Reading Time: 5 minutes
“คนไทยมีลูกไม่ถึง 5 แสนคน หวั่นวิกฤตเด็กเกิดน้อย กระทบแรงงานในอนาคต”
“วิกฤตประชากร ไทยยืนหนึ่งในภูมิภาค ‘อัตราเกิดต่ำสุด’ คาด อีก 50 ปีข้างหน้า เหลือคนทำงานแค่ 22 ล้านคน”
“จำนวนเด็กไทยเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สวนทางนโยบายมีลูกเพื่อชาติ”
“‘ลดต่ำสุด’รอบ 70 ปี ‘เด็กเกิดน้อย’ วิกฤตินี้‘ไทยระทึก!!’”
พาดหัวข่าวและบทความออนไลน์เมื่อ มกราคม 2568 กำลังบอกกับสังคมว่าเรากำลังตกใต้สภาวะวิกฤตจากอัตราการเกิดที่ลดต่ำลงเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันรัฐก็ออกมาพูดถึงปัญหาดังกล่าวตั้งแต่ก่อนหน้านี้มาแล้วหลายปีและยังพูดอย่างต่อเนื่อง จนถึงขั้นเซ็ตให้เป็นวาระแห่งชาติ
มกราคม 2568 ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น มีอย่างน้อยหนึ่งชีวิตกำลังตัดสินใจ ‘ยุติการตั้งครรภ์’ ด้วยเหตุผลที่ว่า การตั้งครรภ์อาจทำให้เธอไม่มีงานทำ
“เราตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน ผลปัสสาวะขึ้น 2 ขีด เขาก็บอกว่าทำงานไม่ได้นะ ไปจัดการตัวเองก่อนมั้ย แล้วค่อยมาสมัครงาน”
ในขณะที่รัฐพยายามเหลือเกินที่จะตะโกนบอกว่าคนไทยมีลูกน้อยลงนั้นเป็นวิกฤต แต่คนอีกจำนวนไม่น้อยกลับกำลังเผชิญคำถามที่ว่า หากยังอยากมีงาน มีรายได้ และมีชีวิตรอดในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน พวกเธอจะมีสิทธิเลือกตั้งครรภ์ต่อไปได้จริงหรือไม่
และเมื่อการตั้งครรภ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พวกเขาไม่พร้อม การยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยเองก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการกำหนดอนาคต ชีวิต และร่างกายของตนเอง ทว่า หลังการแก้ไขกฎหมายให้การยุติการตั้งครรภ์สามารถทำได้อย่างถูกต้อง สิทธิดังกล่าวยังแทบล่องหนในพื้นที่สาธารณะ ภาครัฐมีบทบาทน้อยมากที่จะทำให้ผู้คนรับรู้ว่าพวกเขามีสิทธิและสามารถเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยได้เมื่อไม่พร้อม
หากมองปัญหาแบบตรง ๆ ละทิ้งความละเอียดอ่อน และความซับซ้อน การทำแท้งอาจเป็นเพียงอุปสรรคต่อการเพิ่มจำนวนประชากร การตัดสินใจเกี่ยวกับการจะตั้งครรภ์หรือยุติการตั้งครรภ์ของผู้คน จึงยังไม่ถูกมองในฐานะ ‘สิทธิ’ ที่ควรได้รับการคุ้มครองบนโต๊ะเจรจาของผู้มีอำนาจ
ประเทศที่ต้องเลือกระหว่างมี ‘งาน’ หรือมี ‘ลูก’
บี (นามสมมติ) เป็นคนจังหวัดกำแพงเพชร เข้ามาหางานทำที่ย่านโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดปทุมธานี บีเล่าว่าเธอและแรงงานส่วนใหญ่ที่นั่นสมัครงานผ่าน ‘ซับคอนแทรค’ ขั้นตอนทั้งหมดทางซับจะเป็นคนดูแลแทนโรงงาน รวมถึงการตรวจสุขภาพก่อนรับเข้าทำงานด้วยเช่นเดียวกัน
ผลตรวจสุขภาพในวันนั้นพบว่าเธอตั้งครรภ์ เป็นครั้งแรกที่เธอทราบถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายตัวเอง และเป็นครั้งแรกเช่นกันที่เธอทราบถึงนัยยะความหมายของการ ‘จัดการตัวเอง’
“ซับเขาบอกเองเลยว่า ให้ไปจัดการตัวเอง เพราะถ้าท้องก็ทำงานไม่ได้” บีเริ่มเล่า
ตอนนั้นบีอยู่กับแฟนสองคน พอเธอไม่สามารถเข้าทำงานได้ ภาระทั้งหมดจึงตกไปอยู่ที่แฟนของเธอในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งได้ค่าแรงอยู่ที่วันละ 372 บาท บีพูดติดตลกกับทีมข่าวว่า ถ้าไม่มีโอทีก็ถึงกับตายได้เลย ซึ่งโอทีที่แฟนของบีได้จะอยู่ที่ชั่วโมงละประมาณ 69 บาท แต่จะจำกัดอย่างมากก็จะได้ทำโอทีไม่เกิด 2 ชั่วโมง และถ้าเข้ากะดึกก็จะได้เงิน 30-40 บาทต่อครั้ง
“เอาจริง ๆ เราก็อยากมีลูกนะ แต่ด้วยความที่เราไม่พร้อม เงินมันก็เป็นปัจจัยหลักในการใช้ชีวิต ขนาดตอนนี้ก็ไม่มีจะกินอยู่แล้ว ซึ่งหนูรู้ว่าหนูไม่พร้อม หนูก็ป้องกัน ตอนนั้นก็ฉีดยาคุม แต่มันก็พลาดได้ การคุมกำเนิดมันไม่สามารถคุมได้ 100% อยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่มัน 100%”
คำพูดของบีไม่ใช่การปลอบใจตัวเองลอย ๆ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยและสถานพยาบาลหลายแห่งยืนยันตรงกันว่า ยังไม่มีวิธีคุมกำเนิดใดในโลกที่ป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100% ยกเว้นการไม่มีเพศสัมพันธ์เลย แม้แต่วิธีที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างการฝังยาหรือห่วงอนามัยก็ยังมีโอกาสพลาด ส่วนยาฉีดคุมกำเนิดที่บีใช้อยู่ในขณะนั้น หากใช้ไม่ตรงตามรอบหรือคลาดเคลื่อนแม้เพียงเล็กน้อย อัตราการล้มเหลวในการใช้งานจริง (ซึ่งต่างจากตัวเลขในห้องทดลอง) ก็อาจสูงถึงหลักหน่วยเปอร์เซ็นต์
ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจึงไม่สามารถกล่าวโทษได้ว่าเป็นความประมาท แต่เป็นความเสี่ยงที่มีอยู่จริงในทุกวิธีคุมกำเนิด เพียงแต่สังคมมักผลักภาระทั้งหมดไปให้ผู้ตั้งครรภ์คนเดียวเมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้น
พอรู้ว่าท้อง และซับคอนแทรคบอกให้ไปจัดการตัวเอง บีเล่าว่าเธอได้เซิร์ชหาข้อมูลด้วยตัวเอง ตอนนั้นเจอทั้งยาเถื่อน ที่ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง กระทั่งเจอกลุ่ม ‘ทำทาง’ จึงตัดสินใจเข้าไปพูดคุยขอคำปรึกษา
“เขาก็ดีนะ ให้คำปรึกษาดี แล้วก็เลยให้ข้อมูลเรามา หนูก็เล่าให้ฟังว่าหนูไม่มีเงินเลยพอจะมีวิธีไหนบ้าง เขาก็ประสานกับหมอท่านหนึ่ง ที่อยู่ทางประจวบฯ บอกหมอว่าหนูต้องการยุติการตั้งครรภ์แต่ไม่มีเงินเลย เขาก็ให้เราจ่ายแค่ค่าส่งยา แล้วก็บอกรายละเอียดวิธีใช้ดีมากเลยนะ แล้วก็บอกว่าถ้าเป็นอะไรก็ติดต่อหมอได้ตลอด กลุ่มทำทาง กับคุณหมอคอยถามไถ่ตลอดว่าเราเป็นยังไงบ้าง”
แม้ในกรณีของบี โรงงานไม่ได้มีส่วนในการจัดการคัดกรองบุคคลโดยตรง แต่ท้ายที่สุดก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการคัดกรองของซับคอนแทรคมาจากความต้องการของโรงงานเองที่อาจมีความประสงค์ไม่รับคนท้องเข้าทำงาน
ในกฎหมายแรงงานไทย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 กำหนดไว้ชัดว่า เมื่อสถานประกอบการใดใช้แรงงานผ่านการเหมาค่าแรงหรือซับคอนแทรค ให้ถือว่าสถานประกอบการนั้นเป็น ‘นายจ้าง’ ของลูกจ้างเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกับลูกจ้างประจำด้วย และต้องดำเนินการให้ลูกจ้างกลุ่มนี้ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการอย่างเป็นธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติ
ส่วนมาตรา 43 ยังห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหญิงด้วยเหตุตั้งครรภ์โดยตรง มีโทษทางอาญาทั้งจำและปรับ
นั่นหมายความว่า การที่ซับคอนแทรคคัดกรองคนท้องออกตั้งแต่ขั้นตอนสมัครงาน ไม่ใช่เรื่องที่โรงงานจะปัดความรับผิดชอบได้ง่าย ๆ ด้วยการบอกว่า ‘เป็นเรื่องของซับฯ’ เพราะกฎหมายมองทะลุโครงสร้างการจ้างแบบนี้ไปแล้วตั้งแต่ต้น เพียงแต่ในทางปฏิบัติ คนที่อยู่ปลายสุดของสายพานอย่างบีไม่มีทรัพยากร หรืออำนาจต่อรองมากเพียงพอที่จะคัดง้างได้
‘พิสูจน์’ ร่างกายตัวเอง
หลังจากที่จัดการตัวเองตามเขาบอก บีพบว่าการยุติการตั้งครรภ์ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกลับไปสมัครงานได้ทันที เพราะฮอร์โมนในร่างกายต้องการการปรับตัว
“ก็อีกเป็นเดือนกว่าจะได้ทำงาน ตอนนั้นก็ไม่มีงานทำ ต้องรอให้ฮอร์โมนเราปรับก่อน เพราะหลังจัดการตัวเองเวลาตรวจผลก็ยังขึ้นว่าเราท้องอยู่”
“แต่สงสัยจริง ๆ นะ ทำไมโรงงานไม่ให้ลองทำงานก่อน ทำไมไม่ให้ไปลองทำตรงที่เราสามารถทำได้ เป็นงานนั่งก็ได้ เพราะปกติในโรงงานจะเป็นงานยืน เขาก็คงเห็นว่าคนท้องทำไม่ได้ แต่ก็ให้เราไปทำส่วนอื่นที่ไม่ใช่ส่วนตรงนี้ไม่ได้เหรอ คือเราก็คิดว่าในโรงงานมันก็ต้องมีส่วนที่เราสามารถทำได้บ้างสิ ทำไมต้องตัดสินไปก่อนเลยว่าเราทำไม่ได้” บีกล่าวเสริมตัวเอง
เธอหันกลับมาเล่าต่อถึงเรื่องหลังจากยุติการตั้งครรภ์โดยใช้ยา ก่อนหน้าที่จะรู้ว่าร่างกายต้องปรับฮอร์โมน ได้ไปสมัครงานอีกครั้ง ซึ่งผลการตรวจปัสสาวะยังขึ้น 2 ขีดอยู่
“ถ้าคิดว่าตัวเองไม่ท้องแล้วก็ไปเอาผลอัลตราซาวด์มารับรอง” คือถ้อยแถลงที่ซับคอนแทรคพูดกับเธอ
“หนูนั่งเซิร์ชหาโรงพยาบาลรัฐบาลในปทุมฯ ที่ทำอัลตราซาวด์ได้ แล้วก็นั่งรถไปถามตามโรงพยาบาลด้วย แต่ไม่มีที่ไหนเขาทำให้เลย”
บางแห่งอย่างโรงพยาบาลธรรมศาสตร์คิดค่าใช้จ่ายหลักพันบาท ซึ่งพอประเมินได้แล้วว่าไม่สามารถจ่ายไหว จึงได้ปรึกษากลุ่มทำทางอีกครั้ง ครั้งนี้ ศรีไพร นนทรีย์ นักกิจกรรมเพื่อสิทธิแรงงานจากกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาประจำมูลนิธิทำทางด้วย เข้ามาช่วยประสานให้ไปรับบริการอัลตราซาวด์ที่โรงพยาบาลสิงห์บุรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แม้ระยะทางจะไกลจากปทุมธานีไม่น้อย
“หมอที่โรงพยาบาลที่สิงห์บุรีเขาก็พูดให้ฟังนะว่า ผู้หญิงไทยทุกคนต้องมีสิทธิได้ใช้บริการอัลตราซาวด์ฟรีคนละ 1 ครั้ง มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์อย่างเดียว เผื่อเรามีภาวะภายในของเรา ยังไงเราต้องมีสิทธิ”
เมื่อตรวจสอบกับข้อมูลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พบว่าสิ่งที่ใกล้เคียงกับคำอธิบายนี้ที่สุดคือสิทธิประโยชน์ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่งครอบคลุมคนไทยทุกคนไม่ว่าจะใช้สิทธิรักษาพยาบาลแบบใด
โดยผู้มีกำเนิดหญิงไทยทุกคนมีสิทธิตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ฟรีตามเกณฑ์อายุที่กำหนด ส่วนผู้ตั้งครรภ์ก็มีสิทธิตรวจอัลตราซาวด์ครรภ์ได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งตามดุลยพินิจแพทย์ ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะถือสิทธิบัตรทอง ประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการ
สิ่งที่บีเจอจึงไม่ใช่ ‘ไม่มีสิทธิ’ แต่เป็นช่องว่างระหว่างสิทธิที่มีอยู่บนกระดาษกับการที่หน่วยบริการแต่ละแห่งเลือกจะให้บริการหรือไม่ให้
หมอชุ-ชุตินาถ ชินอุดมพร จากคลินิกเวชกรรมทานตะวัน ให้ความเห็นว่า กรณีแบบนี้ทางซับคอนแทรคน่าจะต้องการคอนเฟิร์มว่าไม่มีการตั้งครรภ์แล้วจริง ๆ จึงให้ไปอัลตราซาวด์ ซึ่งช่วงหลังยุติการตั้งครรภ์ประมาณ 4-6 สัปดาห์ ยังสามารถตรวจเจอ 2 ขีดได้อยู่
หมอชุ-ชุตินาถ ชินอุดมพร
“แต่ถามว่าเขามีอำนาจอะไรมาบังคับเราตรวจ อันนี้ผิดกฎหมาย สองอย่างที่ผิดกฎหมายแล้วอยากจะยืนยันเสมอคือ HIV ห้ามบังคับตรวจ ห้ามขอข้อมูล ท้องก็ห้ามบังคับตรวจ ห้ามขอข้อมูล สองสิ่งนี้ไม่ได้เลย”
“แล้วกระทรวงแรงงานอยู่ไหน คุณไม่เคยปกป้องคนของคุณเลย แล้วมันก็ยังเกิดเรื่องนี้ซ้ำ ๆ มันควรไหมในขณะที่ประเทศตะโกนปาว ๆ ว่าคนไม่พอ อยากให้ท้อง แล้วพอท้องปุ๊บก็ไล่เขาออก แล้วก็หาทุกวิถีทางในการไล่ออก” หมอชุกล่าวต่อเนื่อง
แม้บีจะเอาผลอัลตราซาวด์ไปยื่นกับโรงงานแล้ว โรงงานก็ยังไม่รับ กลับอ้างว่าผลปัสสาวะยังขึ้นอยู่ และกล่าวหาว่าเธอเอาผลของคนอื่นมาแอบอ้าง ทั้งที่โรงงานเองบอกให้ไปเอาผลอัลตราซาวด์มา สุดท้ายเธอต้องรอเป็นเดือน ๆ จนกว่าฮอร์โมนจะกลับมาเป็นปกติ ระหว่างนั้นบีเล่าว่าเธอไม่มีรายได้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดแฟนรับผิดชอบคนเดียว
บีเล่าให้ฟังต่อไปอีกว่า ในโรงงานมีคนถูกบีบให้ออกเพราะท้องหลังจากเข้าไปทำงานแล้วเช่นกัน
บางคนเป็นลมในโรงงาน ถูกส่งไปโรงพยาบาล พอตรวจพบว่าท้องก็ถูกให้ออกทันที เพราะยังเป็นพนักงานรายวันที่ไม่ได้รับการบรรจุ ส่วนเกณฑ์การบรรจุเป็นพนักงานประจำก็ไม่มีความชัดเจน สำหรับพนักงานรายวันหากท้องระหว่างที่ยังไม่ได้บรรจุ จึงมีเพียงการถูกเลิกจ้างเท่านั้น
“หนูปรึกษา พูดคุยกับคนที่เขาทำงานในโรงงานมาก่อนเขาก็บอกว่าเป็นแบบนี้นานแล้ว คนที่เขาล้มเป็นลมไปนั่นแหละที่เล่าให้ฟัง เขาบอกว่าเขาก็เพิ่งมารู้ว่าเขาท้อง แล้วคนคนนั้นเขาก็ต้องไปจัดการตัวเองแบบหนูเหมือนกัน เพื่อที่เขาจะได้ทำงานต่อได้ สุดท้ายเขาก็ต้องทำแท้งเหมือนกัน”
“เข้าใจแหละว่าบางคนอาจจะคิดว่าเป็นบาป แต่ว่าถ้าเราเอาเขาไว้แล้วเราไม่มีเงินเลี้ยงดูมันไม่บาปกว่าเหรอ นี่มันลำบากทั้งตัวเราและตัวเขา ส่วนใหญ่ที่ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็เลือกที่จะทำแท้งเพราะอยากทำงานต่อ เพราะเราก็ต้องมีเงินด้วย ก็โรงงานเขาไม่รับจะให้ทำยังไง”
เป็นเจ้าของความหนักอึ้งด้วยความ (ไม่) ยินดี
“ช่วงเวลานั้นตัดสินใจยากมั้ย” ทีมข่าวถามขึ้น
“ยากอยู่นะ เพราะกลัวบาป กลัวนู่นนี่นั่น แต่เรามานั่งทบทวนดูดี ๆ ถ้าเอาไว้ก็ไม่มีเงินเลี้ยงอยู่ดี” บีตอบ
เธอใช้เวลาตัดสินใจประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากรู้ว่าท้อง นอนคิดทุกคืน ทว่าในเวลาเดียวกันก็ต้องรีบตัดสินใจให้เร็วที่สุด เพราะยังต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง ความขัดแย้งระหว่างเวลาที่ใจต้องการกับเวลาที่ชีวิตจริงเอื้อให้มีกดทับเธอหนักที่สุดในสัปดาห์นั้น
คนคนหนึ่งต้องคิดเรื่องที่หนักหนาในชีวิตให้จบภายในไม่กี่วัน เพราะระบบการจ้างงานไม่เคยรอใคร ทุกวันที่ลังเลคือทุกวันที่อายุครรภ์มากขึ้นและความเสี่ยงในการเข้าถึงบริการที่ปลอดภัยก็หดแคบลงไปเรื่อย ๆ
การตัดสินใจของบีในเวลานั้น จึงไม่ใช่เรื่องของความพร้อมหรือไม่พร้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกกำหนดโดยผู้คนและสถาบันที่ล้อมรอบตัวเธอ ตั้งแต่นายจ้าง ซับคอนแทรค ที่ตัดสินว่าคนท้องไม่เหมาะสมกับการทำงาน ไปจนถึงบุคลากรทางการแพทย์ในระบบบริการสุขภาพ ที่ควรจะทำหน้าที่เป็นประตูบานสำคัญในการเข้าถึงการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย
เมื่อทางเลือกหนึ่งหมายถึงการสูญเสียรายได้ สูญเสียโอกาสในการทำงาน ขณะที่อีกทางเลือกหนึ่งก็ต้องผ่านกระบวนการ ‘อนุญาต’ ตรวจสอบ และรับรองจากบุคลากรทางการแพทย์ ร่างกายของบี หรืออาจรวมไปถึงผู้ที่ตั้งครรภ์ทุกคน จึงไม่ใช่พื้นที่ที่ตัวเองมีอำนาจตัดสินใจได้อย่างสมบูรณ์เพียงลำพัง
เรื่องเงินเป็นหัวข้อหลักในการคิดวนไปวนมา บีสาละวนอยู่กับห้วงความคิดกระทั่งตัดสินใจได้ว่าจะยุติการตั้งครรภ์ ก็ยังมีเรื่องเงินมาเป็นอุปสรรคอีกเช่นกัน
“แฟนหนูก็ถามว่าถ้าทำแล้วจะเอาเงินจากไหน ค่ายามันก็แพงอยู่นะ เพราะตอนนั้นเราไปเห็นพวกยาเถื่อนราคาเป็นพัน แล้วตอนนั้นมีเงินอยู่ 1-2 พัน ถ้าเอาไปลง แล้วสมมติว่าไม่ได้ยามาจะทำยังไง จนไปเจอกลุ่มทำทางนั่นแหละ”
นอกจากแฟนของบีแล้ว คนรอบตัวก็ไม่มีใครรับรู้เรื่องนี้ เพราะเธอมั่นใจว่าไม่ว่าจะเอ่ยปากกับใครก็ตาม แน่นอนว่าเธอจะต้องถูกตัดสิน และถูกดึงรั้งไว้ด้วยคำว่า ‘บาป’
“พ่อแม่เราเขาก็ไม่ให้เราทำอยู่แล้ว แต่สมมติว่าเราเอาไว้เขาก็จะต้องด่าเราอีก ลูกมึง มึงก็เลี้ยงกันเองสิ ถูกมั้ย แล้วหนูจะเอาเงินไหนไปเลี้ยง ค่าแรงสามร้อยกว่าบาท ส่วนอีกคนที่รู้แน่ ๆ ก็คือฝั่งซับคอนแทรค เพราะหนูไปสมัครงานใหม่แล้วอยู่ ๆ หนูไม่ท้องแล้ว เขาก็ต้องรู้ เพราะเขาก็เป็นคนพูดเองว่าให้ไปจัดการตัวเอง” บีเล่า
ในห้องพักเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากบ้านเกิดหลายร้อยกิโลเมตร เธอใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ค้นหาข้อมูล อ่านบทความ และชั่งน้ำหนักทางเลือกที่อยู่ตรงหน้า การตัดสินใจครั้งนั้นไม่ได้มีเพียงเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็ก แต่ยังรวมถึงความมั่นคงของชีวิตและความสัมพันธ์ที่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าจะฝากอนาคตไว้ได้หรือไม่
“คนเราก็ต้องเลือกตัวเองก่อน”
บียอมรับว่าความคิดนี้ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นระหว่างที่เธอพยายามหาคำตอบให้ตัวเอง หากตัดสินใจตั้งครรภ์ต่อไป จะเกิดอะไรขึ้นถ้าวันหนึ่งคนรักเดินจากไป หรือหากเธอต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพังเหมือนที่เป็นอยู่ในตอนนั้น
การอยู่ห่างครอบครัวทำให้เธอแทบไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้หันกลับไปพึ่งพา ความเครียดสะสมจนกลายเป็นอาการนอนไม่หลับ หลายคืนผ่านไปพร้อมกับการตั้งคำถามซ้ำ ๆ ว่าควรเลือกทางไหน
ในช่วงเวลาที่ต้องการใครสักคนมาช่วยแบ่งเบาภาระการตัดสินใจ แฟนของเธอกลับแทบไม่เข้ามามีส่วนร่วม บีเล่าว่าเมื่อพูดคุยเรื่องการตั้งครรภ์ คำตอบที่ได้รับมักเป็นเพียงการปล่อยให้เธอตัดสินใจเองทั้งหมด
“เขาจะพูดว่า แล้วแต่ ตัดสินใจเอง ตัวมึงเอง”
เธอจึงต้องเป็นคนหาข้อมูล ติดต่อขอคำปรึกษา และจัดการทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง กระทั่งวันที่ต้องเดินทางไปพบแพทย์เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติการตั้งครรภ์ แฟนก็ไม่ได้เดินทางไปด้วย
บีเล่าว่าในตอนนั้นเธอต้องฝากความหวังไว้กับเครือข่ายผู้ให้คำปรึกษาที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน ความรู้สึกกังวลเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนกลุ่มนี้กลับเป็นผู้ที่รับฟังและให้ข้อมูลกับเธอเป็นอย่างดี
“ดีที่พี่ ๆ กลุ่มทำทางเขาคุยดีมาก ให้คำปรึกษาดีมาก”
หลายเดือนหลังจากการยุติการตั้งครรภ์ บีตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ที่ดำเนินมายาวนานกว่า 10 ปี เมื่อมองย้อนกลับไป เธอพบว่าสัญญาณของปัญหาปรากฏอยู่ในชีวิตคู่มานานแล้ว ทั้งการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ การใช้ความรุนแรงเมื่อเกิดความขัดแย้ง และการผลักภาระความรับผิดชอบต่าง ๆ มาไว้ที่เธอเพียงฝ่ายเดียว
จากการทะเลาะกันที่บีมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในช่วงแรก ความรุนแรงค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนเธอเคยคิดว่าเป็นเรื่องปกติของคนที่อยู่ร่วมกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป บีก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าความสัมพันธ์ลักษณะนี้คือสิ่งที่เธอต้องการจริงหรือไม่
“เราก็หวังว่าเขาจะปรับปรุงตัว แต่เขาก็ไม่เลย แล้วเรามานั่งคิดว่าที่ผ่านมาเราก็เดินด้วยตัวเองมาตลอด” ท้ายที่สุด เธอจึงเลือกเดินออกมา
สำหรับบี การยุติการตั้งครรภ์ในวันนั้นจึงไม่ใช่เพียงการตัดสินใจเรื่องการมีลูกหรือไม่มีลูก แต่เป็นการตัดสินใจท่ามกลางความไม่มั่นคงรอบด้าน ทั้งเรื่องงาน รายได้ ความสัมพันธ์ และความปลอดภัยในชีวิต และสิ่งที่ยากพอ ๆ กับการตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ คือการหาคำตอบว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน
ในวันที่เธอรู้ว่าตัวเองไม่พร้อมมีลูก บวกกับอยู่ในสภาวะที่บีบบังคับให้ต้องเลือกทำแท้ง บีไม่สามารถหาข้อมูลจากโรงพยาบาล หน่วยงานรัฐ หรือระบบสาธารณสุขใด ๆ ว่าควรเข้าถึงบริการอย่างไร สิ่งที่เธอมีคือความกังวล และการพยายามค้นหาคำตอบด้วยตัวเองด้วยโทรศัพท์มือถือในมือ
บีเข้าถึงบริการได้เพราะความช่วยเหลือจากเครือข่ายอาสาสมัครที่ทำงานด้านสิทธิการยุติการตั้งครรภ์ อย่างกลุ่มทำทาง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่รับรู้การมีอยู่ของกลุ่มอาสาและเข้าถึงบริการนี้ได้อย่างปลอดภัย
ยากที่สุด ในจุดที่เข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์
แม้การยุติการตั้งครรภ์ในประเทศไทยจะได้รับการรับรองตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญคำถามเดิมว่า หากตัดสินใจแล้วว่าจะยุติการตั้งครรภ์ พวกเขาต้องทำอะไรต่อ
“เรารู้สึกได้ว่ามันมีความพยายามที่จะไม่พูดเรื่องทำแท้ง คือรัฐไม่ได้มองว่าวันนี้คนที่มีมดลูกเขาเลือกที่จะยุติการตั้งครรภ์ แต่วันข้างหน้าเมื่อเขาพร้อม หรือเมื่อสังคมดีขึ้น เขาก็อาจจะเลือกมีลูกก็ได้ พอรัฐพยายามไม่พูดข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าถึงบริการก็ยิ่งจำกัด” หมอชุย้ำ
จากประสบการณ์ที่ผู้รับบริการยุติการตั้งครรภ์หลายคนมาเล่าให้หมอชุฟัง ในจังหวะเวลาที่แน่ชัดแล้วว่าตัวเองไม่พร้อม อยากรับบริการยุติการตั้งครรภ์ เมื่อเคาะปลายนิ้วพิมพ์หาข้อมูล ‘ทำแท้ง’ จะเจอเต็มไปหมดเลยว่า ‘ทำแท้งถูกกฎหมาย’ ‘ทำแท้งต่ำกว่า 12 สัปดาห์ถูกกฎหมาย’ แต่ไม่รู้ว่าทำได้ที่ไหน มีร้านขายยาทำแท้งเต็มโซเชียล แต่ก็ไม่รู้ว่ายาจริงหรือเปล่า
“หน่วยงานใดในประเทศไทยที่รับรองว่าสถานบริการที่ไหนปลอดภัย ที่ไหนสามารถไปรับยาได้ กรมอนามัยไม่เคยบอกเลยว่าถ้าเราต้องการจะยุติการตั้งครรภ์เราต้องเริ่มที่ไหน”
หมอชุเล่าต่อว่า มีเพียงให้ไปปรึกษาสายด่วน 1663 ซึ่งเป็นสายด่วนอาสา ให้ปรึกษาทำทาง ทำทางก็เป็นมูลนิธิอาสา ให้ไปติดต่อ RSA (RSATHAI สมาคมพัฒนาเครือข่ายอาสา RSA) RSA ก็เป็นกลุ่มอาสาของหมอ ไม่มีหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบ
ข้อมูลอ้างอิงจากสายด่วน 1663 บริการปรึกษาปัญหาท้องไม่พร้อม มีผู้ที่ต้องการคำปรึกษาเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ประมาณ ประมาณ 140,000 คนต่อปี แต่มีผู้เข้าถึงบริการเพียงประมาณ 40,000 คน บางส่วนเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงบริการได้จริง ขณะที่คนอีกจำนวนมากหายไปจากระบบโดยไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาจบลงที่ใด
“คนต้องการจริง ๆ ประมาณ 140,000 คน แต่เข้าถึงแค่ประมาณ 40,000 เอง คลินิกเราเปิดมายังไม่ถึงปี เราทำไปแล้ว 2,000 เคส แล้วที่เหลือเขาหายไปไหน ที่เหลืออีก 90,000 กว่าคน เราไม่รู้ชะตากรรมของเขาเลยนะ”
สำหรับหมอชุ สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าถึงบริการที่ต่ำ แต่คือการที่รัฐแทบไม่มีข้อมูลรองรับว่าคนอีกจำนวนมหาศาลที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์แต่ไม่สามารถเข้าถึงบริการได้กำลังเผชิญอะไรอยู่บ้าง
ในวันที่ข้อมูลเกี่ยวกับบริการที่ปลอดภัยยังถูกทำให้มองเห็นได้ยาก ผู้คนจำนวนหนึ่งจึงอาจถูกผลักออกไปสู่พื้นที่ที่เสี่ยงกว่าเดิม ทั้งเสี่ยงต่อการใช้ยาเถื่อน ปล่อยให้อายุครรภ์มากขึ้นจนยิ่งอันตราย หรือบางคนอาจต้องจำใจตั้งครรภ์ต่อทั้งที่ไม่พร้อม ทั้งหมดนี้จะดำเนินไปโดยไม่มีใครรับรู้หรือรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
มีลูกเมื่อ(รัฐ)พร้อม
“คือเขาคิดตรง ๆ ง่าย ๆ เลยว่า คนเกิดน้อย ทำแท้งทำให้คนไม่เกิด ดังนั้นเราต้องไม่สนับสนุนการทำแท้ง เขาอาจจะคิดง่าย ๆ แบบนี้เลยไม่สนับสนุน พยายามไม่พูดถึง และแม้ว่าเขาจะพยายามทำให้การทำแท้งยากขึ้น แล้วก็เพิ่ม ‘คลินิกมีบุตรยาก’ ซึ่งในหนึ่งปีอัตราการเกิดก็คงเพิ่มขึ้นไม่ถึงพันคนหรอกค่ะ แล้วตอนนี้จำนวนประชากรที่ลดมันคือหลักแสน”
หมอนัท–ณัฐ ศิริรัตน์บุญขจร จากคลินิกเวชกรรมทานตะวัน มองว่าท่าทีของรัฐที่มีต่อการยุติการตั้งครรภ์ไม่อาจแยกออกจากความกังวลเรื่องอัตราการเกิดที่ลดลงได้
ทั้งหมอชุและหมอนัทชวนคิดว่า การพูดถึง ‘วิกฤตเด็กเกิดน้อย’ ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้พวกเขาตั้งคำถามกลับไปยังภาครัฐว่า การมีลูกควรเป็น ‘หน้าที่’ ของประชาชนจริงหรือ
“รัฐมีหน้าที่ ไม่ใช่แค่พูดว่ามันเกิดเรื่องนี้จริง แต่ถามว่าแล้วรัฐจะทำยังไงต่อ มันเป็นความรับผิดชอบของใคร เราเกิดมามีมดลูก เรามีหน้าที่ต่อรัฐมั้ย เรามีหน้าที่ที่จะต้องมีแรงงานรุ่นต่อไปให้กับรัฐเหรอ” หมอชุว่า
สำหรับเธอ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การยอมรับว่าอัตราการเกิดกำลังลดลง แต่คือการที่รัฐมักพูดถึงจำนวนประชากร โดยไม่พูดถึงคุณภาพชีวิตของคนในปัจจุบัน โดยหมอชุมองว่า หากรัฐต้องการให้คนอยากมีลูกมากขึ้น แล้วคิดแค่เพียงจะทำอย่างไรให้คนตั้งครรภ์ นั่นยังไม่เพียงพอ
เธอเห็นว่ารัฐต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ด้วยว่าจะทำอย่างไรให้ผู้คนรู้สึกว่าพวกเขามีชีวิตที่มั่นคงพอจะส่งต่อความหวังให้กับคนรุ่นถัดไป ซึ่งตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับมุมมองของรัฐในวันนี้ ที่ทำราวกับกำลังผลักความรู้สึกผิดและผลักความรับผิดชอบให้เป็นบาปของผู้มีมดลูก ที่ไม่ยอมเพิ่มอัตราการเกิดของประชากร และทำให้คนรู้สึกว่าเรามีหน้าที่ที่จะต้องมีลูก
สอดคล้องกับหมอนัท ซึ่งมองว่ารัฐกำลังอธิบายปัญหาเด็กเกิดน้อยจากมุมตลาดแรงงานเป็นหลัก โดยที่ไม่มองถึงความไม่มั่นคงทางความรู้สึกและคุณภาพชีวิตของคน
หมอนัท–ณัฐ ศิริรัตน์บุญขจร
จากประสบการณ์ในคลินิก หมอนัทบอกว่าคำตอบที่ได้ยินบ่อยที่สุดจากผู้เข้ารับบริการยุติการตั้งครรภ์คือ ‘ไม่มีเงิน’ ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ต้องการมีลูก แต่เพราะไม่สามารถรับประกันคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเด็กคนหนึ่งได้
“เขาไม่ได้สนใจว่าชีวิตของคนจะเป็นยังไง เพียงแค่ว่าเขาอยากได้ตัวเลขเท่านั้นเอง เขามองเราเป็นแค่ livestock ที่มีหน้าที่ในการรักษาเศรษฐกิจ และรักษาให้ประเทศดำเนินต่อไปได้” หมอนัทว่า
สำหรับทั้งหมอชุและหมอนัท การพูดถึงวิกฤตเด็กเกิดน้อยจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่ความกังวลว่าประเทศจะมีแรงงานลดลงในอนาคต หากแต่ต้องย้อนกลับมาถามด้วยว่า ผู้คนในวันนี้มีชีวิตที่ดีพอ มีความมั่นคงพอ และมีความหวังมากพอที่จะอยากส่งต่อชีวิตไปยังคนรุ่นต่อไปแล้วหรือยัง
การแพทย์ที่คลุมครอบสิทธิเหนือเนื้อตัว
การเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ในประเทศไทยไม่ได้ถูกจำกัดด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับทัศนคติและดุลยพินิจของบุคลากรทางการแพทย์ในแต่ละแห่งด้วย เห็นได้จากสิ่งที่บีเล่าให้ฟังถึงเรื่องการวิ่งวนขออัลตราซาวด์กับโรงพยาบาลต่าง ๆ ท้ายที่สุดผู้รับบริการยังต้องลุ้นว่าพวกเขาจะได้รับการดูแล หรือถูกตัดสินจากบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ตรงหน้าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
หมอชุเองก็พูดถึงประเด็นนี้ตรง ๆ ว่าการยุติการตั้งครรภ์มีมาตั้งแต่สมัยซูสีไทเฮา สมัยคลีโอพัตรา ไม่เคยต้องทำในโรงพยาบาลมาก่อน จนกระทั่งการแพทย์ตั้งตัวขึ้นมาได้แล้วยึดอำนาจเหนือร่างกายของคนเข้ามาไว้ในสถานพยาบาลทั้งหมด
“สุดท้ายคนต้องมาขออนุญาตบุคลากรทางการแพทย์เพื่อยุติการตั้งครรภ์ มันเป็นเรื่องตลก มันเป็นอำนาจในตัวเขา แต่เรายึดมา หมอมีหน้าที่แค่ไหนก็ทำแค่ไหน…บางจุดมันต้อง demedicalize (ลดบทบาททางการแพทย์) นะ แต่ถามว่าคนเริ่มจะเป็นใคร เพราะวงการนี้ก็มีเกาะกำแพงที่ค่อนข้างเข้มแข็งมาก”
ความเป็นจริงในห้องตรวจสะท้อนแนวคิดนี้อย่างเป็นรูปธรรม หมอชุเล่าว่าโรงพยาบาลหลายแห่งไม่เคยประกาศตรง ๆ ว่ามีบริการยุติการตั้งครรภ์หรือไม่ ผู้ใช้บริการต้องไปลุ้นเอาเองว่าทัศนคติของบุคลากรจะเป็นอย่างไร บางคนถูกเรียกชื่อเสียงดังให้อับอายต่อหน้าคนท้องคนอื่นที่มาฝากครรภ์ บางที่ตั้งเงื่อนไขให้ต้องทำหมันหรือฝังยาคุมก่อนจึงจะยอมให้บริการ ทั้งที่ผิดกฎหมาย บางครั้งยังเคยได้ยินแพทย์พูดตรง ๆ ว่าต้องทำให้เจ็บ ต้องให้รู้สึกแย่ เพื่อชดใช้กับสิ่งที่หมอต้อง ‘มือเปื้อนเลือด’
“ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้มันผิดกฎหมาย มันทำไม่ได้ เขาปรารถนาจะทำแค่การยุติการตั้งครรภ์ คุณก็ต้องให้บริการตามนั้น คือหมอมีหน้าที่ในการสั่งสอนศีลธรรม หรือไปตัดสินคนอื่น ถึงขนาดที่ว่าปิดประตูการเข้าถึงบริการทางสุขภาพอย่างนั้นเลยเหรอ” หมอชุบอก
หมอนัทขยายความในประเด็นเดียวกันว่า ตามแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์จะมีการเขียนระบุไว้เลยว่า ถ้าไม่สามารถให้บริการทางการแพทย์ได้ ต้องส่งต่อไปที่ที่สามารถทำได้ ไม่ให้ล่วงเลยเวลาจนเกินไป เพราะยิ่งอายุครรภ์มากขึ้น ความเสี่ยงของการยุติการตั้งครรภ์ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และแม้แนวทางจะบอกให้ refer แพทย์เองก็มักไม่รู้ว่าต้องส่งไปไหน การ refer ที่ว่าจึงทำเพียงแค่แอดไลน์ RSA แล้วไปคุยกับอาสาว่าต้องส่งตัวไปที่ไหน
ทั้งหมอชุและหมอนัทเห็นตรงกันว่า ตอนนี้การแพทย์เป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐในการทำอะไรบางอย่าง หรือไม่ทำอะไรบางอย่าง ดังนั้นจึงต้องสลายการผูกตรึงโดยสถาบันพวกนี้ลงทีละนิด
‘ทำแท้ง’ ไม่ใช่เรื่องผิดบาป
แม้เหตุผลทางเศรษฐกิจจะปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเรื่องราวของผู้เข้ารับบริการยุติการตั้งครรภ์ แต่สำหรับ หมอชุมองว่าการอธิบายเรื่องนี้ด้วยเหตุผลด้านรายได้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
เธอกล่าวว่าผู้ที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์มีหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่แรงงานรายวัน ผู้ขายบริการทางเพศ แรงงานข้ามชาติ ไปจนถึงคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคง ภายใต้ความหลากหลายของผู้คน สิ่งที่คนเหล่านี้มีร่วมกันคือความรู้สึกว่า ‘ยังไม่พร้อม’
“ต่อให้คุณเศรษฐกิจดี คุณมีฐานะ ไม่พร้อมก็คือไม่พร้อม ถ้าเขาไม่อยากมีเขาก็ควรจะมีสิทธินั้น เขาไม่ควรจะถูกตัดสินโดยใครว่า คุณดีนะ คุณพร้อมนะ หลายคนก็รู้สึกทุกข์ใจในแง่นี้เหมือนกัน แล้วเขารู้สึกบาปกับตัวเองมากขึ้นนะว่าทำไมเราพร้อมแต่เราไม่อยากมี เราไม่อยากมีไม่ได้เหรอ”
อย่างไรก็ตาม หมอชุยอมรับว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจยังคงเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ผลักให้หลายคนตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานที่มีรายได้วันต่อวัน หรือคนที่แทบไม่มีหลักประกันใด ๆ ในชีวิต
เธอเล่าว่าคนจำนวนมากที่เดินเข้ามาหาไม่ได้มองการยุติการตั้งครรภ์เป็นเรื่องง่าย หลายคนรู้สึกผิด ร้องไห้ หรือพยายามทำบุญเพื่อลดทอนความรู้สึกผิดที่แบกรับไว้ ขณะที่สังคมกลับมักตัดสินพวกเขาด้วยคำถามสั้น ๆ ว่า “ทำไมไม่คุมกำเนิด”
“เราตัดสินว่าก็คนเหล่านี้ไม่คุมกำเนิด จริง ๆ เขาเจ็บปวดมากเลยนะ หลายคนเขาทำงานก่อสร้างเงินเดือนเขาได้เป็นรายวัน 300 กว่าบาท อากาศก็ร้อนขนาดนี้ เขารู้สึกผิดจนเขาต้องฝากทำบุญ เขารู้สึกผิดจนเขาร้องไห้ออกมา คนแบบนี้เยอะมากเลยนะ แต่เราก็ตัดสินเขาแค่ว่า ทำไมไม่คุมกำเนิด ถ้าไม่คุมกำเนิด นี่คือสิ่งที่คุณสมควรจะได้รับอยู่แล้ว ก็เลยรู้สึกว่าสังคมเรามัน Hypocrite มาก เราต้องยอมรับความจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“เราต้องเป็นผู้ยืนยันให้เขาด้วยว่าสิ่งที่เขาตัดสินใจไม่ใช่เรื่องผิดบาป มันเป็นเพียงแค่ความไม่พร้อม และเขามีสิทธินั้น สิทธิที่จะตัดสินใจในเนื้อตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่” หมอชุกล่าว
หากย้อนกลับไปในการพูดคุยกับบีตั้งแต่ต้น ถ้อยคำแรก ๆ ที่บีเอื้อนเอ่ย และย้ำตลอดบทสนทนาคือเรื่องของความผิดบาป และเธอเลือกที่จะขมวดบอกกับตัวเองอย่างมั่นคงว่า ถ้าคลอดแล้วเลี้ยงไม่ไหวนั่นบาปกว่า และเราต้องเลือกตัวเองก่อน
นี่คือกรอบคิดที่ทลายยากมากที่สุดอย่างหนึ่งในสังคมที่เอาศีลธรรมมัดตัวเอาไว้เช่นนี้ และแน่นอนสิ่งเหล่านี้ส่งผลกับคนที่ตกใต้สภาวะที่ต้องตัดสินใจสุ่มเสี่ยงกับมาตรฐานศีลธรรม ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความสูงต่ำของศีลธรรมวัดโดยใคร เส้นมาตรฐานนั้นอยู่ที่ไหน
บทสนทนาในกลุ่มคนที่ขึงหลักการสิทธิมนุษยชนไว้เป็นกระดูกสันหลัง อาจจะเหนื่อยหน่ายและมองเหตุผลทางศีลธรรมเป็นเรื่องเก่าไปแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าค่านิยมเหล่านี้ยังคงอยู่ และยังทำงานได้ดีทีเดียว
ดังนั้นแน่นอนว่าชุดความคิดและค่านิยมเดิม ๆ ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจของคนที่ต้องตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์อย่างบีและคนอื่น ๆ อยู่ไม่น้อย
“คือมันก็เศร้านะ เราก็ไม่ได้อยากทำหรอก แต่ด้วยที่ปัจจัยหลักของคนเรามันก็มีแค่เรื่องเงินอย่างเดียวนั่นแหละ มันเศร้าแต่เราก็ต้องไปต่อ เราก็ต้องเลือกตัวเอง งานเราก็ต้องทำ ไม่งั้นจะเอาเงินไหนกินไหนใช้” คือสิ่งที่บีบอกกับเรา
สำหรับบี เธอก้าวข้ามมันมาด้วยตัวเองเป็นหลัก แต่กระบวนการเยียวยาตัวเองยังไม่จบลง แม้จะผ่านมาแล้วปีกว่า ๆ เธอยังสร้างระบบฟื้นฟูจิตใจด้วยตัวเองอยู่ทุกวัน บอกตัวเองเสมอว่าทำถูกแล้วที่เลือกตัวเอง เธอยังบอกอีกด้วยว่า ในอนาคตถ้าเธอพร้อม เธอก็อยากมีลูก อยากได้รับการซัปพอร์ตทั้งเรื่องเงินและเรื่องงาน
“งานต้องมี ถ้าไม่มีงานก็ไม่มีเงิน อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือตรงนี้ ให้คนที่เขาท้องแล้วไม่ได้อยากทำแท้งได้มีงานทำ มันมีเยอะนะที่คนท้องแล้วทำงานไม่ได้ ผู้ชายต้องมาหาเลี้ยง แล้วพวกผู้ชายก็จะมีคำพูดอยู่แล้วว่า ทำไมผู้หญิงไม่ไปหางานทำวะ เอ้าถ้าทำได้ก็ทำไปแล้วสิ ถ้างั้นเขาท้องเขาก็ควรมีงานทำ ให้เขาดูแลตัวเองได้ แล้วก็อยากให้มีเงินสนับสนุนสำหรับการเลี้ยงดูลูกหลังจากเราคลอดแล้ว”
“มันไม่ควรเกิดสภาวะที่เราต้องเลือกอะไรแบบนี้เลย ที่เราจะต้องมานั่งตัดสินใจ ท้องแล้วเราก็ทำงานได้ อยากให้โรงงานรับคนท้องเข้าทำงาน ให้เราไปทำตรวจส่วนไหนก็ได้” บีเล่าต่อเนื่อง
ข้อเรียกร้องของบีสรุปได้ไม่กี่ข้อ เธออยากให้นายจ้างรับคนท้องเข้าทำงานและจัดสรรงานที่เหมาะสมให้ อยากให้มีเงินสนับสนุนการเลี้ยงดูบุตร และอยากให้นายจ้างเคร่งครัดกับสิทธิตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่น วันลาคลอด โดยไม่ต้องรอให้บรรจุเป็นพนักงานประจำก่อนถึงจะได้รับ เพราะนั่นคือ สิทธิพื้นฐานที่ไม่ควรต้องเรียกร้องซ้ำอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม หลายครั้งเมื่อมีการพูดหรือผลักดันสวัสดิการสำหรับแรงงานที่ตั้งครรภ์ กลุ่มนายจ้างมักจะโต้แย้งว่า “ถ้าให้สวัสดิการกับแรงงานที่ท้อง เขาเสียประโยชน์ เพราะคุณทำงานให้เขาได้ไม่เต็มที่” กรณีนี้บีให้ความเห็นว่า
“มันก็น่าจะมีอย่างอื่นให้เราทำมั้ย เราคิดว่าเรายังทำงานได้ แล้วค่าแรงในโรงงานมันก็แค่ 372 บาท แต่ทำงานตั้ง 8 ชั่วโมงนะ แล้วคนท้องเขาก็ไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น ขอแค่ให้ได้ทำงานเก็บเงินสักหน่อย ถ้ารัฐไม่มีเงินมาเอื้อให้เรา ก็ให้เราได้มีงานทำได้มั้ย”
“เราไม่ควรต้องมาเลือกอะไรแบบนี้เลย”
ไม่มีใครรู้ว่าหากวันนั้นบีมีงานที่มั่นคงกว่านี้ มีสวัสดิการที่รองรับคนท้องมากกว่านี้ การตัดสินใจจะเปลี่ยนไปหรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในวันนั้นคือ เธอเลือกยุติการตั้งครรภ์ และการตัดสินใจดังกล่าวไม่ควรต้องแลกมาด้วยความรู้สึกผิดบาป หรือการถูกตั้งคำถามถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตัวเอง