Reading Time: 2 minutes
มีหลายอย่างของเมืองที่มักถูกมองว่า “ธรรมดา” จนเราไม่ทันได้ตั้งคำถามกับมัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในชีวิตประจำวัน เส้นทางที่เลือกใช้ วิธีการเดินทาง การอยู่ในพื้นที่สาธารณะ หรือแม้แต่ความรู้สึกปลอดภัย ที่เราเผลอคิดว่าทั้งหมดนี้ควรจะมีอยู่โดยอัตโนมัติ
เมือง ในความหมายนี้ จึงมักถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงอาคารสูงโอ่อ่า ตึกราบ้านช่อง ห้างสรรพสินค้า ตลาด ทั้งหมดเหมือนเป็นแค่ฉากหลังของการใช้ชีวิต เราอาจบ่นเรื่องรถติด ทางเท้าพัง หรือระบบขนส่งที่ไม่ตรงเวลา แต่การบ่นเหล่านั้นมักเกิดขึ้นภายในกรอบความคิดที่ว่า เมืองเป็นเพียงระบบที่ยังทำงานได้ไม่ดีพอ ไม่ใช่ระบบที่ตั้งต้นมาจากเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้มันเอียงไปทางใดทางหนึ่งตั้งแต่แรก หรือคำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือเมืองนี้ถูกออกแบบเพื่อใคร
Feminist City ของ Leslie Kern เริ่มต้นจากการรื้อความเข้าใจแบบนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เมืองไม่ใช่สิ่งที่เป็นกลาง และไม่เคยเป็นเช่นนั้น มันถูกออกแบบ สร้าง และจัดระเบียบขึ้นภายใต้โครงสร้างอำนาจบางแบบซึ่งส่วนใหญ่โครงสร้างนั้นมีรากฐานมาจากระบบชายเป็นใหญ่ที่ผสานอยู่กับทุนนิยมสมัยใหม่ สิ่งที่ดูเหมือนเป็นการจัดวางพื้นที่อย่างเป็นเหตุเป็นผล การแบ่งโซนที่อยู่อาศัยออกจากพื้นที่ทำงาน การสร้างชานเมืองให้เป็นพื้นที่ของครอบครัว หรือการออกแบบระบบขนส่งให้รองรับการเดินทางในช่วงเวลาเร่งด่วน ล้วนมีสมมติฐานบางอย่างซ่อนอยู่เกี่ยวกับว่า “ใคร คือผู้ใช้งานหลักของเมือง”
Kern บอกว่าสมมติฐานนั้นมักตั้งอยู่บนภาพของผู้ชายชนชั้นกลางที่มีงานประจำ มีเวลาการทำงานชัดเจน และมีรูปแบบการเดินทางที่เป็นเส้นตรงจากบ้านไปที่ทำงานและกลับบ้าน เมืองจึงถูกจัดวางให้รองรับการเคลื่อนที่แบบนี้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดตารางเวลาของระบบขนส่ง การวางตำแหน่งของศูนย์กลางธุรกิจ หรือแม้แต่การออกแบบถนนและทางเดินเท้าให้เชื่อมโยงพื้นที่สำคัญบางประเภทเข้าด้วยกัน
“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รูปแบบการดำเนินชีวิตแบบนี้ไม่มีอยู่จริง แต่การที่มันถูกยกขึ้นมาเป็นมาตรฐาน จนทำให้แบบแผนการดำเนินชีวิตอื่น ๆ กลายเป็นสิ่งที่ต้องปรับตัวเข้าหาโครงสร้างที่มีอยู่แล้ว” มากกว่าที่โครงสร้างจะถูกออกแบบให้รองรับความหลากหลายของชีวิต Kern ใช้แนวคิดเรื่อง “trip chaining” เพื่ออธิบายความแตกต่างนี้ โดยชี้ว่าการเดินทางของผู้หญิงจำนวนมากไม่ได้เป็นเส้นตรง หากแต่เป็นการเชื่อมโยงจุดหลายจุดเข้าด้วยกันในหนึ่งวัน การไปทำงานอาจต้องรวมอยู่กับการส่งลูกไปโรงเรียน แวะซื้อของ หรือดูแลสมาชิกในครอบครัว เส้นทางที่เกิดขึ้นจึงมีลักษณะกระจัดกระจายและยืดหยุ่นมากกว่ารูปแบบที่ระบบขนส่งส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้รองรับ ผมคิดว่าหากจะเข้าใจสิ่งที่ Kern อธิบายคือชวนเราทุกคนหลับตานึกถึงสายรถเมล์ในกรุงเทพที่ศูนย์กลางหรือปลายทางหลักของการเดินทางมักกระจุกตัวอยู่ใจกลางเมือง เช่น อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เซนทรัลเวิลด์ สวนลุมพินี หรือสนามหลวง ก็ตาม
เมื่อมองจากมุมนี้ สิ่งที่ถูกเรียกว่า “ประสิทธิภาพ” ของเมืองจึงไม่ใช่ค่าที่เป็นกลาง หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการให้ความสำคัญกับรูปแบบชีวิตบางแบบมากกว่าบางแบบ ระบบที่ทำให้การเดินทางจากชานเมืองเข้าสู่ศูนย์กลางธุรกิจในช่วงเช้าเป็นไปอย่างราบรื่น อาจไม่ได้ช่วยอะไรกับคนที่ต้องเดินทางข้ามไปมาระหว่างย่านต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วน ความสะดวกของบางคนจึงอาจตั้งอยู่บนความไม่สะดวกของคนอีกกลุ่มหนึ่งโดยที่เราไม่ทันได้สังเกตุ
Kern กล่าวว่า “ทุนนิยมไม่ได้แค่ยึดความเป็นเมือง แต่มันกัดกินความเป็นแม่ด้วย เพราะเมื่อที่ดินใจกลางมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ย่านอยู่อาศัยก็จะถูกผลักให้ไกลไปอยู่ชานเมืองเรื่อย ๆ” Gentrification (การรุกกลืนพื้นที่ของทุน) ทำให้แม่ต้องแบกรับภาระการเดินทาง ตั้งแต่ท้องอ่อน จนกระทั่งเด็กคนนั้นจะโตจนเข้าโรงเรียน สิ่งนี้คือเหตุผลที่Kernบอกว่า การเดินทางของผู้หญิงจึงไม่ใช่เส้นตรง ที่แค่ออกจากบ้านไปที่ทำงาน แล้วที่ทำงานกลับตรงสู่บ้าน แต่คุณแม่ยังต้องยืนรอรถเมล์หรือรถไฟฟ้านานขึ้น อีกทั้งคุณแม่ยังต้องแวะตลาดและศูนย์รับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียน เพื่อรับ-ส่งลูก
นอกจากเรื่องของการเคลื่อนที่ เมืองยังเป็นพื้นที่ที่กำหนดว่า ร่างกายแบบใด (เพศสภาพ) สามารถ “อยู่” ได้อย่างสบายใจ Kern เมืองไม่ได้ถูกสัมผัส หรือรู้สึกผ่านสายตาเพียงอย่างเดียว แต่ผ่านร่างกายที่มีเพศ มีอายุ มีความสามารถ และมีสถานะทางสังคมที่แตกต่างกัน ร่างกายเหล่านี้ไม่ได้ถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในพื้นที่สาธารณะ และสิ่งที่ดูเหมือนเป็นพฤติกรรมธรรมดาสำหรับบางคน อาจกลายเป็นสิ่งที่ต้องระวังสำหรับอีกคนหนึ่ง
การอยู่เฉย ๆ ในที่สาธารณะเป็นตัวอย่างที่สะท้อนความแตกต่างนี้ได้อย่างชัดเจน สำหรับผู้ชายจำนวนมาก การนั่งอยู่ในสวนสาธารณะ การเดินเล่นโดยไม่มีจุดหมาย หรือการใช้เวลาอยู่ในพื้นที่สาธารณะโดยไม่ต้องอธิบายเหตุผล เป็นสิ่งที่แทบไม่ต้องคิด แต่สำหรับผู้หญิง การกระทำเดียวกันอาจถูกตีความ ถูกตั้งคำถาม หรือทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกจับตามอง สิทธิในการ “อยู่เฉย ๆ” จึงไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม และพื้นที่สาธารณะที่ดูเหมือนเปิดกว้างสำหรับทุกคน อาจไม่ได้ให้ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของในแบบเดียวกันกับทุกคน
Kern เรียกว่า “geography of fear” หรือภูมิศาสตร์ของความกลัวความกลัวในเมืองไม่ได้เป็นเพียงปฏิกิริยาต่ออันตรายที่เกิดขึ้นจริง แต่ถูกผลิตและตอกย้ำผ่านเรื่องเล่า คำเตือน และประสบการณ์ที่ถูกส่งต่อกันมา “ผู้หญิงจำนวนมากเติบโตมากับชุดคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในเมือง อย่าเดินคนเดียวตอนกลางคืน อย่าไปในที่เปลี่ยว ระวังคนแปลกหน้า ซึ่งแม้จะมีเหตุผลในระดับหนึ่ง แต่ก็ทำหน้าที่จำกัดการเคลื่อนไหว และการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะไปพร้อมกัน”
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความกลัวนี้ไม่ได้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริงเสมอไป เพราะในหลายกรณี ความรุนแรงต่อผู้หญิงเกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนตัวมากกว่าพื้นที่สาธารณะ แต่เมืองกลับถูกทำให้เป็นพื้นที่ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
เมื่อผู้หญิงต้องคำนวณความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา การเคลื่อนไหวในเมือง จึงไม่ใช่แค่เรื่องของระยะทางหรือเวลา แต่เป็นเรื่องของการประเมินสถานการณ์ การเลือกเส้นทางที่สว่างกว่า แม้จะอ้อมกว่า การหลีกเลี่ยงพื้นที่บางแห่ง หรือการตัดสินใจไม่ไปในบางที่เลย การมีอยู่ของพวกเขาในเมืองจึงถูกกำหนดโดยเงื่อนไขที่คนอีกกลุ่มหนึ่งไม่จำเป็นต้องเผชิญ
Kern ไม่ได้มองผู้หญิงเพียงในฐานะผู้ถูกกระทำ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงวิธีที่พวกเขา “ต่อรอง” กับเมืองในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเครือข่ายความช่วยเหลือ การใช้พื้นที่ในรูปแบบที่ไม่ถูกคาดหวัง หรือการยึดพื้นที่ผ่านการกระทำเล็ก ๆ ที่อาจดูธรรมดา เช่น การนั่ง การเดิน หรือการรวมตัวกันในที่สาธารณะ การกระทำเหล่านี้อาจไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างของเมืองในทันที แต่เป็นการท้าทายขอบเขตที่ถูกกำหนดไว้ ในปัจจุบันเราจึงตระหนักได้ว่า ห้องให้นมบุตร ห้องน้ำสำหรับเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก ที่นั่งสำหรับคนตั้งครรภ์บนรถไฟฟ้าหรือรถขนส่งสาธาระ หรือรวมถึงที่จอดรถถูกจัดไว้ให้สำหรับคนท้องหรือคุณแม่โดยเฉพาะ จึงได้รับความสำคัญในปัจจุบันมากขึ้น สำหรับการออกแบบเมืองในสมัยใหม่มากขึ้น แม้ว่าKern ไม่ได้กล่าวไว้อย่างตรงไปตรงมา แต่ผมพอจะสรุปได้ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการอนุเคราะห์ของผู้มีอำนาจในการออกแบบ แต่มันเกิดขึ้นจากการต่อสู้และต่อรองตลอดเวลา
การทำความเข้าใจเมืองในแบบที่ Feminist City เสนอจึงไม่ใช่เพียงการมองเห็นปัญหา แต่เป็นการมองเห็นความเป็นไปได้ของการจัดวางเมืองใหม่ เมืองที่ตั้งต้นจากความหลากหลายของประสบการณ์มากกว่าการยึดติดกับผู้ใช้งานแบบเดียว เมืองที่ให้ความสำคัญกับการดูแล (care) ไม่ใช่เพียงในฐานะเรื่องส่วนตัว แต่ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่ควรถูกนำมาคิดในระดับนโยบายและการออกแบบ
แนวคิดเรื่อง “infrastructure of care” ที่ Kern พูดถึงจึงเป็นการขยายความหมายของโครงสร้างพื้นฐานออกไปจากถนน สะพาน หรือระบบขนส่ง ไปสู่สิ่งที่ทำให้ชีวิตประจำวันสามารถดำเนินไปได้อย่างมีคุณภาพ เช่น ศูนย์ดูแลเด็ก พื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัย ห้องน้ำสาธารณะที่เข้าถึงได้ หรือระบบขนส่งที่ยืดหยุ่นต่อรูปแบบการเดินทางที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้ถูกมองว่า เป็นหัวใจของการพัฒนาเมืองในแบบดั้งเดิม แต่มีผลโดยตรงต่อความสามารถของผู้คนในการใช้ชีวิต
สำหรับผม การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ทำให้ “เข้าใจผู้หญิง” อย่างถ่องแท้ หากแต่เป็นการเริ่มเห็นขอบเขตของความเข้าใจตัวเองมากกว่า ว่าสิ่งที่เคยคิดเป็นเรื่องปกติสามัญ อาจเป็นเพราะไม่เคยต้องเผชิญกับเงื่อนไขแบบเดียวกัน และการที่ไม่ต้องคิดถึงบางเรื่อง อาจไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นไม่สำคัญ แต่เพราะโครงสร้างและการออกของเมืองเอื้อให้ผมไม่ต้องคิดถึงมัน
คำถามที่สำคัญจึงอาจไม่ใช่แค่ว่าเมืองนี้มีประสิทธิภาพเพียงใด แต่มันทำงานได้ดีสำหรับใคร ใครที่สามารถใช้มันได้โดยไม่ต้องคิดมาก(ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชายแบบเรา ๆ) และใครที่ต้องคอยปรับตัวอยู่ตลอดเวลา (ซึ่งล้วนแล้วแต่คือผู้หญิงที่ถูกกดทับให้ไร้อำนาจต่อรอง) ใครที่รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ และใครที่รู้สึกว่าตนเองกำลังอยู่ในพื้นที่ของคนอื่น
Feminist City ไม่ได้ให้ภาพของเมืองในอุดมคติที่ชัดเจน แต่เสนอวิธีคิดที่ทำให้เราเห็นความเป็นไปได้ของเมืองในรูปแบบอื่น เมืองที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียว เมืองที่เปิดรับความแตกต่าง และเมืองที่ยอมรับว่าประสบการณ์ของผู้คนไม่เหมือนกัน
สำหรับผม ในฐานะผู้ชายที่ถูกท้าทายจากโครงสร้างที่ผุพังของเมืองน้อยกว่าผู้หญิง การอ่านงานของKern ทำให้เราได้ตระหนักถึงความไม่เป็นกลางที่ดำรงอยู่ เห็นแง่มุมที่ถูกกัดกินหรือถูกเอารัดเอาเปรียบโดยที่เราไม่ทันตระหนักคิด และอย่างน้อยที่สุดคือการเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามต่อไป ถึงการสร้างเมืองที่เหมาะกับคนทุกคน
หนังสือ : นครเฟมินิสต์ ชีวิตในพืันที่ไร้ปิตาธิปไตย (Feminist City: Claiming Space in a Man – Made World)
ผู้เขียน : เสลลีย์ เคิร์น (Leslie Kern)
ผู้แปล : วศินี พบูประภาพ
สำนักพิมพ์ : มติชน
PlayRead : คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ไว้ในเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี