‘สวัสดิการ’ ที่พึงหวังเจตจำนงการเมือง
Reading Time: 3 minutesเมื่อสวัสดิการถ้วนหน้าถูกทำให้อยู่ในรูปนามของการสงเคราะห์ เหลื่อมล้ำ และต้องพิสูจน์ความยากจนคือวิกฤติซ้อนวิกฤติที่วันนี้ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง
เพราะการพัฒนาเมืองกำลังท้าทายองค์ความรู้ที่ถูกซุกซ่อนใน ‘ย่าน’ ให้ถูกพัฒนาไปเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ ที่ต้องรวบรวมเสียงความต้องการของคนในพื้นที่ ประสบการณ์ของคนที่เข้ามาปฏิสังสรรค์ หน้าตาของย่านไม่ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปตามการใช้ชีวิตของผู้คนเพียงอย่างเดียว แต่แนวทางการพัฒนาจากรัฐและบุคคลภายนอก ก็เข้ามาร่วมกำหนดหน้าตาของ “ย่าน” และทิศทางการขับเคลื่อนองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ของย่านเช่นเดียวกัน
แต่การจะทำให้ความรู้ที่ซ่อนอยู่ในย่านถูกค้นพบ ถ่ายทอดออกมาเป็นประสบการณ์ให้กับผู้คน คือสิ่งที่ผู้ทำงานด้านการพัฒนาพื้นที่ยังต้องค้นหาวิธีการเรียนรู้ย่านที่มีความเฉพาะตัวในแต่พื้นที่
“พื้นที่ของย่านมันมีการยืด-หด ไม่ใช่เขตแบบที่รัฐจะเข้าไปกำหนดได้เลย ชีวิตของคนที่อยู่ในย่านและแรงผลักภายนอกที่เข้าไปในพื้นที่ คือสิ่งที่เข้าไปกำหนดและเปลี่ยนแปลงหน้าตาของแต่ละย่าน”
โตมร ศุขปรีชา ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และนวัตกรรมการเรียนรู้ OKMD
โตมร ศุขปรีชา ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และนวัตกรรมการเรียนรู้ OKMD ให้นิยามความเป็นย่านจากพื้นที่การใช้ชีวิตของผู้คน พื้นที่ของย่านจึงถูกกำหนดตามความเข้าใจของคนในย่าน สถานที่โดยรอบ ซึ่งในหนึ่งย่านอาจถูกประกอบด้วยปัจจัยการพัฒนาภายนอก ผสานกับวัฒนธรรมเดิมที่ช่วยขับเคลื่อนให้ความเป็นย่านยังคงขับเคลื่อนไปพร้อมกับชีวิตของคนในพื้นที่

เช่นเดียวกับอดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC-CEUS) ที่ขยายความถึงการปฏิสังสรรค์ระหว่างย่าน ที่พื้นที่การพัฒนาของย่านหนึ่งอาจหนุนให้เกิดการพัฒนาในอีกหนึ่งย่าน เชื่อมโยงระหว่างสองพื้นที่ ก่อให้เกิดย่านใหม่และการกลับมาเติบโตของพื้นที่เดิมที่เคยเงียบหายไป ในขณะเดียวกันการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ของรัฐอย่างเมือง 15 นาที นิยามการพัฒนาเมืองที่ทำให้ผู้คนในเมืองสามารถเข้าถึงสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันได้ด้วยระยะเวลาอันสั้น ก็มีส่วนสำคัญให้แต่ละย่านถูกเชื่อมโยง กลายเป็นที่รู้จักด้วยการสร้างพื้นที่สาธารณะให้เอื้อต่อการใช้ชีวิตและเดินทางเชื่อมโยงไปยังพื้นที่อื่นได้สะดวกรวดเร็ว
ในฐานะหนึ่งในหน่วยงานที่ร่วมทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เล่ามุมมองการพัฒนาเมืองในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาว่าเป็นการนำโครงสร้างของการคมนาคมและตึกอาคารเข้ามาส่วนหนึ่งแผนพัฒนาของรัฐและเอกชนที่เข้ามาร่วมลงทุนพัฒนาโครงสร้างในพื้นที่
ศานนท์กล่าวถึงแนวทางการทำงานเพื่อพัฒนาย่านของ กทม. ว่าวันนี้มุมมองการพัฒนาโครงสร้างไม่ใช่เพื่อทำให้เกิดย่านใหม่ในแต่เขตพื้นที่ แต่คือการทำย่านที่เกิดขึ้นจากองค์ความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ โดยมี กทม. เป็นภาครัฐที่เข้าไปช่วยหนุนเสริมให้เกิดประสบการณ์ร่วมที่ดีจากคนที่อยู่ในพื้นที่และผู้ที่ได้เดินทางไปสัมผัสพื้นที่ในย่าน อย่างการสนับสนุนจุดจอดรถยนต์ เส้นทางรถโดยสารสาธารณะในไปยังจุดที่เดินทางไม่สะดวก ขยายพื้นที่ทางเท้าในตรอกซอกซอยที่ผู้คนเน้นการเดินเชื่อมต่อในแต่ละจุดของย่าน เพื่อเอื้อให้เกิดความรู้สึกที่ดีให้ผู้คนมีประสบการณ์ที่ดีร่วมกับพื้นที่
สำหรับการเข้าไปทำความเข้าใจทรัพยากรและความต้องการในพื้นที่ ศานนท์กล่าวเชิงกระบวนการว่าทาง กทม. จะร่วมมือกับเขตในการเข้าไปพูดคุยกับตัวแทนชุมชนถึงมุมมองการพัฒนาจากคนในพื้นที่ ซึ่งมีบางกรณีที่ตัวแทนชุมชนเข้าพูดคุยความต้องการพัฒนาด้วยตนเองกับหน่วยงาน เช่นการรวมกลุ่มผู้ประกอบการร้านหนังสืออิสระที่เจ้าของร้านหนังสือเป็นจุดตั้งต้นในการเข้ามาร่วมทำงานกับ กทม. เพื่อพัฒนาเขตพระนครให้เป็นย่านหนังสือบนถนนเฟื่องนคร
‘การรวมตัวของคนในพื้นที่จะทำให้เสียงจากในพื้นที่ถูกพูดออกมา หากทำไปแล้วยังไม่ตอบโจทย์ก็ถือเป็นการเรียนรู้ภายในย่าน เป็นหัวใจของย่านสร้างสรรค์ที่การพัฒนาเมืองยังต้องขับเคลื่อนต่อไป’ ศานนท์กล่าวสรุปถึงมุมมองในการขับเคลื่อนเมืองด้วยคนและพื้นที่
สำหรับพื้นที่การพูดคุยถึงการพัฒนาย่านสร้างสรรค์ ได้มีการแลกเปลี่ยนถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งยกตัวอย่างเส้นทางคมนาคมหลักของเมืองอย่างการขยายสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ยังไม่มีนโยบายของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (กฟม.) ที่จะเชื่อมโยงไปถึงผู้คนที่อยู่ภายในย่านอย่างการเข้ามามีส่วนร่วมจัดตั้งร้านจำหน่ายสินค้า
‘หากสถานีรถไฟฟ้าเป็นเส้นเลือดใหญ่ มันเหมือนเป็นเส้นเลือดที่ไม่มีเส้นเลือดฝอยหล่อเลี้ยงชุมชน’ คือบทสนทนาของคนที่มาร่วมสะท้อนแนวทางการพัฒนาเมือง
กระบวนการพัฒนาเมืองจากการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่และหน่วยงานรัฐ สำหรับเมืองที่อยู่ภายใต้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาจทำให้การพัฒนาบางส่วนอยู่ภายใต้เส้นแบ่งการพัฒนาของเขตแบบรัฐ และกฎหมายห้ามใช้พื้นที่ของรัฐเพื่อสาธารณะประโยชน์ แต่อดิศักดิ์เสนอมุมมองในการใช้กลไกอื่นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมือง จากองค์ประกอบการพัฒนาพื้นที่ ผู้คน และความรู้ภายนอก อดิศักดิ์มองว่าการพัฒนาจะเกิดขึ้นได้หากทั้ง 3 องค์ประกอบถูกขับเคลื่อนอย่างเหมาะสม ด้วยการตามหาสิ่งที่มีภายในย่านและมีผู้คนที่พร้อมจะขับเคลื่อนการพัฒนา ไปพร้อมกับการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดินและการสร้างพื้นที่สาธารณะที่คนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับการพัฒนา
ความซ้อนทับระหว่างสิ่งที่มีอยู่แล้วภายในย่านและคนที่จะเข้ามาพัฒนาย่านนั้นเกิดเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ แต่หลายครั้งองค์ความรู้ภายในย่านจะไม่ถูกขับเคลื่อนหากไม่มีกลุ่มคนเข้ามาผลักดันองค์ความรู้ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในย่าน ซึ่งอดิศักดิ์ กล่าวเสริมถึงประเด็นการปฏิสังสรรค์กับย่านว่าอาจมาได้ทั้งจาก In – side – Out และ Out – side – In คือการพัฒนาย่านสร้างสรรค์จากคนภายในพื้นที่มองย้อนกลับไปที่ความต้องการของคนที่เข้ามาปฏิสังสรรค์ หรืออาจมาจากผู้คนภายนอกที่เข้ามามีประสบการณ์ร่วมในพื้นที่และร่วมขับเคลื่อนย่านได้เช่นเดียวกัน

ศรีมาลาฌ์ ยะภักดี กลุ่มคนเคลื่อนเมืองนครพนม เล่าถึงเรื่องราวการกลับไปพัฒนาเมืองบ้านเกิดในจังหวัดนครพนม หลังจากได้มีโอกาสไปทำงานและเดินทางไปใช้ชีวิตยังเมืองอื่น เมื่อมีแนวคิดกลับมาพัฒนาเมืองเกิดของตนเอง จึงได้มีการพูดคุยกับกลุ่มคนทีมีแนวคิดการพัฒนาเมืองนครพนม ปรึกษาผู้คนที่ทำงานด้านการพัฒนาเมืองเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาจากคนนครพนมร่วมกับแนวทางของเมืองที่เคยทำงานขับเคลื่อนพื้นที่การเรียนรู้สร้างสรรค์

นอกเหนือจากรูปแบบการทำงานของคนเคลื่อนเมืองนครพนม อีกหนึ่งวิธีการที่ อภิสรา เฮียงสา กลุ่มริทัศน์บางกอกใช้ในการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้สร้างสรรค์คือการเข้าไป ‘เดินย่าน’ ในพื้นที่หัวลำโพงที่กลุ่มริทัศน์บางกอกยังไม่เคยเข้าไปทำความรู้จักพื้นที่ แต่จุดตั้งต้นที่ทำให้อยากเข้าไปพัฒนาย่านหัวลำโพงคือ ความเปลี่ยนแปลงที่ถูกมองเข้าไปจากภายนอก เมื่อได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศของพื้นที่และมุมมองของผู้คนภายในย่าน
“เราอาจต้องพยายามเดินไปในเมืองเพื่อทำความรู้จักให้ได้มากที่สุด หรือแค่นั่งนิ่ง ๆ ให้เมืองได้เคลื่อนผ่านตัวเรา ซึมซับความเป็นไปของเมือง”
ดื่มดิน กินแดด คือหนังสือของจักกาย ศิริบุตร ที่โตมรหยิบยกมาตัวอย่างถึงการทำความเข้าใจเมืองผ่านวัฒนธรรมการกินอาหารของพื้นที่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการที่ผู้คนจะได้ทำความรู้จักความเป็นพื้นที่ผ่านการทำความเข้าใจวัฒนธรรม
เช่นเดียวกับการทำความเข้าใจจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นจากการจัดวางพื้นที่อย่างจุดกำเนิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมในอะโกรา (Αγορά) รูปแบบย่านในยุคสมัยกรีกโบราณที่ไม่ได้เป็นเพียงตลาด แต่คือพื้นที่ศูนย์กลางสาธารณะที่คนได้ออกจากย่านที่พักอาศัยมารวมกลุ่มใจกลางเมือง เป็นอัตลักษณ์ซึ่งถือเป็นต้นธารของการเกิดแนวคิดประชาธิปไตย ด้วยการจัดในมีการเลือกตั้ง ตัดสินคดีของศาลในที่สาธารณะ ซึ่งมีคนในเมืองรายล้อมในอัตลักษณ์ความเป็นย่านสามารถดำเนินต่อไปได้
‘ย่านแบบไหนที่คนอยากอยู่’ อาจเป็นคำตอบที่ไม่ได้มาจากเพียงกลุ่มใดหนึ่งกลุ่มหนึ่ง แต่องค์ประกอบของเมืองที่ถูกรวบรวมจากสิ่งที่มีอยู่ภายในพื้นที่ เสียงความต้องการของผู้คนและแนวทางการขับเคลื่อนจากทั้งภายในและผู้คนภายนอก สามส่วนสำคัญที่จะทำให้องค์ความรู้ภายในพื้นที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นประสบการณ์ร่วมของผู้คน
ความหมายของคำว่า ‘ย่าน’ จึงอาจไม่ได้เป็นอะไรอื่นไกลจากคนในเมือง แต่เป็นการมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอัตลักษณ์กับคนในพื้นที่ คือประสบการณ์ที่สามารถเชื่อมต่อไปได้ไกลถึงย่านอื่น ๆ ผ่านการเชื่อมร้อยความรู้และการเปิดพื้นที่การเข้ามามีส่วนร่วมของคนในย่าน
ส่วนหนึ่งจากวงเสวนา ย่านวิทยา : เมืองที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ จัดโดย OKMD ร่วมกับ Decode และ UDDC