คุยไป สู้ไป เมื่อเสียงปืนกลายเป็นภาษาต่อรองของคู่ขัดแย้ง

Peaceful
Reading Time: 3 minutes

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาไม่สู้ดีนัก การระเบิดสถานีเติมน้ำมันหลายแห่ง, การระเบิดโรงไฟฟ้าชีวมวล และการก่อเหตุกับเป้าหมายทางการทหารและเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งสำนักงานเลขาธิการเจรจาสันติภาพของ BRN ได้ออกมายอมรับว่า นี่คือปฏิบัติการของ BRN รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย ปิดล้อม ตรวจค้น และวิสามัญของทางการไทยต่อกลุ่มผู้เห็นต่างก็ไม่ลดน้อยถอยลง ดอน ปาทาน นักสังเกตุการณ์ที่ติดตามความขัดแย้งในชายแดนใต้มาอย่างต่อเนื่อง ระบุว่า นี่เป็นผลจากการพบปะกันอย่างไม่ราบรื่นของทั้งสองฝ่าย เมื่อช่วงต้นเดือนของมกราคม 2569 (ในช่วงสมัยรัฐบาลอนุทิน 1) ทำให้คำถามเดิมกลับมาอีกครั้งว่า กระบวนการสันติภาพที่ดำเนินมากว่าทศวรรษกำลังเดินมาถึงทางตันแล้วหรือไม่

ในสายตาของสาธารณะ เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นหลังการเจรจามักถูกตีความว่าเป็นสัญญาณของความล้มเหลว แต่สำหรับผู้ที่ติดตามกระบวนการพูดคุยอย่างใกล้ชิด ภาพที่เกิดขึ้นอาจกำลังบอกเราอีกแบบ แม้ในวันที่เสียงปืนยังดัง ทั้งฝ่ายรัฐไทยและบีอาร์เอ็นกลับยังคงพยายามรักษาช่องทางการสื่อสารระหว่างกันไว้ ทั้งยังมีความพยายามของการกลับมาเปิดโต๊ะพูดคุยและการพบกันในทางลับเพื่อสารวาระของฝ่ายตน แสดงให้เห็นว่าต่างฝ่ายต่างใช้ทั้ง“การเมือง” และ“การใช้กำลัง” เป็นเครื่องมือควบคู่กัน

ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลและแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาลอนุทิน 2 นายกอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แต่งตั้ง นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ (NIA) ให้เป็นหัวหน้าของการพูดคุย (ก่อนหน้านี้ทุกรัฐบาลใช้คำว่าหัวหน้าคณะพูดคุย) ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ทั้งสองฝ่ายได้พบกันในช่วงมิถุนายนที่ผ่านมา  แต่ปรากฏว่ายังไม่มีรายงานในที่สาธารณะของการกลับมาขึ้นโต๊ะเจรจาของทั้งสองฝ่าย 

แหล่งข่าวเผยกับ De/code ว่า ได้มีการพบปะกันอย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้แทนของทั้งสองฝ่ายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้การหารือจะไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ และยังไม่ใช่การเจรจาอย่างเป็นทางการ แต่ก็สะท้อนว่าช่องทางการสื่อสารยังไม่ถูกตัดขาด ต่างฝ่ายยังคงพยายามสำรวจท่าที และเงื่อนไขของกันและกัน แม้ในเวลาเดียวกันปฏิบัติการด้านความมั่นคงและเหตุโจมตีจะยังดำเนินต่อไป 

ปรากฏการณ์เช่นนี้อาจดูย้อนแย้ง แต่หากย้อนมองกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา ความย้อนแย้งดังกล่าวกลับไม่ใช่เรื่องใหม่ ตรงกันข้าม มันอาจเป็นธรรมชาติของกระบวนการที่คู่ขัดแย้งยังไม่ไว้วางใจกันมากพอจะลดอำนาจต่อรองของตนเอง

หากมองเพียงตัวเลข เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงที่ความรุนแรงพุ่งสูงสุดหลังปี 2547 จากเหตุการณ์นับพันครั้งต่อปี เหลือเพียงหลักร้อยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แต่ตัวเลขดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ความขัดแย้งกำลังคลี่คลาย

นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคง ประเมินสถานการณ์ว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เพียง “จำนวน” เหตุการณ์ หากคือ “ลักษณะ” ของการใช้ความรุนแรง ฝ่ายก่อความไม่สงบกำลังลดการก่อเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่หันไปเลือกปฏิบัติการที่สร้างผลกระทบทางการเมืองสูงกว่า เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการสร้างความเสียหายต่อเจ้าหน้าที่รัฐ หากยังมุ่งสื่อสารไปถึงรัฐบาลและสังคมไทยว่า ความขัดแย้งยังไม่สิ้นสุด และข้อเรียกร้องทางการเมืองยังไม่ได้รับการตอบสนอง

ในมุมนี้ เหตุโจมตีปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ หรือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ จึงไม่ใช่เพียงการก่อวินาศกรรม หากเป็นการเลือกเป้าหมายที่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะได้มากกว่าการโจมตีทางทหารแบบเดิม

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่กระบวนการพูดคุยยังติดอยู่ในขั้นของ “การสร้างความเชื่อมั่น” (Confidence Building Measures) โดยยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่การหารือในประเด็นทางการเมืองที่เป็นแก่นแกนของความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นการกระจายอำนาจ หรือสิทธิการกำหนดชะตากรรมตนเอง ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลักของบีอาร์เอ็น

สำหรับฝ่ายขบวนการแล้ว การเพิ่มแรงกดดันผ่านปฏิบัติการที่สร้างผลสะเทือน เป็นการส่งสัญญาณว่าการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากกระบวนการดังกล่าวยังไม่สามารถขยับไปแตะประเด็นที่มีความหมายต่ออนาคตของพื้นที่

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะฝ่ายขบวนการ ผศ.ดร. ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) และนักวิจัยประจำสถาบันวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มองว่า การกลับมาเปิดโต๊ะพูดคุยรอบนี้โดยแต่งตั้ง นายฐนัตถ์ ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ  ให้เป็นหัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขคนใหม่ ยังถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเชิงนโยบายของรัฐบาลที่น่าสนใจ เนื่องจากที่ผ่านมา บทบาทดังกล่าวมักอยู่ภายใต้การรับผิดชอบของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แต่การขยับมาที่ NIA สะท้อนความพยายามให้ฝ่ายพลเรือนมีบทบาทนำในกระบวนการมากขึ้น อาจารย์ศรีสมภพมองว่า จุดแข็งของฐนัตถ์ไม่ได้อยู่เพียงสถานะความเป็นข้าราชการพลเรือน หากยังรวมถึงประสบการณ์ด้านข่าวกรอง ความเข้าใจเครือข่ายความขัดแย้งในพื้นที่ และที่สำคัญคือการได้รับการยอมรับจากหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะกองทัพ ซึ่งอาจช่วยลดแรงต้านภายในระบบราชการที่เคยเป็นข้อจำกัดของคณะพูดคุยในอดีต อาจารย์ยังประเมินว่า ด้วยบุคลิกและความสัมพันธ์ที่มีกับหลายฝ่าย ฐนัตถ์อาจเป็นบุคคลที่สามารถประสานกลไกด้านความมั่นคงและการเมืองเข้าด้วยกันได้ดีกว่าหัวหน้าคณะพูดคุยหลายคนที่ผ่านมา แม้ความสำเร็จของกระบวนการจะยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลมากกว่าตัวบุคคลเพียงลำพังก็ตาม

แม้ว่าพัฒนาการของปฏิบัติการฝ่ายความมั่นคงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้ปรับรูปแบบปฏิบัติการอย่างมีนัยสำคัญ แทนที่จะพึ่งพาการตั้งด่านหรือการลาดตระเวนเป็นหลัก หน่วยงานด้านความมั่นคงหันมาใช้การข่าว เทคโนโลยี และการปฏิบัติการเชิงรุกมากขึ้น ทำให้สามารถติดตามและกดดันเครือข่ายระดับปฏิบัติการของฝ่ายขบวนการได้อย่างต่อเนื่อง

ผลที่เกิดขึ้นคือ การปิดล้อม ตรวจค้น การจับกุม และการวิสามัญฆาตกรรมมีความแม่นยำมากขึ้น ขณะเดียวกัน ฝ่ายก่อความไม่สงบก็จำเป็นต้องปรับตัว ลดการรวมกำลังขนาดใหญ่ หันไปใช้หน่วยปฏิบัติการขนาดเล็ก และเลือกเป้าหมายที่สร้างผลกระทบเชิงสัญลักษณ์มากกว่าเดิม

อาจารย์ศรีสมภพประเมินว่า พลวัตที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การที่ฝ่ายหนึ่งยกระดับความรุนแรงเพียงฝ่ายเดียว หากเป็นการตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องระหว่างมาตรการด้านความมั่นคงของรัฐกับยุทธวิธีของฝ่ายขบวนการ ต่างฝ่ายต่างพยายามรักษาอำนาจต่อรองของตนเองไว้ ในช่วงเวลาที่การเจรจากำลังเริ่มต้นใหม่

ภาพดังกล่าวช่วยอธิบายว่า เหตุใดจำนวนเหตุการณ์จึงลดลง แต่ความรู้สึกว่าความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่กลับไม่ได้ลดลงตามตัวเลข เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่ระดับของความขัดแย้ง หากคือวิธีที่แต่ละฝ่ายเลือกใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายของตน

ที่น่าสนใจคือ ทั้งนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคง และอาจารย์ศรีสมภพ แม้จะอธิบายจากคนละมุมมอง แต่กลับชี้ไปยังข้อสรุปเดียวกัน นั่นคือ ความรุนแรงในปัจจุบันไม่ควรถูกมองแยกขาดจากกระบวนการพูดคุย หากเป็นส่วนหนึ่งของพลวัตการต่อรองระหว่างคู่ขัดแย้ง

ในอดีต หลายคนคาดหวังว่าการเปิดโต๊ะเจรจาจะนำไปสู่การลดเหตุรุนแรงโดยอัตโนมัติ แต่ประสบการณ์จากจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับสะท้อนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการเจรจากับความรุนแรงไม่ได้เป็นเส้นตรง ตรงกันข้าม ทั้งสองสิ่งอาจดำรงอยู่พร้อมกันได้

คำอธิบายนี้อาจารย์ศรีสมภพเรียกว่า “Hybrid Peace” หรือกระบวนการสันติภาพแบบผสม ซึ่งพบได้กับปรากฏการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน อาจารย์ศรีสมภพยกตัวอย่าง สหรัฐ-อิหร่าน ที่แม้ว่าการพูดคุยเป็นไปอย่างไม่ราบรื่น แต่กลไกการเจรจาก็ไม่เคยถูกปิดประตูแม้จะมีการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายตลอดการพูดคุย เมื่อมองกลับมาที่ชายแดนใต้ทั้งรัฐและฝ่ายขบวนการยังคงใช้มาตรการด้านความมั่นคงควบคู่กับการเจรจา ต่างฝ่ายต่างยังไม่พร้อมวางไพ่ในมือ จนกว่าจะเห็นความจริงใจของอีกฝ่ายผ่านการปฏิบัติ มากกว่าถ้อยคำบนโต๊ะเจรจา

ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ เสียงปืนจึงอาจไม่ใช่สัญญาณว่าการเจรจากำลังสิ้นสุด หากแต่เป็นอีกภาษาหนึ่งของการต่อรอง ซึ่งยังดำเนินควบคู่ไปกับการพูดคุยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้เขียนชวนตั้งคำถามว่า หากยอมรับว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าการเจรจาล้มเหลว คำถามสำคัญจึงเปลี่ยนไปทันที ไม่ใช่ “จะทำอย่างไรให้เหตุรุนแรงยุติ” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้คู่ขัดแย้งเชื่อใจกันมากพอที่จะเริ่มพูดเรื่องที่ต่างฝ่ายหลีกเลี่ยงมาตลอด”

สำหรับกระบวนการสันติภาพทั่วโลก คำตอบของคำถามนี้ไม่ใช่การลงนามข้อตกลงสันติภาพในทันที หากเป็นการสร้าง “มาตรการสร้างความเชื่อมั่น” (Confidence-Building Measures : CBM) เพื่อพิสูจน์ว่าคู่ขัดแย้งสามารถรักษาคำมั่นสัญญาได้จริง ก่อนจะขยับไปสู่การเจรจาทางการเมืองที่มีความซับซ้อน ซึ่งหนึ่งในมาตรการดังกล่าวคือแนวคิด “พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Zone) แม้ชื่อจะฟังดูเรียบง่าย แต่สำหรับกระบวนการสันติภาพ นี่คือมาตรการที่ท้าทายทั้งสองฝ่ายเพื่อบรรลุถึงความจริงใจต่อการพูดคุย และต่อยอดไปสู่การไว้วางใจของกันและกัน  แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ย้อนกลับไปช่วงปี 2559–2561 รัฐบาลไทยเคยผลักดันการจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยภายใต้กระบวนการพูดคุยกับกลุ่ม MARA Patani โดยมีรัฐบาลมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก เป้าหมายในขณะนั้น คือการทดลองลดเหตุรุนแรงในพื้นที่นำร่อง หากประสบผลสำเร็จก็จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ก่อนต่อยอดสู่การเจรจาในประเด็นที่มีความอ่อนไหวมากขึ้น แต่ความพยายามครั้งนั้นไม่เคยเดินไปถึงจุดดังกล่าว

เหตุผลสำคัญไม่ได้อยู่ที่รายละเอียดของแผน หากอยู่ที่โครงสร้างของคู่เจรจาเอง เพราะกลุ่ม MARA Patani แม้จะเป็นเวทีรวมของขบวนการหลายกลุ่ม แต่ไม่ได้มีอำนาจควบคุมกองกำลังที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ทั้งหมด โดยเฉพาะบีอาร์เอ็น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทหลักในการก่อเหตุ ความตกลงใด ๆ ที่เกิดขึ้นจึงไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะถูกปฏิบัติตามจริง

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า แนวคิดดังกล่าวกำลังถูกหยิบกลับมาหารือ และเป็นข้อตกลงของการเปิดโต๊ะเจรจาครั้งนี้ หลังรัฐบาลไทยเปลี่ยนมาพูดคุยกับบีอาร์เอ็นโดยตรง ซึ่งแตกต่างจากเมื่อเกือบสิบปีก่อน เพราะคู่เจรจาในวันนี้คือกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างการตัดสินใจของฝ่ายขบวนการมากกว่าที่ผ่านมา แม้แนวคิดดังกล่าวจะยังอยู่ในระดับการหารือ และยังไม่มีข้อยุติอย่างเป็นทางการ แต่หลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นโอกาสครั้งแรกในรอบหลายปีที่ “มาตรการสร้างความเชื่อมั่น” จะมีโอกาสถูกนำมาทดลองใช้อย่างจริงจัง

ศ.ดร. ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี วิเคราะห์ว่า การลดความรุนแรงผ่านพื้นที่นำร่อง การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม และการมีบุคคลที่สามร่วมติดตามผล อาจเป็นขั้นตอนที่มีความเป็นไปได้มากกว่าการเร่งเจรจาเรื่องการจัดระเบียบอำนาจทางการเมืองทันที เพราะตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถสร้างความไว้วางใจต่อกันได้ การเจรจาในประเด็นใหญ่ย่อมมีโอกาสหยุดชะงักได้ทุกเมื่อ

แต่ในอีกด้านหนึ่งนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคง กลับมองว่า ปัญหาสำคัญของกระบวนการพูดคุยไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดมาตรการสร้างความเชื่อมั่น หากอยู่ที่การที่กระบวนการยังไม่สามารถก้าวพ้นมาตรการเหล่านั้นได้เลย

ในมุมของบีอาร์เอ็น การกระจายอำนาจ หรือการปกครองตนเอง สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือ “End State” หรือสภาวะสุดท้ายที่กระบวนการสันติภาพควรมุ่งไปให้ถึง ไม่ใช่เพียงการลดเหตุรุนแรงหรือการกลับมาพูดคุยกันอีกครั้ง

ช่องว่างดังกล่าวทำให้ทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายที่แตกต่างกันโดยพื้นฐาน

สำหรับรัฐไทย การลดระดับความรุนแรงถือเป็นเงื่อนไขสำคัญของความสำเร็จ แต่สำหรับฝ่ายขบวนการ การลดความรุนแรงเป็นเพียงเครื่องมือที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการเจรจาสามารถขยับไปสู่ประเด็นทางการเมืองที่มีความหมาย ความแตกต่างเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย

นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงยกตัวอย่างกระบวนการสันติภาพในมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ และอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสามารถเดินหน้าจนบรรลุข้อตกลงได้ เพราะรัฐบาลของทั้งสองประเทศยอมรับตั้งแต่ต้นว่า ความขัดแย้งไม่อาจแก้ไขด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว และพร้อมเปิดพื้นที่ให้มีการประนีประนอมทางการเมือง แม้จะต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางการเมืองในระยะสั้น 

มีรายงานว่า ภายหลังการแต่งตั้งหัวหน้าการพูดคุยคนใหม่ ทางการไทยได้เชิญผู้แทนของมินดาเนา และอาเจะห์ มาบรรยายให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการคลี่คลายความรุนแรง / ขัดแย้งในชายแดนใต้ ทั้งหน่วยงานฝ่ายพลเรือนและฝ่ายความมั่นคง ซึ่งสามารถตั้งข้อสังเกตุได้ว่า นี่อาจเป็นทิศทางที่ดีของรัฐบาลไทย ที่ต้องการใช้กลไกทางการเมืองนำการทหาร 

อีกองค์ประกอบหนึ่งที่ประเทศไทยยังขาด คือบทบาทของผู้สังเกตการณ์และกลไกระหว่างประเทศ ในมินดาเนา มีทั้งผู้ไกล่เกลี่ยจากมาเลเซียและกลุ่มผู้ติดต่อระหว่างประเทศที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ขัดแย้ง ส่วนในอาเจะห์ก็มีคณะติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ประกอบด้วยผู้แทนจากนานาชาติ

ตรงกันข้าม กระบวนการพูดคุยของไทย แม้จะเคยยอมรับผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศบางส่วน แต่บทบาทกลับถูกจำกัดอย่างมาก ขณะที่แนวคิดในการเปิดให้ภาคประชาสังคมเข้ามาทำหน้าที่แทน ก็ยังเผชิญข้อจำกัดจากบรรยากาศทางการเมืองและความไม่ไว้วางใจระหว่างทุกฝ่าย

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ประเทศไทยมีโต๊ะเจรจาหรือไม่

แต่คือ โต๊ะเจรจานั้นมีอำนาจมากพอจะพูดถึงอนาคตของความขัดแย้งได้จริงหรือไม่

ตราบใดที่การพูดคุยยังทำหน้าที่เพียงบริหารระดับความรุนแรง โดยไม่สามารถแตะประเด็นเรื่องอำนาจ การยอมรับอัตลักษณ์ หรือรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพื้นที่ชายแดนใต้ ความรุนแรงก็ยังมีแนวโน้มถูกใช้เป็นภาษาของการต่อรองต่อไป

ในท้ายที่สุด บทเรียนที่สำคัญจากกระบวนการสันติภาพไม่อาจวัดจากจำนวนครั้งที่ทั้งสองฝ่ายนั่งลงบนโต๊ะเดียวกัน หรือจำนวนเหตุรุนแรงที่เพิ่มขึ้นและลดลงในแต่ละปี สิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามมากกว่าคือ กระบวนการดังกล่าวกำลังพาประเทศไทยเข้าใกล้การแก้ไขรากของความขัดแย้ง หรือเพียงแค่บริหารความขัดแย้งให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

หากคำตอบยังเป็นอย่างหลัง เสียงปืนที่ดังขึ้นเป็นระยะ ๆ ก็อาจไม่ใช่ความผิดปกติของกระบวนการสันติภาพ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ยังไม่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเองได้

Author
ฟาห์เรนน์ นิยมเดชา
เป็นคนที่เฝ้าฝันสร้างสังคมประชาธิปไตย ร่วมลงทุนลงแรงเพื่อสร้างสังคมที่เทียมเท่าในทุกๆ วัน