Fragment of Loneliness : เศษเสี้ยวของความเหงาในโลกอันแสนโกลาหล

InterviewsMedia
Reading Time: 4 minutes

ภายในห้องสี่เหลี่ยมสีมืด ขนาดพอเหมาะพอดีที่จะบรรจุที่นั่งผู้ชมล้อมรอบเซ็ตติ้งจำลองอพาร์ตเมนต์ กลุ่มไฟสีนวลสาดส่องให้เห็นรายละเอียดยิบย่อย หนังสือ โทรทัศน์ ชุดดริปกาแฟ ข้าวของเครื่องใช้จัดวางไว้เพียงพอที่จะสามารถอธิบายว่าคนทั้งคู่อาศัยอยู่ด้วยกัน ณ ที่นี้

เหนื่อยล้า สับสน รีบเร่ง เศร้า เหงา อ่อนไหว… เป็นหมู่อารมณ์ความรู้สึกที่พอจะจับต้องได้ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ ภายใต้ร่มไม้ของละครเวที Fragment of Loneliness กำกับโดย ไวน์-ชาคร ชะม้าย โดยมี แซน-ภคมน ดาระปรารมภ์ และ กรรณ-สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา เป็นนักแสดงนำ ละครบอกเล่าการพยายามดิ้นรนในความสัมพันธ์ที่เราต่างค่อย ๆ ล่องหนหายไป ในโลกทุนนิยมที่เฝ้าเรียกร้องจากเรามากมาย 

ละครเล่าเรื่องด้วย ‘เศษเสี้ยว’ ตามชื่อ Fragment และเป็นเศษเสี้ยวชีวิตของคนเมือง สองตัวละครที่ยืนอยู่ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่กำลังแตกร้าว ค่อย ๆ เผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวของตัวเอง ในช่วงเวลาที่ความรักยังไม่จางหาย แต่การอยู่ร่วมกันกลับยากขึ้นทุกที พวกเขาต่างค้นหาตัวตน ความหมายของชีวิต และตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ที่อาจทำให้รู้สึกเหงายิ่งกว่าเดิม ก่อนที่ทุกอย่างจะเลือนหายไป

เรื่องราวและบทพูดของทั้งสองตัวละครหลักที่สลับสับเปลี่ยนถ่ายทอดกัน เป็นราวกับกระดาษช็อตโน้ต ที่แปะซ้อนทับกันเรื่อย ๆ เป็นชั้น ๆ มากกว่าการเล่าเป็นเส้นเรื่องต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ  ตัวละครหญิงชายสัมพันธ์กันด้วยความประดักประเดิด ไม่ได้ตอบโต้กันโดยตรงในทุกจังหวะ ส่วนในบางจังหวะที่ทั้งคู่หันหน้าเข้าหากันก็มักจะถูกดึงทึ้งด้วยความโกลาหลที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ ความเหงาจึงก่อตัวขึ้น แม้พวกเขาพยายามจะรักษาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นเพียงใดก็ตาม แต่ในเบื้องลึกอีกชั้น ก็ดูเหมือนว่าคนทั้งคู่ยังอยากพยายามมองหาหนทางให้สามารถไปกันต่อได้อยู่เสมอ

โลกทุนนิยมบังคับให้ ทำงาน ทำงาน ทำงาน ฟังเผิน ๆ ก็คล้ายคลึงกับสโลแกนผู้ว่าฯ ชัชชาติ แต่สุดท้ายมันต่างกันแน่ล่ะ เพราะผู้ว่าฯ ทำงานบนฐานคิดที่ว่า ต้องบริหารจัดการเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน โดยมีเงินภาษีค้ำคอ

ส่วนอย่างเรา ๆ ในโลกความเป็นจริง ทำงานเพื่อแลกเปลี่ยน ‘แรง’ มาเป็น ‘เงิน’ และมีการถูกยอมรับเป็นสิ่งยืนยันการมีอยู่ ตอนหนึ่งของละครที่ตัวละครชายต้องเผชิญกับสภาวะตกงาน จึงราวกับสูญเสียตัวตนที่มีอยู่และค่อย ๆ รางเลือน 

นอกไปจากนั้น ท่ามกลางเมืองสว่างไสวด้วยไฟประดิษฐ์ เสียงพวกหนูวิ่งปั่นจักรดังระงมตลอดคืน วันดีคืนดีเจ้านายอาจเกิดใจดี จัดกิจกรรมสนุกสนานในเทศกาลประจำปี หยิบยื่นความสุขชั่วขณะให้พนักงานตัวเล็กจ้อย ทำมึน ๆ เบลอ ๆ กับโบนัสประจำปีที่ควรได้แต่กลับไม่ได้ ผลลัพธ์ของการวิ่งทำกำไรมหาศาลที่เหมาะสม จึงอาจเป็นตู้เย็นสักหนึ่งหลัง หรือจักรยานสักหนึ่งคัน ก็สุดแล้วแต่ ‘ดวง’

ในวันอันแสนยาวนาน ห้วงเวลาที่ดูเหมือนจะมีความหวัง ฉากทัศน์ทางการเมืองก็ถูกเอามาขึงตึงไว้กลางละครเวทีเช่นกัน วลีคมคายที่ให้สัญญาของนักการเมืองถูกเอามาฉายวนซ้ำ ดูเหมือนจะมีความหวังจริง ๆ แต่ก็แค่ดูเหมือน…

ปัจจัยแวดล้อมอีกมากมายสูบพลังทั้งเขา และเธอจนสิ้น 

เธอกลับบ้าน วางกระเป๋า สายตาว่างเปล่า

เขากลับบ้าน วางกระเป๋า สายตาว่างเปล่า 

หันหน้ากันคนละมุม หลับใหลพ้นผ่านค่ำคืน เพื่อตื่นไปวิ่งวนบนจักรอันเดิม

ทำอย่างนี้ซ้ำ ๆ 


เพราะเมืองทำให้รู้สึกไม่ belong 

“เราเขียนบทเรื่องนี้ออกมาคล้ายกับการพูดคนเดียว เป็นโน้ตที่สะเปะสะปะจำนวนมาก ที่แค่สำรวจความรู้สึกหรือภาวะเหล่านี้ บางช่วงบางตอนก็เป็นการจินตนาการถึงความสัมพันธ์ ความรัก ความรู้สึก หรืออะไรก็ตามที่มันปนเป” ชาคร ที่เป็นทั้งผู้กำกับและผู้เขียนบทเล่าขึ้น

เขาเล่าต่อถึงแนวคิดเบื้องหลังว่า ในฐานะที่ก็เป็นคนอาศัยอยู่ในเมือง แต่แม้ว่าจะโตและเกิดที่เมืองมหานครนี้ แต่ตัวเองกลับรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งกับเมืองแม้แต่น้อย

“เราเองก็เกิดที่นี่ โตที่นี่ แต่เรารู้สึกไม่ belong กับเมืองนี้จัง มีความรู้สึกสั่นคลอนกับการใช้ชีวิตที่พุ่งไปข้างหน้า มองหาความมั่นคง แต่เราก็ตั้งข้อสังเกตว่า ไหน ๆ เราเกิดขึ้นมาที่นี่แล้ว เราก็อยากอยู่ อยากให้มันดีขึ้น เราก็อยาก belong กับมัน อยาก make friend กับมันได้ เราคิดว่าเราตั้งต้นจากสิ่งนี้ในการเขียนงานขึ้นมา”

ไวน์-ชาคร ชะม้าย ผู้กำกับและผู้เขียนบทละครเวที

ความรู้สึกไม่ belong ที่เขาพูดถึง ไม่ได้หมายถึงการเป็นคนนอก หากแต่เป็นความสั่นคลอนบางอย่างที่ค่อย ๆ ซึมอยู่ในชีวิตประจำวัน เป็นความรู้สึกที่อธิบายได้ยากว่าขาดอะไร แต่ก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ลงล็อกอยู่ตลอดเวลา 

แม้จะเกิด เติบโต และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้มาตลอด แต่กลับไม่อาจรู้สึกเชื่อมโยงกับมันได้อย่างเต็มที่ เมืองที่ควรจะเป็น ‘บ้าน’ กลับกลายเป็นเพียง ‘พื้นที่อาศัย’ ที่ใช้ชีวิตผ่านไปวันต่อวัน 

เมืองใหญ่เปิดโอกาสมากมาย แต่ขณะเดียวกันก็ผลักให้ผู้คนต้องเคลื่อนไหวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดพัก จังหวะชีวิตที่เร่งรีบและการแสวงหาความมั่นคง กลับทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น ‘ใช่’ จริงหรือไม่ หรือเราเพียงกำลังทำตามเส้นทางที่ถูกวางไว้ให้เดิน ความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลำพัง หากแต่ค่อย ๆ ปรากฏผ่านผู้คนรอบตัว ผ่านบทสนทนาเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ผ่านสายตาที่ว่างเปล่าในตอนปลายวัน หรือแม้แต่ความเงียบระหว่างคนสองคนที่นั่งอยู่ในห้องเดียวกัน จนท้ายที่สุด มันกลายเป็นข้อสงสัยร่วมกันว่า วิถีชีวิตแบบที่กำลังดำเนินอยู่นั้น กำลังพาเราไปสู่ที่ใดกันแน่ และเรายังมีสิทธิเลือกทางอื่นอยู่หรือไม่ 

เขาเล่าต่ออีกว่ากรุงเทพฯ ก็คล้ายกับเมืองใหญ่ ๆ แทบทุกเมือง ที่ทันสมัย เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายโกลาหล ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เขาสำรวจภาวะเดียวกันนี้กับประเทศเกาหลีใต้ และพัฒนาต่อยอดบทจนกลายเป็นละครเวที Fragment of Loneliness หลังจากเห็นว่าเมืองใหญ่พัฒนาไปข้างหน้า แต่ยากที่เราจะรู้สึกเชื่อมโยงในที่ที่เราอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าเราปฏิเสธความเป็นเมืองใหญ่ของมันไม่ได้ 

ชาครเลือกจะทำงานกับภาวะนั้น แล้วพอเห็นชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ตัวเองค่อย ๆ ปะติดปะต่อก่อร่างขึ้นมาจึงค่อยเอามาไล่เรียง ใส่ให้อยู่ในโครงสร้างบางอย่าง

“ถ้าถามว่าทำไมถึงต้องเป็นความเหงาภายใต้ความโกลาหล เรารู้สึกว่าความเหงากับเมืองมันถูกเล่ามาเยอะ ตัวละครรู้สึกโดดเดี่ยวในเมือง บรรยากาศเมืองทำให้โดดเดี่ยว เหงา อะไรอย่างนี้มันมีอยู่มากมาย มันเหมือนเป็นสิ่งคู่กัน ไม่ว่าเขาจะเล่าว่าเหงาเพราะอะไรก็ตาม เราคิดว่าทุกเหตุผลคงจะใช่หมด” ชาครว่า

ความเหงาที่ชาครว่า อาจไม่ได้เกิดจากการไม่มีใคร แต่อาจเกิดจากการไม่พบที่ทางของตัวเองในโลกที่เต็มไปด้วยทุกอย่าง แต่กลับไม่เคยเพียงพอ และในโลกที่ทุกอย่างดูพร้อมสรรพเช่นนี้เอง ความรู้สึกไม่พอดีจึงยิ่งเด่นชัดขึ้น เหมือนเรามีทุกอย่างที่ควรมี แต่กลับไม่รู้สึกว่านี่คือ ที่ของเรา

ชาครตั้งข้อสังเกตว่า ความเหงาเป็นประสบการณ์ที่ปัจเจกอย่างมาก มันมีเฉด มีระดับ และมีบริบทที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละชีวิต ละครเรื่องนี้จึงไม่ได้พยายามอธิบายความเหงาทั้งหมด หากแต่เลือกหยิบเพียงบางเสี้ยวที่เขามองเห็นและเข้าถึงได้มาถ่ายทอด เขาไม่ได้พูดแทนทุกคน ไม่ได้อ้างว่าความเหงาแบบหนึ่งจะครอบคลุมทุกประสบการณ์ แต่ชวนให้ผู้ชมค่อย ๆ มองเข้าไปในเศษเสี้ยวเหล่านั้น แล้วอาจจะพบอะไรบางอย่างที่สอดคล้องกับตัวเอง

“ความเหงากำลังบอกกับปัจเจกหลาย ๆ แบบ แต่เหมือนว่าความเปราะบางที่อยู่ในเมืองเมืองนี้ ผลักดันให้เราผลิต หรือทำงานหนักมากขึ้น ทุกคนบอกว่าเมืองนี้ผลักดันเรา และการทำงานหนักเป็นเรื่องผิดปกติมาก ต้องบาลานซ์ บลา ๆ แต่สุดท้ายมันก็จะลงเอยเหมือนสัจธรรมปลง ๆ ว่า โลกก็เป็นอย่างนี้ ชีวิตก็เป็นอย่างนี้ แล้วมันกลายเป็นเรื่องปกติ ละครเรื่องนี้ไม่ได้ให้คำตอบว่าชีวิตมันเป็นยังไง แต่เราแค่ตั้งคำถามว่านี่มันไม่มีทางอื่นแล้วจริง ๆ เหรอ ที่เราจะใช้ชีวิต”

ภายใต้โลกที่ขับเคลื่อนด้วยตรรกะแบบทุนนิยม ความสัมพันธ์เองก็ถูกกระทบและตั้งคำถามไม่ต่างกัน มนุษย์ยังคงแสวงหาความรัก ความผูกพัน หรือการมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องต่อรองกับเงื่อนไขของโลกที่ทำให้สิ่งเหล่านั้นเปราะบางและยากจะยึดเหนี่ยว

ภคมน นักแสดงในเรื่อง สะท้อนความเปราะบางและความรู้สึกไม่ belong นี้ผ่านการปะทะกันระหว่างความฝันกับความจริงในฐานะคนทำงานสร้างสรรค์

“เราอยากเป็นนักแสดงที่คนอื่นรู้จักมาก”

เธอยอมรับตรง ๆ ถึงการโหยหาการยอมรับ ซึ่งในโลกทุนนิยม การถูกมองเห็นไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจ แต่มันคือ ‘แต้มต่อ’ ในการอยู่รอด

แซน-ภคมน ดาระปรารมภ์

ความต้องการการยอมรับ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ ค่อย ๆ กลายเป็นเงื่อนไขของการมีตัวตนอยู่ในสังคม ราวกับต้องให้คนอื่น approve ว่าเราสำเร็จถึงแปลว่าเรามีตัวตน เมื่อโลกของความเป็นจริงค่อย ๆ บีบคั้นมากขึ้น คำถามเรื่อง ‘การอยู่รอด’ ก็เข้ามาทับซ้อนกับ ‘ความฝัน’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“บางทีถ้ามันหากินไม่ได้ ต่อให้มันเป็นแพสชันแค่ไหน เราก็ต้องตัดสินใจว่าจะปล่อยมันไปไหม”

การต้องรอให้สังคม approve ว่าสำเร็จถึงจะถือว่า ‘มีตัวตน’ กลายเป็นกรงขังที่ทำให้เธอไม่ belong กับทั้งความฝันและตัวเอง เมื่อความฝันเริ่มกินไม่ได้ และแพสชันเริ่มกลายเป็นภาระในเมืองที่เรียกร้องให้เธอไล่ตามความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเธอก็จึงต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอด 

อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้มองว่านั่นคือการสูญเสียทั้งหมด หากแต่เป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์กับสิ่งที่เคยยึดถือ ในโลกที่บีบให้เราต้องเลือก คุณค่าบางอย่างอาจถูกวางลง เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ ขณะเดียวกัน เราก็ถูกผลักให้หยิบจับคุณค่าแบบใหม่ที่สอดคล้องกับระบบมากขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว

ท้ายที่สุดแล้ว ความเหงาใน Fragments of Loneliness จึงไม่ได้เป็นเพียงอารมณ์ หากแต่เป็น

เหมือนเศษเสี้ยวของบางสิ่งที่หล่นหายไประหว่างทาง เป็นร่องรอยของการพยายามประคองตัวตน ความสัมพันธ์ และความหมายของชีวิตเอาไว้ ท่ามกลางโลกที่ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว

และบางที ในกระบวนการของการ ‘ไม่ belong’ นี้เอง มนุษย์อาจกำลังพยายามกอบเก็บชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของความรู้สึก เพื่อยืนยันกับตัวเองว่า อย่างน้อย เรายังไม่เลือนหายไปเสียทีเดียว


‘ความช้า’ คือของ luxury

ภายใต้จังหวะของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็ว ชาครตั้งข้อสังเกตว่า มนุษย์ไม่ได้ต้องการจะวิ่ง อยู่ตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริง เรากลับแทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปต่อ

“มันเหมือนเป็นพล็อตเดิม ๆ เลยนะ ทั้งในหนัง ทั้งในชีวิต” เขาว่า 

“เราพัฒนาเมืองกันมาจนถึงจุดนี้ แล้วเราจะไปต่อแบบนี้จริง ๆ เหรอ หรือเรายังเลือกอะไรได้อีก”

คำถามนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อปฏิเสธความก้าวหน้า หากแต่ชวนให้มองว่า ในโลกที่ทุกคนถูกผลักให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่องนั้น ยังมีพื้นที่สำหรับจังหวะชีวิตแบบอื่นอยู่หรือไม่

ความน่ากลัวของเมืองใหญ่ไม่ใช่แค่การถูกขูดรีดจากระบบ แต่คือการที่เราเริ่ม ‘ขูดรีดตัวเอง’ ทั้งโดยเต็มใจและถูกบังคับไปพร้อมกัน จน ‘ความช้า’ กลายเป็นสินค้า luxury ที่มีเพียงคนบางกลุ่มจะครอบครองได้ การอยากมีชีวิตแบบ slow life กลายเป็นแฟนตาซีของคนเมือง ทั้งที่ความสงบ ความเงียบ มันควรเป็นเรื่องสามัญ

ในมุมมองของชาคร ความสามารถในการหยุดคิด ทบทวน และตั้งคำถามกับชีวิต ไม่ควรถูกจำกัดไว้สำหรับบางคน หรือบางเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นสิ่งพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรเข้าถึงได้

“การมีคุณค่า การมีความหมาย มันไม่ควรเป็นของแพงเลย”


ในความหมายของ ‘การมีอยู่

ความเร่งรีบในความโกลาหลจากเรื่องราวทั้งหลาย ค่อย ๆ กัดกินผู้คนทีละนิด ความช้ากลายเป็นความหรูหราเอื้อมไม่ติด เมื่อถูกกัดกินจึงเหลือเพียงเศษเสี้ยว ต้องประกอบสร้างขึ้นใหม่ หรืออย่างน้อยก็ประคองอันเดิมเอาไว้ไม่ให้ร่วงหล่นไปจนหมด ทั้งจากการตั้งคำถาม การหาความหมาย เพื่อยืนยันการมีอยู่ของตัวเองผ่านอะไรสักอย่าง

การบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองจึงกลายเป็นวิธีหนึ่งของการดำรงอยู่ แม้มันจะฟังดูแปลกที่การมีอยู่ต้องอาศัยการประกาศออกไป แต่ชาครก็มองว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียทีเดียว หากแต่เป็นอีกวิธีที่มนุษย์ใช้สร้างความหมายให้กับชีวิต

ท้ายที่สุดแล้ว แต่ละคนต่างมีวิธีของตัวเองในการตอบคำถามพื้นฐานอย่าง ‘เรามีอยู่ยังไง’ และ ‘อะไรคือความหมายของการมีอยู่’ ซึ่งชาครมองว่าอาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการค้นหา และอาจเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงเวลา

“เราคิดว่าการแสวงหาตัวตน เป็นสิ่งที่ต้องค้นหาไปทั้งชีวิต แล้วในแต่ละช่วงเวลาก็อาจจะมีความแตกต่างกันไป เราว่ามันสำคัญตรงที่ว่า ระบบที่เราอยู่ ทุกอย่างที่เราอยู่ ที่เราสมมติขึ้นมา มันเอื้อให้ทุกคนได้คิดถึงสิ่งนี้ไหม มันเอื้อให้ทุกคนได้มีโอกาสตั้งคำถามแบบนี้ไหม”

ในอีกด้านหนึ่ง ภคมนมองว่าการยืนยันการมีอยู่ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเราเพียงลำพัง แต่ผูกโยงอยู่กับความสัมพันธ์

“พอเราโตขึ้น เราไม่ได้โตคนเดียวแล้ว” เธอว่า 

“สุดท้ายเราแค่อยากมีใครสักคนที่ให้คุณค่ากับเรา แค่มีใครสักคนอยู่ตรงนั้น ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เรารู้ว่าเรามีตัวตน”

การมีอยู่ของเธอจึงอาจไม่ได้ต้องการการรับรองจากโลกทั้งใบ แต่เพียงใครบางคนที่เธอรู้สึกปลอดภัยพอจะเป็นตัวเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อความสัมพันธ์เองก็อยู่ในสภาวะเปราะบางไม่ต่างกัน ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่แค่การ ‘มี’ แต่คือการ ‘รักษา’

สำหรับภคมน สิ่งที่ยากที่สุดคือการยอมรับความไม่สมบูรณ์ของความสัมพันธ์ การยอมรับว่ามันอาจไม่ราบรื่น อาจมีรอยร้าว และอาจต้องการการประคองมากกว่าการไขว่คว้า

ในขณะที่กรรณมองว่า การค้นหาตัวตนและการรักษาความสัมพันธ์สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย

“เราน่าจะทำได้แหละ แต่ต้องใช้พลังเยอะมาก เราต้องหาสิ่งที่เราอยากเป็น ในขณะเดียวกันก็ต้องให้เวลากับคนที่เรารักไปด้วย” กรรณบอก

ความยากจึงไม่ได้อยู่ที่เป็นไปได้หรือไม่ได้ แต่อยู่ที่ต้นทุนทางอารมณ์และพลังงานที่ต้องใช้ในการประคองทั้งสองสิ่งไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งรบกวน (distractions) มากมาย การหลีกเลี่ยง การผัดวัน หรือการเก็บงำความรู้สึก กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าการเผชิญหน้า เมื่อเวลาผ่านไป ความเงียบเหล่านั้นจึงค่อย ๆ สะสม กลายเป็นระยะห่างที่มองไม่เห็น แต่รู้สึกได้

ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับกรรณ การยืนยันการมีอยู่ไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จหรือการถูกมองเห็นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นผ่าน ประสบการณ์ ความรู้สึก และความสัมพันธ์

“ไม่ว่าจะดีหรือร้าย อย่างน้อยมันทำให้เรารู้สึกว่าเรายังมีชีวิตอยู่”

ในโลกที่ค่อย ๆ ทำให้เรากลายเป็นเศษเสี้ยว การได้รู้สึก และการได้เชื่อมโยงกับใครบางคน อาจเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่ยังยึดโยงเรากับการมีอยู่ของตัวเองได้อย่างแท้จริง

ความเปราะบางที่ละครเวทีเรื่อง Fragment of Loneliness หยิบมาสำรวจ ต่างถูกนำมาเล่าผ่านทั้งหนังสือ ภาพยนตร์ เรื่องเล่ามากมายก่อนหน้า เราสำรวจมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า และแน่นอนว่ามันก็คอยเพรียกให้เรากลับมาแตะสัมผัสมันอยู่อย่างนั้น ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพราะเราก็ยังอยู่ในโลกใบเดิม โลกใบที่ ‘ความช้า’ คือของแรร์ แพง และ luxury 

ละครไม่ได้มอบคำตอบสำเร็จรูป หรือชี้ตัดสินว่าสิ่งใดที่ถูกหรือผิด หากแต่เลือกที่จะเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้นั่งอยู่กับความรู้สึกของการพยายามรักษาใครสักคนไว้ ในโลก และระบบที่ผลักดันให้เราต้องเดินหน้าตลอดเวลา จนบางครั้ง การหยุดอยู่กับที่ หรือการอยู่กับใครคนหนึ่ง กลับกลายเป็นเรื่องที่ยากเย็นเหลือเกิน

อย่างไรก็ตามข้อจำกัดบางประการยังคงปรากฏให้เห็น หากมองผ่านสายตาของผู้สังเกตการณ์ ความท้าทายของละครเวทีเรื่องนี้อยู่ที่การสำรวจประเด็นซ้ำเดิม ซึ่งเรายังคงเชื่อมั่นว่า ประเด็นเก่าสามารถเล่าซ้ำได้ในเมื่อยังมีให้เราเห็นอยู่ในทุกวัน แต่ในพื้นที่ของละครเวทีที่ตั้งใจจำลองชีวิตจริงขึ้นมานั้น ความคาดหวังคือมุมมองใหม่ ๆ หรือกลวิธีการเล่าที่สามารถดึงคนดูให้ถลำลึกเข้าไปในโลกใบนั้นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะอย่างไรเศษเสี้ยวทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่เราต่างพบเจอในโลกใบเดียวกัน

ด้วยความที่เนื้อหาถูกกลั่นกรองมาจากภายใน และความรู้สึกส่วนตัวของผู้เขียนบทและผู้กำกับเป็นส่วนใหญ่ ในบางจังหวะความเข้มข้นของตัวตนอาจเผลอผลักคนดูออกไปจากการเชื่อมโยงโดยไม่ตั้งใจ กลายเป็นเพียงการนั่งมองความโกลาหลของผู้อื่นจากระยะไกล แทนการเข้าไปสัมผัสร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกที่มีต่อละครเวทีย่อมเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนบุคคล สำหรับบางคน เศษเสี้ยวที่กระจัดกระจายเหล่านี้อาจปะทะเข้าอย่างจังในทุกจังหวะ แต่สำหรับบางคนก็อาจเป็นบันทึกเศษเสี้ยวความเหงาที่คุ้นชินจนเกือบเป็นเส้นราบเรียบ ซึ่งนั่นก็อาจเป็นเสน่ห์ของงานศิลปะที่อนุญาตให้คนดูรู้สึกแตกต่างกันไปตามเศษเสี้ยวประสบการณ์ที่แต่ละคนถืออยู่ในมือ


ภาพละครเวทีจาก: howtofloatinyourspace

Author
ศศิพร คุ้มเมือง
สนใจการเมือง สิทธิมนุษยชน และ gender มีผมทรงโปรดคือ 'เกล้า' ตลบไปข้างหลังสำหรับใส่หมวก คืนนี้ฉันบิน
Author
ณิชกานต์ บุญไชย
นักรักผู้อกหักเป็นงานประจำมากกว่าการทำกราฟิก