หาดใหญ่ต้องได้ไปต่อ ‘เสียง’ ที่ไม่ได้อยากให้ ‘สงสาร’ แต่อยากให้รัฐ ‘เข้าใจ’

Human & Society
Reading Time: 4 minutes

เกือบสองเดือนหลังน้ำลด หาดใหญ่ยังคงมีกลิ่นบางอย่างที่ไม่ใช่เพียงกลิ่นโคลน กลิ่นของข้าวของเปียกน้ำ หรือกลิ่นอับในซอกซอย แต่มันคือกลิ่นของเมืองที่ยังไม่ทันตั้งสติ เป็นกลิ่นของความเสียหายที่ฝังลึกทั้งในกายภาพและจิตใจของผู้คน มากกว่าจะเป็นร่องรอยของภัยธรรมชาติครั้งใดครั้งหนึ่ง แต่ทั้งหมดนี้กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางสุญญากาศทางการเมือง รัฐบาลรักษาการ มาตรการในการกระตุ้นเยียวยา ไม่อาจเกิดขึ้นโดยง่าย เพราะต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่จากสภาพเมืองที่ประเมินด้วยสายตาแล้ว ชีวิตคนหาดใหญ่รอไม่ได้ ลมหายใจเฮือกนี้ไม่พอให้รอหกเดือนกว่ารัฐบาลปกติจะกลับมา 

“เราชอบอวดคนอื่นนะว่าเมืองเรามีความแกร่ง เรา Resilient มาก น้ำท่วมทุกปี เราจัดการกันได้ภายในหนึ่งวัน” แจน-สุทธหทัย นิยมวาส หนึ่งในทีม Hatyai Connext บอกขณะนั่งนึกถึงช่วงเวลาที่เมืองถูกน้ำซัดแบบไม่ทันตั้งตัว “มันเป็นเหมือน Protocol ที่เรารู้กันหมดแล้วว่า ถ้าประกาศเตือน เราต้องเอารถไปจอดตรงไหน เราต้องย้ายของอะไรขึ้นชั้นสอง เพราะปกติน้ำมันก็ท่วมชั้นหนึ่งอยู่แล้วทุกปี เราเตรียมใจไว้แล้วล่วงหน้า แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่แบบนั้นเลย”

เธอเล่าว่า ปีนี้ไม่เหมือนทุกปีที่ผ่านมา น้ำมาเร็ว มาหนัก และมาสูงจนสิ่งที่เรียกว่า ‘ความมั่นใจ’ ของคนหาดใหญ่ ความเชื่อว่าต่อให้ท่วมแค่ไหนเราก็จัดการได้ ถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ “บ้านเราก็เหมือนกัน ปีนี้น้ำมันขึ้นถึงชั้นสอง ของสำคัญก็อยู่ตรงนั้นหมด แล้วมันก็เป็นภาพที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน คนแบบช็อกเลยค่ะ คือแบบ เฮ้ย! เรารับมือไม่ได้ว่ะ แล้วมันจะต้องทำยังไงต่อ แล้วที่กลัวที่สุดคือมันมองไม่เห็นปลายทางเลยว่ามันจะหยุดตรงไหน”

ความเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป ไม่ได้ทำลายแค่สิ่งของหรือร้านค้า แต่ทำลาย ‘ความรู้สึกปลอดภัย’ ที่คนในเมืองสะสมกันมายาวนาน แจนเล่าว่า “มันเหมือนความเชื่อที่เราเคยมี มันโดนซัดออกไปหมดเลยค่ะ ขยะที่มากองอยู่หน้าบ้าน มันไม่ใช่ขยะนะ มันเคยเป็นวัตถุดิบ เป็นสินค้าของร้าน เป็นเฟอร์นิเจอร์ เป็นของที่บ้าน มันคือความหวังเล็ก ๆ ที่ร้านหรือบ้านแต่ละหลังสะสมมา แล้วมันเสียไปหมดในรอบเดียว และพอมันเป็นภาพใหญ่แบบนั้น  มันกระทบจิตใจเยอะมาก”

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความสูญเสียของเมืองไม่ได้ปรากฏแค่ในความรู้สึก แต่เศรษฐกิจทั้งเมืองเหมือนดับพร้อมกัน และนี่คือสิ่งที่วิฑูรย์ ตันติพิมลพันธ์ รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จังหวัดสงขลา  มองเห็นจากมุมที่ต่างออกไป แต่มาบรรจบที่จุดเดียวกัน

“มูลค่าความเสียหายจริง ๆ มันไม่ได้แค่ 5,000 ล้านหรอกนะ เฉพาะสต็อกที่จมน้ำ มันไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้าน” พี่วิฑูรย์เล่าแบบไม่ลังเล “เจ้าของร้านบางคนสต็อกของไว้ 200% เพื่อขายปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ ยังไม่รวมฮารีรายอ ของพวกนี้มันกลายเป็นขยะหมด พังหมดในสองสามวัน แล้วคนก็งงว่าทำไมขยะหาดใหญ่มันเยอะขนาดนั้น ก็เพราะมันคือสินค้า มันไม่ใช่ขยะตั้งแต่แรก มันคือเม็ดเงิน มันคือของที่เตรียมขายทั้งปี เป็นการลงทุนที่มีกำไรพอจะเลี้ยงธุรกิจทั้งปี แล้วมันหายไปเลยในคืนเดียว”

เขาย้ำว่า ความเสียหายของเมืองครั้งนี้เป็น ‘อภิมหาวิกฤติ’ ในรอบเกือบ 80–90 ปี “ครั้งนี้มันหนักที่สุดจริง ๆ ตั้งแต่ใครอยู่หาดใหญ่มา มันหนักจนพูดไม่ออก และมันไม่มีใครรับผิดชอบ ไม่มีระบบอะไรทั้งนั้น เตือนก็ไม่เตือน น้ำก็ขึ้นเร็วมาก แล้วถามว่าในเมืองมีจุดอพยพไหม มีนะ แต่ไม่มีใครรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน เพราะข้อมูลมันไม่ได้ถูกเอามาใช้จริง”

ตรงนี้เองที่เสียงของแจนและวิฑูรย์มาเจอกัน ทั้งคู่พูดถึง ‘ระบบที่ล้มเหลว’ แม้จะพูดจากคนละฟากของเมือง

แจนบอกว่า “ข้อมูลมันไม่ได้หายนะคะ แต่มันกระจัดกระจายมาก แล้ววันที่มันเกิดเหตุ เราเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไม่ได้ด้วยซ้ำ ข้อมูลที่ควรรู้ เช่น จะอพยพไปไหน ใครรับผิดชอบอะไร ไม่มีให้เห็นเลย คือมันไม่มีการเชื่อมโยงระบบ ไม่มีสั่งการแบบเบ็ดเสร็จ มันคือความล้มเหลวเชิงระบบอย่างแท้จริง

พี่วิฑูรย์ให้ภาพเดียวกัน แต่ในภาษาของภาคธุรกิจ “ถามจริง ๆ ว่าคนต้องติดอยู่บนบ้านสามวัน ไม่มีข้าวกิน แล้วมีระบบอะไรเข้าไปหาเขาไหม ไม่มี มันเละมาก พี่พูดตรง ๆ ว่าเละทั้งก่อนเกิดเหตุ ระหว่าง และหลังจากมันเกิด พอเราไปถามว่าใครรับผิดชอบ ทุกคนก็โยนกันไปมา รู้ไหมว่าสุดท้ายมันสะท้อนอะไร มันสะท้อนว่ารัฐไม่มีระบบรับมืออะไรเลย”

ความสอดคล้องนี้บอกอะไรบางอย่าง เมืองที่คนมองว่ายิ่งใหญ่และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจระดับประเทศ กลับไม่มีโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการที่แข็งแรงพอที่จะรับมือภัยพิบัติ และในระหว่างที่เมืองยังไม่ฟื้นเต็มที่ ผู้คนจำนวนมากกำลังเสียความเชื่อมั่นที่ยากจะฟื้นคืน

“คนในเมืองนะคะ พอเค้าเก็บของเสร็จ เค้าก็พร้อมจะไปต่อ แต่เค้ายั้งตัวเองเพราะความเชื่อมั่นมันยังไม่ถึง” แจนเล่าว่า “คนทำมาหากิน คนค้าขาย ถ้าต้องซ่อมอีกรอบ เค้าจะอยู่ยังไง เพราะเค้าไม่รู้ว่ารัฐจะมีอะไรมารองรับหรือเปล่า นักท่องเที่ยวจะกลับมาไหม เมืองจะทำอะไรไหม คือมันเป็นความหวังที่ยังไม่กลับมา

ด้านพี่วิฑูรย์ก็เห็นภาพเดียวกันในเชิงเศรษฐกิจ “ถามว่าทำไมวันนี้หาดใหญ่ยังฟื้นช้า เพราะกำลังซื้อหายหมด ท่องเที่ยวหายหมด โรงแรมจากที่ควรเต็มหมดช่วงไฮซีซันกลายเป็นศูนย์หมด คนมาเลเซียยกเลิกหมด แล้วระหว่างที่ยกเลิก เขาก็ไม่ได้นั่งเฉย เขาไปเที่ยวที่อื่น เขาไปปีนัง เพราะเขามีระบบการตลาด มีระบบฟื้นเมือง แต่เราไม่มีอะไรเลย”

แต่เมื่อถามถึงการเยีวยาด้วยนโยบาย soft loan  มันเป็นช่วงหนึ่งของบทสนทนาที่น้ำเสียงของพี่วิฑูรย์หนักแน่นราวกับว่าเรื่องนี้เป็นบาดแผลที่เขาแบกไว้มานาน เขาบอกว่าในวันที่รัฐประกาศมาตรการ soft loan 200,000 บาท เขานั่งอ่านเงื่อนไขอย่างละเอียด และยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่า ‘นี่มันช่วยใครไม่ได้จริง’ มากกว่าจะเป็นมาตรการเยียวยา

“ถามจริง ๆ นะน้อง มาตรการแบบนี้ SME ตัวเล็ก ๆ น่ะ เขาเข้าไม่ถึงเลย พี่พูดตรง ๆ เลยนะ ไม่ใช่ว่าพี่ไม่อยากให้กำลังใจ แต่มันคือความจริง เพราะเขาเล่นเอาเงื่อนไขเครดิตบูโรมาใช้ เอาเกณฑ์ธนาคารพาณิชย์ปกติมาวัด แล้ว SME ที่เดือดร้อนที่สุดน่ะ เขาเป็นพวกที่หมุนเครดิตเต็มทุกเดือนอยู่แล้ว จะให้เขาไปผ่านเกณฑ์แบบนั้นยังไง มันเป็นไปไม่ได้เลย”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็นความเหนื่อยล้าที่เห็นปัญหาเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า “คนที่เดือดร้อนที่สุดคือคนที่เสียของหมด สต็อกจม รถจม ร้านพัง คนพวกนี้ไม่มีหลักทรัพย์ไปค้ำ ไม่มีเครดิตสวย ๆ ให้ธนาคารดู แล้วพอธนาคารปฏิเสธ รัฐก็จะบอกว่า ‘ธนาคารเป็นคนอนุมัติ พวกเราแค่ช่วยสนับสนุน’ มันก็จบแบบนี้ทุกครั้งนั่นแหละ”

เขาวางมือลงบนโต๊ะเบา ๆ เหมือนใช้จังหวะนั้นทบทวนตัวเอง ก่อนพูดต่ออย่างช้า ๆ ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ soft loan แต่คือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังมันทั้งหมด

“มันเหมือนให้ยาผิดโรคนะน้อง เมืองมันขาดลมหายใจ แต่รัฐก็ส่งยาแก้ปวดมาให้ คือถ้าคุณไม่มีลูกค้า ไม่มีดีมานด์ จะให้เงินกู้มาก็ไม่รู้จะกู้ไปทำไม แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาคืนล่ะ มันแก้ไม่ได้ที่จุดเจ็บจริง ๆ เลยนะ”

สิ่งที่พี่วิฑูรย์เสนอเลยไม่ใช่ soft loan แต่เป็นการอัดฉีดกำลังซื้อเข้าสู่ระบบแบบที่เห็นผลทันที ไม่ต้องรอธนาคาร ไม่ต้องรอขั้นตอนที่ซับซ้อน “พี่พูดตรง ๆ เลยนะ นโยบายที่มันช่วยได้จริงตอนนี้คือแบบ ‘คนละครึ่งหาดใหญ่’ อัดกำลังซื้อเข้ามาเลย เดือนละ 5,000 ล้าน สักสามเดือน เมืองจะฟื้นเองทันที คนเขาจะออกมาซื้อของ เดินห้าง กินข้าว ร้านก็จะเปิด คนก็จะมีเงินหมุน เศรษฐกิจมันจะขยับเองโดยธรรมชาติ ไม่ต้องสั่งใครเลย”

เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดย้ำเหมือนอยากให้จำไว้ให้แม่น “คนหาดใหญ่สู้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว แต่คุณต้องให้เขามีคนเดินเข้าร้านก่อน คุณต้องเติมดีมานด์เข้าระบบก่อน เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดของเศรษฐกิจ แต่มันเป็นสิ่งที่รัฐไม่ค่อยเข้าใจ”

จากนั้นเขาขยับไปอีกขั้นหนึ่งของข้อเสนอที่ฟังดูเหมือนง่าย แต่ถ้าทำจริงจะเปลี่ยนภาพเมืองได้ในเวลาไม่นานการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาอย่างเร่งด่วน “อย่าลืมนะน้อง เมืองนี้มันอยู่ได้เพราะนักท่องเที่ยวมาเลเซีย 4 ล้านคนต่อปี พอเขาหาย เมืองก็หายทันที เราต้องทำให้เขากลับมาเร็วที่สุด พี่เสนอว่าถ้ามาเลเซียเข้ามาเที่ยวหาดใหญ่ ให้เขาลดเลย 30%, 40% หรือถ้ามาครั้งที่สองให้โบนัส 60% เลยก็ได้ โรงแรมลด ค่าหมอ ค่าทำฟัน ลดหมด เอาให้เขาคุ้มจนอยากกลับมาอีก มันต้องแรงประมาณนี้ ไม่ใช่ทำแบบขอไปที แล้วก็บอกว่าช่วยแล้วนะ”

เขาเน้นว่า การอัดฉีดแบบนี้ไม่ใช่ ‘การแจกเงินทิ้ง’ แต่คือ ‘การลงทุนซื้อเวลา’ ให้ธุรกิจหายใจออกในช่วงที่เมืองกำลังบอบช้ำที่สุด “พอคนเริ่มกลับมาเดินเมือง กลับมาซื้อของ เมืองมันจะฟื้นเอง พี่มั่นใจมาก คนหาดใหญ่เขามีความสู้ในตัวอยู่แล้ว แต่คุณต้องจุดไฟให้เขาก่อน ไม่ใช่ให้เขาไปหยิบไฟเองตอนเมืองมืดสนิท”

และทั้งหมดนี้ เสียงหนักแน่น เหนื่อยล้า แต่จริงใจ คือสิ่งที่ทำให้ข้อเสนอของพี่วิฑูรย์ไม่ใช่แค่ความคิด แต่เป็นเสียงของคนที่เห็นรอยแตกของเมืองด้วยตาของตัวเองทุกวัน เห็นร้านที่ปิดลง เห็นแรงงานที่ตกงาน เห็นสต๊อกที่กลายเป็นขยะ เห็นธุรกิจที่ย้ายฐานออกจากหาดใหญ่เพียงเพราะเขาไม่อาจมั่นใจได้ว่า อีก 3 ปี 5 ปี น้ำจะไม่ท่วมอีก

มันคือเสียงของคนที่ไม่ได้อยากให้รัฐสงสาร แต่อยากให้รัฐ “เข้าใจ”

ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจกำลังหาวิธี ‘ดึงคนกลับเข้ามา’ ภาคชุมชนอย่างพี่แจนกำลังมองหาวิธี “ดึงใจคนกลับเข้ามา”

“เบื้องหน้า คือการทำความสะอาดเมือง แต่เบื้องหลังมันมีอีกอย่างคือ soft resilience ความยั่งยืนด้านใจของผู้คน ถ้าคนเชื่อมั่นว่ามีระบบรองรับ เวลาเค้าจะลงทุน เค้าจะใช้จ่าย เค้าจะออกจากบ้าน มันง่ายขึ้นมาก เมืองหาดใหญ่มีประกายความหวังนะ มันมีความสู้ของคนอยู่แล้ว แต่ต้องการการสนับสนุนจากรัฐ เพื่อให้ประกายนี้มันลุกขึ้นได้จริง ๆ”

แต่ปัญหาใหญ่ คือเมืองกำลังอยู่ใน ‘สุญญากาศ’ ทางการเมือง

“ตอนนี้เราไม่มีรัฐบาลเต็มตัว ไม่มีใครอนุมัติงบอะไรได้ กกต. ก็ไม่กล้าอนุมัติ เพราะมันจะถูกมองว่าเป็นการช่วยรัฐบาลหาเสียง ดังนั้นทุกอย่างต้องรอหลังเลือกตั้ง” วิฑูรย์อธิบาย “แต่การรอแบบนี้มันทำให้เมืองเหมือนถูกลอยแพกลางทะเลหกเดือน ในช่วงเวลาที่ต้องการการช่วยเหลือที่สุด”

คำว่า ‘ลอยแพ’ ที่เขาใช้ ไม่ใช่แค่การเปรียบเทียบ แต่มันคือความรู้สึกจริงของคนทำธุรกิจจำนวนมากที่รู้สึกว่า ตัวเองกำลังจะจมน้ำทางเศรษฐกิจอีกรอบ

แจนบอกว่า ความเจ็บครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่เศรษฐกิจ แต่กระทบชุมชนวัฒนธรรมของเมือง ธุรกิจบางร้านที่อยู่มาหลายรุ่นอาจไม่กลับมา “มันเป็นสิ่งที่เป็น Core ของเมืองนะคะ แล้วลูกหลานเขาอาจจะไม่ได้อยากทำต่ออยู่แล้ว พอน้ำท่วมครั้งนี้มันเหมือนเป็นแรงผลักว่าปิดเลยก็ได้ ไม่ต้องซ่อมแล้ว แล้วสิ่งนี้มันหายไป คือหาดใหญ่มันเสียมาก มันเสียวิถีชีวิตของเมืองไปด้วย”

พี่วิฑูรย์มองเห็นอีกด้านหนึ่งของการ ‘หายไป’ เช่นกัน ไม่ใช่ร้านเก่าแก่ แต่เป็นแรงงานและธุรกิจที่ต้องปิดตัวพราะไม่มีทุนเหลือให้ไปต่อ “ร้านขายเคส 5 สาขา เหลือ 2 สาขา ร้านเสื้อผ้า 2 สาขา ปิดเหลือหนึ่ง บางร้านทุนหมด บางร้านปิดชั่วคราวแล้วไม่รู้จะเปิดอีกไหม ลูกจ้างที่เคยมีสิบคนตอนนี้เหลือสามสี่คน นี่คือความจริง ตอนนี้คนตกงานเป็นหมื่น”

เขาเล่าว่าหลายธุรกิจเริ่มย้ายฐานออกจากหาดใหญ่ “เพราะคำถามเดียวคือ ถ้าผมเอาอีก 3 ล้าน 5 ล้านไปลง แล้ว 5 ปีมันท่วมอีก ใครรับผิดชอบ ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้เลย ใครจะกล้าลงทุนล่ะ?”

ในสายตาของเขา เมืองนี้โตมากเกินกว่าระบบเดิมจะรับได้ “หาดใหญ่วันนี้คือหัวเมืองเศรษฐกิจระดับประเทศนะ สร้าง GDP 250,000–300,000 ล้าน เก็บภาษีเป็นอันดับสองของประเทศ ถ้ารวมทั้ง 5 เทศบาลเข้าด้วยกัน น่าจะเป็นอันดับหนึ่งด้วยซ้ำ แต่เราบริหารกันเหมือนเมืองเล็ก ๆ แยกเป็นห้าเทศบาล มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่เมืองแบบนี้จะบริหารได้ดีด้วยระบบแบบนี้”

เขาจึงเสนออย่างชัดเจนว่า “หาดใหญ่ควรเป็นรูปแบบปกครองพิเศษแบบกทม. หรือพัทยา มีผู้ว่าฯคนเดียว มีระบบเดียว มีการสั่งการเดียว แค่เรื่องน้ำท่วมอย่างเดียวก็เห็นแล้วว่ามันไม่มีเอกภาพอะไรทั้งนั้น น้ำไหลจากคอหงส์ลงมาหาดใหญ่ หาดใหญ่ก็ไม่พอใจ น้ำจากหาดใหญ่ไปคลองแห คลองแหก็ไม่พอใจ แล้วมันจะแก้ยังไงในเมื่อแต่ละที่มีนโยบายเป็นของตัวเอง”

เมื่อบทสนทนาเดินไปถึงคำถามสุดท้าย ผมถามว่าเลือกตั้งครั้งนี้ คนหาดใหญ่หวังอะไรได้บ้าง คำตอบของทั้งสองแทบไม่ต่างกัน

“การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องพาหาดใหญ่ไปสู่ทางรอด” พี่วิฑูรย์พูดชัดเจน “พี่ไม่ได้หวังอะไรเยอะหรอก แค่ให้เมืองที่ส่งภาษีเป็นหมื่นล้าน ให้ระบบโลจิสติกส์ การแพทย์ การศึกษา การค้าปลีกของประเทศ ให้หัวใจเศรษฐกิจของภาคใต้แบบนี้ ได้รับการช่วยเหลือแบบจริง ๆ สักที พี่ขอแค่รัฐบาลกล้าลงมือทำ ไม่ใช่แค่ฟังแล้วจบนะ”

แจนบอกเพียงว่า “คนหาดใหญ่สู้ได้ค่ะ เราสู้มาตลอด แต่เราอยากได้ความเชื่อมั่นกลับมา ความพร้อมของเมืองในการรับมือภัยพิบัติ มันต้องถูกสร้างใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่สร้างความหวังจากแค่คำพูด ต้องลงมือทำ”

หาดใหญ่ในวันนี้จึงเป็นภาพของเมืองที่ยืนบนเส้นบาง ๆ ระหว่าง ‘ความหวัง’ และ ‘ความสิ้นหวัง’ เมืองที่ยังมีพลังสู้จากประชาชน แต่ไม่มีระบบที่ช่วยพยุง เมืองที่เศรษฐกิจระดับประเทศผูกอยู่กับมัน แต่การช่วยเหลือกลับล่าช้าจนน่าใจหาย เมืองที่ดูเหมือนฟื้นตัว แต่ภายในยังเต็มไปด้วยรอยร้าวที่ต้องการการซ่อมแซมอย่างจริงจัง

และนี่อาจเป็นบทเรียนใหญ่ที่สุดจากน้ำท่วมครั้งนี้ ไม่ใช่บทเรียนของประชาชนที่ถูกขอให้ ‘เข้มแข็ง’ แต่เป็นบทเรียนของรัฐ ระบบ และการเมืองที่ต้องพิสูจน์ว่า ‘จะช่วยได้จริง’ มากกว่าแค่คำสัญญา

เพราะถ้าความหวังเล็ก ๆ ของคนหาดใหญ่ถูกปล่อยให้ดับลง เมืองนี้อาจจะไม่ใช่หัวเมืองเศรษฐกิจของประเทศอีกต่อไป และสิ่งที่หายไปจะไม่ใช่แค่สต๊อกสินค้าหรือร้านค้า แต่เป็นหัวใจของทั้งเมือง ที่ไม่รู้จะฟื้นกลับมาได้อีกเมื่อไร