บทเพลงไร้ชื่อ

ColumnistHuman RightsYoung Spirit
Reading Time: < 1 minute

 Anthem for Nowhere 

ชัชชล อัจนากิตติ

ล่องลอยมาในรูปเสียงกระซิบ

ซ้ำซ้ำ 

ท่วงทำนองเก่าแก่ที่ประกอบขึ้นด้วยโน๊ตเพียงห้าตัว

ไม่ซับซ้อน

ไล่สลับการจัดวางจนกลายเป็นวรรคตอนที่ติดตรึง

ติดตามมาในหมู่พวกเราจากรุ่นสู่รุ่น

ไล่ย้อนกลับไปยังวงศ์วานที่สุดปลายรากเหง้า

พวกเขา คนที่ใบหน้ารางเลือนไปจากความทรงจำ

ทั้งเขาและเธอ ต่างเติมแต่งมันขึ้นมา 

เก่าแก่เกินจะรู้แน่ชัดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ก็พอจะรับรู้ได้

พวกเขาค่อย ๆ ฮัมท่วงทำนองพวกนี้ขึ้นมาในช่วงวันอันยากแค้น

เสียงเบา ๆ ที่ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไปทีละน้อย 

สอดรับกับจังหวะของจอบเสียมที่กลายเป็นเครื่องเคาะจังหวะ

ฉึก ฉึก 

ฉึก ฉึก

กระแสเสียงของชายหญิงที่ขับขาน ถาม ตอบ

สลับกับเสียงหอบหายใจ 

บ้างก็ลงจังหวะ บ้างก็คร่อมจังหวะ 

หากท่วงทำนองยังคงหลั่งไหลไม่หยุดหย่อน 

ในชั่วขณะเดียวกับการผุดออกของเหงื่อไคล

และการเต้นของหัวใจที่ตอกย้ำว่าชีวิตยังคงเป็นชีวิต และยังมีชีวิต

เพลงที่เขียนขึ้นมาด้วยกัน

ด้วยจังหวะของชีวิต

บทเพลงที่เขียนให้ทุกคนครอบครอง แต่ไม่ปรารถนาให้ใครเป็นเจ้าของ

บทเพลงไร้ชื่อที่ไม่ต้องการถูกกักขังอยู่ภายใต้การนิยามด้วยชื่อเรียก

บทเพลงที่พร้อมจะถูกตัด เฉือน ย่อ ขยาย และกลายเป็นสิ่งอื่นจากปากต่อปาก

แต่ยังคงเค้าโครงที่ไม่ว่าใครก็จดจำพวกมันได้เสมอ

เราจะจดจำได้เสมอ แทบจะทันที

เมื่อพวกมันเข้ามาไหลเวียนอยู่ในเรือนร่างและทิ้งร่องรอย

ครั้งแล้วครั้งเล่า

ทีละเล็ก ทีละน้อย

ในแต่ละวินาทีของวันแต่ละวัน

เราต่างคนต่างต้องเร่งฝีเท้าเพื่อก้าวไปข้างหน้า

แต่ยังคงกลับมาอยู่ที่เดิม

ตึก ตึก ตึก ตึก

ตึก ตึก ตึก ตึก

ในแต่ละวินาทีของวันแต่ละวัน

โน๊ตไม่กี่ตัวกลับพาเราล่องไหล

ไปตามเสียงกระซิบที่ค่อย ๆ ก้องดังในโสตประสาท

สั่นสะเทือน สูบฉีด และลูบไล้บาดแผล 

จนเราเริ่มหลงลืมความหมายของบทเพลงที่บรรเลงด้วยวงดุริยางค์ทุกเช้าเย็น

และความจำเป็นของการลุกยืนเพื่อทำความเคารพ

ไม่จำเป็นต้องลุกยืนเพื่อทำความเคารพ

ปล่อยให้บทเพลงไร้ชื่อ

แฝงเร้นอยู่ในอิริยาบถอันผ่อนคลายหลังการทำงานหนัก

ส่งเสียงอย่างเงียบงัน 

ยามที่เราสบตาเมื่อเดินสวนกัน

ในฝูงชนแปลกหน้า ต่างชาติ ต่างภาษา

หลอมรวมและพาเราทลายเพดานของถ้อยคำและช่องว่าง

สาดซัดอย่างเป็นอิสระ ระลอกแล้วระลอกเล่า

ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก

ตึก ตึก ตึก ตึก

ระลอกแล้วระลอกเล่า

จนแผ่นที่เก่าซีดและเส้นที่ขีดปริแตก

ปรุพรุนจนเสียงกระซิบกรีดร้อง

ซ้ำซ้ำ

ซ้ำซ้ำ

จากภายนอกสู่ภายใน

ขนาบร่างกายทั้งซ้ายขวา

จากปลายผมไปจนถึงปลายเท้า

จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง

จากการหลงลืมไปสู่การจดจำ

จนขึ้นใจ

จนถึงวันที่พวกเราเข้ามาล้อมวง 

ร่วมกันเปล่งเสียง 

ปลดปล่อยมัน 

เพื่อให้มันปลดปล่อยพวกเรา

Author
ชัชชล อัจนากิตติ
สนใจการอ่านและเขียนวรรณกรรม โดยเฉพาะกวีนิพนธ์ และหาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานวิจัยทางมานุษยวิทยา ด้วยความเข้าใจ (ไปเอง) ว่าทั้งสองสิ่งนี้คือสิ่งเดียวกัน
illustrator
ชลณัฐ อารยกูล
แต่ละวันกับการค้นหาตัวเอง เก่งบ้าง ไม่เก่งบ้าง ลองไปเรื่อยกับประสบการณ์ที่คุ้นหน้า บ้างก็ไม่คุ้นตา ตื่นเต้นกับการได้เจอพรุ่งนี้อยู่ทุกคืน