Reading Time: 3 minutes
“ในตัวอักษรเหล่านี้ เรื่องเพศจะผลิบานอย่างอิสระ”
ส่วนหนึ่งจากหนังสือ Sex Appear เพศสะพรั่ง-ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์
ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่า ‘เรื่องเพศ’ ดำรงอยู่ในชีวิตประจำวัน
เพศอยู่ในเนื้อในตัว
เพศอยู่ในทัศนะ
ในทุกการตัดสินใจน้อยใหญ่ เราต่างหยิบมุมมองความเป็นเพศใส่ลงไปเพื่อใช้อธิบายได้ทั้งนั้น
ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันความเท่าเทียมทางเพศเกิดขึ้นมาแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยปี เราขยับจากการเรียกร้องให้ผู้หญิงได้มีสิทธิเลือกตั้ง มาจนถึงการเรียกร้องความเสมอภาคของคน ‘ทุกเพศ’
ทุกย่างก้าวที่สำคัญคือการค่อย ๆ คลี่คลายอคติและความเข้าใจผิดทีละนิด หยิบยกสิ่งที่เคยซุกตัวอยู่ใต้พรมคลอเคลียไรฝุ่น ขึ้นมาปัดกวาด วางมันให้อยู่ในระดับสายตาที่ทุกคนมองเห็น และพูดถึงมันอย่างเปิดเผย
แต่แน่นอนกรอบบางอย่างของสังคมย่อมมี ทั้งแข็งแรง หนาเตอะ เพราะถูกตีครอบซ้ำ ๆ มามากกว่าร้อยปี ดังนั้นความท้าทายจึงยังคงอยู่
เรื่องหญิง-ชายควรเป็น / ไม่เป็นอะไร ยังคงอยู่ และผูกติดกับขนบ วัฒนธรรมอย่างแนบแน่น
เรื่องรสนิยมทางเพศ เรื่องเซ็กซ์ ยังเป็นเรื่องวาบหวิวอีโรติก ผิดศีลธรรม
เรื่องความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศ ที่ดูเหมือนจะเปิดรับ แต่ก็ยังมีวลีฮิตติดปากว่า ได้คืบจะเอาศอก
เรื่องเพศในมิติอื่นก็เช่นเดียวกัน มันยังคงเป็นสีจาง ๆ
เข้มบ้างในบางจังหวะ
ถาวรในคนบางกลุ่ม
ไม่มีเลยในคนบางกลุ่ม
และเป็นแค่เรื่องขำขันในคนบางกลุ่ม
ร้อยกว่าปีเปลี่ยนไปมาก แต่ก็ยังมีเรื่องที่ต้องเปลี่ยนอีกมากเช่นกัน
“เรายังต้องหยิบเรื่องพวกนี้ขึ้นมาวางบนโต๊ะอีกนั่นแหละ มันต้องคุยกันแบบเปิดเผยไปเรื่อย ๆ” รุ่นพี่นักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวเรื่องเพศมาแล้วกว่า 30 ปี เคยพูดกับฉัน
แต่เชื่อไหมว่าบางคนก็ตีความ ‘การคุยแบบเปิดเผย’ อย่างผิดเพี้ยนไปหน่อย…
ราวเกือบ 3 ปีก่อน ฉันเข้าทำงานโดยมียศห้อยท้ายเป็น first jobber วันดีคืนดีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของใครสักคน ก็เดินมาชวนคุยระหว่างไปทำงานนอกสถานที่ด้วยกันว่า
“รู้มั้ย ส่วนไหนของกรุงเทพฯ ที่คนนัด…(เยเย่มารูโกะ)…กันเยอะที่สุด”
บอกตามตรงว่าฉันค่อนข้างที่จะงงนิดหน่อย แต่ไม่เข้าใจมาก ๆ ว่าฉันจะรู้ไปทำไมกัน แล้วถึงจะรู้ มันใช่บทสนทนาที่ควรจะคุยกับคนที่ไม่สนิทกันหรือเปล่า หลังจากนั้นสารพัดคำคุยวาบหวิวก็ยังส่งออกมาจากปากเขาอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งงานเสร็จ แยกย้ายกลับบ้าน ความกลัวและความกังวลจึงคลายลง แต่มันไม่หายไป
คุณผู้มีประสบการณ์ร่วมนี้อย่างไม่เคยยินดีก็น่าจะเข้าใจฉันใช่ไหม?
ในชีวิตการทำงานพาฉันไปเจอเหตุการณ์ไม่ต่างจาก 3 ปีที่แล้วอยู่เรื่อย ‘วันดีคืนดี’ เวียนมาหาอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งก็มาในลักษณะที่ชอบแตะสัมผัส บางครั้งมาในแบบที่ว่า “ทำงานด้วยกันครั้งหน้า จองที่พักห้องเดียวกันก็ได้นะ นอนด้วยกันได้”
ฉันปรึกษารุ่นพี่คนหนึ่งเพื่อหาทางออก เชื่อไหมว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เราเห็นตรงกันคือการหาวิธีเล่าเรื่องนี้โดยพ่วงไปกับ ‘เรื่องงาน’ เธอแนะนำให้ฉันบอกเล่าอย่างเป็นเหตุเป็นผลเพื่อเป็นเกราะป้องกันให้ตัวเองหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก ฉันคิดว่าการให้เหตุผลว่าเป็นความกังวลในการทำงานด้วยกันครั้งต่อไป ทำให้ฉันดูไม่เป็นนางสาวเท้าเอววีน งี่เง่า หรือแบบที่ผู้ใหญ่เขาเรียกกันว่า โปรเฟสชันนัล อะไรอย่างนั้นด้วยล่ะมั้ง
อย่างน้อยนี่ก็เป็นการเอาเรื่องนี้ไปวางบนโต๊ะ แม้จะเป็นการคุยแบบกระมิดกระเมี้ยน แต่ก็ดีกว่าไม่เปิดเผยเลยใช่ไหม
ฉันสาละวนกับสิ่งนี้อยู่นาน ในขณะที่คนกระทำยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
และอาจเป็นเพราะความสาละวนนี้เอง ที่ทำให้พักหลังฉันตั้งคำถามกับการพูดเรื่องเพศอยู่บ่อยครั้ง เราควรพูดด้วยน้ำเสียงแบบไหน และใครกันแน่ที่เป็นคนกำหนดขอบเขตของบทสนทนาเหล่านั้น คำถามเดียวกันนี้ ปรากฏขึ้นในหนังสือ Sex Appear เพศสะพรั่ง เขียนโดย ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์
ในบางตอนของหนังสือเล่มนี้ ศุภาวรรณเผยให้เห็นความสับสนในความคิดและตัวหนังสือออกมาโต้ง ๆ
“… มันช่างยุ่งเหยิง และฉันคิดว่าใครหลายคนที่ยึดถืออุดมการณ์ความเท่าเทียมทางเพศ ณ จุดหนึ่ง ก็คงเคยตกอยู่ในภาวะยุ่งเหยิงเช่นเดียวกัน แต่ฉันคิดว่าเราควรพูดถึงความยุ่งเหยิงพวกนี้กันให้มากขึ้น …”
ความยุ่งเหยิงนั้นยังอยู่ในตัวตน ความรู้สึกนึกคิด และบางครั้งถ้อยคำจากคนเดิม ๆ ก็ท้าทายเครื่องจักรผลิตความใจเย็นของฉันไม่น้อย ความยุ่งเหยิงทำงานจนทำให้ฉันเลือกที่จะบอกออกไปตามตรงว่าเขาไม่ควรจะพูดอย่างนี้กับใครก็ตาม และเขาก็ตอบมาว่า “เธอ น่ากลัวนะ”
นั่นแหละนะ…คุณเข้าใจฉัน ฉันรู้ และฉันก็หวังว่าพวกเขาจะรู้
ในการสื่อสารเรื่องเพศ มักถูกแปะป้ายว่าเป็นการรวมตัวของพวกตัวแรง มีแต่มวลอารมณ์โกรธเกรี้ยวฉุนเฉียว ฉันใคร่ครวญสงสัยมาตลอดว่าการสลักป้ายชื่อแขวนคอให้กับคนที่ออกมาพูดเรื่องเพศเช่นนี้ เป็นการมองข้ามความเจ็บปวดที่หลายคนต้องเผชิญหรือไม่ และฉันตอบกับตัวเองเสมอว่า ‘ใช่’
ถึงตรงนี้ฉันดูเป็นตัวแรงหรือเปล่า หลังตัวหนังสือเหล่านี้คุณจินตนาการว่าฉันจะคอยจับผิดทุกคำพูดและพฤติกรรมของคุณตลอดเวลาไหม และจากเรื่องราว ‘อย่างน้อย’ 2 เรื่องที่ฉันเล่าก่อนหน้านี้คุณคิดว่ามันสมเหตุสมผลหรือยังที่ฉันจะฉุนเฉียว
แล้วอะไรคือความสมเหตุสมผลล่ะ?
แต่ถึงอย่างไรคงต้องกล่าวถึงว่า การสื่อสารเรื่องเพศมีน้ำเสียงหลากหลาย เช่นเดียวกัน Sex Appear เพศสะพรั่ง เป็นหนึ่งในความหลากหลายนั้น น้ำเสียงของหนังสือเล่มนี้ ดูเป็นไปได้ที่จะทำให้พวกเขารู้ และทำความเข้าใจในเรื่องเพศอย่างไม่รู้สึกโดนผลักไส
“ฉันอยากต่อสู้โดยการขยายความเข้าใจ สื่อสารแบบที่เราจะเห็นอกเห็นใจกันได้ และค่อย ๆ ชวนให้พวกเราเดินไปด้วยกันแบบที่ไม่ผลักใครเข้ามุมแล้วทุ่มซ้อมจนอ่วม” ศุภาวรรณ กล่าวในตอนหนึ่งของหนังสือ
เห็นทีจะเป็นเช่นนั้นอย่างเธอว่า เรื่องเพศหลายมิติจาก 17 เรื่องเล่า มีจังหวะและท่วงทำนองการเล่าเรื่องที่ทั้งนุ่มนวล บางเรื่องเล่าก็แสบสัน และพาเราดำดิ่งไปกับหุบเหวความรู้สึกในเรื่องเล่าชวนสะท้อนใจ แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือการผลิบานอย่างอิสระของเรื่องเพศ เป็นการบังคับไม่ให้เรื่องเพศล่องหนไปโดยปริยาย และคือ ความเป็นมิตร ที่เธอต้องการมอบให้กับใครก็ตามที่เปิดอ่านหนังสือเล่มนี้
ทัศนะเรื่องเพศที่ศุภาวรรณนำเสนอส่วนมากเป็นการสำรวจกำแพงอคติ ที่สังคมร่วมกันสร้างขึ้นมา ผ่านเสื้อผ้าที่เราใส่ ความสัมพันธ์ที่เรามี และวิถีชีวิตที่เราใช้
คุณอาจเห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าในบทหนึ่ง ไม่แน่ว่าคุณเองก็อาจเป็นเจ้าของเรื่องนั้นเช่นกัน
คุณอาจเป็นคนที่หงุดหงิด รำคาญใจ จากการที่สังคมเซ็ตมาตรฐานว่าผู้ชาย ‘แมน ๆ’ ต้องตัวสูง ร่างหนา ปกป้องใครต่อใครได้ ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่อาจทราบได้ว่า “ความแมนนั้นสำคัญอย่างไร หากสิ่งที่ใครมองว่า ‘ไม่แมน’ ทำให้คุณได้เป็นตัวของตัวเอง”
โคตรจะแมน แค่ไหนถึงเรียกว่าแมน เป็นหนึ่งในบทที่ ศุภาวรรณ สำรวจความเป็นอยู่ภายใต้บทบาททางเพศของผู้ชายที่สังคมขีดกำหนดขึ้นมา อาจไม่ได้เป็นมิติที่แปลกใหม่มากนัก แต่อีกทางหนึ่งก็เป็นการใช้พื้นที่เน้นย้ำว่า ภายใต้สังคมชายเป็นใหญ่ ‘ทุกคน’ ต่างได้รับผลกระทบ ในตอนนี้จึงจะเห็นการบอกเล่าความชอกช้ำ การต้องเก็บซ่อน และความอึดอัด ใต้ความคาดหวังให้ แมน และเป็นลูกผู้ชาย
ขณะเดียวกัน ก็ยังนำเสนอด้านพึงพอใจที่จะไม่แมนตามกรอบอย่าง ‘ปอนด์’ หนุ่มวัยรุ่นมากความสามารถ ผู้ชายร่างเล็ก ตัวไม่สูง มีเสียงเล็ก ๆ เป็นเอกลักษณ์ เขาดูจะตรงข้ามกับความแมนที่สังคมกำหนดขึ้นเกือบทั้งหมด เว้นก็แต่เรื่องที่เขาสามารถเล่นกีตาร์และเปียโนได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งมีตอนหนึ่ง ถ่ายทอดความรู้สึกปอนด์ไว้ว่า
“เสียงแบบนี้ หุ่นแบบนี้ คงดูไม่แมนสำหรับพวกนั้น แต่นี่คือสิ่งที่กูเป็น”
นอกไปจากนั้น คุณอาจเป็นคนที่มีประสบการณ์แย่ ๆ กับระบบเกณฑ์ทหาร ไม่ว่าจะเหตุผลในนามความเป็นชาย หรือการถูกมองข้ามในอัตลักษณ์ทางเพศอื่น ๆ นอกเหนือจากเพศกำเนิดชาย
ในบทที่ใช้ชื่อว่า เฉดสีอื่นในเขียวลายพราง เรื่องราวของ ‘ไอซ์’ ที่ถูกใบแดงยัดเยียดความทรงจำที่ไม่เป็นมิตรกับตัวเอง ถูกเอามาเล่าสู่กันฟัง ไอซ์เปรียบเทียบว่าในค่ายทหารเป็นสังคมของผู้ชาย และต้องเป็นผู้ชายแบบอัลฟา ที่ดูแข็งแรง ตัวใหญ่เท่านั้นถึงจะถูกยอมรับ และไอซ์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มกะเทย ที่ถูกคาดหวังให้ตลกและเอนเตอร์เทนคนอื่นได้
“ครูฝึกเคยเรียกฉันออกไปพร้อมกับผู้ชายอีกสองคน แล้วถามว่าถ้าโลกจะแตกฉันจะ ‘เอา’ คนไหน ตอนนั้นได้แต่ตอบกลับไปแรง ๆ ว่าไม่เอาสักคน คือต้องพยายามปากกล้าไม่ให้ใครมายุ่งหรือมาทำอะไรได้ จนฉันดูเป็นคนร้าย ๆ ไปเลย” ส่วนหนึ่งที่เล่าเอาไว้ในบทดังกล่าว
หรือคุณอาจเคยเห็นการปะทะกันบนโลกออนไลน์ระหว่าง ‘ชายแท้’ กับ ‘เฟมินิสต์ประสาทแดก’ แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าเขาเถียงกันเรื่องอะไร หรือขณะเดียวกันก็กำลังพบว่าไม่ว่าจะขยับตัวทำ หรือพูดสิ่งใดคุณนี่เองคือ เฟมินิสต์ประสาทแดก หรือคุณนี่เองคือ ไอ้พวกชายแท้
คุณอาจเคยอยากลองหา ‘ของเล่น’ มาทดลองหาแนวทางความสนุกสุขสมใหม่ ๆ ให้กับร่างกาย แล้วพบว่ามีเหตุผลมากมายที่ทำให้ไม่กล้า
คุณอาจเป็นเจ้าของเรือนร่างที่สวมใส่สิทธิ ที่มีคนอื่นมาคอยวิจารณ์เรือนร่างคุณอยู่เสมอ
คุณจะเห็นอีกว่าในบางบทตอน ปัญหาเรื่องการคุกคาม การล่วงละเมิดเด็ก และการเกลียดกลัวคนข้ามเพศก็กระแทกหน้าเข้าอย่างจัง มันทั้งโศกศัลย์ กรุ่นโกรธ สะเทือนใจ และชวนให้ตั้งคำถามกับความบิดเบี้ยวของสังคมไปพร้อมกัน
แต่ละเรื่องเล่าในหนังสือค่อย ๆ พาเราไล่ระดับผ่านเรื่องเพศในหลากหลายมิติของชีวิต ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน และบางครั้งก็ขยับไปแตะปัญหาที่หนักหน่วงเกินกว่าจะมองข้ามได้
ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ว่าเรื่องเหล่านั้นใหญ่ หรือเล็กเพียงใด แต่อยู่ที่การทำให้เห็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ในระดับไหน เรื่องเพศก็ล้วนแทรกอยู่ในชีวิตของผู้คนอย่างแนบแน่น
และในพื้นที่แบบนี้เอง หนังสือดูเหมือนจะเปิดประตูไว้กว้างพอสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเคยตั้งคำถามกับมันมากน้อยแค่ไหน หรือแม้กระทั่งยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเรื่องเพศเกี่ยวข้องกับตัวเองอย่างไร
.
.
ฉันอดไม่ได้ที่จะย้อนกลับมามองประสบการณ์ของตัวเองอีกครั้ง บทสนทนาวันนั้น ฉันไม่เคยคิดว่ามันควรเกิดขึ้น แต่มันดูมีความหมายบางอย่างขึ้นมาในอีกแบบหนึ่ง
มันไม่ใช่แค่เรื่องไม่เหมาะสมระหว่างคนสองคน แต่เป็นภาพสะท้อนเล็ก ๆ ของสังคมที่ยังสับสนว่าอะไรคือการพูดเรื่องเพศอย่างเคารพกัน และอะไรคือการล้ำเส้น
นั่นอาจเป็นเพราะเราถูกหล่อหลอมให้พูดเรื่องเพศอย่างเหนียม ๆ ในพื้นที่อันจำกัดมานาน พูดคุยกันอย่างไม่หลากหลายมากพอ ซ้ำยังพูดผ่านน้ำเสียงที่ต้องคอยระวังตัวอยู่เสมอ หลายครั้งถูกทำให้เบาบางลงเสียจนเกือบจะล่องหน ไม่ก็ถูกผลักไปอยู่ในมุมที่พร่าเลือนระหว่างความขบขันกับความไม่เหมาะสม
เมื่อแทบไม่มีโอกาสได้พูดถึงอย่างตรงไปตรงมา ก็อาจไม่เคยได้เรียนรู้ด้วยซ้ำว่า การสื่อสารอย่างเปิดเผยนั้น ไม่ได้หมายถึงการพูดอะไรก็ได้โดยไม่คำนึงถึงใคร ไม่ว่าจะพูดเรื่องนัดเยเย่มารูโกะโต้ง ๆ หรือพูดชวนนอนห้องเดียวกันกับคนที่เพิ่งมีโอกาสได้ไปทำงานต่างจังหวัดด้วยกันครั้งแรก เพราะเข้าใจไปเองว่าสมัยนี้เรื่องเพศเปิดกว้าง ก้าวหน้า ทั้งที่ความหมายที่แท้จริงของสิ่งนี้คือการพูดเรื่องเพศโดยรับรู้ว่าอีกฝ่ายมีขอบเขต มีความรู้สึก และมีสิทธิ์ที่จะสบายใจหรือไม่สบายใจกับบทสนทนานั้น นี่คือเส้นแบ่งที่จะทำให้การสื่อสารอย่างเปิดเผย ไม่ข้ามไปสู่การคุกคามทางเพศด้วยวาจาคำพูด
ดังนั้นจึงย้อนกลับไปที่รุ่นพี่ที่เคลื่อนไหวเรื่องเพศมาแล้วกว่า 30 ปี เคยพูดกับฉันว่า เรายังต้องหยิบเรื่องเพศมาพูดอีกเรื่อย ๆ และเหมือนที่หนังสือเล่มนี้ตั้งใจว่า ไม่ว่าอย่างไรเราก็ควรพูดถึงความยุ่งเหยิงพวกนี้กันต่อไป
.
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ณ วันหนึ่ง ทุกวันจะเป็นฤดูที่เพศสะพรั่ง…
Playread : Sex Appear เพศสะพรั่ง
ผู้เขียน : ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์
สำนักพิมพ์ : มติชน
PlayRead : คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ไว้ในเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี