คือกิริยา บทสนทนาและชาสำหรับทุกคน ‘นิเวศการอ่าน’ ที่ก่อรูปจากพื้นที่เล็ก ๆ ในร้านหนังสืออิสระของเชียงใหม่

Human & SocietyLife Matters
Reading Time: 6 minutes

สติกเกอร์เมืองสร้างสรรค์ ที่ปรากฏตามเสาไฟและป้ายประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวทั่วเชียงใหม่ ได้กลายเป็นภาพจำที่รัฐหยิบยกขึ้นมาเป็นหลักฐานของการพัฒนา เหมือนแผ่นฟอยล์บาง ๆ ที่ฉาบทับความจริงเอาไว้ใต้ถนนอันขรุขระในคูเมืองเชียงใหม่ เมืองแห่งนี้ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับพื้นที่ทางวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ ขาดวิสัยทัศน์-งบประมาณที่เพียงพอสำหรับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตโดยเฉพาะนิเวศการอ่าน อย่างยั่งยืน ร้านหนังสืออิสระ ซึ่งค่อย ๆ กลายเป็น พิกัดล่องหน ที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนด้วยตนเอง

แล้วร้านหนังสืออิสระเหล่านี้อยู่รอดมาได้อย่างไร

De/code ชวนสำรวจพื้นที่ร้านหนังสืออิสระในเมืองเชียงใหม่ผ่านโปรเจกต์ The Invisible Mapping บันทึกร่องรอยที่มีชีวิต เพื่อพิสูจน์ว่าพื้นที่ในร้านหนังสือเหล่านี้คือเครื่องมือในการเรียนรู้ ต่อรอง และขับเคลื่อนสังคมที่รัฐแสร้งมองไม่เห็น

ทุนมนุษย์ และความสัมพันธ์ ของผู้คนที่มีประสบการณ์ชีวิตร่วมกันในเมืองเชียงใหม่ เครือข่ายคอมมิวนิตีจึงก่อรูปขึ้น ควบคู่ไปกับการประคับประคองและหล่อเลี้ยงนิเวศการอ่านให้ยังคงเคลื่อนไหว เพราะการอ่านไม่ใช่กิจกรรมเดี่ยว หากแต่คือโครงสร้างหมุนเวียนที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

เมื่อเมืองสร้างสรรค์ ไม่มีพื้นที่ให้กับความคิดเติบโต : หลังชั้นหนังสือมีใครอยู่ในนั้นนะ?

Book Re:public คือบทสนทนาและชาสำหรับทุกคน

ในซอยวัดอุโมงค์ของ เชียงใหม่ มีร้านหนังสืออิสระแห่งหนึ่งที่เปิดพื้นที่ให้ ความคิด ได้หยั่งรากและเติบโต พื้นที่ที่มีชาเป็นเครื่องดื่มชูโรง และมี พี่อ้อย ―รจเรข วัฒนพาณิชย์ เป็นผู้ดูแลอย่างอบอุ่น

เชียงใหม่ถูกนิยามว่าเป็น เมืองสร้างสรรค์ แต่กลับไม่มีพื้นที่ให้คอมมิวนิตีหรือคนรุ่นใหม่ได้ใช้งานมากเท่าที่ควร แล้วความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นจะเติบโตต่อได้อย่างไร จะต่อยอดหรือพัฒนาไปในทิศทางไหนได้บ้าง ในเมื่อแม้แต่พื้นที่พื้นฐานสำหรับการลองผิดลองถูกก็ยังไม่มีรองรับ

หลายกลุ่มที่ต้องการสเปซจึงจำเป็นต้องออกไปหาพื้นที่เองแต่การเข้าถึงพื้นที่ก็มีข้อจำกัด โดยเฉพาะสำหรับนักศึกษาหรือคนท้องถิ่นที่ไม่ได้มีต้นทุนมากพอจะไปต่อรองหรือเช่าพื้นที่ได้ง่าย ๆ สุดท้ายจึงต้องพึ่งพาพื้นที่ลักษณะนี้ ซึ่งในขณะเดียวกัน พื้นที่เองก็ต้องแบกรับต้นทุนบางอย่างไปพร้อมกัน

ที่ผ่านมา นักศึกษาจำนวนมากเข้ามาใช้พื้นที่นี้ นั่งคุยกัน นั่งทำงาน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ โดยแทบไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำถามสำคัญก็เริ่มเกิดขึ้นว่า หากจะรักษาพื้นที่นี้ไว้ให้ยืนระยะได้ในระยะยาว จะสามารถสร้างรายได้จากมันได้อย่างไร เพราะการพึ่งพาการเขียนขอทุนสนับสนุนพื้นที่ทุกปีไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน และก็ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ตลอดไป

เมื่อมีพื้นที่อยู่แล้ว พี่อ้อยจึงเริ่มลองคิดว่า จะสามารถทำให้พื้นที่นี้สร้างรายได้ด้วยตัวมันเองได้ไหม โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากภายนอก เช่น การจัดกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับการขายหนังสือหรือเครื่องดื่ม อย่างกิจกรรมอ่านหนังสือที่เคยจัด ก็มีความคาดหวังว่าเมื่อคนเข้ามาใช้พื้นที่ อ่านหนังสือแล้ว ก็อาจเกิดการซื้อหนังสือหรือสั่งเครื่องดื่ม ซึ่งจะกลายเป็นรายได้ที่ช่วยพยุงพื้นที่ให้ดำเนินต่อไปได้

ทั้งหมดนี้จึงเป็นความพยายามในการหาสมดุลระหว่างการเป็นพื้นที่เปิดสำหรับผู้คนกับการทำให้พื้นที่นั้นสามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวเองในระยะยาว

เราอยากเปิดสเปซให้คนมาแลกเปลี่ยน ในประเด็นที่เราเองก็มีคำถาม ในประเด็นที่เราก็อยากรู้ ด้วย ทั้งงานเสวนา ทั้งห้องเรียนประชาธิปไตย ที่เราจัดมาทั้งหมด ก็คือเป็นสิ่งที่เราอยากรู้เองด้วย”

หน้าร้านหนังสืออิสระของตัวเองเป็นสะท้อนถึงตัวตนของคนทำงานเองของเจ้าของ เพราะฉะนั้น เราจะไปบอกว่าพวกร้านหนังสืออื่น ๆ ต้องหันมาสนใจประเด็นปัญหาทางสังคมมันยากมากนะที่คุณจะไปบอกว่าทำแบบนี้สิ มันต้องมีแรงขับจากภายในของตัวเองด้วยจึงจะแสดงอัตลักษณ์ออกมา ได้จากงานและกิจกรรมที่เราทำมันส่งออกต่อสังคม ใครจะตัดสินยังไงทุกวันนี้คนตัดสินง่ายอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญคือกับคนรุ่นใหม่เอง ซึ่งระยะหลังมันคือสเปซของคนรุ่นใหม่

Anyway Cafe Book Café & Space

นั่งลงข้าง ๆกัน โดยไม่ถูกตัดสิน

พื้นที่กึ่งกลางระหว่างกาดเมืองใหม่และช้างม่อย ในย่านที่เป็นทั้งศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเมืองเชียงใหม่ รายล้อมด้วยความเคลื่อนไหวของผู้คน ร้านค้า และนักท่องเที่ยวที่ไหลเวียนตลอดทั้งวันท่ามกลางความพลุกพล่านนั้น ร้านหนังสือแห่งนี้ปรากฏขึ้นด้วยสีสันสดใสที่ดึงสายตา ราวกับกำลังส่งสัญญาณถึงความหลากหลาย ความเปิดกว้าง และการมีอยู่

ที่นี่คือร้านหนังสือซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็น Queer Space และเป็นคอมมิวนิตีของผู้คนหลากหลายทางเพศ

ร้านแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นจากความตั้งใจร่วมกันของ มาย― มณีกาญจน์ อุปนันท์, พลอย ― กนกวรรณ สมศิริวรางกูล และกิ่ง― ปสุตา ชื้นขจร ที่อยากสร้างพื้นที่กลางวันสำหรับชาว LGBTQ+ ให้มีที่นั่ง มีที่พูดคุย และมีพื้นที่ที่สามารถอยู่ได้อย่างไม่ต้องถูกตัดสินจากกรอบสังคมในทุกรูปแบบ มายหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเล่าถึงความแตกต่างของผู้ก่อตั้งทั้ง 3 คน

“มันทั้งบังเอิญ แล้วก็เป็นข้อดีของเราไปเลย”

กิ่งมีพื้นฐานจากการทำงานด้านสิทธิแรงงานและสิทธิความหลากหลายทางเพศ ขณะที่พลอยมาจากสายวิชาการด้านสังคมวิทยา และตัวมายเองมาจากแวดวงหนังสือ องค์ความรู้ที่แตกต่างกันนี้จึงค่อย ๆ หลอมรวมกันเป็นพื้นที่ที่มีทั้งมิติทางสังคมและความรู้ไปพร้อมกัน แต่ละคนก็มีประสบการณ์และมุมมองที่แตกต่างออกไปองค์ความรู้คนละแบบ พื้นฐานชีวิตคนละทาง แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือ

“เราเป็นเกย์” และ “เราสนใจเรื่องสิทธิ ความหลากหลายทางเพศ”

มันเลยกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ทั้งสามคนมาเจอกัน ได้ ลองทำในสิ่งที่อยากทำ และได้ขยายมุมมองของตัวเองออกไป

“บางอย่างเราไม่เคยเจอในวงการของเราเลย พอทำร้านนี้มันเหมือนได้เปิดหูเปิดตา”

มายได้เล่าถึงอีกส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ ร้าน Anyway เกิดขึ้นมาได้ คือโมเดลของ community space

“เราไป House of Commons ครั้งแรก แล้วดันเจอพี่บุญเลิศ เจ้าของร้านกำลังให้สัมภาษณ์ แล้วหน้าร้านมีโปสเตอร์ว่าจะมีเสวนาคนอยากทำร้านหนังสือ จังหวะนั้นเหมือนจักรวาลจัดสรร เมื่อได้ฟังเสวนา มันได้เซตมายเซตใหม่ให้กับพวกเราว่า ร้านหนังสือมันเป็นได้มากกว่าร้านขายหนังสือมันสามารถเป็น พื้นที่ของผู้คนได้ด้วย”

รายได้จากหนังสืออย่างเดียว แทบไม่พอเลี้ยงร้าน มันอยู่ไม่ได้ ถ้าเป็นแค่ร้านขายหนังสือพอเห็นโมเดลนั้น ทำให้ยิ่งทำให้มั่นใจว่า Anyway จะไม่ใช่แค่คาเฟ่ที่มีหนังสือขาย แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ทำอะไรได้มากกว่านั้น ร้านเลยถูกออกแบบให้มีพื้นที่สำหรับกิจกรรมตั้งแต่แรก มีห้อง มีสเปซ สำหรับเสวนา สำหรับคนที่อยากจัดอะไรบางอย่าง

“ถ้าอยากจัดเสวนา เราต้องมีที่ให้เขา ถ้ามีคนอยากใช้ space เราต้อง support เขาได้”

Rare Finds Bookstore and Cafe

ลื่นไหลและเติบโตไปกับผู้คน

ย่านช้างม่อยพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความผสมปนเประหว่างความเก่าและความใหม่ อาคารเก่าถูกปรับเป็นคาเฟ่ อาคารใหม่ก่อรูปทุบสร้างตัวเองจากอาคารเก่า เป็นร้านเสื้อผ้ามือสองของคราฟต์ระนาบถนนทั้งสองฝั่ง ที่สลับกันเฉาสลับกันงอกแทนที่กันและกันอยู่เสมอตามแต่ละตรอกซอกซอย มีร้านหนังสือแห่งหนึ่งชื่อว่า Rare Finds ที่หน้าร้านเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจี จนแทบกลายเป็นอีกชั้นของพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับภายในร้าน ราวกับเป็นการสร้าง ระบบนิเวศป่าเล็ก ๆ ขึ้นมาเคียงคู่กับนิเวศการอ่านด้านใน Rare Finds เป็นหนึ่งในเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ของ Anyway ที่เติบโตอยู่ในย่านเดียวกัน

จุดเริ่มต้นของพื้นที่แห่งนี้ เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 ช่วงเวลาที่เราถูกตัดขาดจากการพบปะผู้คน และค่อย ๆ ตระหนักถึงความโหยหา ในปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ประจวบเหมาะกับเราเรียนวรรณคดีอังกฤษมา มันก็จะมี collection หนังสือของตัวเอง แล้วก็เป็นไม่กี่อย่างที่เราทำได้ แล้วก็มีความสนใจเรื่องการอ่านอยู่แล้ว พื้นที่แห่งนี้จึงเกิดขึ้นจากแพสชัน มากกว่าจะเป็นแผนธุรกิจที่ถูกวางไว้อย่างชัดเจน เริ่มต้นในรูปแบบสเปซขนาดย่อมในกรุงเทพฯ ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนย้ายและปักหลักที่เชียงใหม่ในเวลาต่อมา Rare Finds ดำเนินการโดยเอิร์ธ อธิษฐ์ ปรีดา ที่หล่อหลอมพื้นที่นี้ให้เติบโตไปพร้อมกับผู้คนที่เข้ามาใช้มัน

ตอนแรกสุดไม่ได้ตั้งใจจะขายหนังสืออย่างเดียวตั้งแต่แรกแล้ว เพราะรู้สึกว่าไม่รอดแน่ ๆ ถ้าเป็นร้านหนังสือ อย่างเดียว น่าจะยากเลยตั้งใจจะขายหลาย ๆ อย่าง ให้มันมีความเป็น multi-purpose space ตั้งแต่แรก อยากให้มันหลากหลายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้อยากให้มันเป็นพื้นที่ที่ inclusive ใครเข้ามาใช้ก็ได้ โดยที่ไม่รู้สึกอึดอัด สำหรับเอิร์ธ Rare Finds คือ middle ground พื้นที่ตรงกลาง ระหว่างคนที่อยากอ่านหนังสือ กับคนที่เข้ามาใช้ space ทำงาน นั่งอ่าน หรือแค่นั่งคุย เล่นบอร์ดเกมก็ได้

The Alphabet BookCafe CNX พื้นที่นอกหน้ากระดาษ

The Alphabet BookCafe CNX ตั้งอยู่ตำบลหนองหอย บริเวณเส้นเลียบทางรถไฟ ใกล้กับทางลอดวงแหวนรอบสอง การเดินทางมาที่นี่อาจต้องอาศัยการทำการบ้านกับเส้นทางอยู่สักเล็กน้อย หรือไม่ก็ต้องเพ่งมอง Google Maps อย่างตั้งใจ เพราะหากเผลอพลาดไปนิดเดียว จากการลอดวงแหวนรอบสอง…ก็อาจมีรอบที่สามและสี่ตามมาโดยไม่ทันตั้งตัว ร้านหนังสือเล็ก ๆ แห่งนี้แทรกตัวอยู่ภายในโครงสร้างอาคารของโครงการ Mode Office ท่ามกลางพื้นที่โดยรอบที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของการทำงานและธุรกิจ และเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ร้านอัลฟาเบต บรรยากาศความเร่งรีบจากภายนอกถูกวางทิ้งไว้ข้างหลัง

พื้นที่ของร้าน The Alphabet BookCafe CNX เกิดจากการตัดสินใจขยายฐานที่มั่นของสำนักพิมพ์สมมติจากกรุงเทพ มาสู่เมืองเชียงใหม่ มันจึงไม่เรื่องของส่วนขยายของสาขา หรือสถานที่แต่คือการเคลื่อนย้าย “คน” ที่หลงใหลใฝ่ฝันในความงาม ความจริงและกลิ่นหนังสือมาด้วยกัน

“เริ่มแรกเจ้าของสำนักพิมพ์ของเรามีการขยับขยายมาที่เชียงใหม่ มันเลยเกิดออฟฟิศสำนักพิมพ์ พอพื้นที่มันเหลือ เราก็เปิดหน้าร้าน ทำคาเฟ่… มันเป็นยาชูใจนะ ถ้าต้องทำงานงก ๆ โดยไม่มีอะไรจำเริญใจ ไม่ได้แต่งร้านสวย ๆ ไม่ได้คุยกับลูกค้าเลย มันคงจะเศร้า”

ในส่วนของหน้าร้านเกิดขึ้นในภายหลังในฐานะส่วนขยายของสำนักพิมพ์ เพื่อให้หนังสือสามารถเข้าถึงผู้คนได้มากกว่าการอยู่เพียงในโลกออนไลน์ ทุกวันนี้การอ่านจำนวนมากเกิดขึ้นผ่านการเลื่อนหน้าจอ ข้อมูลจากหลายแหล่งถูกอ่านซ้ำและจบไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้อยู่กับมันนานนัก The Alphabet พยายามทำให้หนังสือกลับมาอยู่ในรูปแบบที่จับต้องได้มากขึ้น ให้ผู้คนสามารถเข้ามาเลือกดูหนังสือด้วยตัวเอง ได้หยิบจับได้เปิดอ่านตัวเล่มจริง และได้ฟังคำแนะนำจากคนที่คัดเลือกหนังสือเหล่านั้นมาอย่างตั้งใจ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างจากการสั่งซื้อ หรือรับข้อมูลผ่านหน้าจอโดยตรง

ในอีกด้านหนึ่ง การที่ร้านสามารถเกิดขึ้นได้ ก็มีเงื่อนไขบางอย่างรองรับอยู่ เช่น การมีสำนักพิมพ์ของตัวเอง ซึ่งทำให้มีทุนตั้งต้นพอจะเปิดหน้าร้านได้ ถ้าร้านต้องพึ่งพาเพียงการรับหนังสือจากที่อื่นมาขายอย่างเดียว การจะสร้าง สเปซ ลักษณะนี้ขึ้นมาคงเป็นเรื่องยากไม่น้อย

การก่อรูปของคอมมิวนิตีที่หล่อเลี้ยง ‘นิเวศการอ่าน’

ใน Book re:public ความสัมพันธ์ไม่ใช่แค่เรื่องของ คนขาย กับ ลูกค้า แต่คือการก่อรูปของคอมมิวนิตีที่พี่อ้อยนิยามว่ามันคือ ความต่อเนื่องของความสัมพันธ์

“เราเจอน้องเขาตั้งแต่ปี 1 จนปี 4 จนรับปริญญามาถ่ายรูปที่ร้าน พอไปทำงานเขาก็กลับมาคุยกันอีก… มันไม่ใช่แค่จำนวนคนที่ขยายออก แต่มันคือความลึกซึ้งในความคิดที่คล้ายกัน และการกล้าตั้งคำถามร่วมกัน”

ส่วนใหญ่ก็เป็นนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ในเมืองเชียงใหม่แวะเวียนกันมา

“ภาพที่บางคนเขามองเข้ามาก็บอก เด็กพวกนี้เป็นเด็กเบียวบ้างเป็นพวกขบถ คนจะมองเขาเป็นแบบนั้นซึ่งจริง ๆแล้ว เราเชื่อว่าคน ๆ หนึ่ง พูดถึงตัวเราเองด้วยมันไม่ได้เกิดมาพร้อมความคิดที่มีจุดยืนนี้จุดยืนเดียว ชีวิตรอบตัวเรามีเรื่องราวเต็มไปหมดนะ”

พี่อ้อยให้ความเห็นว่าไม่ได้อยากให้ร้านมันเข้าถึงยากหรือเป็นสิ่งที่ต้องมีเงื่อนไขว่าจำเป็นต้องรู้เรื่องการเมือง ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน ไม่ต้องเช็กความพร้อมของตัวเองก่อนถึงจะเข้ามาได้ เราอยากให้มันเป็นเรื่องที่ใครก็เริ่มต้นได้

ค่อย ๆ ทำความเข้าใจ ค่อย ๆ ตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ๆ ก็ตาม อยากให้ได้ลองเข้ามาก่อน เขาจะรู้สึกว่ามันไม่ได้เข้าถึงยากอย่างที่คิด พื้นที่มันเปิดมากกว่านั้น เราไม่เคยคัดกรองคนว่า “ถ้ายังไม่รู้เรื่องนี้ก็อย่าเพิ่งเข้ามา” หรือทำให้ใครรู้สึกว่าไม่ belong

สิ่งที่เราอยากให้เกิดมากกว่าคือ ให้คน ลองได้เข้ามาก่อน ก่อนที่จะตัดสินเราจากข้างนอก เพราะงั้น เราเองก็ต้องเปิดก่อนเหมือนกัน ทั้งในแง่ของตัวทีมงาน และวิธีที่เราปฏิสัมพันธ์กับคน เรารู้สึกว่า พื้นที่แบบนี้มันต้องพร้อมสำหรับการพูดคุย ไม่ใช่แค่มีหนังสือวางอยู่เฉย ๆ

“เราไม่ได้ขายแค่หนังสือหรอก เราขาย conversation เราขาย dialogue” เราพร้อมจะคุยกับคน พร้อมจะแลกเปลี่ยน”

และปล่อยให้บทสนทนามันเกิดขึ้นได้จริง ๆ ความสัมพันธ์เหล่านี้ก่อรูปขึ้นจากการมี คำถามร่วมกัน

“ทุกคนรู้ว่ามาที่นี่จะสนทนาเรื่องอะไรก็ได้ ไม่ถูกตัดสิน ไม่ถูกเอาไปฟ้อง…”

ชีวิตคนเรามันไม่ได้มีแค่มิติเดียว เรามีเรื่องสุขภาพ มีความอยากมีชีวิตที่ดี อยากไปเที่ยว อยากกินของอร่อย อยากใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง มันไม่ได้มีแค่การต้องสู้เพื่อประเด็นอะไรบางอย่าง อย่างเดียว เราไม่ได้เกิดมาพร้อมค้อนเคียวในมือ คนเราไม่ควรถูกมองหรือถูกจำกัดแค่ด้านเดียว จากสิ่งที่คนอื่นเห็นเพราะในความเป็นจริง ทุกคนมีชีวิตที่ซับซ้อนกว่านั้น มีต้นทุน มีภาระ มีความต้องการในแบบของตัวเอง และสิ่งเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราต้องแบกรับและใช้มันไปพร้อม ๆ กัน

“พี่พูดได้เลยว่าน้อง ๆ ที่มองเราหรือทุกคนที่เข้ามาที่พื้นที่เนี่ยต้องการ เห็นสังคมที่ดีขึ้นทั้งนั้น แหละอันนี้เรายืนยันได้”

เวลาเราพูดถึงร้านหนังสือมันไม่ใช่แค่เรื่องของหนังสืออย่างเดียว เวลาเปิดหนังสืออ่าน คุณจะคิดยังไงก็ได้เลย มันอิสระมาก เช่นเดียวกันเวลาคนเข้ามาในร้าน เขาต้องการพื้นที่ปลอดภัยบางอย่าง ปลอดภัยที่จะพูด ปลอดภัยที่จะคิด หรือแม้แต่ปลอดภัยที่จะอยู่เงียบ ๆ เราเชื่อว่าร้านหนังสือยังรองรับสิ่งนั้นได้ ไม่ใช่แค่ร้าน Book Re แต่ร้านหนังสือหลาย ๆ ที่ก็เป็นแบบนั้น มันเป็นพื้นที่ของนักอ่านจริง ๆ การรวมตัวกันจึงไม่ได้เน้นที่ตัวสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่มันคือการสร้างโครงสร้างหมุนเวียนของความรู้ที่ไร้ลิขสิทธิ์ ใครอยากขบถ ใครอยากม่วนจอย หรือใครอยากขับเคลื่อนประเด็นสังคม ก็ใช้พื้นที่นี้เป็นจุดสตาร์ตได้เสมอ

ใน Rare Finds สิ่งที่น่าสนใจมากคือตัวพื้นที่ ไม่ได้ถูกกำหนดทิศทางจากเจ้าของเพียงฝ่ายเดียว แต่ถูกหล่อหลอมจากผู้คนที่เดินเข้ามาใช้มันด้วย ลูกค้าที่เข้ามาไม่ได้เป็นแค่ผู้บริโภค แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างพื้นที่นี้ไปพร้อมกัน

“ตัว space มัน sensitive มาก มันเปลี่ยนตามคน”

เพราะทุกคนที่เข้ามา ต่างมีพลังบางอย่าง ที่ค่อย ๆ shape บรรยากาศ ทิศทางและความหมายของพื้นที่ไปโดยที่อาจไม่ได้ตั้งใจ

“ตอนแรกเราไม่ได้มี background NGO ไม่ได้มีไอเดียว่าจะต้องเป็น public space ที่ support ประเด็นอะไร แล้วก็ไม่ได้เป็น commercial space ด้วย”

มันเป็นพื้นที่ที่อยู่ตรงกลางไม่สุดทางใดทางหนึ่ง และเพราะความไม่ชัดเจนนี้ที่ทำให้มันเปิดกว้างพอให้เติบโตไปตามผู้คนที่เข้ามา

ลูกค้ากลายเป็นตัวแปรสำคัญ พวกเขาค่อย ๆ พาพื้นที่นี้ไปในทิศทางของ cultural / creative โดยธรรมชาติ

“มันโตตามลูกค้าเลย”

Rare Finds ค่อย ๆ ถูก integrate เข้าไปอยู่ในวงของคนทำงานวัฒนธรรม นักอ่าน และคนที่สนใจประเด็นสังคม โดยที่เจ้าของเองก็ไม่ได้วางแผนไว้แบบนั้น

“ช่วงแรกของการมาอยู่เชียงใหม่ เราแทบไม่รู้จักใครเลย แต่พอมันโตจากลูกค้า มันก็ทำให้เรามี network”

เริ่มจากสิ่งที่ธรรมดามาก ๆ แค่นั่งคุยกัน ร้านปิดแล้วก็ยังนั่งต่อ บทสนทนาที่ยืดยาวการไม่ลุกกลับบ้านทันที การอยู่ต่ออีกนิด สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ ค่อย ๆ ก่อตัวเป็นอะไรบางอย่าง จากการคุยเล่น กลายเป็น book club จากการนั่งเฉย ๆ กลายเป็นกิจกรรม

“มันไหลไปเอง เหมือนคุยกับเพื่อน แล้วมันก็กลายเป็นอะไรบางอย่าง”

พื้นที่ทางกายภาพยังมีความสำคัญมาก ในโลกที่เต็มไปด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์ พื้นที่จริงยังทำหน้าที่บางอย่างที่ออนไลน์แทนไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่แค่การสื่อสารแต่มันคือการอยู่ร่วมกัน การเห็นหน้า การนั่งข้างกัน การปล่อยให้บทสนทนาเกิดขึ้น

ในขณะเดียวกัน เชียงใหม่มีสิ่งที่เรียกว่า ทุนมนุษย์ มีการรวมตัว มีความพยายามสร้างบางอย่างขึ้นมาจากศูนย์ โดยเฉพาะในบริบทของ queer space

“เราเจอกันในอินเทอร์เน็ตเยอะนะ แต่เราไม่มีพื้นที่จริง ๆ” ช่องว่างนี้เอง คือสิ่งที่ Anyway พยายามจะเติมเต็ม

“อยากเห็นน้อง ๆ เหล่าเกย์น้อย หรือใครก็ตาม มานั่งรวมกัน แล้วรู้สึกสบายใจ มาแล้วแฮปปี้ ไม่ต้องถูกตัดสินจากมุมมองแบบชายแท้ หรือกรอบแบบปิตาธิปไตย”

อย่างไรก็ตาม การทำให้ภาพนั้นเกิดขึ้นจริงไม่ใช่เรื่องง่าย การอยู่รอดของร้านไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่มันพึ่งพา เครือข่ายและ ชุมชนอย่างมาก กิ่งเล่าถึง ชุมชน LGBTQ+ เองกลายเป็นแรงขับสำคัญ ทำให้ร้านถูกจดจำในฐานะ queer space และเติบโตผ่านการบอกต่อแบบปากต่อปาก บางคนมาแล้วได้เจอเพื่อน บางคนมาแล้วกลายเป็นเพื่อนกับเจ้าของร้าน มันอาจไม่ได้เป็นคอมมิวนิตีที่ใหญ่ แต่เป็นคอมมิวนิตีที่ เกิดขึ้นจริง ในอีกด้านหนึ่ง ร้านยังทำหน้าที่เปิดพื้นที่ให้กับความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ทั้งการมองเห็นนักเขียนหญิง นักเขียน LGBTQ+ รวมถึงงานของศิลปินในคอมมิวนิตีเควียร์ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือของที่ระลึก พื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้พยายามสนับสนุนพื้นที่ให้กับสิ่งเหล่านี้ ความตั้งใจของร้านไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นร้านหนังสือแต่อยากให้มันเป็นพื้นที่มีทั้งกิจกรรม มีนักเขียนและนักอ่านมาเจอกัน และเป็นพื้นที่ให้คนทำงานสร้างสรรค์ในเชียงใหม่ได้เข้ามาใช้

แมนเล่าถึงช่วงในช่วงเริ่มต้นของร้าน Alphabet ว่า เราแทบไม่ได้ตั้งใจจะ สร้างคอมมิวนิตีเลยด้วยซ้ำ มันไม่ได้อยู่ในแผนตั้งต้นของร้านแต่เมื่อเวลาผ่านไป เราค่อย ๆ เห็นว่า การมีคอมมิวนิตีไม่ได้แค่ทำให้พื้นที่มีชีวิตขึ้น แต่มันยังช่วย สร้างการรับรู้ และเป็นกำลังใจให้เราทำต่อ เราจึงเริ่มหันมาลองทำกิจกรรมมากขึ้น

แม้จะยังอยู่ในขอบเขตที่เราพอรับไหว เพราะในการทำกิจกรรมแต่ละครั้งใช้แรงคนค่อนข้างมากและเราเองก็ทำสำนักพิมพ์ไปพร้อมกันทำให้ต้องคอยแบ่งพลังงานระหว่างหลายบทบาท สุดท้าย เราเลยเลือกทำกิจกรรมที่ไม่ใช้ทรัพยากรมากนัก แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมได้ การเปิดให้คนใช้พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ โดยเฉพาะนักศึกษา ที่สามารถเข้ามาใช้พื้นที่ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในระยะหลัง เราเริ่มมีการฉายหนัง

ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่การดูหนังแต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น คนไม่ได้ลุกกลับทันทีแต่ยืนคุยกันต่อ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถกเถียง หรือแบ่งปันมุมมองที่ตัวเองมีต่อสิ่งที่เพิ่งดูมันเป็นบทสนทนาที่ก่อตัวขึ้นในพื้นที่เดียวกัน

“แต่กิจกรรมเหล่านี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

เพราะสุดท้ายแล้ว แรงคน ก็ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญและเป็นคำถามที่เรายังต้องหาคำตอบต่อไปว่าพื้นที่แบบนี้จะเติบโตและดำเนินต่อไปได้อย่างไร โดยไม่ทำให้คนทำงานต้องแบกรับมากเกินไป

“เราดีเบตกันแทบตายเรื่องเลขหน้า เรื่องหน้าปก… เพราะเราเชื่อว่าหนังสือจะทำหน้าที่เปลี่ยนความคิดคนไปเรื่อย ๆ เราแค่ต้องย้ำมันไปเรื่อย ๆ เหมือนที่เราเชื่อในประชาธิปไตยนั่นแหละ”

ปรินท์เล่าว่าเพราะแบบนี้เรารู้ตัวว่าการสร้างคอมมิวนิตีมันอาจจะยากภาระหน้าที่เราตอนนี้ ในทุก ๆ วันที่เราเจอลูกค้า ที่แวะเวียนมาทั้งหน้าใหม่หน้าเก่า เราอยากใช้หนังสือเป็นตัวกลางในการคุย คุณค่าที่อยากให้ลูกค้าได้ การคิด การตั้งคำถาม การคุยเรื่องสังคม การเมือง หรือเรื่องอื่น ๆ มาแลกเปลี่ยนกัน อย่างน้อยให้มันมีการสื่อสารกันบ้าง บางทีก็สงสัยว่าเราเป็นเพื่อนกับคนอื่นได้ไวขนาดนี้เลยเหรอ… แต่เราพบกันเพราะหนังสือจริง ๆ ถ้าไม่รู้จะคุยอะไร ก็หยิบหนังสือมาคุยกัน เล่มนี้เป็นยังไง อ่านคนนี้ไหม มันทำให้เราสนิทใจที่จะขอความร่วมมือกันในอนาคต

“เรากำลังพยายามย้ายร้านไปในที่ที่เข้าถึงง่ายกว่าเดิม ที่ตั้งของร้านตอนนี้ คือใครจะมาหาเราต้องตั้งใจมา มันไม่ใช่ที่ที่จะเดินเล่นแล้วแวะ… เราอยากไปอยู่ในที่ที่เห็นความสำคัญของร้านหนังสือ และอยากพิสูจน์ว่า การอ่านหนังสือมันดีนะ ไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กเนิร์ดที่ไม่รู้เรื่องสังคม ฝากติดตามด้วยครับ”

พื้นที่เล็ก ๆ ที่ไม่ถูกมองเห็น

“รัฐ ไม่สนใจเราหรอก เราพูดบนฐานความเป็นจริงเลยนะ ในสังคมไทยคือต้องช่วยตัวเองให้ได้มากที่สุดในตอนนี้”

สุดท้ายแล้ว หลายพื้นที่ต้องเรียนรู้ที่จะพึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุด รัฐหรือแม้แต่หน่วยงานท้องถิ่นมักจะเข้ามาก็ต่อเมื่อพื้นที่นั้นประสบความสำเร็จ เมื่อมันเริ่มสำเร็จมีคนพูดถึง มีผลลัพธ์ให้เห็น รัฐถึงจะเริ่มเข้ามาคุยบางครั้งก็เข้ามาในรูปแบบของการสนับสนุนเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือการเข้ามารับรู้และติดป้ายว่าเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนั้นซึ่งรูปแบบนี้ เราเห็นมาแล้วในหลายโครงการตลอดหลายปีที่ผ่านมา

พี่อ้อยให้ความเห็นว่าในระดับท้องถิ่น หน่วยงานอย่างเทศบาลควรมีบทบาทในการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ ที่เข้าถึงได้ง่ายให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์และต่อยอดงานของตัวเองได้ แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งนี้ยังติดข้อจำกัดสำคัญอย่าง การกระจายอำนาจ แม้ท้องถิ่นจะมีรายได้ของตัวเอง เช่น ภาษีหรือค่าธรรมเนียมในพื้นที่ แต่รายได้ส่วนใหญ่ก็ยังต้องพึ่งพาการจัดสรรจากรัฐบาลกลาง ทำให้การวางแผนหรือพัฒนาพื้นที่บางอย่างยังขาดความยืดหยุ่น

เมื่อไม่มีทั้งงบประมาณที่เพียงพอ และอำนาจในการตัดสินใจอย่างเต็มที่มันก็ยากจะเกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้น การกระจายอำนาจ ทั้งในแง่ของงบประมาณและการบริหารจัดการ จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญหากเราต้องการเห็นพื้นที่สร้างสรรค์แบบนี้เกิดขึ้นในเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

แน่นอนว่า ในระบบราชการก็ยังมีคนทำงานบางคน ข้าราชการบางคนที่มีความคิดก้าวหน้า มีวิสัยทัศน์ และอยากผลักดันพื้นที่ลักษณะนี้ให้เกิดขึ้นจริง เราเองก็อยากร่วมงานกับคนเหล่านั้นเหมือนกัน เพราะมันทำให้เห็นว่ายังมีความเป็นไปได้บางอย่างซ่อนอยู่ในระบบ

ในขณะเดียวกัน พื้นที่ลักษณะนี้กลับถูกมองผ่านสายตาอีกแบบหนึ่งเพียงเพราะเราตั้งคำถามกับรัฐหรือเรียกร้องความเป็นธรรมในบางเรื่องมันจึงถูกตีความไปว่า เป็นพื้นที่ที่ไม่เอารัฐ การรับรู้แบบนี้ทำให้ความร่วมมือกับภาครัฐกลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนขึ้น ถึงแม้จะมีคนทำงานบางคนที่เห็นด้วยกับแนวคิดเช่นนี้ แต่บ่อยครั้ง ความเห็นด้วยนั้นก็อยู่ในระดับตัวบุคคล ไม่สามารถขยับไปสู่การสนับสนุนในระดับองค์กรได้

สำหรับหลายหน่วยงาน การเข้ามาทำงานร่วมกับพื้นที่ที่มีลักษณะเชิงวิพากษ์หรือแอคทิวิสต์ อาจถูกมองว่าเป็นความเสี่ยง การยืนอยู่บนจุดยืนที่ชัดเจนแบบนี้ ราคาที่ต้องจ่าย คือต้องพยายามประคองตัวเองให้ได้มากที่สุด ในหลายครั้ง พื้นที่จะถูกมองเห็นก็ต่อเมื่อ สิ่งที่เราทำไป ขัด หรือ กระทบ กับบางอย่าง เมื่อมันถูกนิยามว่าเป็นปัญหาแล้วจึงค่อยมีสายตาจากภาครัฐหันกลับมามอง การมองเห็นนั้นควรเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่พื้นที่จะต้องดิ้นรนไปถึงจุดนั้นด้วยซ้ำ

พี่อ้อยเล่าย้อนถึงช่วงเวลาของร้านในยุค คสช. ว่าเป็นช่วงที่พื้นที่ลักษณะนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดไม่ว่าร้านจะจัดกิจกรรมอะไรก็มักจะมีคนเข้ามานั่งฟัง สังเกตการณ์ จดบันทึกอยู่เสมอแม้กระทั่งกิจกรรมที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับรัฐโดยตรงก็ยังมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบเข้ามาคอยสังเกต

“ตอนที่เราจัดกิจกรรมเรื่อง Gender พูดถึงเรื่อง LGBTQ ตอนนั้นเขาก็มานั่งฟัง มานั่งจดกันจริงจังเลย แต่หลายคนก็ยังไม่เข้าใจ ถึงขั้นต้องมาถามทีมงานว่า LGBTQ มันย่อมาจากอะไร ซึ่งในอีกมุมหนึ่ง มันก็โอเคนะ อย่างน้อยเขาก็ได้เรียนรู้ไปด้วย ได้ทำความเข้าใจว่าสิ่งนี้มันคืออะไร มันเหมือนเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นไปอีกทอดหนึ่ง”

เชียงใหม่ไม่ใช่เมืองที่ทำมาหากินง่าย เมืองนี้พึ่งพาการท่องเที่ยวสูง และไม่ได้มีทุนขนาดใหญ่ที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายนัก แล้วทำไมถึงเลือกเชียงใหม่?

“เพราะพวกเราอยู่ที่นี่”

ในแง่ของคอมมิวนิตี กรุงเทพฯ อาจไม่ได้มีลักษณะชุมชนแบบนี้มากนัก คนอาจเชื่อมกันด้วยประเด็น แต่ที่เชียงใหม่ มันเป็นการแสวงหาพื้นที่ของตัวเองมากกว่า ขณะเดียวกัน คนพื้นที่ในเชียงใหม่เองก็ไม่ได้มีกำลังที่จะมาใช้พื้นที่แบบนี้ได้ทุกวัน ชีวิตของคนส่วนใหญ่คือ บ้าน ที่ทำงาน ห้าง ตลาด หรือไม่ก็นัดเจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานตามคาเฟ่ใกล้บ้าน เพราะแบบนี้ ร้านจึงต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวอยู่ไม่น้อย โชคดีที่เรายังมีเครือข่ายเพื่อน ๆ ที่ช่วยกันประคับประคอง เช่น การชวนกันมาจัดกิจกรรม หาเงินเข้าร้าน ไม่อย่างนั้นมันก็เหนื่อยมากจริง ๆ ถึงขั้นที่บางครั้งอาจต้องคิดเรื่องกู้นอกระบบ คิดแค่ว่าอยู่ให้รอด 3 ปีก่อน ปีแรกคือดูระบบนิเวศทั้งหมดว่ามันเป็นยังไง ปีต่อ ๆ มาก็ปรับตามนิเวศของมัน ร้านหนังสืออิสระมันอยู่ยาก หลายร้านอยู่ไม่ได้ด้วยหนังสืออย่างเดียว ต้องมีอย่างอื่น เช่น คาเฟ่ เข้ามาช่วย ทั้งระบบมันมีปัญหา ทั้งนักเขียน ร้านหนังสือ และคนอ่าน แต่เราก็ยังเชื่อในวัฒนธรรมการอ่าน

“แต่ลึก ๆ แล้ว เราอยากให้ร้านมัน อยู่ได้ด้วยตัวเองจริง ๆ ไม่ใช่เป็นร้านที่ผูกติดกับตัวบุคคล เช่น ร้านของคนนั้น คนนี้ แต่เราอยากให้คนจดจำในฐานะ Anyway มากกว่า อยากให้วันหนึ่ง ต่อให้พวกเราสามคนถอยออกมา คนก็ยังอยากมาที่ร้านนี้อยู่ เราอยากให้ระบบของร้านมันสามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยตัวของคอมมิวนิตีเอง”

“เราขอบคุณมาก ๆ กับทุกคนที่มาหากันที่ร้าน ไม่ว่าจะมาเพราะอยากซัปพอร์ตพื้นที่นี้ หรือเพราะรู้จักพวกเราสามคน เรารู้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่เป็นธรรมชาติ ในระยะต่อไป เราก็หวังว่าพื้นที่นี้จะกลายเป็นพื้นที่ของทุกคน” Anyway—ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

ถ้าจะอธิบายคำว่า cultural space แบบสั้น ๆ มันคือพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญา หรือพื้นที่ที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยตรรกะเชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว อาจเป็นพื้นที่ของการอ่าน การพูดคุย การแลกเปลี่ยนความคิด แม้แต่บทสนทนาธรรมดาระหว่างผู้คนก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ทางวัฒนธรรมได้ ในความเข้าใจทั่วไป คำว่า cultural space มักถูกมองว่าอยู่ตรงข้ามกับ commercial space แต่ในความเป็นจริง สองสิ่งนี้สามารถอยู่ร่วมกันได้ เพียงแต่ในความรู้สึกของผู้คน กิจกรรมที่เป็นวัฒนธรรม มักไม่ถูกผูกไว้กับเรื่องเงินมากนัก

สำหรับพื้นที่อย่างร้าน Raer find ที่ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็น cultural space โดยแรกเริ่ม แต่เพราะร้านไม่ได้วางตัวเองเป็นธุรกิจที่เน้นกำไรเป็นหลักในทุกมิติ บรรยากาศบางอย่างจึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น พื้นที่ดูไม่จริงจังเกินไป ไม่เป็นทางการ ไม่ business-like และในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปิดกั้นใคร มันเป็นพื้นที่ที่ inclusive ใครเข้ามาใช้ก็ได้

เอิร์ธมองว่าบรรยากาศแบบนี้เองที่พาคนเข้ามา ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าที่นี่เป็นพื้นที่ที่พวกเขา ใช้ได้ ใช้ในการนั่งคุย ใช้ในการจัดกิจกรรม หรือใช้เพื่อทดลองบางอย่าง โดยไม่จำเป็นต้องตั้งต้นจากคำถามว่า มันจะทำเงินไหม

สิ่งเหล่านี้เกิดจากลักษณะของพื้นที่และวิธีที่เจ้าของเลือกจะวางตัว เมื่อคนรู้สึกว่าเจ้าของไม่ได้มองกำไรเป็นศูนย์กลาง พื้นที่ก็เปิดมากขึ้นโดยอัตโนมัติ กิจกรรมที่ไม่ต้องการผลตอบแทนทางการเงินจึงเริ่มเกิดขึ้น และเมื่อมันเกิดขึ้น มันก็ยิ่ง reinforce บรรยากาศแบบนั้นให้ชัดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงของการทำร้านก็ยังคงอยู่ พื้นที่แบบนี้ยังต้องแบกต้นทุน ธุรกิจในเชียงใหม่จำนวนมากก็อยู่ในสภาพคล้ายกัน ไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ก็พออยู่ได้ด้วยความสัมพันธ์ ด้วยคนที่แวะเวียนเข้ามาเหมือนเพื่อน อย่างน้อยที่สุดมันสร้าง การมองเห็น การที่คนเข้ามาร่วมกิจกรรม แชร์ประสบการณ์ หรือพูดถึงพื้นที่นี้ต่อ กลายเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของ กำไร แม้จะไม่ใช่เงินโดยตรง แต่มันก็มีคุณค่าในตัวของมันเอง

“ในอีกด้านหนึ่ง การมีพื้นที่แบบนี้ก็สำคัญมาก เพราะถ้ามีคนอยากทำอะไรบางอย่าง มันควรมีที่ให้เขาทำ โดยเฉพาะในเมืองที่พื้นที่ลักษณะนี้หาได้ไม่ง่ายนัก สุดท้ายแล้ว เมืองหนึ่งไม่ควรมีแค่พื้นที่เพื่อการบริโภค แต่มันควรมีพื้นที่ทางภูมิปัญญาอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นเมืองนั้นก็อาจค่อย ๆ เหี่ยวเฉาไป”

“ถ้าจะถามว่า cultural space ที่ดีควรเป็นแบบไหน มันควรเป็นพื้นที่ที่เปิดพอให้คนไม่กลัว ไม่เกร็ง กล้าเข้ามา จะมานั่งคุยหรือจะมาจัดกิจกรรมก็รู้สึกว่า ทำได้ เมื่อพื้นที่สบายพอ ผู้คนก็จะกล้าทำอะไรบางอย่างมากขึ้น เพราะพลังงานไม่ต้องถูกใช้ไปกับความเป็นทางการหรือกฎเกณฑ์ แต่ถูกใช้ไปกับสิ่งที่อยากทำจริง ๆ”

เมื่อคนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมกับพื้นที่นี้ มันก็จะเกิดความรู้สึกของ “การเป็นเจ้าของร่วม” ซึ่งเป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้บางอย่างเกิดขึ้นได้เอง

แม้ในตอนนี้ผลลัพธ์บางอย่างอาจยังไม่ชัดเจน เพราะทุกคนยังต้องใช้พลังไปกับการเอาตัวรอด ไม่มีแรงพอจะสร้างเครือข่ายให้แข็งแรง ทั้งที่หลายคนก็อยากรวมตัวกัน แต่ก็ยังทำไม่ได้เต็มที่ แม้จะยังไม่เห็นผลในวันนี้ ก็อาจกลับมาในรูปแบบอื่น ในเวลาของมัน

จากการเฝ้าสังเกตของแมน—Alphabet มองเห็นความย้อนแย้งของเชียงใหม่เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ หรือภาคใต้ (นครศรีฯ / หาดใหญ่) เชียงใหม่มีนักเขียน บก. นักแปลระดับบิ๊ก ๆ อยู่เพียบ แต่ต่างคนต่างอยู่ ไม่ค่อยมีสมาคมหรือเน็ตเวิร์กที่รวมตัวกันติด

“ทุกคนรู้จักกันส่วนตัวนะ แต่ไม่มีเน็ตเวิร์ก… แค่เอาชีวิตรอดของตัวเองก็ยากแล้ว ร้านหนังสือแต่ละร้านก็เอาตัวรอดกันจนไม่มีแรงพอจะมาสร้างระบบระเบียบ”

ถึงแม้รัฐจะไม่ได้สนับสนุนอย่างจริงจัง หรือความพยายามเชื่อมโยงร้านหนังสืออิสระในเชียงใหม่จะยังเป็นเรื่องของบทสนทนาในวงร้านหนังสือ แต่ The Alphabet เรายังเชื่อในความละเอียดของตัวอักษร ที่มันจะพาทุกภาคส่วนขยับต่อไปได้

ประเด็นเรื่องย่านหนังสือ ในเชียงใหม่ไม่ใช่สิ่งที่ไม่เคยถูกพูดถึงมันเป็นบทสนทนาที่ค่อย ๆ ถูกหยิบขึ้นมาคุยกันอยู่เรื่อย ๆ ระหว่างร้านหนังสืออิสระด้วยกันเอง

;

“เราก็ลองคุยกันนะ ว่ามันเป็นไปได้ไหม ที่เชียงใหม่จะมีย่านหนังสือ หรืออย่างน้อยก็มีการ connect กันระหว่างร้าน”

แต่พอคุยลึกลงไป มันก็เจอข้อจำกัดบางอย่างที่คล้ายกันหมด

“แต่ละร้านจริง ๆ ก็ไม่ได้อยากอยู่คนเดียวหรอกนะ แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถเป็นตัวหลัก เป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนได้”

มันไม่ใช่ว่าไม่มีความตั้งใจ แต่เรา ไม่มีแรงพอ ถ้าเทียบกับงานเครือข่ายแบบ NGO มันจะเห็นชัดมากว่า ถ้าไม่มี ตัวหลัก ที่คอยขับ เคลื่อนงาน มันแทบไปต่อไม่ได้

“มันต้องมีคนที่แบบถูก assign ให้ตามงานอะ ไม่งั้นมันไม่เดิน”

แค่ใช้ชีวิตประจำวันก็เหนื่อยแล้ว ต้องดูร้าน ต้องรับลูกค้า ต้องจัดการทุกอย่างในร้าน ยังไม่นับชีวิตส่วนตัว

“แล้วจะเอาแรงที่ไหนไปขับเรื่องย่านหนังสือต่ออีก มันใช้ energy มากจริง ๆ”

มันไม่ได้แค่รวมร้านไว้ด้วยกันแต่มันสร้างภาพจำ ให้กับเมือง เหมือนเวลาอยากหาอะไรกิน ก็กาดหลวง ย่านมันทำงานของมันเอง แต่ในเชียงใหม่ ร้านหนังสือยังคงกระจายตัวเป็นหย่อม ๆ ไม่เกิดเป็นคลัสเตอร์

การจะสร้างนิเวศการอ่านในเชียงใหม่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของการรวมร้านหนังสือมาอยู่ใกล้กันเท่านั้น การพัฒนาโครงสร้างความสัมพันธ์ ทั้งระบบเพราะการอ่านไม่ใช่แค่การเสพเนื้อหาจากวรรณกรรมหรือหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่มันต้องอาศัย เครือข่ายคนที่เข้มแข็งมารองรับ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Book Club คนทำกิจกรรม เจ้าของร้านหนังสือ สำนักพิมพ์ ผู้คนในพื้นที่ที่เข้ามามีส่วนร่วม และการสนับสนุนโดยภาครัฐ

คอมมิวนิตีเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ผู้ใช้พื้นที่ แต่เป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้นิเวศการอ่านหมุนต่อได้ เมื่อมีการพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยน มันก็จะย้อนกลับไปสนับสนุนทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้อ่านในพื้นที่ ไปจนถึงสำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ และการผลิตเนื้อหาใหม่ ๆ และความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในเมืองนั้น

คำถามเลยย้อนกลับไปที่บทบาทของ “รัฐ”

“จริง ๆ คนที่ควรจะมาจัดการเรื่องแบบนี้ มันควรเป็นหน่วยงานรัฐหรือเปล่า”

ภาพของโครงสร้างที่หมุนวนซ้ำเดิม ราวกับงูกินหาง หากต้องการนโยบายสนับสนุน ภาคเอกชนต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นเองก่อน ต้องรวมตัว ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าปัญหานั้นมีอยู่จริง ต้องมีข้อมูล มีรายงานรองรับ

“เขาก็จะบอกว่า งั้นคุณไปรวมตัวกันมาก่อนสิ เอาข้อมูลมา แล้วเดี๋ยวค่อยพิจารณาอีกที”

จุดตั้งต้นของการสนับสนุนถูกผลักกลับมายังคนตัวเล็ก ๆ อยู่เสมอ หน่วยงานที่ควรดูแลเรื่องนี้โดยตรงยังจัดการอย่างไม่เป็นระบบ งานศิลปะ วัฒนธรรม การออกแบบ ไปจนถึงวัฒนธรรมการอ่าน ถูกรวมไว้ภายใต้กรอบเดียวกัน แต่การจัดสรรงบประมาณไม่สอดคล้อง และไปไม่ถึงพื้นที่ที่ยังมีอยู่จริง

“ร้านที่ยังทำงานอยู่ ยังต้องการลมหายใจ มันกลับไม่ได้รับการซัปพอร์ตเท่าที่ควร”

คำถามจากผู้ประกอบการร้านหนังสือจึงยังคงค้างคาใจ “นโยบายอยู่ตรงไหน” งบประมาณมีหรือไม่ และมีโครงสร้างใดรองรับพื้นที่เหล่านี้อย่างจริงจัง หรือท้ายที่สุดแล้ว คำถามทั้งหมดก็เพียงถูกส่งกลับมาที่ผู้ประกอบการอีกครั้ง เพราะหากภาคเอกชนยังคงต้อง เอาตัวรอดกันเอง ต่อไปเช่นนี้ ก็ยิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่า เพียงแค่การทำให้ร้านหนึ่งร้านดำรงอยู่ในแต่ละวัน ก็ได้ใช้พลังทั้งหมดที่มีไปแล้ว

“ฉะนั้นเรื่องแบบนี้ มันควรมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ ไม่ใช่ผลักให้ธุรกิจคิดกันเองหมด” ไม่ใช่เพียงการผลักภาระไปยังร้านหนังสืออิสระเหล่านี้ หรือโยนความหวังไว้กับกำลังซื้อของผู้บริโภค

พื้นที่เหล่านี้มีคุณค่าและควรได้รับการรองรับจากโครงสร้างสนับสนุนของภาครัฐ โดยไม่ถูกปล่อยให้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเพียงลำพัง