งสองก็บอกว่า ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วในสถานการณ์นี้ ขณะที่ศูนย์รวมนมเอกชนเองก็ไม่ได้เปิดรับซื้อน้ำนมดิบของเกษตรกรรายย่อยในปริมาณมากนัก

‘ขายนมแล้วเข้าเนื้อ’ เพราะกีดกันและกดราคารับซื้ออย่างเป็นระบบ

ในฐานะเกษตรกรที่สังกัดกับศูนย์รวมนมสองแห่ง พี่จำเนียรและพี่นวลมีข้อสังเกตว่า ศูนย์รวมนมเอกชนรับซื้อในราคาต่ำกว่าสหกรณ์ฯ แม้จะยึดราคาประกาศจากกระทรวงเกษตรฯ ตามคุณภาพน้ำนม แต่ราคาที่ศูนย์รวมนมสองแห่งรับซื้อนั้นกลับไม่เท่ากัน แม้จะเป็นน้ำนมจากแหล่งเดียวกัน กลายข้อสงสัยสำหรับเกษตรกรรายย่อยว่า มีการกดราคารับซื้อหรือไม่

ดังนั้น เกษตรกรที่สังกัดสหกรณ์จึงพยายามรักษาโควตาเดิมของตนเองไว้ ด้วยการแจ้งระยะพักรีดนม ที่เกษตรกรจะเรียกว่าช่วงวัวดราย (Dry Cow) คือ 60 วันที่เว้นช่วงรีดนมวัวสาวท้องเตรียมออกลูก เพื่อเป็นการเพิ่มน้ำนมในรอบการรีดครั้งต่อไป 

โดยปกติแล้วช่วงวัวดรายจะส่งผลให้น้ำนมในตลาดลดลงเพียงบางส่วน แต่ระยะนี้ที่เกษตรกรแจ้งวัวดรายเพื่อลดปริมาณการส่งนม อาจซ่อนข้อเท็จจริงหนึ่งที่ว่า เกษตรกรแต่ละฟาร์มกำลังรับมือกับความผิดปกติของการกระบวนการรับซื้อ โดยแบ่งน้ำนมดิบส่วนหนึ่งไปส่งให้กับศูนย์รวมนมอีกหนึ่ง

‘เลี้ยงวัวมันไม่มีเงินเก็บหรอก เงินมันอยู่ที่ตัวแม่วัวกับลูกวัว เราต้องเลี้ยงให้เขาโต เงินที่เราได้มาเลยต้องหมุนเวียนเป็นค่าอาหาร ค่ายาอยู่ตลอด’

เสียงของเกษตรกรไปในทิศทางเดียวกันว่า ต้นทุนหลักของฟาร์มคือค่าอาหาร ที่ต้องมีทั้งอาหารสำเร็จรูป หญ้าและข้าวโพดที่ช่วยเสริมคุณภาพน้ำนม รองลงมาคือค่าผสมพันธุ์วัวเพื่อให้ตั้งท้องและพร้อมให้นม ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำนมดิบที่ฟาร์มจะสามารถผลิตได้ เพื่อเป็นกำไรในการกลับมาหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่ายภายในฟาร์ม ที่โดยปกติปริมาณน้ำนมที่ได้ในแต่ละช่วงก็ผันผวนจากช่วงวัวดราย และวัวป่วย รีดนมได้มากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละวัน เมื่อเจอกับสถานการณ์ละเว้นการจ่ายค่าน้ำนมดิบที่ไม่มีกำไรหมุนเวียนเข้ามา ฟาร์มหลายแหล่งจึงตกอยู่ในสภาวะขายนมแล้วเข้าเนื้อ ซึ่งนอกจากไม่มีรายได้เข้ามาแล้วนั้น ยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เข้ามาในแต่ละวันไปพร้อมกัน

ไร้สัญญาณจากมิลก์บอร์ดรับแรงกระแทกจากนมผงเสรี


เพื่อเข้าใจความซับซ้อนของสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบอุตสาหกรรมนี้ จึงเป็นคำถามว่า แท้จริงแล้ว ใครเป็นคนกำหนดทิศทางในอุตสาหกรรมนมโค และอะไรทำให้สถานการณ์เททิ้งน้ำนมดิบที่ไม่ถูกรับซื้อจากหน้าฟาร์มเลี้ยงโคนม สะท้อนไปถึงความบิดเบี้ยวในโครงสร้างอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม 

นที โดดสูงเนิน นายกสมาคมโคนมก้าวหน้า ไล่เรียงกระบวนการในผลิตจากน้ำนมดิบไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูป ว่าสัดส่วนเกษตรกรโคนมในระบบการผลิตกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นเกษตรกรรายย่อย น้ำนมดิบที่รีดได้จะนำส่งให้กับศูนย์รวมนมแต่ละสังกัด ที่ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับเกษตรกรเลี้ยงโคนมทุกราย

สหกรณ์ คือศูนย์รวมนมประเภทแรกที่เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มเกษตรกร แม้จะจดทะเบียนเป็นองค์กรนิติบุคล แต่ในทางปฏิบัติก็ถือว่าสมาชิกเป็นเจ้าของสหกรณ์ร่วมกัน มีการคัดเลือกประธานชุมนุมสหกรณ์ขึ้นมาเป็นตัวแทนบริหาร มีระบบปันผลกำไรและสนับสนุนด้านเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการลงทุน จัดจำหน่ายอาหารโคและยาให้กับสมาชิก สหกรณ์จำนวนกว่าร้อยแห่งไม่ได้เป็นเพียงศูนย์รวมนม แต่ยังมีบางแห่งที่ก่อตั้งโรงงานเพื่อแปรรูปน้ำนมเป็นผลิตภัณฑ์ของตนเอง รวมถึงนมโรงเรียนที่ได้รับจัดสรรโควตามาจากภาครัฐ

นทีอธิบายให้เห็นภาพโดยง่าย ว่าสัญญาณแรกของผลกระทบการรับซื้อน้ำนมดิบ คือความตกลงการค้าเสรีนมผง ตามความตกลงการค้าเสรี FTA ที่ไทยทำสัญญาเปิดตลาดนำเข้านมผงกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในปี 2548 โดยให้ลดอัตราการเก็บอากรการค้าลงต่อเนื่อง กระทั่งยกเลิกเก็บอากรในปี 2568 สินค้านมผงที่นำเข้ามายังไทยจึงเป็นสินค้าปลอดภาษี

พันธสัญญานี้เกิดขึ้นก่อนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ประกาศใช้พระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม พ.ศ. 2551 ที่มีคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ในอีกชื่อเรียกว่า มิลก์บอร์ด (Milk Board) ทำหน้าที่วางทิศทางของอุตสาหกรรมโคนมในประเทศกำหนดราคากลางรับซื้อน้ำนมดิบในตลาดรับซื้อ ดูแลนมผงนำเข้าจากต่างประเทศ  และแก้ไขปัญหาในช่วงเวลาที่น้ำนมดิบล้นตลาด

นิวซีแลนด์และออสเตรเลีย วางเป้าหมายเศรษฐกิจการค้าก่อนเริ่มต้นอุตสาหกรรมในประเทศ ว่าต้องการเป็นตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์นมรายสำคัญของโลก คุณภาพของน้ำนมจึงขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของนม (milk solids) จากสัดส่วนของแข็งในนมมากกว่าปริมาณน้ำนมที่ได้ เพราะนำไปแปรรูปเป็นเนย ชีส สินค้าราคาสูงได้หลากหลาย อีกทั้งยังทำกำไรจากการควบคุมต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าได้ ส่วนหางนมที่เหลือจากการคืนทุนไปแล้ว จึงสามารถนำไปผลิตเป็นนมผง ส่งออกไปแข่งขันกับตลาดน้ำนมดิบที่มีต้นทุนสูงกว่าในต่างประเทศได้

แม้จะมีสัญญาณว่าทิศทางตลาดนมโคจะเปลี่ยนไปในปี 2568 แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมา เกษตรกรกลับไม่เคยได้รับแผนการปรับตัวจากมิลก์บอร์ด เพื่อแข่งขันในตลาดที่โรงงานมีแนวโน้มหันมาใช้ส่วนวัตถุดิบจากการนำเข้าต้นทุนต่ำเพิ่มมากขึ้น

“คุณภาพน้ำนมของไทยไม่ได้แพ้ใครหรอก แต่ตัวแทนเกษตรกรในมิลก์บอร์ดไม่ได้สื่อสารการเข้ามาของตลาดนมผง ทำให้ผู้เลี้ยงโคนมปรับตัวไม่ทัน ในขณะที่ศักยภาพอุตสาหกรรมนมไทยที่มีอยู่เดิม ก็ไม่เพียงพอแล้วที่จะแข่งขันกับต่างประเทศ” 


นายกสมาคมโคนมก้าวหน้า ย้ำว่าต้นตอของปัญหาในอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่ที่คุณภาพน้ำนมดิบไทย แต่อยู่ที่การบริหารจัดการของศูนย์รวมนมและนโยบายของรัฐบาล


ผลลัพธ์ของการที่มิลก์บอร์ดไม่เข้ามากำหนดกลยุทธ์ทางตลาด คือการกักขังเกษตรกรให้อยู่ในวิถีการเลี้ยงวัวรูปแบบเดิม ในวันที่ความรู้ เทคโนโลยีการจัดการฟาร์มของประเทศคู่แข่งขันถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ต้นทุนการเป็นเกษตรกรเลี้ยงโคนมของไทยยังไม่ทำกำไรเมื่อเทียบกับราคาน้ำนมที่ได้ และยากยิ่งกว่าเมื่อต้องคิดคำนวณถึงเงินกู้เพื่อสเกลฟาร์มจากรายย่อย พัฒนาไปเป็นผู้เลี้ยงรายกลาง และรายใหญ่

ในแง่หนึ่ง นทีวิเคราะห์ว่าสัดส่วนคณะกรรมการในมิลค์บอร์ด ก็มีส่วนสำคัญที่ส่งผลกับการเสนอทิศทางตลาดในประเทศ เนื่องด้วย พ.ร.บ. โคนม ระบุให้ตัวแทนฝั่งเกษตรกร มาจากการเสนอของประธานชุมนุมสหกรณ์เพียงฝ่ายเดียว ทำให้ไม่เกิดการกระจายสัดส่วนมายังตัวแทนจากรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน สิ่งที่ถูกนำมาพูดคุยบนโต๊ะกำหนดนโยบาย จึงยังไม่ครอบคลุมตัวแทนเกษตรกรจากทุกฝ่าย

การเมืองบ้านใหญ่ในศูนย์รวมนมสหกรณ์

หากลงลึกไปถึงปัญหาภายในศูนย์รวมนมสหกรณ์ เบื้องหลังของหนี้สินองค์กรเกิดจากธรรมาภิบาลของผู้บริหาร ที่แม้จะได้รับการคัดเลือกของสมาชิก ก็เป็นเพียงตำแหน่ง การเลี้ยงโคนมไม่ใช่อาชีพหลักของทีมบริหาร เมื่อสัดส่วนน้ำนมดิบของมีไม่มากเทียบเท่าสมาชิก ผู้บริหารไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับผลกำไรของสหกรณ์มากเท่าที่ควร และใช้อาชีพประธานสหกรณ์ สร้างโอกาสในการดำรงตำแหน่งทางสังคมอย่างนักการเมืองท้องถิ่นควบคู่กันไปด้วย

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปดูพระราชบัญญัติสหกรณ์ 2542 ที่กำหนดให้สมาชิกมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงในการแสดงความคิดเห็น ทั้งที่การรวมกลุ่มเพื่อประกอบธุรกิจนั้น ควรเป็นรูปแบบเดียวกันกับการถือหุ้น ที่เกษตรกรรายใดลงทุนกับสหกรณ์มาก ส่งขายน้ำนมให้มาก ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสหกรณ์และมีน้ำหนักต่อทิศทางการบริหารองค์กร แต่เมื่อสิทธิการออกเสียงในสหกรณ์มีปัญหา ก็เป็นช่องว่างให้เกิดการซื้อสิทธิขายเสียงภายในสมาชิกสหกรณ์


“นี่คือระบบบ้านใหญ่ของสหกรณ์ ไม่ต่างกับระบบการเมืองเลย ถามว่าทำไมสหกรณ์จึงต้องการได้โควตานมโรงเรียน ก็เพราะการคอร์รัปชันนี่แหละ’


สัดส่วนโควตาผลิตนมโรงเรียน ถือเป็นโอกาสสร้างกำไรให้กับผู้บริหารสหกรณ์ ตั้งแต่กระบวนการจัดหาซัพพลายเออร์ผลิตกล่องนม ค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์เพื่อกระจายสินค้า ซึ่งท้ายที่สุดผลกำไรที่สมาชิกเกษตรกรควรได้รับ ก็ถูกแบ่งสันปันส่วนหนึ่ง ไปเป็นกำไรของซัพพลายเออร์กับผู้บริหารศูนย์รวมนม และเป็นที่มาของเหตุผลว่า ทำไมสหกรณ์ที่ไม่มีโรงงานจึงมีโอกาสทำผลกำไรมากกว่า จากการรับซื้อน้ำนมดิบและขายให้กับโรงงานเพียงอย่างเดียว ที่ไม่ได้มีช่องว่างให้เกิดการคอร์รัปชันได้มากนัก

‘ตัวผมเองก็เคยเป็นสมาชิกสหกรณ์ วางเงินร่วมลงทุนกับสหกรณ์ไปหลักล้านก่อนจะมาส่งน้ำนมให้ศูนย์เอกชน ที่ยอมทิ้งเงินออกมา เพราะเรามองไม่เห็นอนาคตข้างหน้า ตั้งแต่กำไรเริ่มลดลงจนมูลค่าหนี้สูงกว่าทรัพย์สินองค์กร สมาชิกไม่ได้รับเงินปันผล เขากู้เงินโดยที่เราไม่เห็นว่าจะมีแผนทำกำไรได้อย่างไร ต้องอยู่กับหนี้สินหลักเกือบพันล้านอีกนานแค่ไหน

 ผมมองว่าองค์กรมันมีหนี้ได้ แต่ต้องไม่มากกว่าผลกำไรที่มี มีแผนการเงินที่จะเติบโตทางธุรกิจ แต่พอสหกรณ์ไม่มีตรงนี้ เราก็เริ่มคิดตั้งแต่แรกแล้วว่าไปไม่รอดหรอก ขืนเราอยู่ต่อก็ไม่มีช่องทางที่จะสเกลฟาร์มให้เติบโตขึ้นได้ สู้เราออกมายังพอมีทางจะทำกำไรได้มากกว่า’

นอกเหนือจากการคอร์รัปชันภายในสหกรณ์ นายกสมาคมโคนมก้าวหน้ายังมองว่า สหกรณ์จำนวนมาก เผชิญกับภาวะที่องค์กรเติบโตเกินความสามารถผู้บริหาร ที่เกิดจากประธานสหกรณ์ไม่ได้ยึดโยงกับผลประโยชน์องค์กร หรือเป็นผู้เลี้ยงโคนม เมื่อเทียบเคียงกับแนวทางการบริหารของระบบสหกรณ์ฟอนเทร่า (Fonterra) ของนิวซีแลนด์ ที่ประธานสหกรณ์มีหน้าที่เพียงกำหนดทิศทางของธุรกิจ แต่จะมีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญในตำแหน่ง CFO, COO ทำหน้าที่ดูแลการเงินและแผนปฏิบัติงานภายในสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจดำเนินไปได้ตามเป้าหมาย และลดโอกาสเกิดความล้มเหลวทางการบริหาร อย่างที่เกิดขึ้นในศูนย์รวมนมของไทย

จากปัญหาการบริหารที่เกิดขึ้นภายในสหกรณ์ ส่งผลให้เกษตรกรที่มีต้นทุน ตัดสินใจแยกตัวออกมาเปิดศูนย์รวมนมเอกชนในภายหลัง แต่ด้วยความที่ไม่ได้มีระบบสมาชิกผูกมัดระหว่างศูนย์รวมนมกับเกษตรกร หากศูนย์รวมนมเอกชนไม่สามารถไปต่อได้ ก็จะปิดตัวลงโดยที่ไม่ได้รับฟังเสียงของสหกรณ์ และโดนตีตราว่าเป็นการดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้ส่งนม ไม่รับซื้อนมตามราคาประกาศ ระยะหลังมานี้ศูนย์รวมนมเอกชนจึงเริ่มปรับตัวด้วยการรับซื้อนมจากเกษตรกรหน้าฟาร์ม และจ่ายค่าน้ำนมดิบตามราคาประกาศในหลาย ๆ ศูนย์รวมนม

อีกหนึ่งศูนย์รวมนมที่พบปัญหาจากการดำเนินธุรกิจนั้น คือศูนย์รวมนม อ.ส.ค. หลังไทยเดนมาร์กสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มร่วมลงทุน ส่งน้ำนมดิบให้กับโรงงานในเครือ อ.ส.ค. มีระบบฟาร์มพี่เลี้ยงเพื่อแลกเปลี่ยนและสนับสนุนความรู้ในการประกอบธุรกิจร่วมกันในกลุ่มผู้เลี้ยงโคนม และถือเป็นศูนย์รวมนมที่ทำกำไรให้เกษตรกร ก่อนที่ อ.ส.ค. จะพบปัญหาทางการตลาด และการบริหารภายในที่ทำให้มีภาระหนี้สินหลักพันล้านบาท กระทั่งไม่สามารถจ่ายค่าน้ำนมดิบให้กับเกษตรกรได้อย่างที่เคย


ปกติในทุกปี ศูนย์รวมนมจะมีการเซ็นสัญญาซื้อขายน้ำนมดิบให้กับโรงงาน ว่าปีต่อไปเกษตรกรในสังกัดคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำนมเท่าใด จะส่งน้ำนมให้กับโรงงานใดบ้าง แม้ปริมาณน้ำนมที่มีช่วงขึ้นลงตามปัจจัยต่าง ๆ จะส่งผลให้มีช่วงที่น้ำนมดิบมีเกินจำนวนรับซื้อในสัญญา โรงงานก็จะรับซื้อและจัดสรรน้ำนมที่เพิ่มขึ้นมาได้ แต่ในปี 2568 ที่แม้เกษตรกรจะเพิ่มปริมาณการผลิต ท่ามกลางผู้เลี้ยงและจำนวนวัวที่ลดลง แต่ก็ต้องเผชิญหลายปัญหาทับซ้อน จนกระบวนการรับซื้อนมได้ผิดแปลกไป ทั้งการเข้ามาของตลาดนมผงเสรี และการจัดสรรโควตาผลิตนมโรงเรียน ที่ให้สิทธิ์เกษตรกรแต่ละกลุ่มไม่เท่าเทียมกัน


ภาวะฝุ่นตลบ แต่นมผงตีตลาดพาณิชย์สำเร็จ ซ้ำเติมโคนมหน้าฟาร์ม

จากศูนย์รวมที่เป็นตัวกลางระหว่างเกษตรกรและโรงงานแปรรูป ปลายทางตลาด ที่ผู้บริโภครับรู้ผลิตภัณฑ์นมโคจากอุตสาหกรรมไทยคือ นมโรงเรียนและนมพาณิชย์ ที่ซ้ำเติมให้ผู้เลี้ยงโคนมหน้าฟาร์มไม่สามารถหลุดออกจากเส้นทางผลิตที่บิดเบี้ยวได้

ผลจากการขายวัว ปิดฟาร์ม เพราะต้นทุนที่สูงขึ้นของเกษตรกร เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปริมาณน้ำนมดิบต่อวันลดลง เพราะปริมาณน้ำนมดิบในแต่ละวัน เป็นตัวเลขที่ไม่แน่นอนจากช่วงวัวดรายและวัวป่วยต้องพักรีดนมอยู่แล้ว กลับกัน การบริหารเชิงพาณิชย์ที่วางแผนแคชโฟลว์ เขียนตัวเลขว่าต้องใช้ปริมาณน้ำนมเท่าใดตามเป้าหมายธุรกิจที่วางไว้ เมื่อไม่ต้องการรับความเสี่ยงของปริมาณน้ำนมดิบ ผู้ประกอบการนมพาณิชย์จึงหันมาเลือกใช้นมผงมาผลิตนิวโปรดักส์แทนน้ำนมดิบ



เหตุการณ์นี้ย้อนกลับไปช่วงกลางปี 2567 ที่ซีพี-เมจิ (CP-MEIJI) หนึ่งในห้าเสือผู้ผลิตนมพาณิชย์ เป็นรายแรกที่ออกมาประกาศน้ำนมดิบขาดแคลน จากปริมาณน้ำนมดิบที่ลดลงในตลาดรับซื้อ ส่งผลให้ต้องลดจำนวนการผลิต กระจายสินค้าได้ไม่มากเท่าเดิม แม้ครั้งนั้นผู้ผลิตนมพาณิชย์จะชี้แจงสาเหตุว่าอยู่ในช่วงวัวดราย แต่ปริมาณนมที่หายไปหลักพันตันต่อวัน เหลือเพียง 2,600 ตัน จากที่เคยมีถึง 3,600 ตันนั้น เป็นสัญญาณว่านี่ไม่ใช่เพียงช่วงวัวดราย ที่ปริมาณนมเคยหายไป 5-10 เปอร์เซ็นต์ แต่เพราะปริมาณวัวและผู้เลี้ยงที่หายไปในระบบ ก็เป็นปัจจัยให้นมขาดแคลนเช่นเดียวกัน


ใช่! นั่นคือช่วงเวลาที่ตลาดนมผงเสรีกำลังจ่อเข้ามาอย่างเต็มรูปแบบ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ผลิตพาณิชย์จะหันมาสนใจนมผงนำเข้า ในวันที่ต้องแข่งขันการตลาดจากกำลังซื้อภายในประเทศที่ลดลง พร้อมทั้งต้องเผชิญต้นทุนที่การผลิตน้ำนมต่อหน่วยสูงขึ้น แต่ไม่สามารถปรับราคาหน้าเชลฟ์สินค้าให้ขึ้นตามทันกันได้

หากมานั่งไล่เรียง 5 เสือผู้เล่นในตลาดนมพาณิชย์ อย่างบริษัท ซีพี-เมจิ โฟร์โมสต์ ดัชมิลล์ ไทย-เดนมาร์ก และ แมรี่ แอน แดรี่ โปรดักส์ จะเห็นได้ว่าส่วนมากมักอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทที่เข้ามาลงทุนธุรกิจ เช่น บริษัทฟรีสแลนด์คัมพิน่า ผู้ลงทุนผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ในไทยและอินโดจีน ซึ่งหากการลงทุนในไทยไม่คุ้มค่า ก็สามารถยุติกิจการ ย้ายฐานการผลิตใหม่ โดยที่ผลกระทบตกลงไปอยู่กับต้นทาง อย่างเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวนมโดยตรง

นทีไม่ได้วิพากษ์แค่สัดส่วนการใช้นมผงของผู้ประกอบการพาณิชย์ แต่ให้ข้อเท็จจริงอีกมุมหนึ่ง ซึ่งเป็นบทสนทนาจากตัวแทนผู้ผลิตนมพาณิชย์ ของสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย เคยกล่าวไว้ว่า ราคาน้ำนมดิบของไทยถือเป็นราคาที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับแหล่งผลิตอื่น ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริงในมุมของสมาคมโคนมก้าวหน้า ที่จะนำต้นทุนการผลิตน้ำนมดิบ ไปเปรียบเทียบกับนมผงนำเข้าจากประเทศที่สามารถทำต้นทุนได้ถูกกว่า และได้ปริมาณน้ำนมต่อวัวหนึ่งตัวมากกว่าไทย

‘สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นตามมา คือสร้างความชัดเจนกับผู้บริโภค ว่าผลิตภัณฑ์ไหนเป็นน้ำนมดิบ สินค้าไหนใช้นมผงเป็นส่วนประกอบ ฉลากบรรจุภัณฑ์ต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคสับสนว่าตนเองกำลังดื่มอะไรอยู่’

หากพลิกดูข้างบรรจุภัณฑ์ จะเห็นฉลากระบุสัดส่วนของผลิตภัณฑ์นมอยู่สองคำ คือคำว่า ‘นมโคสด’ ที่พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และสภาองค์กรของผู้บริโภค ให้ใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มาจากน้ำนมดิบในประเทศ แต่หากระบุว่าเป็น
‘นมโค 100%’ ผลิตภัณฑ์นั้นอาจมีส่วนผสมของน้ำนมดิบ หรือนมผงคืนรูปก็ได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการ ว่าจะเลือกให้ระบุที่ฉลากว่าเป็นนมผงหรือไม่ โดยที่วันนี้ยังไม่มีการปรับแก้กฎหมาย ให้ผู้ประกอบการระบุสัดส่วนตามวัตถุดิบที่เลือกใช้ และแยกตลาดการแข่งขันระหว่างน้ำนมดิบกับนมผงให้ชัดเจน



แม้ความผันผวนของปริมาณน้ำนมดิบในตลาด จะมีทางออกด้วยการเจรจาทำสัญญาซื้อขายนมระยะยาวระหว่างศูนย์รวมนมกับโรงงาน ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่ายว่า ผู้ประกอบการโรงงานจะลดความเสี่ยงปริมาณน้ำนมดิบที่ผันผวน เกษตรกรเองก็มีแหล่งส่งนมระยะยาว

แต่ศูนย์รวมนมกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น โดยเฉพาะกับสหกรณ์ที่มีผู้แทนเข้าไปนั่งในมิลก์บอร์ด ทำให้มีโอกาสเข้าไปปรับสัดส่วนโควตานมโรงเรียนของตนเอง จากเดิมที่โรงงานไหนรับซื้อน้ำนมดิบมาก ก็จะได้รับโควตาผลิตนมโรงเรียนมากตามกำลังรับซื้อ แต่สัดส่วนนมโรงเรียนวันนี้กลับไปอยู่สหกรณ์ที่มีโรงงาน ตามมาด้วย อ.ส.ค. และโรงงานเอกชนเป็นลำดับสุดท้าย

โควตา ‘นมโรงเรียน’ ทำผิดเพี้ยนทั้งระบบ

ประเทศไทยเริ่มต้นโครงการอาหารเสริมโรงเรียนมาตั้งแต่ ปี 2535 ตามวัตถุประสงค์ของ FAO คือนักเรียนเข้าถึงนมที่มีโภชนาการสูง และเกษตรผู้เลี้ยงมีแหล่งส่งน้ำนมดิบที่มั่นคง ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน

น้ำนมดิบ 3,000 ตันที่ผลิตได้ต่อวัน ถูกแบ่งสัดส่วนออกมา 1 ใน 3 เพื่อผลิตนมโรงเรียน จากเป้าหมายที่จะส่งเสริมการบริโภคนมภายในประเทศ ขยายตลาดเพื่อให้เกษตรกรมีแหล่งส่งน้ำนม วันนี้นมโรงเรียนได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่กระทบต่อโครงสร้างในระบบการผลิตนมทั้งหมด จากหลักเกณฑ์และวิธีการที่ผู้บริหารมีต่อการบริหารจัดการนมทั้งซัพพลายเชน


‘ถ้าหากมองตามเป้าหมายของตลาดนมโรงเรียน หลักเกณฑ์ไม่ควรถูกปรับทุกปี และใช้ระยะเวลาประกาศรวดเร็วมาก ประกาศวันนี้ มีผลตามหลักเกณฑ์ใหม่ภายใน 3 วัน นั่นทำให้หลายครั้งนักเรียนไม่มีนมดื่มในวันเปิดเรียนวันแรก เพราะหลักเกณฑ์มันไม่สอดคล้องกับการเบิกจ่ายงบประมาณกระทรวง ก็ย้อนกลับมาที่โรงงานและศูนย์รวมนมว่า เขาก็จะได้รับเงินค่าการผลิตช้าตามไปด้วย’

ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนของทุกปี คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน จะออกหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาให้แก่ผู้ประกอบการผลิตนมโรงเรียน ซึ่งการปรับแก้หลักเกณฑ์ใหม่ในทุกปี คือจุดเริ่มต้นแรกที่ทำให้ตลาดในนมโรงเรียนกระทบไปถึงโครงสร้างของอุตสาหกรรมโคนมทั้งระบบ

นทีให้ความเห็นว่าเพราะการเข้าไปเล่นในตลาดนมโรงเรียน ถือเป็นต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) สำหรับผู้ประกอบการ ไม่ต้องมีการลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือ R&D (Research and Development ) ไม่มีมาร์เก็ตติ้งหรือรีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นต้นทุนเหมือนสินค้าในตลาดพาณิชย์ จากเดิมที่เป็นการแข่งขันซื้อน้ำนมดิบเพื่อรับโควตาผลิตนมโรงเรียน นมทุกหยดจากเกษตรกรจะถูกรับซื้อทั้งหมด แต่หลักเกณฑ์ที่ไม่เป็นธรรมนี้ ไม่จูงใจให้ผู้ประกอบการรับซื้อน้ำนมดิบในปริมาณที่มากขึ้น อย่างเช่นในหลักเกณฑ์ปีนี้ ที่ทางมิลก์บอร์ดมีการปรับเปลี่ยนให้สหกรณ์ที่ยังค้างชำระค่าน้ำนมดิบกับเกษตรกร ยังคงได้รับสิทธิโควตาผลิตนมโรงเรียน

เมื่อโควตานมโรงเรียนที่ให้สิทธิผู้เล่นแต่ละฝ่ายไม่เท่าเทียม สหกรณ์และรัฐวิสาหกิจที่ยังมีหนี้คั่งค้าง จึงพยายามนำน้ำนมเข้าโควตานมโรงเรียนให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ต้องเข้าแข่งขันในตลาดนมพาณิชย์ หลังมิลก์บอร์ดประกาศโควตาผลิตนมโรงเรียนแล้ว จึงเริ่มมีการเจรจาลดปริมาณรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร แม้กระทั่งโรงงานที่ได้รับโควตาผลิตนมโรงเรียน ก็ขอให้เกษตรกรส่งน้ำนมดิบในปริมาณที่ลดลง และเป็นต้นเหตุของน้ำนมดิบที่หลุดออกมาจากระบบซื้อขาย

‘พอโครงสร้างการผลิตนมโรงเรียนไม่ดี ถ้าผู้ประกอบการเขามองโครงสร้างนมในอุตสาหกรรมทั้งระบบออก เขาเห็นแล้วว่าสัดส่วนโควตานมโรงเรียนไม่เป็นธรรมแบบนี้ สุดท้ายจะมีการขอคืนโควตา มีน้ำนมส่วนที่หลุดออกจากระบบมา กลายเป็นอำนาจของผู้ซื้อ ที่เกษตรกรก็ต้องจำใจยอมให้ช้อนซื้อในราคาที่ถูกลง’

ในปีที่ผ่านมา ไทยมีปริมาณน้ำนมดิบต่อวันอยู่ที่ประมาณ 3,000 ตัน จากที่เคยถูกโรงงานรับซื้อทั้งหมด หลังปี 2568 ที่ประกาศโควตานมโรงเรียนตามสัดส่วนสหกรณ์ อ.ส.ค. และเอกชน ที่ 60 : 40 มีปริมาณน้ำนมดิบราว 200 ตันต่อวันที่เกษตรกรต้องวิ่งหาแหล่งรับซื้อ ก่อนมิลก์บอร์ดจะขอความร่วมมือให้ อ.ส.ค. ช่วยรับชื้อ 140 ตัน และแม้จะมีเอกชนเข้ามาช่วยรับซื้อทั้งหมด แต่เป็นราคารับซื้อที่ต่ำกว่าราคาประกาศของกระทรวงฯ

และในปี 2569 ที่มิลก์บอร์ดอนุมัติหลักเกณฑ์ใหม่ ปรับสัดส่วนโควตาขึ้นเป็น 70 : 30 สร้างความกังวลให้กับเกษตรกร ว่าจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำนมดิบออกจากสายพานการรับซื้อสูงขึ้น เพราะมีเพียงสหกรณ์จำนวน 26 แห่ง ที่มีโรงงานเท่านั้น ที่ได้รับสิทธิ์ผลิตนมโรงเรียน ในขณะที่ทางไทย-เดนมาร์กก็ได้มีการส่งหนังสือถึงมิลก์บอร์ด เรื่องการขอคืนโควตาน้ำนมที่ช่วยรับซื้ออยู่ในปัจจุบัน ว่าไม่สามารถช่วยรับซื้อน้ำนม 140 ตันต่อไปได้แล้ว จากต้นทุนกล่องกระดาษที่สูงขึ้นมากว่าเท่าตัว

‘ถ้าถามว่าวันนี้นมล้นไหม ผมว่าคำตอบมันอยู่ที่ว่า ทำไมสุดท้ายแล้วนมที่เราพูดกันว่าล้นออกมา ถึงมีผู้ประกอบการมาซื้อไปทั้งหมด ทำไมเกษตรกรถึงขายน้ำนมดิบในราคาประกาศไม่ได้ แต่ต้องยอมขายในตอนที่ราคามันถูกลงไปมากกว่าต้นทุนแล้ว’


นั่นทำให้เราเริ่มเห็นจุดพลิกผันในตลาดรับซื้อน้ำนมดิบ ข้อเท็จจริงอีกด้านที่ไม่ใช่น้ำนมดิบล้นตลาด ไม่ใช่ว่าไม่มีโรงงานรับซื้อ แต่เพราะกลไกของตลาดที่ไม่เอื้อให้ผู้ประกอบการแข่งขันซื้อน้ำนมดิบ กลยุทธ์ทางธุรกิจที่ผู้ประกอบการมองเห็นความไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรม ว่าท้ายที่สุดแล้วนมส่วนที่เกษตรกรถูกคืนโควตารับซื้อ อุตสาหกรรมจะซื้อมาได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาประกาศ

และหากกฎเกณฑ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เกษตรกรผู้อยู่ต้นทางการผลิตอาจต้องเผชิญกับการรับซื้อที่ไม่ธรรมซ้ำเรื่อยไปในทุกปี และอาจเลวร้ายมากยิ่งขึ้น หากท้ายที่สุดแล้วไม่มีการเข้ามาแก้ไขระบบจัดสรรโควตา ที่ไม่เอื้อให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายเกษตรกรที่เป็นหัวใจของการผลิตทั้งหมด

จากรายงานทีดีอาร์ไอ โคนมและผลิตภัณฑ์นมไทย : ศักยภาพและความท้าทาย สำรวจต้นทุนการผลิตนมโรงเรียนและนมพาณิชย์ ที่มีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยเท่ากัน อยู่ที่ประมาณ 7-8 บาท เป็นสาเหตุให้นทีมองในมุมกลับกันของต้นทุน Fixed Cost ของการผลิตนมโรงเรียน ว่าผู้ประกอบการนมโรงเรียนต้องรับความเสี่ยงหากราคาน้ำนมดิบปรับสูงขึ้น เพราะนั่นหมายถึงกำไรที่คุณจะได้น้อยลง จากราคานมโรงเรียนไม่ได้ปรับขึ้นลงเหมือนกับนมพาณิชย์

เมื่อตัวเลขความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์จากน้ำนมโคในปี 2567 อยู่ที่ 1.95 ล้านตัน มากกว่าการผลิตน้ำนมดิบในประเทศ ที่มีกำลังการผลิตต่อปี 1.012 ล้านตัน แม้ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ก็เป็นโอกาสสนับสนุนการบริโภคผลิตภัณฑ์นมโคภายในประเทศ ที่ค่าเฉลี่ย 21.5 ลิตร / คน / ปี น้อยกว่าค่าเฉลี่ยคนเอเชีย 3 เท่า และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก 5 เท่า ซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐอย่างมิลก์บอร์ด และ อ.ส.ค. ที่ต้องเข้ามาสนับสนุนให้ฐานการบริโภคนมโคภายในประเทศเติบโตขึ้น

และการจะทำให้ฐานการบริโภคนมโรงเรียนเติบโตขึ้นไปพร้อมกับอุตสาหกรรม นทีได้เสนอมุมมองหนึ่งไว้อย่างน่าสนใจว่า ต้องทำให้ผู้ประกอบการมีทางออกจากการผลิตนมโรงเรียน แล้วเข้าไปแข่งขันในตลาดนมพาณิชย์ให้มากขึ้น

“มีหนังสือจากกระทรวงเกษตรฯ ยอมรับแล้วว่าการจัดสรรโควตานมโรงเรียนแบบนี้ ไม่ทำให้สหกรณ์แข็งแรง ทำให้รัฐวิสาหกิจและเอกชนรับซื้อนมได้น้อยลง ส่งผลให้น้ำนมดิบจากภาคสหกรณ์หลุดออกมาจากความต้องการรับซื้อ ปัญหาที่ อ.ส.ค. เจออยู่วันนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากนมโรงเรียน นี่คือการยอมรับจากรัฐมนตรี ว่าระบบโควตาที่ไม่เป็นธรรมนี้ สุดท้ายแล้วไม่ได้เป็นผลดีกับเกษตรกรเลย มีเพียงแค่ผู้ประกอบการกลุ่มหนึ่งที่ได้โควตาเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์”

รายละเอียดหนังสือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การทบทวนระบบบริหารจัดการนมโรงเรียน

‘หลายประเทศที่เคยมีตลาดนมโรงเรียนมาก่อน แต่สุดท้ายแล้วผู้ประกอบการจะหาทางออกไปแข่งขันในตลาดนมพาณิชย์มากขึ้นจนนมโรงเรียนหายไป กลับกัน เราไม่เคยตั้งคำถามเลยว่า ผู้ประกอบการของไทยจะมีทางออกจากตลาดนมโรงเรียนได้หรือไม่’

นทีตั้งคำถาม ในวันที่ตลาดนมโรงเรียนถดถอยลงเรื่อย ๆ จากจำนวนเด็กนักเรียนที่ลดลง ผู้ประกอบการไม่ถูกเอื้อให้เข้าไปแข่งขันในตลาดพาณิชย์ ที่จะเป็นช่องทางทำกำไรในธุรกิจมากขึ้น เมื่อราคาส่งนมโรงเรียนต่อหน่วยอยู่ที่ 8 บาท แต่ราคาขายนมพาณิชย์ที่ผู้บริโภคจ่ายต่อหน่วย อยู่ที่ 12-13 บาท ถ้าหากมีผู้เล่นเข้ามาแข่งขันในตลาดนมพาณิชย์มากขึ้น ก็เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการแข่งขันทำต้นทุนได้ในราคาที่ถูกลง 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า แผนการออกจากตลาดนมโรงเรียนต้องอาศัยการเข้าไปปรับแก้หลักเกณฑ์ ที่นอกจากจะเอื้อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมแล้ว ยังต้องสร้างความมั่นคงให้ผู้ประกอบการเข้าไปแข่งขันในตลาดนมพาณิชย์ คณะกรรมการอาหารเสริมนมโรงเรียนและมิลก์บอร์ด ต้องเป็นผู้วางแผนให้ผู้ประกอบการปรับลดสัดส่วนการผลิตนมโรงเรียน เพื่อไปผลิตนมพาณิชย์มากขึ้น ที่จะทำให้อุตสาหกรรมดำเนินไปตามกลไกทางตลาด สร้างโอกาสการแข่งขันทั้งของผลิตภัณฑ์โคนมในประเทศ ที่ท้ายที่สุดแล้วตลาดนมพาณิชย์จะกลายเป็นความคุ้นชินของผู้บริโภค และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีตัวเลือกผลิตภัณฑ์นมโคที่หลากหลาย โดยไม่ต้องเปลี่ยนแพ็กเกจไปเป็นผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน

นทียกตัวอย่าง อ.ส.ค. ที่ปัญหาทางธุรกิจส่วนหนึ่ง มีสาเหตุมาจากระบบการผลิตนมโรงเรียน เพราะเดิมไทย-เดนมาร์ก เคยนำปริมาณน้ำนมดิบครึ่งหนึ่งของการรับซื้อ เข้าระบบการผลิตนมโรงเรียน แต่เมื่อการจัดสรรโควตานมโรงเรียนออกมาว่า ไทย-เดนมาร์กได้สัดส่วนการผลิตนมโรงเรียนลดลง ต้นทุน Fixed Cost ของไทย-เดนมาร์กก็ลดลงไปด้วย ในขณะเดียวกัน อ.ส.ค. เองก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะเข้าไปเติบโตในตลาดนมพาณิชย์ ที่ต้องมีกลยุทธ์ไปดึงส่วนแบ่งทางการตลาดจากผู้ประกอบการนมพาณิชย์รายอื่น 

‘ผมมองว่า อ.ส.ค. ต้องเป็นพี่ใหญ่ในวงการโคนม ในฐานะที่คุณเป็นรัฐวิสาหกิจ เข้าถึงการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐได้ง่ายผู้ประกอบการรายอื่น คุณต้องเริ่มต้นวางแผนการดำเนินธุรกิจใหม่ เริ่มลดจำนวนการผลิตนมโรงเรียนและหันมาแข่งขันในตลาดนมพาณิชย์ ที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคหลากหลายมากขึ้น ทั้ง low-end market ที่เป้าหมายคือผู้บริโภคกำลังซื้อน้อย และ High Price Market ซึ่งในไทยไม่ยังมีผู้ประกอบการผลิตสินค้าแปรรูป อย่างเนย ชีส ซึ่งเป็นสินค้าราคาสูงที่ทำกำไรได้’

ในวันที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมถูกบีบรัดไม่ให้เติบโตต่อไปได้ในระบบ ภายใต้ความซับซ้อนของศูนย์รวมนมที่มีปัญหาการบริหารจัดการองค์กรและคอร์รัปชัน ที่ใช้สัดส่วนการผลิตนมโรงเรียนเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มผู้บริหาร สะเทือนไปถึงตลาดนมพาณิชย์ของไทย ที่หันไปพึ่งพานมผงเสรีจากการนำเข้า และรอช้อนซื้อน้ำนมดิบราคาถูกที่ล้นสายพาน จากความผิดเพี้ยนของโควตานมโรงเรียน

หากไทย-เดนมาร์ก เป็นผู้ผลิตรายแรกที่เริ่มต้นเป็นแนวทางออกจากนมโรงเรียนได้สำเร็จ อ.ส.ค. ก็อาจเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการรายอื่นวางแผนที่จะออกจากการพึ่งพิงระบบนมโรงเรียน เพื่อกลับเข้ามาแข่งขันในตลาดนมพาณิชย์ตามกลไกตลาด ที่เอื้อให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจและเติบโตทางผลกำไรอย่างที่ควรจะเป็น

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่นายกสมาคมโคนมก้าวหน้าพูดถึงการลดสเกลตลาดนมโรงเรียนจนกระทั่งหายไปในที่สุดนั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากภาครัฐและตัวแทนเกษตรกรจากสหกรณ์ ที่เข้าไปมีสิทธิเสียงออกความเห็นทิศทางตลาดภายในมิลก์บอร์ด ไม่ได้เห็นตรงกันกับแนวคิดนี้ หรือยังตงตัดสินใจใช้วิธีการหาทางออกในช่วงที่น้ำนมดิบล้นสายพาน ด้วยการบังคับรัฐวิสาหกิจรับซื้อแบบเดิมซ้ำวนไปในทุกปี และไม่มีกลไกควบคุมผู้ประกอบการที่ช้อนซื้อน้ำนมในราคาต่ำกว่าประกาศ โดยไม่เหลียวแลระบบที่กำลังเสี่ยงล้มต่อกันเป็นโดมิโน ตั้งแต่ต้นน้ำของการผลิตไปถึงผลิตภัณฑ์ในมือผู้บริโภค

กู้ชีพระบบให้กลับมามั่นคง อ.ส.ค. ต้องเป็นหลังพิงที่แข็งแรงให้เกษตรกร


ตอนนี้ผมว่ามันเป็นการบอนไซอุตสาหกรรมทั้งระบบเลยนะ’

ในทุกปัญหาที่ต้องหาทางออก เราพูดคุยกันไปถึงเส้นทางการพัฒนาอุตสาหกรรมนมโค ที่นายกสมาคมโคนมก้าวหน้าเปรียบเทียบการเติบโตอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมา เหมือนกับต้นไม้ที่ถูกปลูกในกระถาง เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งก็ถึงขีดจำกัดความสามารถที่จะเติบโตต่อไปได้ ซึ่งน่าจะเป็นคำเปรียบเปรยสถานการณ์ผู้เลี้ยงโคนมในประเทศ ณ ขณะนี้ได้เป็นอย่างดี ว่าสิ่งที่อุตสาหกรรมต้องย้อนกลับมาพิจารณา คือการบริหารจัดการนมในระบบให้มีประสิทธิภาพ และวางทิศทางในตลาดน้ำนมโคกลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

‘ผมเป็นรุ่นที่สองที่ไม่อยากลับมาทำเลี้ยงวัวนมเลย … ตั้งแต่เด็กจนโตที่บ้านทำฟาร์มมา ผมไม่เคยได้ยินครอบครัวพูดว่าเหลือเงิน ผมเลยคิดว่าถ้ากลับมาทำต่อ ต้องทำให้มีรายได้ดีขึ้น ทำให้ลูกรู้สึกว่าอยากกลับมาทำอาชีพเลี้ยงวัวต่อ’


อีกหนึ่งบทบาทของนที นอกจากการเป็นนายกสมาคมโคนมก้าวหน้า คือการกลับมารับช่วงบริหารอำพันฟาร์มต่อจากครอบครัว ด้วยการตัดสินใจลงทุนเงินกู้มาพัฒนาจากฟาร์มรายย่อย ขึ้นมาเป็นผู้ผลิตขนาดกลาง เพราะเป็นเกษตรกรเพียงส่วนหนึ่งที่เติบโตจากระบบอันผิดเพี้ยนนี้ นทีได้สะท้อนอำนาจต่อรองในตลาดการค้าน้ำนมดิบ จากมุมที่ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เลี้ยงรายใหญ่ หรือรายย่อย ก็ไม่อาจต่อรองกับผู้ประกอบการในเรื่องของราคารับซื้อ และเติบโตทางธุรกิจจากรายย่อย ไปสู่รายกลางและรายใหญ่ได้ ยิ่งเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จำนวนผู้เลี้ยงและวัวนมจะลดลงอย่างต่อเนื่อง

ระบบการผลิตในอุตสาหกรรมที่กดทับให้เกษตรกรต้องอยู่กับสถานะรายย่อย อย่างที่ไม่รู้เลยว่าจะมีช่องทางใดบ้างที่เป็นโอกาสเติบโตในอาชีพนี้ กำลังเป็นจุดเล็ก ๆ ในระบบการผลิต ที่อาจสะเทือนไปถึงผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมทั้งระบบ หากยังไม่กลับไปรื้อระบบการรับซื้อในอุตสาหกรรมให้สิทธิ์น้ำนมทุกหยดอย่างเท่าเทียม ภายใต้ราคาและกลไกรับซื้อที่ไม่กีดกันให้เกษตรกรต้องวิ่งหาแหล่งรับซื้อ ซึ่งนทีมองว่าหากเกษตรกรมีโอกาสที่จะสเกลฟาร์มของตนเองให้ใหญ่ขึ้น มีความสามารถผลิตน้ำนมคุณภาพในต้นทุนที่ลดลงได้ ระบบรับซื้อตรงกลางอย่างศูนย์รวมนมลดจำนวนลงและหายไปในอนาคต จากความสามารถที่เกษตรกรสามารถส่งน้ำนมดิบเข้าโรงงานได้โดยตรง 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความหวังในการฟื้นอุตสาหกรรมนมโคที่เสี่ยงล้มครืดทั้งระบบให้กลับมามั่นคง และมี อ.ส.ค. คอยเป็นหลังชนที่แข็งแรงให้เกษตรกรในช่วงที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในตลาด ยังเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงอย่างเลื่อนลอยนอกโต๊ะเจรจา หากกระทรวงเกษตรฯ ยังเข้าไปปรับแก้ตำแหน่งในมิลก์บอร์ด ให้มีสัดส่วนของภาคเอกชนเข้ามามีบทบาท ร่วมวางทิศทางของตลาดใหม่อีกครั้ง ว่าเป้าหมายของอุตสาหกรรมคือการผลิตน้ำนมดิบ หรือแปรรูปเพื่อส่งออกแข่งขันในตลาดต่างประเทศ ให้สอดคล้องกับการกลับไปพัฒนาโครงสร้างการผลิตตั้งแต่หน้าฟาร์มจนถึงมือผู้ซื้อ 

‘ผมว่าในอุตสาหกรรมนมโค เราพูดคุยถึงการแก้ไขปัญหาทีละประเด็นมานานมากแล้ว มันถึงเวลาที่ภาครัฐต้องมองปัญหาทั้งระบบของอุตสาหกรรมให้ออก และลองจับโอกาสทางเศรษฐกิจของผลิตภัณฑ์นมวัว มากกว่าความเสี่ยงที่วันนี้ระบบมีแต่ความซับซ้อนเต็มไปหมด การเข้ามาของนมผงจะไม่มีปัญหาเลย หากมิลก์บอร์ดแยกตลาดน้ำนมดิบกับนมผงออกจากกันอย่างชัดเจน วางเป้าหมายของอุตสาหกรรมให้ชัดตั้งแต่วันแรก เข้าไปปรับแก้ตั้งแต่ตัวกฎหมายอย่าง พ.ร.บ. โคนม แต่สิ่งที่มิลก์บอร์ดทำวันนี้คือไปกดดันให้ อ.ส.ค. รับซื้อนมช่วงที่ล้นสายพาน พอ อ.ส.ค. ไม่ไหวก็ให้เอกชนซื้อในราคาถูก แต่ยังไม่แก้ที่ต้นเหตุอย่างโควตานมโรงเรียน สุดท้ายแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรวันนี้จะไม่มีทางดีขึ้น ถ้าเรายังวนแก้ปัญหาแบบเดิมซ้ำซ้ำ ผมในฐานะเกษตรกรหนึ่งคนก็คงต้องพูดว่า อุตสาหกรรมนมของไทยคงมาไกลได้เท่านี้แหละ’


Author
ณัฐณิชา มีนาภา
มนุษย์ตัวเล็กคนหนึ่งในสังคมที่เป็นทาสแมว สนใจทุกเรื่องราวรอบตัว มีท้องฟ้าที่สดใสเป็นรางวัลของการใช้ชีวิตในแต่ละวัน
Photographer
พันวิทย์ ภู่กฤษณา
คนชลบุรีที่การเสพติดศิลปะ และ อเมริกาโน่ไม่หวาน