การสร้างนักอ่านที่เข้มแข็งและเข้มข้น
Reading Time: < 1 minuteชีวิตเปราะบาง แต่อย่างน้อยที่สุดเราสามารถเชื่อมั่นได้ว่าการอ่านที่เข้มแข็งจะปกป้องเขาได้ หรือบางทีการอ่านจะเคียงข้างเขาไปได้ตลอด
ดูเหมือนว่าทุกวันนี้เมื่อกล่าวถึงประเทศพม่า หรือเมียนมา
ภาพแรกที่ปรากฏขึ้นในหัวคงเป็นเรื่องราวของแรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย และสงคราม
แต่คงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะสภาพการณ์ของพม่าทุกมิติย่ำแย่เหลือคณานับ
ซากตึกปรักหักพัง เนื้อกายที่ถูกชะโลมด้วยสีแดงเข้ม คงยากที่จะชวนคิดถึงเรื่องอื่น
แต่เสี้ยวหนึ่งในใจ ก็หวังว่าจะมีเรื่องราวอื่น ๆ สอดแทรกขึ้นมาบ้าง
ในช่วงเวลาที่ความหวังแทบไม่เหลืออยู่
จิบพม่า ตามหาจอร์จ ออร์เวลล์, ประวัติศาสตร์ระหว่างบรรทัดในร้านน้ำชา ฉันได้หนังสือเล่มนี้มาจากกองหนังสือมือสองแห่งหนึ่ง หน้าปกสีฟ้าสดกับคำว่า ‘พม่า’ ดูไม่เข้ากันเสียเลยในทัศนะของฉัน รวมถึงชื่อของจอร์จ ออร์เวลล์ เจ้าของวรรณกรรมก้องโลกหลายชิ้น ที่ฉันไม่เข้าใจว่าเขาไปเกี่ยวอะไรกับพม่า กลับทำให้ฉันสนใจถึงที่สุดว่าหน้ากระดาษในเล่มจะเล่าอะไร

ออล์เวลล์ในวัย 19 เริ่มต้นการฝึกในโรงเรียนตำรวจของรัฐบาลอังกฤษที่มัณฑะเลย์ ดินแดนที่เป็นสนามรบแดนดุเดือดระหว่างกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรและทหารญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนที่พื้นที่บางส่วนที่ไม่ได้ถูกเผาจากไฟสงคราม จะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักในการทำการค้ากับจีน บ้านเรือนสไตล์จีนสีทองฉูดฉาดเข้าครอบครองรูปแบบสถาปัตยกรรม ขณะที่ชาวพม่าดั้งเดิมที่บีบให้ย้ายที่อยู่ไปยังรอบนอกตัวเมือง
แม้มัณฑะเลย์จะเป็นสถานที่ที่ไม่เคยถูกเปลี่ยนชื่อมาตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ แต่ในปี 1989 รัฐบาลทหารได้เปลี่ยนชื่อสถานที่ ถนนหนทาง เมืองต่าง ๆ ไปหลายแห่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลทหารมองว่าเป็นการกำจัดร่องรอยของเจ้าอาณานิคมออกไป แต่แท้จริงแล้ว ‘นายพลต้องการเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ และเข้าไปควบคุมทุกหนแห่งที่ประชาชนชีวิต’ เช่นเดียวกับที่พม่าถูกเรียกว่าเมียนมา
“เมื่อชื่อสถานที่ถูกเปลี่ยนไป ชื่อเก่าหายไปจากแผนที่ และในที่สุดก็จะเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน” เธอบอก
แม้ประวัติศาสตร์ไม่ถูกเขียนขึ้น แต่มันไม่เคยหายไปจากหัวใจของผู้ที่ยังเชื่อ เอ็มม่าบอกว่า ในมัณฑะเลย์มีร้านน้ำชาเลื่องชื่ออยู่หลายแห่ง ส่วนใหญ่เป็นห้องเปิดโล่ง ตกแต่งด้วยโต๊ะไม้เตี้ย ๆ พร้อมม้านั่ง แต่ละร้านจะมีเมนูพิเศษเฉพาะตัว และที่ขาดไม่ได้คือบทสนทนาภายในร้าน ที่มีตั้งแต่เรื่องราคาผลไม้ ชาที่ชอบ วรรณกรรม และเรื่องการเมือง
“รัสเซียไม่มีบิ๊กบราเธอร์แล้ว แต่เรายังคงมีอยู่” คนในวงแซวมุกล้อกับ 1984
“เราเป็นประเทศที่มีตัวประกัน 50 ล้านคน พวกเขากักตัวประกัน 50 ล้านคนมาเกือบ 50 ปีแล้ว” อีกคนพูด
“เพื่อน ๆ ชาวตะวันตกมักถามผมว่าทำไมปัญญาชนพม่าถึงมองทุกอย่างติดลบไปหมด ผมตอบไปว่าไม่มีเหตุผลใดที่ต้องมองติดลบ แต่มันไม่มีเหตุผลให้มองโลกในแง่ดีเลยต่างหาก” อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยยิงมุกบ้าง
“เวลาหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมา สิ่งแรกที่ฉันพลิกหาคือหน้าหลัง เพราะเป็นส่วนเดียวในฉบับที่เชื่อถือได้ ข่าวมรณกรรมไง” หญิงนักเขียนตบท้ายมุกเด็ด
สายลับหรือหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลทหารแทรกซึมและปกคลุมอยู่ทุกอณู พวกเขาถูกตั้งชื่อจากลูกค้าร้านน้ำชาว่า ‘ไอหมอกร้านน้ำชา’ ซึ่งไม่ว่าเอ็มม่าจะเดินทางตามรอยออร์เวลล์ไปที่ใด ไอหมอกนี่ก็ตามเธอจนสุดทุกหนแห่ง และนับวัน ไอหมอกก็ยิ่งหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ในพม่า
“เหตุการณ์ที่นำไปสู่การลุกฮือของประชาชนในปี 1988 ถูกจุดชนวนจากการทะเลาะวิวาทในร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง และรัฐบาลทหารก็มองร้านน้ำชาเป็นสถานที่ที่มีแนวโน้มเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของกิจกรรมต่อต้านรัฐบาล” เอ็มม่าบอก

ออร์เวลล์ถูกส่งมาประจำการที่สถานีตำรวจชานเมืองร่างกุ้ง หลังการปฏิวัติ 8888 รัฐบาลทหารเปิดประเทศให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาในพม่าอีกครั้ง อาคารเก่าแก่ถูกเปลี่ยนเป็นคอนโดมิเนียม โรงแรม และอาคารสำนักงาน มีซูเปอร์มารเก็ตและห้างสรรพสินค้าที่บรรจุสินค้าจากทุนต่างชาติ พร้อมภาพนักธุรกิจต่างชาติร่วมสังสรรค์กับสาวงามชาวพม่า โฆษณาชวนให้เชื่อว่าร่างกุ้งกำลังเติบโต
แต่ดูเหมือนว่าขณะนั้น พม่าเป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ค่าจ้างคงที่ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อในร่างกุ้งสูงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ประชาชนส่วนใหญ่ต้องรัดเข็มขัด ชักหน้าไม่ถึงหลัง ตามถนนหนทางในร่างกุ้งจะพบประชาชนเข้าคิวต่อแถวรอรับการปันส่วนอาหารจากรัฐบาลอยู่ตลอดทาง
“เธอมองซูเปอร์มาเก็ตเป็นสัญลักษณ์ความก้าวหน้าของประเทศ แต่เธอก็ไม่เคยไปรอคิวที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน เพราะเธอไม่เคยซื้อสิ่งใด เธอไม่ได้มีกำลังซื้อมากพอสำหรับสินค้าในซูเปอร์มาเก็ต” เอ็มม่าเล่าถึงหญิงสูงวัยชาวพม่าคนหนึ่งที่เธอรู้จัก
ที่ร่างกุ้งยังคงภาพความเจริญเหล่านั้นไว้ได้ เป็นเพราะรัฐบาลทหารเก่งกาจในการควบคุมความเป็นจริงต่าง ๆ ภายในประเทศ กรมจดแจ้งและตรวจสอบการพิมพ์จะมีหน้าที่ตรวจสอบสิ่งพิมพ์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นตำราเรียน นิตยสาร ปฏิทิน เนื้อเพลง หรือกระทั่งจดหมายจากคนรัก เพื่อค้นหาทุกคำ ประโยค และภาพที่อาจเข้าข่ายต่อต้านรัฐบาล
ระเบียบกว้าง ๆ นี้หมายรวมถึงการปิดข่าวสถานการณ์อื่น ๆ ภายในประเทศ เช่น ภาวะขาดแคลนข้าว ราคาตั๋วรถไฟที่สูงขึ้น ราคาทองคำ ข้อพิพาททางการเมืองระหว่างประเทศ หรือการรายงานข่าวต่างประเทศที่มีลักษณะใกล้เคียงกับสถานการณ์ในพม่ามากเกินไป
“เรามีคนรุ่นหนึ่งที่เติบโตมากับความเป็นจริงที่ถูกตัดทอนที่พวกเขาสร้างขึ้น” สหายเจ้าของโรงพิมพ์บอกกับเอ็มม่า
แม้ออร์เวลล์จะเชื่อว่า เป็นไปไม่ได้ที่งานวรรณกรรมจะอยู่รอดภายใต้ระบอบการปกครองแบบเผด็จการ แต่สหายคนเดิมออกปากกับเอ็มม่าว่าถ้อยคำดังกล่าวนั้น ‘ไร้สาระ’ ที่ถนนคนเดินปานโซดาน ถูกให้ชื่อว่าเป็น ‘มหาวิทยาลัยข้างถนน’ ถนนใจกลางร่างกุ้งนี้เต็มไปด้วยร้านหนังสือและแผงนิตยสาร ทั้งวรรณกรรมอังกฤษ ตำราเรียนวิทยาศาสตร์ นิยายพม่าที่เพิ่งออกใหม่ บทกวีหรือเรื่องสั้นร่วมสมัยของพม่า ซึ่งสะท้อนได้อย่างชัดเจนว่าการเซ็นเซอร์เข้มข้นของรัฐบาล ไม่อาจทำลายความมุ่งมั่นที่จะอ่านและเขียนของคนพม่าได้เลย
เข้าใจว่านับแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน การอ่านระหว่างบรรทัดกลายเป็นทักษะหนึ่ง และพัฒนาจนกลายเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่งในพม่า เหล่าผู้จัดพิมพ์ บรรณาธิการ นักเขียนพยายามค้นหาวิธีการลักลอบใส่ข้อมูลต่าง ๆ ลงไปในงานเขียนผ่านนิทานเปรียบเปรย บทความความสำเร็จของประเทศอื่น ๆ ที่ไม่มีในพม่า หรือกระทั่งหนังสือแนวพัฒนาตนเองที่ไม่มีพิษมีภัย แต่แยบยลในการส่งสารต่อให้คนพม่าสร้างพลังในตัวเอง
“เราอาจให้ความรู้แก่เยาวชนและช่วยเปิดโลกให้พวกเขาได้เห็นถึงความเป็นจริงรอบ ๆ ตัวผ่านหนังสือเหล่านี้ แม้ไม่ใช่วิธีตรง ๆ แต่เราก็หวังอย่างยิ่งว่ามันจะเข้าถึงประชาชน” นักแปลคนหนึ่งบอกกับเอ็มม่า

“นี่ไม่ใช่สิ่งที่คุณและผมจะเรียกว่าการศึกษาได้เลย”
สหายครูบอกกับเอ็มม่า ระหว่างที่เด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งเล่นปริศนาอักษรไขว้ที่ศูนย์การเรียนแห่งหนึ่งในเมาะละแหม่ง หมุดหมายท้าย ๆ ของออร์เวลล์ในพม่า ว่ากันว่าที่นี่เคยเป็นเมืองที่สวยงามที่สุดในพม่า มีจุดเชื่อมสำคัญไปสู่สยามขณะนั้น ทำให้พ่อค้ายุคอาณานิคมเข้ามาตั้งรกรากจำนวนมาก ก่อนที่อังกฤษจะเข้ายึดครองพื้นที่ต่าง ๆ ของพม่าตอนบนในกลางศตวรรษที่ 19 และตั้งร่างกุ้งเป็นเมืองหลวง ทำให้เมาะละแหม่งค่อย ๆ ผ่านช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ และเหี่ยวแห้งลงในท้ายที่สุด
หนึ่งในสิ่งที่เป็นอัมพาตอันดับต้น ๆ คือ ระบบการศึกษา
“พวกเขาไม่สอนอะไรในโรงเรียนอีกต่อไปแล้ว เด็กนักเรียนเพียงแต่ท่องจำบทเรียน จดจำทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่วิชาอย่างคณิตศาสตร์ นักเรียนไม่เข้าใจว่าทำไม 7×3 ถึงเท่ากับ 21 พวกเขาเพียงแต่จำว่าอย่างนั้น ถ้าคุณขอให้เด็กคิดเลขซึ่งไม่อยู่ในสูตรคูณที่เรียนมา เด็กจะตอบคุณไม่ได้” สหายครูบอก
โศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงที่สุดในพม่า คือ การจงใจทำลายระบบการศึกษา จากครั้งหนึ่งที่พม่าเคยมีอัตราการรู้หนังสือและมาตรฐานการศึกษาที่สูง สู่ ‘รุ่นแห่งการสูญเปล่า’ ที่คนหนุ่มสาวไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาที่เหมาะสม ในขณะที่รัฐบาลทหารก็ยังยืนผ่านการกระทำว่าแผนการที่ใหญ่ที่สุด ก็คือการถอนรากถอนโคนพลังแห่งการคิด
“ถ้าในประเทศนี้ไม่มีอนาคตสำหรับพวกเขา พวกเขาจะมีความฝันถึงสิ่งที่จะทำในชีวิตได้อย่างไรล่ะ” คุณแม่ยังสาวคนหนึ่งพูดกับเอ็มม่า
หลังรัฐบาลทหารปฏิเสธผลการเลือกตั้งที่พรรคเอ็นแอลดีได้รับชัยชนะ พวกเขาเน้นกำจัดข้าราชการที่ไม่จงรักภักดีออกไป เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนต้องเข้าสอบเพื่อตอบคำถาม 33 ข้อว่าด้วยสถานการณ์ขณะนั้นของพม่า เช่น ท่านสนับสนุนรัฐบาลที่กำลังบริหารประเทศอยู่หรือไม่ ท่านต้องการให้สถานการณ์กลับไปเป็นเหมือนปี 1988 หรือไม่ กองทัพทำงานเพื่อผลประโยชน์ของผู้ใด หรือระบบการเมืองแบบใดที่เหมาะสมกับประเทศมากที่สุด
“ผมตอบคำถามอย่างซื่อสัตย์ ไม่สามารถโกหกได้” สหายครูท่านนี้บอก
มหาวิทยาลัยในพม่าติดขัดมานับแต่นั้น หลายหลักสูตรถูกตัดทอนให้สั้นลงเพื่อรองรับการเปิด ๆ ปิด ๆ ของมหาฯ ลัยและเพื่อระบายนักศึกษาที่ติดค้าง มีนักศึกษาเอกภูมิศาสตร์ที่ไม่รู้ว่าประเทศแคนาดาอยู่ตรงไหน มีนักศึกษาวิชาเคมีที่ไม่เคยเข้าห้องปฏิบัติการเคมี มีนักศึกษาวรรณคดีอังกฤษเพียงไม่กี่คนที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างจริงจัง
แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะ ‘สอบตก’ ในมหาวิทยาลัย สหายครูเล่าว่าบ่อยครั้งที่อาจารย์บอกข้อสอบกับนักศึกษา มีการติดสินบนอาจารย์เพื่อให้ได้คะแนนสูงขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะไม่อยากมีปัญหากับเจ้าหน้าที่รัฐหากมีนักศึกษาที่เรียนไม่จบ
หลังเหตุการณ์ 8888 รัฐบาลทหารเริ่มยุบมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ในประเทศให้ขนาดเล็กลง วิทยาเขตใหม่ส่วนใหญ่ออกไปตั้งนอกเมืองที่เดินทางลำบาก และอาจถูกปิดได้ง่าย ๆ หากมีการประท้วงของกลุ่มนักศึกษา แม้จะมีหลักสูตรการศึกษาทางไกลที่สอนผ่านโทรทัศน์ ซึ่งคาดการณ์ว่ามีนักศึกษาพม่ากว่า 75 เปอร์เซ็นต์ที่ผ่านการเรียนระดับมหาวิทยาลัยผ่านหลักสูตรนี้ แต่ความเชื่อมั่นในระบบการศึกษาภายในประเทศก็ยังถือว่าง่อนแง่นจวบจนปัจจุบัน
“แต่มันโอเคนะครับ ผมค้นพบวิธีที่จะหยุดรถได้เอง” หนุ่มอายุ 26 ปีที่ยังไม่จบมหาวิทยาลัย พูดกับเอ็มม่าหลังพาเธอกลับมาส่งที่เกสต์เฮ้าส์ด้วยจักรยานไร้เบรก

Emma Larkin (ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้) เดินทางตามรอยเท้าของจอร์จ ออร์เวลล์ ที่เคยอยู่ในพม่าในฐานะ ‘ตำรวจของจักรวรรดิอังกฤษ’ ช่วงที่พม่าเป็นประเทศอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งตามข้อมูลและหลักฐานประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ที่เธอรวบรวม ชี้ชัดว่าสิ่งที่ฟูมฟักแนวคิดต่าง ๆ ของออร์เวลล์ เริ่มต้นที่ประเทศพม่า ประเทศที่ออร์เวลล์คลั่งไคล้จากเชื้อสายพม่า-อังกฤษที่เขามี และชิงชังมันในเวลาเดียวกัน
ก่อนที่ความทรงจำทั้งหลายจะก่อร่างกลายเป็น Burmese days
ประวัติศาสตร์เมียนมาสายธารหนึ่ง ที่เขียนขึ้นจากทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นขณะที่ออร์เวลล์ใช้เวลาเกือบค่อนชีวิตในพม่า
แม้จะเพลิดเพลินกับร่องรอยของออร์เวลล์อยู่บ้าง
แต่ประวัติศาสตร์ระหว่างทางที่เอ็มม่าได้จากร้านน้ำชา ซูเปอร์มาเก็ต และโรงเรียนในบ้าน
กลับหนักหนารุนแรง และจริงแท้เสียยิ่งกว่าที่ออร์เวลล์บรรยายไว้เสียอีก
มีคนเคยบอกฉันว่าการรัฐประหารในเมียนมานั้นเกิดขึ้นเป็นวัฏจักร ในหนังสือ มีคนชราคนหนึ่งเล่านิทานผู้กล้าล่ามังกรให้เอ็มม่าฟัง เรื่องมีอยู่ว่า ในดินแดนแสนไกล มีมังกรร่างยักษ์น่าเกรงขามตัวหนึ่ง ที่คอยกัดกินและทำลายหมู่บ้านให้ย่อยยับ ซึ่งทุกครั้งก็จะมี ‘ผู้กล้า’ ในหมู่บ้านอาสาเดินทางไปปราบเจ้ามังกรตัวนั้น แต่หลังจากผู้กล้าออกเดินทางไปแล้ว เขาไม่กลับมาอีกเลย วันแล้ววันเล่า ผู้กล้าคนแล้วคนเล่า ก็ไม่มีใครกลับมา และเจ้ามังกรก็ดุร้ายขึ้นทุกที
วันหนึ่ง ชาวบ้านตัดสินใจสะกดรอยตามผู้กล้าไปให้เห็นกับตาว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้ามังกรตัวนั้นกันแน่ เมื่อไปถึงถ้ำมังกร ชาวบ้านเห็นผู้กล้าปราบมังกรลงได้สำเร็จ และทิ้งตัวลงบนกองเพชรนิลจินดาและเงินทองมากมายที่มังกรปล้นสะดมมาจากหมู่บ้าน ไม่นานนัก เนื้อตัวของผู้กล้าก็ปรากฏเกล็ดขึ้น แขนขายืดยาว หางงอกยาวราวกับหอกมีชีวิต และผู้กล้าก็กลายเป็นมังกรในที่สุด
ในหนังสือ พม่าถูกเขียนในบริบทของปี 1990 ซึ่งหลังจากนั้น พม่าเกิดรัฐประหารอีก 4 ครั้ง จากมังกรผู้หิวโหย และมังกรตนล่าสุดกำลังจะได้ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แม้อำนาจที่มันได้มาในที่แรกจะเกิดขึ้นจากการอาละวาดใส่คนในประเทศก็ตาม
มังกรเหล่านี้ครอบงำพม่าตลอดระยะเวลา 70 ปีหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ ยิ่งนานวันเข้า มังกรเริ่มแต่งองค์ทรงเครื่องราชการ พูดจาเป็นล่ำเป็นสันว่าจะดูแลราษฎรในดินแดนของมัน แต่สิ่งเดียวที่เกิดขึ้น คือเสียงร้องระงมของราษฎร และหยาดเลือดที่ไหลยาวราวกับสายน้ำ
มังกรในยุคสมัยใหม่นี้ ไม่ได้สวาปามแค่เครื่องเงินหรือทองคำ แต่ตะกละถึงขึ้นกัดกินความฝัน ความหวัง และอนาคตของประชาชนพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์ ฉันจะได้พูดคุยกับคนพม่าหลายคนจากหน้าที่ที่ฉันถืออยู่ แม้พวกเขาจะยืนยันด้วยตนเองว่าความหวังยังคงอยู่ แต่ใบหน้าของพวกเขานั้นเหนื่อยหน่ายเหลือเกิน จนบางครั้งฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าความรู้สึกตรงหน้านั้นคืออะไร
แต่สิ่งที่ยังคงอยู่เสมอมา คือความมุ่งมั่นจะขีดเขียนประวัติศาสตร์ของตนเอง ไม่ว่าไฟสงครามของมังกรจะแผดเผาผู้คนและบ้านเมืองไปเท่าใด มันไม่เคยแผดเผาอุดมการณ์ของพวกเขาให้เป็นเถ้าธุลีได้ นักเรียนยังคงแสวงหาโอกาสทางการศึกษา นักเขียนยังคงเขียน ศิลปินยังคงพ่นไรม์ พ่อแม่ยังคงถวิลหาอนาคตให้กับลูก โดยเชื่อว่า สักวันหนึ่งดินแดนพม่าจะหวนคืนสู่เสรีภาพอีกครั้ง
หนังสือ : จิบพม่า ตามหาจอร์จ ออร์เวลล์ ประวัติศาสตร์ระหว่างบรรทัดในร้านน้ำชา
ผู้เขียน : เอ็มม่า ลาร์คิน
ผู้แปล : สุภัตรา ภูมิประภาส
สำนักพิมพ์ : มติชน
PlayRead: คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ(ที่อยากอ่าน) ไว้ในเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี