Reading Time: < 1 minute
ประเทศเต็มไปด้วยคำตอบอันปราศจากคำถาม
วีรพร นิติประภา
เรื่องแปลกประหลาดที่สุดก็คือ หลายปัญหาขนาดเมก้าของกรุงเทพ ซึ่งเป็นปัญหารุมเร้าและเรื้อรัง แต่แทบไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง หรือหาทางบรรเทาโดยรัฐบาล หรือกระทั่งถูกใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ ที่ผ่านมาจากผู้สมัครท่านใดเลย ไม่ว่าจะเรื่องรถติด น้ำเน่าเสีย ขยะล้น ราวกับทุกคนพากันลืมไปหมดแล้วว่าเหล่านี้คือ คุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานที่สุด
และเป็นสิทธิ์ที่มนุษย์ทุกคนในทุกเมืองในโลกต้องได้รับ แต่เราไม่ได้
เรื่องแรกคือรถติด ถ้าจำไม่ผิดการจราจรในกทม. เริ่มติดขัดราว ๆ ห้าสิบกว่าปีมาแล้ว และนั่นก็คือเวลากว่าครึ่งศตวรรษหรือเกินชั่วชีวิตคนคนหนึ่งทีเดียว โดยเริ่มจากติดขัดบางแยก บางถนน ก่อนจะขยายไล่ลามไปทุกแยก ทุกถนน บางถนนติดซ้อนซ้ำทั้งเส้นจนแทบไม่มีตรงไหนไม่ติด การใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะสัญจรไปไหน จะใกล้ไกล ต้องเผื่อเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง หากข้ามจากฟากหนึ่งไปอีกฟากเมืองก็บวกเพิ่มไปอีกหนึ่งชั่วโมงรวมเป็นสองชั่วโมง หากฝนตกซึ่งก็มักจะเป็นในตอนเย็นหลังเลิกงานไม่ว่าจะหนักหรือปรอย ๆ ก็บวกเพิ่มเป็นสามชั่วโมง และเป็นสี่ชั่วโมงหากหนักและมีน้ำท่วมขัง
นี่คือเมืองที่มีประชากรอยู่มากถึงสิบล้าน โดยมีผู้อาศัยอยู่จริงสิบห้าล้านหรืออาจมากกว่านั้น เป็นเมืองที่มีประชากรอยู่มากที่สุดในโลกเมืองหนึ่ง และเป็นอัมพาตทุกทิศ…ทุกทาง…ทุกหย่อมหญ้า ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความปลอดภัย ไม่ว่าเกิดภัยพิบัติ ธรณีสูบ แผ่นดินไหว หรือป่วยไข้ มีเหตุฉุกเฉิน หรือเกิดอุบัติเหตุ …ประชากรของเมืองหลวงของเรามีโอกาสรอดชีวิตจากวิกฤติต่ำกว่าคนต่างจังหวัดหรือชาวโลกมาก การเสียชีวิตกลางทางระหว่างนำส่งโรงพยาบาล หรือพิการจากการถึงมือแพทย์ล่าช้าเป็นเรื่องปกติ ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้ผิดปกติมากในเมืองอื่น
เอาแค่สัญจรประจำวันก็เลวร้ายพอจะทำให้คนปรกติดี ๆ เป็นบ้าได้แล้ว คนในกรุงเทพล้วนเคร่งเครียด ฉุนเฉียว ทำอะไรก็ลุกลี้รีบรนไปหมด เพียงเพื่อจะเอาเวลาไปทิ้งเปล่านั่งดมควันพิษบนถนน แทบไม่ใครมีเวลา ไม่ว่าจะเวลาทำงานเสริมเพิ่มรายได้ หรือทำงานอดิเรกหย่อนใจ ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ…พัฒนาตัวเองหรือเพิ่มพูนความรู้ เราไม่มีเวลาดูแลลูกหลานบุพการี พบปะเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง พักผ่อน หรือแม้แต่แค่กินข้าวกันพร้อมหน้าไม่ว่ามื้อไหน รถติดสูบกลืนเวลา ชีวิตชีวา และสุขภาพกายใจของเราไปจนเหือดแห้งแล้งฝัน
ไม่ต้องพูดถึงเม็ดเงินที่มอดไหม้ไปกับการจอดเผาน้ำมันทิ้งโดยไม่ได้อะไรในแต่ละวัน ไม่ต้องคิดถึงมลพิษที่ทำให้เมืองถูกเรียกว่าเมืองมะเร็งและค่าใช้จ่ายมหาศาลที่หมดไปกับการรักษา ไม่ต้องคิดถึงมูลค่าเวลาทำงานและติดต่อธุรกิจที่เพิ่มขึ้น แค่แก้ปัญหานี้ได้เราก็จะกลายเป็นเมืองมั่งคั่งแล้ว และหากคำนึงถึงความเป็นศูนย์กลางทุกอย่างของประเทศ…เราก็อาจถึงขั้นมั่งคั่งกันทั้งประเทศเลยก็ได้ และไม่ใช่เราจะคิดกันไม่ออกว่าปัญหาสามารถแก้ไขและทำให้เบาบางลงได้ด้วยขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพและทั่วถึงกว่านี้ แต่ไม่มีผู้ว่าคนไหนหรือรัฐบาลใดสนใจแก้ไขและจัดการจริงจัง กลับปล่อยให้ประชากรถูกบั่นทอนโดยปัญหา และทำราวกับรถติดเป็นเรื่องปกติ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องวิปลาสที่สุดที่มนุษย์ต้องเผชิญ
และเราต้องดิ้นรนอยู่รอดของเราเอง ไม่ว่าจะผ่อนซื้อคอนโดคับแคบราคาแพงในเมือง หรือซื้อรถ ซึ่งต้องจ่ายดอกเบี้ยเกือบเท่าตัวของราคา เงินจำนวนนี้ควรเป็นเงินเก็บของประชาชน เป็นเงินสำรองเพื่อรับมือปัญหาสุขภาพของตัวเองและคนในครอบครัว หรือใช้จ่ายยามว่างงานหากไม่พอใจที่ทำงานที่ทำ แทนที่จะต้องมาอดทนจนเป็นโรคซึมเศร้าเพราะติดผ่อนสารพัดจนไม่กล้าลาออก
หากมองการเติบโตของบริษัทอสังหาริมทรัพย์และรถยนต์ กำไรมหาศาลของธนาคารจากความต่างของอัตราดอกเบี้ยกู้และเงินฝาก รวมทั้งการขยายตัวห้างใหญ่โตโรงแรมที่มาเปิดดักลูกค้ารถติดกลางเมืองตามเส้นที่จราจรติดขัดอยู่แล้วและยิ่งเพิ่มความติดขัดให้สาหัสมากขึ้น ก็คงพอจะมองเห็นได้ไม่ยากว่าใครได้ประโยชน์จากรถติด และเพราะมีคนได้ประโยชน์ ปัญหาจึงแก้ไม่ได้และไม่ได้แก้สักที แม้จะมีคนหลายสิบล้านสูญเสียชีวิตปกติพึงมีเยี่ยงมนุษย์ไป
ยิ่งกว่านั้น ปัญหาขนส่งมวลชนไม่ทั่วถึงและจราจรติดขัดยังซ้ำเติมเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินอยู่แล้วของคนจนเมืองให้หนักขึ้นไปอีก หลายคนต้องทนอยู่ในสลัมกลางเมืองเพราะเดินทางไม่ไหวทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ ซึ่งก็นำมาด้วยปัญหาแหล่งแออัดย่านเสื่อมโทรมตามมา หลายคนต้องอพยพไปอยู่ชานเมืองและใช้เวลาหลายชั่วโมงเดินทาง
เรื่องต่อมาก็คือคลองเน่าเหม็นทั้งเมืองมากว่าสี่สิบปีที่แล้ว ตอนผู้เขียนยังเด็กคูคลองต่าง ๆ ล้วนน้ำใสสะอาด วิถีริมคลองบางกอกมีเสน่ห์งดงามมาก จนมาถึงสมัยผู้ว่าจำลอง ศรีเมืองก็มีการปิดประตูน้ำทั้งเมืองเพื่อรับมือกับน้ำท่วม และปิดต่อเนื่องมาจนเดี๋ยวนี้ จำรายละเอียดไม่ได้อะไรอย่างไร นอกจากว่านับแต่นั้นเป็นต้นมาคูคลองทั้งหมดก็กลายเป็นสีดำ เน่าเหม็น เต็มไปด้วยเชื้อโรค มิหนำซ้ำยังเป็นที่แหล่งแพร่พันธุ์ของตัวเหี้ยและงูเหลือมซึ่งมีภูมิต้านทานต่อเชื้อต่าง ๆ มากกว่า ชวนสยองขวัญกว่าเก่าไปอีก
ต้องยอมรับว่าไม่มีความรู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย น่าจะเป็นเรื่องซับซ้อนพอควร แต่ไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ มันต้องมีหนทางแก้ไขได้เสมอ ไม่ใช่ปล่อยน้ำเสียทั้งเมืองแล้วออกเรือติดแอร์อัพราคาให้สัญจรกันไปมาแทน นี่คือคุณภาพชีวิตปกติ เมืองต้องมีน้ำสะอาด สามารถใช้เป็นที่เดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจ สามารถลงว่ายเหมือนเมืองศิวิไลซอื่น ๆ ประชากรต้องไม่ใช้ชีวิตประจำวันในวงล้อมน้ำเน่าน่าสะอิดสะเอียน
อีกเรื่องที่จำเป็นต้องพูดถึงคือเรื่องขยะ กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่ ขยะของเสียก็มีปริมาณมหึมาตาม เรื่องนี้ต้องการการจัดการที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ทั้งการดูแลจัดเก็บ ขนทิ้งทำลาย ตกเย็นจะเห็นตามย่านตลาดและชุมชนขนขยะออกมากองบนทางเท้าเป็นภูเขาเลากอรอรถขยะมาเก็บไปในตอนดึก นอกจากน้ำขยะจะรั่วนองส่งกลิ่นเหม็น แพร่เชื้อโรค กับอุจาดตาแล้ว หากมีฝนตกหนักและน้ำท่วม…ขยะเหล่านี้ก็จะลอยออกไปบนหน้าถนน บางหนโดนรถชนถุงแตก เศษขยะเล็กน้อยถึงปานกลางก็จะลอยเกลื่อนไปทั่ว ๆ จบตรงไปอุดตามท่อระบายน้ำต่าง ๆ ทำให้น้ำท่วมหนักขึ้นไปอีก
พอรถขยะมาเก็บไปก็จะขนไปทิ้งตามเทือกเขาขยะที่มีหลายแห่งในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง เป็นแหล่งเชื้อโรคขนาดยักษ์ รวมทั้งยังปล่อยก๊าซมีเทนระเหยออกมาทำลายสุขภาพชาวบ้านรอบ ๆ ตลอดเวลา หรือที่เลวร้ายกว่านั้นคือการเกิดโพรงอากาศใต้บ่อขยะ เป็นที่สะสมแก๊สมีเทนข้างในด้านจนกลายสภาพเป็นลูกโป่งมีเทนลูกใหญ่ …รอวันระเบิด หรือน้อยสุดก็อาจติดไฟไหม้ไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมหยุด แล้วนึกถึงพี่น้องที่มีบ้านช่องอยู่แถวนั้น ไหนจะต้องทนดมกลิ่นเหม็นสูดมีเทนตลอดเวลา ไหนต้องมาหวาดกลัวระเบิดระแวงไฟไหม้ ไหนน้ำขยะจะไหลเข้าไปในดิน ในแหล่งน้ำการเกษตร เข้าไปในอาหารน้ำดื่มที่ส่งขายทั่วประเทศ
เช่นเดียวกับเรื่องอื่น ๆ …ไม่ใช่เราจะคิดไม่ออกว่าเราต้องมีโรงเผาขยะ แต่แล้วก็เหมือน ๆ กับจะมี แล้วก็เหมือน ๆ จะเงียบหายไป แล้วทุกอย่างก็กลับกลายเป็นอีกความปกติของประเทศ ทั้ง ๆ ที่วิปริตวิปลาสสุดทน
คำถามไม่ได้อยู่แค่ที่กรุงเทพมีปัญหาอะไรบ้าง แต่อยู่ที่ปัญหาใหญ่โตมโหฬารเหล่านี้ไม่ถูกรัฐบาลและผู้ว่ามองเห็น และทำเหมือนไม่เป็นปัญหาต่างหาก ขณะที่เราผู้จ่ายภาษีจ้างคนเหล่านี้เข้ามาทำงานกลับต้องพยายามหาความรู้เรื่องสุขภาพ พยายามไม่ป่วยไข้ เป็นภูมิแพ้ เป็นมะเร็ง แต่กลับต้องบริโภคอาหารพิษ สูดดมอากาศพิษ มีชีวิตเคร่งเครียดกดดันตลอดเวลาในเมืองรถติดกับมลพิษร้ายแรงที่สุดในโลก เราไม่แม้แต่เรียกร้อง เพราะในที่สุดเราเองก็เริ่มเคยชินและเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้แก้ไขไม่ได้ ทั้งที่ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาการจัดการและบริหารของรัฐโดยตรง