Reading Time: 4 minutes
“น้ำจะท่วมฟ้า ปลาจะกินดาว
คือเดือนดาวดินฟ้าจะอาเพศ อุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทิศาน
มหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาล เกิดนิมิตพิศดานทุกบ้านเมือง
พระคงคาจะแดงเดือดดั่งเลือดนก อกแผ่นดินเป็นบ้าฟ้าจะเหลือง
ผีป่าก็จะวิ่งเข้าสิงเมือง ผีเมืองนั้นจะออกไปอยู่ไพร …”
บทกลอนด้านบนเป็นคำพยากรณ์โบราณที่สืบทอดกันมาในสังคมไทย โดยมักถูกอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของ เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา
แม้ไม่ใช่คำทำนายถึงเหตุการณ์ตามตัวอักษร หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความวิปริตที่เกิดขึ้นเมื่อโลกสูญเสียสมดุล สิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้กลับกลายเป็นเรื่องปกติ วลีนี้จึงถูกหยิบยกมาใช้อธิบายวิกฤตทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบันอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อธรรมชาติถูกเปลี่ยนแปลงจากกิจกรรมของมนุษย์ จนภาพของโลกที่ กลับหัวกลับหาง ดูไม่ใช่เพียงคำเปรียบเปรยอีกต่อไป
ที่น่าสนใจคือเมื่อปลาจะกินดาว ยังเป็นชื่อชุดหนังสือของชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม (ในอดีต) ที่รวบรวมงานเขียนสารคดีจากนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ บรรณาธิการ มากหน้าหลายตาหลากหลายวงการมารวมตัวกันเพื่อ ‘พยากรณ์สิ่งแวดล้อม’ ที่จะเกิดขึ้นในปีถัด ๆ ไป
ผมได้บังเอิญเจอหนังสือชุดเล่มนี้ ให้ระบุเจาะจงคือ เมื่อปลาจะกินดาว เล่มที่ 6 รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อม 11 เรื่องในรอบปี 2549 จากการลงพื้นที่ในจังหวัดสระบุรี จากคำบอกเล่าของแหล่งข่าวว่ามีนักข่าวเคยมาสัมภาษณ์แกอยู่ 2 ครั้ง หนึ่งคือสำนักพิมพ์สารคดีและอีกชิ้นคือหนังสือเล่มนี้
อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น คำพยากรณ์เมื่อปลาจะกินดาวเป็นคำเปรียบเปรยให้เห็นถึงกลียุคในสังคมไทย ซึ่งถูกใช้มาหลายช่วงเวลาทั้งตอนเผชิญความรุนแรงทางการเมือง การทุจริตฉาวโฉ่ หยิบยกบทกลอนดังกล่าวมาชี้ให้เห็นว่าเราถึงกลียุคกันแล้ว
จากการเร่งรัดพัฒนาผ่านเขื่อน ฝาย และสัมปทานป่าไม้ในช่วง 2530-2540 มาจนถึงการไล่ที่ชาวบ้านและพี่น้องชาติพันธุ์จากบ้านเกิดในปี 2569
แผนพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ดในยุคป๋าเปรมเมื่อปี 2525 จนกระทั่งคำสั่งคสช.ที่ 4/2559 จนกระทั่งเป็นเขตเศรษฐกิจ ‘จีน’ พิเศษ
ไปจนถึงการกลับคำไปมาของรัฐบาลอนุทินเมื่อไม่นานมานี้ ที่ถอยหลังเพียงครึ่งก้าวหลังให้คำมั่นสัญญาว่าจะทบทวนเส้นทางขนส่งแลนด์บริดจ์และเขตเศรษฐกิจพิเศษ SEC ในภาคใต้ แต่ให้หลังไม่ถึงเดือน กลับบอกจะเร่งเดินหน้าเพราะนักลงทุนข้ามชาติมารอแล้ว
กลียุคของสังคมไทยที่ว่า อาจไม่ใช่การเกิดเหตุการณ์คล้ายคำทำนาย แต่เรากำลังให้คำทำนายเหล่านี้กลับมาเกิดขึ้นซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า และรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมหรือเปล่า
คือเดือนดาวดินฟ้าจะอาเพศ ‘Climate Crisis’ เกิดทั่วทุกทิศาน
ผมรู้จักภาวะโลกร้อนครั้งแรกก็ตามข่าวที่ลงกันโครม ๆ ในวัยเด็กว่าน้ำแข็งขั้วโลกจะละลาย แต่วัยซนเหล่านั้นไม่ได้สนใจอะไรมาก มีเพียงหลักฐานอย่างเดียวที่พอจะจำได้ว่าโลกร้อนเป็นเช่นไร ก็ตอนเอาไข่ไปวางทิ้งไว้ในช่วงเดือนเมษายนระหว่างคาบวิทยาศาสตร์ เพื่อให้รู้ว่าอากาศทุกวันนี้สามารถทำให้ไข่สุกได้จริง
สารคดี ‘น้ำแข็งละลาย… ผลกระทบจากโลกร้อน’ โดย จิตติมา บ้านสร้าง (สถานีโทรทัศน์ไอทีวี) ดูจะฉายภาพปรากฏการณ์ดังกล่าวได้สมกับเป็นเรื่องแรกของเล่มได้เป็นอย่างดี
ภาพธารน้ำแข็งที่กรีนแลนด์และแอนตาร์กติกากำลังละลาย หมีขั้วโลกที่ต้องลอยอยู่บนแผ่นน้ำแข็งเล็กลงทุกปี หรือภูเขาน้ำแข็งที่แตกตัวออกจากแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ กลายเป็นภาพที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และสารคดีทั่วโลก จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของวิกฤตโลกร้อนในยุคนั้น
การสื่อสารในช่วงเวลานั้นจึงเต็มไปด้วย คำเตือนถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น หากมนุษย์ไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ถึงระดับน้ำทะเลที่จะสูงขึ้น การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตและการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล แต่ผลกระทบส่วนใหญ่ยังไม่สามารถสัมผัสได้โดยตรงในชีวิตประจำวันของผู้คน
แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้คำว่า Global Warming ไม่เพียงพอที่จะอธิบายสถานการณ์อีกต่อไป สังคมโลกจึงเริ่มใช้คำว่า Climate Crisis หรือ Climate Emergency เพื่อสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่อุณหภูมิที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือความแปรปรวนของระบบภูมิอากาศทั้งระบบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ และการดำรงชีวิตของผู้คน
แต่ดูเหมือนคำเตือนเหล่านั้นจะไม่ได้ผล วันนี้ หลายสิ่งที่เคยเป็นเพียงคำเตือนเริ่มปรากฏเป็นผลกระทบที่จับต้องได้มากขึ้น เมื่อระบบธรรมชาติถูกกดดันจากทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกิจกรรมของมนุษย์ ปัญหาไม่ได้ปรากฏเพียงในรูปของอุณหภูมิที่สูงขึ้น แต่สะท้อนผ่านความเปราะบางของระบบอาหาร การลดลงของผลผลิตทางการเกษตร ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และฤดูกาลที่ไม่แน่นอน
หรืออย่าง กรณีปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นอีกภาพสะท้อนหนึ่งของวิกฤตสิ่งแวดล้อมร่วมสมัย เมื่อแม่น้ำซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของชุมชนถูกตั้งคำถามเรื่องคุณภาพน้ำและสารปนเปื้อน ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่เพียงในน้ำ แต่เชื่อมโยงไปถึงการเกษตร อาหาร สุขภาพ และความมั่นคงของชุมชน
เช่นเดียวกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ซึ่งสะท้อนภาพใหญ่ของทิศทางการพัฒนาไทยที่ยังคงให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเข้ามาของทุนและฐานการผลิตจากต่างประเทศ รวมถึงจีน หลังจากการปรับเปลี่ยนของห่วงโซ่อุปทานโลก ไทยถูกมองเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับโรงงาน การผลิต และโครงสร้างพื้นฐานใหม่
การลงทุนเหล่านี้อาจสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ กลับกัน ประเทศไทยมีระบบกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็งเพียงพอหรือไม่ และต้นทุนจากการพัฒนาเหล่านี้จะตกอยู่กับใคร
จากน้ำแข็งละลายมาจนถึงสายน้ำเปื้อนพิษหลายพื้นที่ในประเทศ ยังคงเป็นเรื่องเดิมคือการที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ละเลยธรรมาภิบาลต่อโลก ต่อพื้นที่นั้น ๆ และรัฐบาลดูจะยังไม่ได้จัดสรรปันส่วนความสำคัญในเรื่องนี้และรอ ‘ถอดบทเรียน’ ในภายหลังกันมากกว่า หลังจากความเสียหายได้เกิดขึ้นไปแล้ว
และ Climate Crisis ก็เป็นเรื่องจริงยิ่งกว่าการทดลองวิทยาศาสตร์ผ่านการทอดไข่ดาวในวันนั้น เมื่อผมได้เป็นนักข่าวที่กำลังเขียนเรื่องสิ่งแวดล้อม และพึ่งนึกย้อนได้ว่าตอนลงพื้นที่ผมเองก็เป็นไข่ดาวไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่า ไข่ดาววันนี้มีทั้งการปนเปื้อนมลพิษ ฝุ่นควัน และคุกรุ่นด้วยสนามการเมืองจากโลกถึงไทยที่เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม
มหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาล สิทธิแรงงานซ่อนอยู่ในข่าวสิ่งแวดล้อมทุกบ้านเมือง
อาจจะแค่ความเห็นส่วนตัว ช่วงเริ่มทำงานใหม่ ๆ ผมมักได้ยินรุ่นพี่ในวงการพูดกันถึงความเฉพาะเจาะจงของสาขาข่าวที่ตัวเองถนัด หากเป็นด้านการเมืองก็จะมองว่าข่าวที่ตนจับนั้นนำไปสู่การตั้งคำถามเชิงโครงสร้างและพยายามเอาผิดระบอบรัฐประหารที่กลืนกินสังคมไทย หากเป็นด้านแรงงาน ก็จะนำไปสู่ข้อถกเถียงถึงสิทธิที่อยู่ในตัวเราทุกคนในฐานะแรงงาน การขูดรีดที่เกิดจากระบบทุนนิยม
แต่กลับกันข่าวสิ่งแวดล้อมมักจะถูกมองว่าเป็นข่าวไกลตัว ไม่มีรูปธรรมของความอันตราย จนกระทั่งปีสองปีที่ผ่านมาก็เริ่มชัดเจนอีกครั้งว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวเราเข้าจริงแล้ว
แต่หลังจากทำงานมาได้สักระยะ ผมพบว่าแต่ข่าวเหล่านั้นไม่เคยแยกจากกัน
สารคดี ‘สินค้าไทยเกรดเอ คุณภาพชีวิตไทยเกรดเลว’ โดย กุลธิดา สามะพุทธิ (หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์) ได้เล่าถึงชีวิตแรงงานผลิตลูกวอลเลย์บอลยี่ห้อ MIKASA ที่เป็นลูกวอลเลย์มาตรฐานระดับโลก แต่แรงงานไทยกลับต้องเจอการใช้แรงงานหนัก ค่าแรงไม่คุ้ม รวมถึงต้องทนดมสารเคมี ความร้อนจากการผลิตและการทำงาน แต่ไม่มีสวัสดิการหรือมาตรการใดรองรับ
เมื่อพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม หลายครั้งภาพที่สังคมนึกถึงมักเป็นเรื่องป่าไม้ น้ำเสีย ฝุ่นพิษ หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่เบื้องหลังวิกฤตเหล่านี้ยังมีอีกกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ แรงงาน โดยเฉพาะแรงงานในภาคการผลิต อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งมักอยู่ในตำแหน่งที่เปราะบางที่สุดของระบบเศรษฐกิจ พวกเขาเป็นทั้งผู้สร้างมูลค่าให้กับระบบการผลิต และเป็นกลุ่มแรกที่ต้องเผชิญกับต้นทุนจากการทำลายสิ่งแวดล้อม
จากแรงงานผลิตลูกวอลเลย์จนถึงแรงงานแพลตฟอร์มบนท้องถนน ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ตั้งอยู่บนแนวคิดของการผลิตให้ได้มากที่สุด ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด โรงงานต้องแข่งขันด้านราคา ภาคเกษตรต้องเพิ่มผลผลิต สิ่งที่มักถูกลดความสำคัญลงคือ ต้นทุนที่มองไม่เห็น ทั้งมลพิษ สุขภาพของแรงงาน และความเสียหายต่อชุมชน เมื่อโรงงานหรืออุตสาหกรรมพยายามลดต้นทุน สิ่งที่ถูกกดทับมักไม่ใช่เพียงสิ่งแวดล้อม แต่รวมถึงค่าจ้าง สวัสดิการ และความปลอดภัยของแรงงานด้วย
แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง ทั้งสารเคมี ฝุ่น ควัน ของเสียอันตราย หรือพื้นที่ทำงานที่ไม่ได้มาตรฐาน
การกดทับนี้ยิ่งทับซ้อนขึ้นไป ขณะที่แรงงานข้ามชาติซึ่งเข้ามาเป็นกำลังหลักในภาคการผลิตจำนวนมาก ยิ่งเผชิญข้อจำกัดในการต่อรอง เพราะสถานะทางกฎหมาย ภาษา และความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ทำให้หลายคนไม่สามารถเรียกร้องสิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่ ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องของอำนาจระหว่างผู้ที่มีทางเลือกกับผู้ที่ไม่มีทางเลือก
เมื่อปัญหาไม่ได้จบแค่แรงงานที่ทำงานในโรงาน การปรากฏของสารคดีแรงงานในสารคดีรวมเล่มเรื่องสิ่งแวดล้อมจึงน่าสนใจมากว่า แท้จริงแล้ว ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน แรงงานที่ต้องเผชิญความร้อนและสารเคมีในโรงงาน ก็อาจจะเป็นแรงงานที่ต้องออกไปทานอาหารที่อาจปนเปื้อนมลพิษจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ หรือกระทั่งตึกถล่มใจกลางเมืองก็มีที่มาจากการไม่บังคับใช้กฎหมาย เพื่อควบคุมการผลิตและไม่สร้างต่อผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม
ทั้งหมดคือเรื่องเดียวกันที่เป็นคานงัดเชิงอำนาจระหว่างชนชั้นนำที่มีทางเลือกกับประชาชนผู้ไม่มีทางเลือก ไม่ว่าสมัยไหนก็ตาม
ผีป่าก็จะวิ่งเข้าสิงเมือง ทำไมเรื่องสิ่งแวดล้อมถึงหายไปจากยุคหนึ่งบนโต๊ะข่าวไทย
จนถึงวันนี้คงไม่ต้องพูดกันแล้วว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่สังคมไทยต้องตระหนักขนาดไหน ทั้งฝุ่น PM2.5 การปนเปื้อนสารพิษ ไปจนถึงความมั่นคงของพืชผักอาหารที่เราทานหรือเหล็กที่เราใช้สร้างบ้าน มันใกล้ตัวเรามานานแล้วเพียงแต่เราอาจไม่ตระหนักถึงมันมากนัก
ผมได้ยินมาหลายครั้งกับพี่ ๆ นักข่าวสิ่งแวดล้อมวัย gen x ที่ทำงานในช่วง 2530-2540 ว่าข่าวสิ่งแวดล้อมในยุคนั้นเฟื่องฟูมากและเงียบหายไปในช่วง 2550
แต่หากพิจารณาจากข่าวในช่วง 3 ปีให้หลัง ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบทิ้งฝังกลบขยะริมทางในภาคตะวันออก ผลกระทบจากฝุ่นควัน นโยบายเชิงมหภาคทั้งการลงทุนข้ามพรมแดนอย่างเขตเศรษฐกิจพิเศษหลายภูมิภาค จากผลกระทบที่รัฐผลักภาระให้ประชาชนดูแลนำมาสู่การติดตามข่าวสาร หาต้นเหตุและทางออก
สภาพสังคมการเมืองไทยมีผลเกี่ยวข้องอย่างไรกับโต๊ะข่าวสิ่งแวดล้อม และสิ่งแวดล้อมของสังคมไทยทุกวันนี้วิกฤติแค่ไหน ข่าวสิ่งแวดล้อมถึงกลับมาเป็นข่าวที่เป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง
คำตอบที่ผมปะติดปะต่อได้จากบทบรรณาธิการ โดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ (ประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม) ทำให้ข่าว / สารคดีมีหน้าที่อีกประการหนึ่ง คือการเป็นบันทึกสำคัญอีกชิ้น ที่ได้บอกเล่าสภาพการเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อม ว่าทั้งหมดไม่ได้ตีตัวห่างออกจากกัน แต่เป็นเรื่องเดียวกันที่มีหลายมิติซ่อนอยู่
หากย้อนกลับไปช่วงปลายทศวรรษ 2530 ถึงกลางทศวรรษ 2540 งานข่าวสิ่งแวดล้อมถือเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของสื่อไทย ประเด็นป่าไม้ เหมืองแร่ เขื่อน โรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม และมลพิษจากการพัฒนาเศรษฐกิจ กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง
ช่วงเวลานั้นเป็นจังหวะที่ประเทศไทยกำลังตั้งคำถามครั้งใหญ่ต่อโมเดลการพัฒนาแบบเร่งรัด หลังผ่านยุคเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วในทศวรรษ 2530 ก่อนเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 สังคมเริ่มเห็นต้นทุนของการพัฒนาที่มุ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ละเลยผลกระทบต่อทรัพยากรและชุมชน
ในช่วงเวลาเดียวกัน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคของการปฏิรูปทางการเมือง หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และการจัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 หรือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ได้สร้างพื้นที่ใหม่ให้กับภาคประชาชน โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในการจัดการทรัพยากร การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของรัฐ และสิทธิในการรักษาสิ่งแวดล้อม
ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เริ่มมีพื้นที่ในการต่อรองมากขึ้น ขณะเดียวกัน องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และเครือข่ายชาวบ้านก็เข้ามามีบทบาทในการสร้างข้อมูลและผลักดันประเด็นสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นวาระสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม หลังปี 2550 เป็นต้นมา งานข่าวสิ่งแวดล้อมในสื่อกระแสหลักกลับค่อย ๆ ลดพื้นที่ลง ปัจจัยหนึ่งมาจากบริบทการเมืองไทยที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะหลังรัฐประหารปี 2549 ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงความขัดแย้งทางการเมืองยาวนาน ทั้งความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมือง การชุมนุมใหญ่ จนนำมาสู่การรัฐประหารปี 2557
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมสื่อก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ช่วงหลังปี 2550 เป็นต้นมา สื่อไทยเผชิญวิกฤตจากการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล รายได้โฆษณาลดลง ห้องข่าวต้องปรับลดต้นทุน ผู้สื่อข่าวเฉพาะทางหลายด้านถูกลดจำนวนลง งานข่าวสิ่งแวดล้อมซึ่งต้องใช้เวลาในการลงพื้นที่ เก็บข้อมูล ตรวจสอบเอกสาร และติดตามผลกระทบระยะยาว
อีกประการที่สำคัญสปอนเซอร์จำนวนมากกลับกลายเป็นกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม (พลังงาน อาหาร อื่น ๆ) ที่มักจะมีนายทหารตำแหน่งใหญ่เข้ามานั่งเป็นส่วนหนึ่งของบอร์ด จนไม่อาจปฏิเสธได้เลย หลังเหตุการณ์ทางการเมืองต่าง ๆ ในช่วงนั้น การวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มทุนที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีอำนาจทางการเมืองหนุนหลังเช่นนี้ ท้ายที่สุด ข่าวสิ่งแวดล้อมก็ถอยห่างกลายเป็นประเด็นรองในสังคม
แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สิ่งแวดล้อมกลับมาเป็นประเด็นที่สังคมต้องจับตามองอีกครั้ง เพราะวิกฤตไม่ได้อยู่ในรูปของคำเตือนจากนักวิทยาศาสตร์อีกต่อไป หากปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนโดยตรง ทั้งอากาศร้อนจัดที่ทำลายสถิติ ฝุ่น PM2.5 ที่กลายเป็นปัญหาสุขภาพ น้ำท่วมที่เกิดถี่ขึ้น ภัยแล้งที่กระทบเกษตรกรรม รวมถึงปัญหามลพิษจากอุตสาหกรรมและกากของเสียที่ขยายตัวตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เมื่อมองย้อนกลับไป ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน สังคมไทยเผชิญกับการแย่งชิงทรัพยากรทั้งในแง่วัตถุที่จะต้องได้อย่าง ต้นไม้ ลำธาร ท้องทะเล ไปจนถึงการช่วงชิงนิยามของการใช้ทรัพยากรทั้งจากภาครัฐ-ประชาชน คนเมือง-คนชายขอบ
แต่โลกาภิวัฒน์ในช่วงต้น 2000 ไม่ได้พังทลายแค่กำแพงของการเชื่อมต่อ แต่ทรัพยากรของโลกที่ร่อยหรอลงไปทุกวัน สังคมไทยในฐานะจุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ที่มหาอำนาจพร้อมจะเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ ทั้งในการเป็นฮับขนส่งไปจนถึงสิ่งของทิ้งแล้วจากโลกเก่าในประเทศนั้น ๆ สถานการณ์สิ่งแวดล้อมก็พิสูจน์ความเข้มแข็งของระบบการเมืองไทยในการติดตาม ตรวจสอบ แก้ไข ในเชิงนโยบาย ว่าถ้าเราวางแผนมาดีพอ ท่ามกลางจุดเปลี่ยนผ่านนี้สังคมไทยอาจพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส และใช้ทุนทางวัฒนธรรม ฐานทรัพยากรที่มี เพื่อต่อรองในเวทีโลกได้
แต่เพราะเสถียรภาพทางการเมืองไทยที่ผันผวนนับตั้งแต่ปี 2549 นำมาสู่การรัฐประหารของคสช. ในปี 2557 จนเกิดเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นผลพวงจากช่วงเวลานั้น ทั้งการยกเว้นผังเมืองจนเกิดเป็น ‘โรงงานจีนเถื่อน’ และในปัจจุบันไม่ได้กระจุกแค่ภาคตะวันออกอย่างเดียวแล้ว หรือระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ที่กำลังช่วงชิงอู่ข้าว อู่น้ำ ของทั้งประเทศไปเพื่อแลกกับเส้นทางขนส่งใหม่ ที่สุดท้ายอาจไม่คุ้มค่าขนาดนั้น
ปัญหาเหล่านั้นฝังรากลึกและแน่น มีการล็อกสเปกลงทุนไว้ก่อนหน้า และไม่สามารถ ‘ถอนทุน’ ได้ แม้จะมีข้อมูลการประเมินจากหลายภาคส่วน แต่รัฐเลือกจะเมินเฉยและเดินหน้าตามแผนที่วางไว้ ‘ล่วงหน้า’ ประชาชนจึงตกเป็นผู้รับกรรม ‘ตามหลัง’
เมื่อปัญหาทางการเมืองผลักดันให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัญหาสำคัญอีกครั้ง เพราะทุกวันนี้มันใกล้ตัวทุกคนชนิดที่ว่าคุณไม่ต้องก้าวขาออกจากบ้านก็พบเจอกับปัญหาได้เลย
เหรียญอีกด้านหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้น ก็พูดได้ว่าการหล่นหายของข่าวสิ่งแวดล้อม หายไปพร้อมกับเสรีภาพของสื่อจากคณะรัฐประหาร ภายใต้การริดรอนนั้นทำให้การตรวจสอบต่อผู้มีอำนาจถูกทำให้หายไป หรือกระทั่งสังคมไทยและสื่อเองเลือกที่จะตรวจสอบอำนาจเหล่านั้นลดลง ๆ จนกระทั่งการลุกขึ้นของเยาวชนทางการเมืองในปี 2563 ก็ทำให้สังคมกลับมามองอีกครั้งว่า ทุกเรื่องเป็นเรื่องการเมือง
ท้ายที่สุด ใจความสำคัญของข่าวแต่ละประเภทคือเรื่องเดียวกัน นั่นคือการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐและรายงานความทุกข์ร้อนของประชาชน
การกลับมามีพื้นที่ในวงกว้างอีกครั้งของเนื้อหาด้านสิ่งแวดล้อม ผนวกกับการที่ทุกคนเข้าถึงสื่อหรือไม่ก็การที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมสามารถไปถึงหน้าบ้านของประชาชนทุกคนได้จากการที่รัฐไทยเอง พร่อง นโยบายในการกำกับดูแลปัญหาเหล่านี้ ทำให้เราเห็นประวัติศาสตร์ของสังคมไทยผ่านสนามข่าวและอาจพยากรณ์ได้อีกมุมหนึ่งสังคมไทยกำลังจะเลือกเดินไปทางใด
ผมมองไปบนปกหนังสือรูปปลาสีน้ำเงิน คงจะดีไม่ใช่น้อยถ้าเกิดการรวมตัวอีกครั้งของหนังสือรูปแบบนี้ จากนักข่าวที่บันทึกเรื่องราวของยุคสมัย ต่างที่มา ต่างสำนัก หรือกระทั่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐด้วยซ้ำ แต่ทั้งหมดล้วนชี้ไปที่เรื่องเดียวคือการมองเห็นปัญหาของมนุษย์และการพัฒนาที่กำลังเกิดขึ้นของยุคสมัย
บนเครื่องหมายคำถามท่ามกลางสังคมไทยในช่วงการเปลี่ยนผ่านของสนามภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ หรือสนามการค้าทั้งไทยและโลกที่แปรปรวนอย่างมาก หากเราเจอหนังสือที่เป็นดั่งคำทำนายเมื่อมองย้อนกลับมาเหมือนหนังสือในปี 2549 เล่มนี้ในปี 2569
สังคมไทยจะปล่อยให้คำพยากรณ์เหล่านี้เป็นเพียงคำทำนายงมงาย หรือจะลงมือแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมในเชิงนโยบาย ก่อนที่ มลพิษจะท่วมฟ้าและปลาจะกินดาว เข้าจริง
Playread : เมื่อปลาจะกินดาว เล่มที่ 6-รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อม 11 เรื่อง ในรอบปี 2549
นักเขียน : ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม
คณะดำเนินการจัดทำหนังสือ ฝ่ายกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
PlayRead : คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ไว้ในเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี