ในนามของครอบครัว (ใหม่) ที่ไม่พันผูกทางสายเลือด

Play Read
Reading Time: 2 minutes

เงินเดือนเท่านี้เลี้ยงลูกไหวไหม

อยากให้ลูกเข้าโรงเรียนดี ๆ แต่จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย

หลังลาคลอดใครจะช่วยเลี้ยงลูกนะ

ถ้าหมดเวลาลาแล้วต้องกลับไปทำงาน แม่อย่างฉันจะทำได้ดีหรือเปล่า

แล้วถ้าลูกยังเล็ก ส่วนพ่อแม่ที่แก่ตัวลงเกิดป่วยจะเอาเงินที่ไหนมารักษา

งั้น…ไม่มีลูกกันเถอะ 

ทุนนิยมกำลังก่อให้เกิดภาวะความเป็นหมัน

เพราะนอกเหนือจากกลุ่มคน 1% แล้ว ผู้คนที่เหลือไม่มีความพร้อมจะมีลูกในยุคสมัยนี้ การดูแลคนที่เรารักกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในเชิงโครงสร้างขนบของครอบครัวแบบที่เราถูกชวนเชื่อมานานหลายศตวรรษเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ ครอบครัวล้าสมัยที่มีภาพจำความรักแบบหญิงชายเท่านั้น เป็นต้นตอการผลิตซ้ำครอบครัวที่ผุพังบนชีวิตเหล่าแม่ ภรรยา หรือสตรีที่รับบทผู้แบกภาระของงานดูแลไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้ 

หลังการลืมตาดูโลก เด็กน้อยถูกเลี้ยงดูโดยมนุษย์พ่อ-มนุษย์แม่ ยิ่งในสังคมครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวด้วยแล้ว การเติบโตท่ามกลางครอบครัวใหญ่ที่มีปู่ย่า ตายาย ลุงป้าน้าอาแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทางออกของมนุษย์พ่อ-มนุษย์แม่ คือการดิ้นรนทำงาน ทำงาน ทำงานให้ได้เงินเพียงพอต่อการใช้จ่าย เพื่อฝากลูกไว้กับเนิร์สเซอรีหรือศูนย์รับเลี้ยงเด็ก เพื่อส่งลูกเรียนสูง ๆ หวังต่อยอดสู่งานดี ๆ ขยายโอกาสในการเปลี่ยนชนชั้น 

ไม่มีอะไรหนุนหลัง มีเพียงค่านิยมอุดมความหรูหราและความแพงในวังวนทุนที่โตแข่งกับเด็กไม่เคยหยุด 

เด็ก ๆ จะเติบโตมาเป็นแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของครอบครัวตามสายเลือด และคุณสมบัติความเป็นแม่ที่ดีถูกคาดหวังจากสังคมตั้งแต่วันที่ตั้งครรภ์จวบจนสิ้นลมหายใจ แม่ที่ดีจะได้รับการการันตีจากความสำเร็จของลูกเป็นเกณฑ์ตัดเกรด นี่ยังนับว่ามีผู้หญิงอีกไม่น้อยที่ต้องแบกรับการดูแลพ่อและแม่ของตัวเองในยามแก่เฒ่า 

ในสายตารัฐ ครอบครัวคือผู้แบกรับงานดูแลในทุกมิติ ข่าวการยกเลิกจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุของพ่อแม่ที่ลูกใช้สิทธิไปกับการลดหย่อนภาษีเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า ภายใต้รัฐบาลที่สถาปนาว่าเป็นฝ่ายขวาชาตินิยม การผลิตซ้ำทางสังคมภายใต้คำว่าครอบครัวเป็นเรื่องปกติและจำเป็นในความเข้าใจของรัฐ

ครอบครัวคือสถาบันพื้นฐานทางสังคม เป็นประโยคที่เราได้ยินจนคุ้นชิน แต่ภายใต้คำนี้กลับซ่อนความคาดหวังไว้มหาศาล ครอบครัวในสังคมไทยถูกทำให้เป็นผู้รับผิดชอบการเลี้ยงดูเด็ก การดูแลผู้สูงอายุ การดูแลผู้ป่วย การซ่อมแซมสภาพจิตใจของสมาชิกอย่างโดดเดี่ยว 

หนังสยองก้องโลกยิ่งกว่าซอมบี้เรื่องไหน ๆ คือภาพของผู้หญิง หรือครอบครัวที่แบกภาระงานดูแลอันไร้ค่าจ้างไว้เต็มไม้เต็มมือในโลกทุนนิยม

ตอนจบของหนังแนวนี้จึงหนีไม่พ้นความเหลื่อมล้ำที่ถูกผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง ครอบครัวที่มีทรัพยากรสามารถลงทุนกับลูกได้มากกว่า ได้รับช่อดอกไม้พร้อมคำชื่นชมในวงสังคม ส่วนครอบครัวที่มีรายได้น้อยต้องแบกรับภาระ โดยไม่มีระบบช่วยเหลือ เด็กจึงเติบโตบนจุดเริ่มต้นที่ไม่เท่าเทียมกัน และความเหลื่อมล้ำก็ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

ครอบครัวกลายเป็นโรงงานผลิตซ้ำแรงงาน โดยรัฐและตลาดทุนได้รับประโยชน์จากแรงงานที่ได้รับการเลี้ยงดู แต่ไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนการดูแลทั้งหมด  

การล้มล้างครอบครัวไม่ได้หมายความว่าจะมีใครพาครอบครัวไปจากคุณหรือทำลายมันลงเป็นชิ้น ๆ และทิ้งให้ทุกคนต้องดูแลตัวเองตามลำพังอะไรอย่างนั้น แต่มันหมายถึงการขยายครอบครัวออกไปอย่างถึงรากด้วยการทำให้การดูแลเป็นเรื่องของส่วนรวมและเพิ่มขอบเขตออกไป

ดูเหมือนปลายทางของ บ้านนี้ไม่มีรัก อาจไม่ใช่การล้มล้างครอบครัวแบบตัดสายใย แต่กำลังตั้งคำถามกับ การผลิตซ้ำทางสังคมที่ใช้ครอบครัวเป็นเครื่องมือภายใต้ทุนนิยมแบบเสรี ระบบความเชื่อเก่าซึ่งสับแยกประชาชนออกเป็นหน่วยย่อย ๆ หน่วยเล็กหน่วยน้อย ยิ่งย่อยเท่าไหร่ยิ่งไร้อำนาจต่อรอง เกิดภาพการต่อสู้ในนามครอบครัวใครครอบครัวมัน จากนั้นก็ให้แต่ละครอบครัวดิ้นรนต่อสู้เพื่ออยู่รอดด้วยตัวเอง เป็นสังคมชนชั้นที่มีสนามการแข่งขันอันดุเดือด ฝ่าฟันกันเป็นทีมด้วยพลังของแต่ละครอบครัวเอง

แต่ก็นั่นแหละ สังคมที่ดีไม่ใช่สังคมที่แต่ละครอบครัวต้องเข้มแข็งจนรับมือได้ทุกปัญหา แต่คือสังคมที่ทุกคนสามารถพึ่งพาระบบร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเกิดมาในครอบครัวแบบใด มีรายได้เท่าไร หรืออยู่ในช่วงวัยไหนของชีวิต

การปลดปล่อยจินตนาการไปกับคำถามที่อาจารย์สรวิศ ชัยนาม ในฐานะผู้เขียนที่ท้าทายเอาไว้ พาผู้อ่านทะลุกรอบความเชื่อที่เคยคิดว่าใช่ไปไกลทีเดียว

“แม้จะสายเลือดเดียวกันก็ใช่ว่าผูกพันกัน และคนที่ผูกพันกันบางทีก็ไม่ได้เกี่ยวเกี่ยวพันกันทางสายเลือด จะเป็นอย่างไรถ้าคนเป็นแม่ถอนตัวจากความเป็นแม่ แม่กับลูกไม่จำเป็นต้องมีสายเลือดเดียวกัน เรา (ไม่ว่าจะเพศอะไรหรือมีอัตลักษณ์ทางเพศแบบไหน) ก็อาจเป็นแม่ให้กับลูกที่ไม่ได้คลอดออกมาได้ และเด็กคนนึงอาจมีแม่หลายคนได้ ลูกไม่ใช่สมบัติของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดส่วนคำว่า ครอบครัวก็อาจหมายถึงกลุ่มคนที่เลือกมาอยู่ด้วยกันหรือเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งร่วมกัน”

家族 อ่านว่า Kazoku หรือคำว่าครอบครัวในภาษาณี่ปุ่นมาจากรากศัพท์สองคำคือ 家 บ้านหรือครัวเรือน รวมกับ 族 กลุ่มคนหรือเผ่า กินความหมายว่ากลุ่มคนที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน หรือผู้คนในครัวเรือนเดียวกันไม่ใช่เพียงความสัมพันทางสายเลือด แต่เป็นหน่วยของการใช้ชีวิตร่วมกัน

แต่หากเป็นภาษาฝรั่งเศสโบราณจะใช้คำว่า famille หมายถึงกลุ่มคนที่อยู่ภายใต้อำนาจของหัวหน้าบ้าน โดยไม่ได้ยึดโยงอยู่แค่ความผูกพันทางสายเลือด

คล้ายกับคำว่า Family ในภาษาอังกฤษ ที่มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินคือ familia ซึ่งเดิมไม่ได้หมายถึง ครอบครัวตามความหมายแบบปัจจุบัน แต่หมายถึงคนทั้งหมดที่อยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน สมาชิกในบ้าน รวมถึง ทาส คนรับใช้ ลูก เครือญาติ และกลุ่มคนที่อยู่ภายใต้อำนาจของหัวหน้าครัวเรือนนั้น

ในมิติของภาษารากศัพท์คำว่า family ในหลายภาษากำลังบอกว่าครอบครัวในอดีตไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แห่งความรัก แต่ยังเป็นหน่วยนับทางเศรษฐกิจและหน่วยแรงงานที่สมาชิกทุกคนจะอยู่ภายใต้อำนาจของหัวหน้าครัวเรือนนั้น ๆ 

เรย์มอนด์ วิลเลียมส์ ชี้ว่าช่วงกลางศตวรรษที่ 17 คำว่า family มีความหมายหลากหลาย แต่ในบรรดานิยามไม่มีอันไหนเลยที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจแบบสมัยใหม่ ที่เจาะลงไปถึงกลุ่มเล็ก ๆ ที่จำกัดด้วยความสัมพันธ์ทางสายเลือด 

น่าคิดว่า หากหน่วยย่อยในนามครอบครัวขยายขอบเขตออกไปจากสิ่งที่เราเป็นในปัจจุบัน พลังการต่อสู้เพื่อให้งานดูแลที่ไม่มีค่าจ้าง เช่น งานล้างจาน ทำความสะอาดบ้าน งานดูแลเด็กตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงการเลี้ยงดู หรืองานดูแลผู้สูงอายุ ฯลฯ งานดูแลที่ไม่มีค่าจ้าง ไม่มีวันหยุด ไม่ถูกนับว่าเป็นงานเหล่านี้จะถูกนับใหม่ ภายใต้หน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐและทุนได้ไหม ถ้าเป็นเช่นนั้น สังคมในวันพรุ่งนี้คงจะสามารถปลดพันธนาการของเหล่าสตรีผู้ใช้งานมดลูกและวิญญาณอย่างหนักหน่วงในการเพิ่มประชากรของโลกได้  

แล้วหากครอบครัวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ทางสายเลือด โลกในวันต่อไปจะมีหน้าตาเป็นแบบไหนกัน เช้าวันหนึ่งจากโฆษณาในปกหลังอาจเกิดขึ้นในสักวัน

‘ในเช้าวันใหม่หลังการปฏิวัติ  การดูแลจะถูกยกให้เป็นศูนย์กลางของชีวิต แล้วเราทุกคนจะหันมาดูแลกัน การปลดปล่อยยังคงเป็นภารกิจที่ไม่เสร็จสิ้นในศตวรรษที่ 21 ตอนนี้ต่างหากที่เรายิ่งต้องการมันมากกว่าเดิม แล้วมันต้องเริ่มจากเรื่องที่ดูแสนจะพื้นฐานและธรรมดาในชีวิตประจำวัน อย่างการอยู่ร่วมกัน’

Author
วิภาพร วัฒนวิทย์
นักข่าวที่ใส่ใจบทสนทนาของผู้คนระหว่างทาง และออกเดินทางตามป้ายบอกทาง 'ความเป็นมนุษย์'
Photographer
พันวิทย์ ภู่กฤษณา
คนชลบุรีที่การเสพติดศิลปะ และ อเมริกาโน่ไม่หวาน