“ถ้าท่าน (นายกฯ อนุทิน) จะไม่สนับสนุน… ก็อย่ารังแกพี่น้องของฉันเพิ่ม” เสียงในที่แจ้งของ Sex Worker
Reading Time: 3 minutesความฝัน ความหวังของ Sex Worker ดังขึ้นอีกครั้ง! พวกเขาเลือก และมีเหตุผลเหมือนที่มนุษย์ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองว่าจะเลือกทำอะไร
เมื่อเรารัก ความกลัวก็จะอันตรธานหายไป มันเกิดขึ้นกับเธอ ความตายก็ด้วย
เพราะ “หึงและโกรธมาก” ไอ้เสืออ้าง ผู้ตายไม่ใช่กิ๊ก คบหากันมาเป็นปีแล้ว
คำสารภาพรักร้ายของไอ้เสือบอกกับสื่อ ไม่ได้ตั้งใจเอาชีวิตเค้า ก่อนพาไปชี้จุดเกิดเหตุที่เขาลงมือทำร้ายผู้ตายภายในห้องแมนชันย่านบางบัวทอง
“มันเป็นความรักแบบไหนกันนะ” ฉันนึกสงสัย แม้กระจ่างชัดว่าความกลัวนั้นมีน้ำหนักอย่างน่าประหลาด
หากแต่เธอยืนกรานว่าอำนาจและการครอบงำไม่ใช่ความรัก น้ำเสียงของเบลล์ ฮุกส์ แม้จะเห็นอกเห็นใจ แต่ตลอดทั้งเล่มพยายามจัดวางความรักในฐานะที่ความรักไม่เคยเป็นเรื่องส่วนตัว หากแต่ถูกกำหนดและจำกัดด้วยเพศ ระบบเศรษฐกิจ และการเมืองเสมอมา

ไม่แปลกใจที่ ‘นิยาย’ จะเป็นพื้นที่ของผู้หญิงที่พอจะมีอำนาจในการพูด เขียน คิด และรู้สึกอย่างลึกซึ้ง สำหรับฉันแล้วการครอบงำมันสวมความกลัวเป็น ‘รองเท้า’ เดินย่ำไปบนพื้นคอนกรีตที่ผุพัง รองเท้าก็ชำรุด มันนานพอให้เราแน่ใจได้ว่าสังคมของเรายัง “เชื่อง” มันไม่ได้เกิดขึ้นจากรัฐหรือกฎหมายเท่านั้น หากการครอบงำยังผลิตซ้ำผ่านสถาบันทางสังคมอย่างโรงเรียน ครอบครัว ที่ทำงาน และสื่อมวลชนในฐานะของตัวกลางที่ประกอบสร้างวาทกรรมกระแสหลักที่ทำให้เรื่องความรุนแรงในบ้านกลายเป็นเรื่องปกติอย่างดาษดื่น หนำซ้ำยังชี้นำให้สังคมยอมรับเหตุผลของการบันดาลโทสะจนวาทกรรมเหล่านั้นมีความชอบธรรมขึ้นมา และประทับด้วยตรายาง “โหด” ต่อท้ายพาดหัวข่าวโดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไร บ้างก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปลายทางของข่าวนี้จะนำไปสู่อะไร
“ผัวสุดแค้นซ้อมเมียจนตาย เล่นชู้กับเพื่อนร่วมวินจยย.เห็นกับตา…”
“ผัวหึงโหด ทำร้ายเมียอย่างหนัก ก่อนขนทรัพย์สิน 6 แสนหนี”
“เผาแล้ว “แม่ลูกอ่อน” เหยื่อผัวหึงโหด”
“โหดแท้! รับไม่ได้เมียเมาหลับหน้าเวทีหมอลำ ซ้อมกระอักเลือดตาย”
โลกที่แสนหดหู่ดูเหมือนว่า เราจะรักได้ยากขึ้น ยิ่งการเมืองขวาหัน ยิ่งสังคมเหยียดเพศ เหลื่อมล้ำในทุกมิติ “พี่ชายขืนใจน้องชาย” และในโลกที่สิทธิพิเศษมีไว้สำหรับนายทุน การครอบงำยังคงกัดกินและติดตามเราไปทุกที่ แม้แต่ในองค์กรสื่อ เมื่อชายวัยกลางคนระเบิดอารมณ์ ชี้หน้า โยนเอกสารหนาปึก!
มันยาก คุณจะทำไปทำไมห่ะ…คุณตอบผมซิ
“เพราะมันเป็นทางที่ถูกต้องและควรทำค่ะ” ฉันโต้แย้ง แต่ก็ไม่ละสายตาที่จ้องมองปากอ้า ๆ หุบ ๆ ของเขายังพูดจาหยามเหยียดต่อไปอย่างไม่ปรานีปราศรัย
“ขออนุญาติอัดเสียงนะคะ” ในฐานะเหยื่อของระบบทำได้เพียงบันทึกหลักฐานของความรุนแรงนั้น และสงสัยในความอ่อนแออยู่บ่อยครั้ง
ไม่ว่าผู้หญิงและเด็ก ชายหรือหญิงในสังคมเราต่างถูกล้อมด้วยวัฒนธรรม “ครอบงำ” บ้างถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ บ้างถูกซ้อม บ้างก็ถูกฆ่า พวกเขาคือเหยื่อที่แท้จริงของการก่อการร้ายในความสัมพันธ์ “เสียง” ที่ดังที่สุดกลายเป็นคำสารภาพของฆาตรกรกับเหตุผลนานาประการของความเกรี้ยวโกรธ ไม่พอใจ เด็กส่วนใหญ่จะไม่รู้จักความรักจนกว่าเราจะอยู่ในวัฒนธรรมที่เคารพสิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐาน ฮุกส์ก็เติบโตมาในครอบครัวที่ทำให้เธออับอายและเหยียดหยามด้วยคำพูด พร้อม ๆ กันนั้นครอบครัวเธอยังให้ความรัก ความห่วงใย มันจึงเป็นเรื่องยากที่เธอจะยอมรับกับคำว่า “บกพร่อง” เช่นเดียวกับเด็กชายที่พรรณนาถึงความเจ็บปวดจากการถูกพ่อทุบตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ผมได้เรียนรู้เรื่องการใช้อำนาจในทางที่ผิด การที่พ่อทำร้ายร่างกายผมและแม่ ผมไม่สงสัยเลยว่าพ่อรักผมหรือเปล่า แต่แกแสดงความรักแบบผิด ๆ แกบอกว่าต้องการมอบสิ่งที่แกไม่เคยมีในวัยเด็กให้ผม” ในทางกลับกันเขาสารภาพว่า “ถึงอย่างนั้นสิ่งที่พ่อแสดงให้ผมเห็นมากที่สุด คือความยากที่จะรัก ตลอดชีวิตของพ่อต้องต่อสู้กับความรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นที่รัก” บางทีพ่อของเขาไม่รู้วิธีให้และรับ “ความรัก” ความรักที่เขามอบให้จึงถูกกร่อนเซาะด้วยความรุนแรงอยู่อย่างนั้น

เมื่อนั้น รักโรแมนติกก็ถูกพรรณนาว่า เป็นโครงการอะไรสักอย่างที่สื่อชวนเชื่อให้ผู้หญิงเป็นสถาปนิกและนักวางแผน ทุกคนมักจินตนาการว่าผู้หญิงเป็นคนโรแมนติก อ่อนไหวเรื่องความรัก และผู้ชายจะทำตามผู้หญิง กระบวนทัศน์เรื่องผู้นำและผู้ตามยังมีอยู่ โดยมีคนนึงรับบทที่ถือว่าเป็นผู้หญิง และอีกคนนึงรับบทที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้ชาย ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนรับบทเป็นผู้นำนั่นแหละที่เป็นคนเสกสรรความคิดที่ว่าเรา “ตกหลุมรัก” ว่าเราขาดทางเลือก และการตัดสินใจในการเลือกคู่ครอง เมื่อเคมีเข้ากัน เมื่อความรู้สึกเข้าที่เข้าทาง รักก็ถือกำเนิดขึ้นเอง
รักครอบงำ รักควบคุมทุกอย่างและเข้าทางความเป็น “ชาย”ตามแบบปิตาธิปไตยเป๊ะ! จนทำให้พวกเขาเองก็ไม่อาจเข้าใจความรู้สึกตัวเอง หากเขายังไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร มันก็ยากจะเลือกความรัก การตกหลุมรักจึงเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า โดยไม่ต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง และถอยห่างจากความหมายที่แท้จริงของ “ความรัก”
เขา / เธอ จึงมักพูดเรื่องความรักในความหมายของความพิศวง เรื่องลับ ๆ อะไรทำนองนั้น และพูดถึงความกลัวเพียงน้อยนิด ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราทุกคนต่างหวาดกลัวอยู่บ่อยครั้ง แม้สังคมเราจะหมกหมุ่นอยู่กับความปลอดภัย แต่กลับไม่เคยถามว่า ทำไมเราถึงมีชีวิตอยู่ในความวิตกกังวลและความหวาดกลัวได้ขนาดนั้น ความแตกต่างหลากหลายของผู้คนกลายเป็นภัยคุกคาม ความกลัวจึงค้ำจุนโครงสร้างของการครอบงำไว้อย่างเหนียวแน่น

แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อเราเลือกที่จะรัก เราก็กำลังต่อสู้กับความกลัว และปฏิเสธความแปลกแยกเหมือนอย่างที่ฮุกส์ เชื่อว่าการเลือกที่จะรักคือการเลือกที่จะสานสัมพันธ์และค้นพบตัวเองในผู้อื่น เธอท้าทายให้สื่อสะท้อนความเป็นจริงของความรัก ไม่ใช่การยึดเอาจริยธรรมแห่งการครอบงำและความรุนแรง บ่อยครั้งภาพข่าวที่ปรากฏตามสื่อก็เร้าอารมณ์ให้สังคมเห็นอกเห็นใจผู้ชายด้วยอ้างความชอบธรรมจากความไม่พอใจอะไรสักอย่าง บ้างก็เมามันกำกับเรื่องให้ลงเอยด้วยรักสามเส้า ― ละเลยต่อแก่นสารของความยุติธรรมไว้กับอคติทางเพศ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตามข่าวสารเหล่านั้นเป็นการยืนยันแนวคิดที่ว่าความรุนแรงเป็นวิธีการควบคุมทางสังคมที่ยอมรับได้ และเป็นเรื่องปกติที่ใครบางคน บางกลุ่มจะ “ครอบงำ” ใครก็ได้
การครอบงำนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยในสังคมที่มีจริยธรรมแห่งความรักมากกว่าความกลัว หรือความรุนแรงใด ๆ คล้ายกับแนวคิดของคาร์ล ยุงที่ว่าหากเจตจำนงแห่งอำนาจเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ความรักก็จะขาดหายไป หรือพูดให้ชัดคือ เมื่อมีความรัก ก็ไม่มีความปรารถนาที่จะครอบงำและใช้อำนาจ เธอท้าทายให้เราใช้จริยธรรมแห่งความรักกำหนดนโยบายสาธารณะทั้งหมดในเมืองและชุมชน ผู้คนจะมารวมตัวกันและวางแผนโครงการที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนทุกคน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอชอบอาศัยอยู่ในเมืองเล็ก ๆ เพราะมีจิตวิญญาณแห่งความเป็นเพื่อนบ้าน มิตรภาพ ความห่วงใย และความเคารพคุณค่าเหล่านี้มีอยู่จริงในถิ่นฐานที่ฉันอาศัยในเรือนพ่อก็เช่นกัน และเพื่อให้มั่นใจได้ว่ามนุษย์ในทุกมุมโลกจะอยู่รอด เราทั้งหลายชายหญิงจึงรวมตัวกันเป็นชุมชน หล่อเลี้ยงชีวิตที่ซึ่งไม่ใช่ครอบครัวเดี่ยว หรือคู่รัก และยิ่งไม่ใช่กลุ่มที่ยึดมั่นในอุดมการณ์แบบปัจเจกชน เพื่อให้เราละทิ้งความคิดเหยียดเพศและการครอบงำ ― วันนั้นฉันอาจรู้จักความรักมากกว่าความกลัว


เราจะรักกันแบบไหน รักตัวเองยังไง และจะเกื้อกูลและไม่ทำร้ายกัน ไม่ครอบงำกันโดยอ้างนามของความรัก ดังคำประกาศของฮุกส์ “ความรักจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากความยุติธรรม” ฉันคิดว่ามันสำคัญที่คุณจะรู้ว่า เราเป็นใคร ขาดพร่องสิ่งใดในส่วนลึกแห่งจิตใจเชื่อเถอะว่าความรักนั้นเบ่งบาน งอกงามได้ทุกที่ แม้ในที่ที่เราแปลกแยกที่สุด เจ็บปวดที่สุด หรือเหลื่อมล้ำเกินกว่าจะทิ้งคนธรรมดาสามัญไว้กับซากรถและความตายในเมืองหลวง วันนึงอาจจะเป็นคุณ หรือฉัน โดยปล่อยให้มันเป็นแค่เรื่องประมาทส่วนบุคคลที่ฝ่ายการเมืองมักกล่าวอ้างโดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
อาจเพราะวัฒนธรรมแห่งการครอบงำมักแสวงหา “ความตาย” มันเป็นการปฏิสนธิของความรุนแรงอย่างไม่หยุดหย่อน ไม่แยแสต่อความตายของผู้บริสุทธิ์ทำให้เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้อ่อนแอจะเป็นเหยื่อของระบบ และผู้มีอำนาจจะไล่ล่าผู้ไร้อำนาจจนขัดขวางความรัก ― ผู้ที่ไม่รักก็ยังอยู่ในความตาย แม้การคิดถึงชีวิตและความรักทำให้ฉันเจ็บปวด เพราะก่อนที่พ่อฉันจะสิ้นลม เขาเชื้อเชิญให้สดุดีชีวิต ราวกับว่ายอมรับความตายด้วยความรัก โดยพร้อมที่จะเลือก “ชีวิต” เสมอ
หนังสือ : all about love
ผู้เขียน : bell hooks แปลโดย ศิริกมล ตาน้อย
สำนักพิมพ์ : พี.เอส/P.S.
PlayRead : คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ไว้ในเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี