Reading Time: 2 minutes
ในความเคลื่อนไหว
ประจักษ์ ก้องกีรติ
ประโยคที่ว่าเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเสียเหลือเกิน น่าจะใช้ได้กับเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทยอย่างการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475
ปีนี้ครบรอบ 99 ปีของการก่อตั้งคณะราษฎรผู้นำระบอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยมาสู่สังคมไทย และอีกเพียง 6 ปี การปฏิวัติที่ถูกเรียกขานว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน” นี้ก็จะครบรอบ 100 ปี หรือ 1 ศตวรรษ
แม้จะมีความพยายามที่จะลบเลือนประวัติศาสตร์หน้านี้ออกไปจากความรับรู้และความทรงจำของคนในสังคม แต่เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า ยังคงมีการจัดงานรำลึกโดยประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งในและกรุงเทพฯ และยังมีการตีพิมพ์หนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องการปฏิวัติ 2475 อย่างต่อเนื่อง
เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือ 2 เล่มที่เพิ่งจัดพิมพ์เพื่อร่วมรำลึกวาระครบรอบการก่อการเปลี่ยนระบอบการปกครองที่นำโดยคณะราษฎร เล่มแรกชื่อ “2475 บุกวังวันปฏิวัติ” ซึ่งมีคุณนริศ จรัสจรรยาวงศ์ หนอนหนังสือและนักประวัติศาสตร์ผู้คร่ำหวอดในการเก็บรวบรวมหนังสือหายากคนหนึ่งของไทย และอีกเล่มชื่อ “เรดิโอสร้างชาติ” โดย อาจารย์ศรัญญู เทพสงเคราะห์ นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ไฟแรงที่มีผลงานค้นคว้าออกมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยช่วงรอยต่อของการปฏิวัติสยาม
ทั้ง 2 เล่มมีเนื้อหาที่น่าตื่นเต้นเร้าใจและเปิดมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับสังคมการเมืองไทยในห้วงเวลาของการปฏิวัติ จึงอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้
เล่มแรก 2475 บุกวังวันปฏิวัติ เป็นการนำบันทึกหายากของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการปฏิวัติ 24 มิถุนาฯ จำนวนสามท่านมาตีพิมพ์ คือ เรื่อง “แผนการปฏิวัตร 2475” (ตัวสะกดตามต้นฉบับ) ของพระประศาสน์พิทยายุทธ เรื่อง “เลือดหยดแรกของประชาธิปไตย” ของขุนศรีศรากร และ เรื่อง“บันทึกของหลวงศุภชลาศัย”ของหลวงศุภชลาศัย ทั้งสามท่านเข้าร่วมการเปลี่ยนแปลงการปกครองและได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญในวันปฏิวัติ เป็นบทบาทที่มีความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอย่างสูง ภายหลังเหตุการณ์ล่วงเลยไปประมาณ 10 กว่าปีทั้งสามท่านมีโอกาสนั่งลงเขียนบันทึกความทรงจำบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวันปฏิวัติ บางท่านเขียนบันทึกด้วยตนเอง บางท่านถ่ายทอดความทรงจำผ่านนักเขียนนักข่าวมืออาชีพ เพื่อกลั่นออกมาเป็นตัวอักษร
สิ่งที่น่าตื่นเต้น คือบันทึกของทั้งสามท่านไม่ได้ถูกนำมาตีพิมพ์ใหม่เนิ่นนานถึงเกือบ 80 ปีแล้ว การจัดพิมพ์ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการฟื้นคืนชีวิตเอกสารประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าสู่สายตาคนรุ่นหลัง โดยมีนักประวัติศาสตร์ผู้คร่ำหวอดอย่างคุณนริศมาช่วยบรรณาธิการต้นฉบับและช่วยอธิบายถึงบริบทของเอกสารสำคัญเหล่านี้
บันทึกของผู้ก่อการทั้งสามรายมีความสำคัญและคู่ควรแก่การอ่านเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นข้อมูลและเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดผ่านผู้ลงมือกระทำการทางประวัติศาสตร์เองโดยตรง มิใช่งานเขียนผ่านความรับรู้ที่ฟังต่อมาอีกที สถานะของบันทึกเหล่านี้จึงคือ วัตถุพยานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถเป็นวัตถุดิบสำคัญต่อการศึกษาและทำความเข้าใจการปฏิวัติ 2475
การปฏิวัติ 2475 เป็นการปฏิวัติที่ไม่นองเลือด กล่าวเฉพาะวันปฏิวัติมี 3 ฉากสำคัญที่เป็นจุดชี้เป็นชี้ตายความสำเร็จและความล้มเหลว ฉากที่ 1 คือการระดมพลที่ลานพระบรมรูปทรงม้าและพระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อควบคุมจุดยุทธศาสตร์และประกาศเจตจำนงของผู้ก่อการให้สาธารณชนรับรู้ ฉากที่ 2 คือ การเข้าควบคุมตัวชนชั้นนำของระบอบเก่าที่วังบางขุนพรหมและบ้านพักของนายทหารคนสำคัญของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพื่อไม่ให้เกิดการสู้รบนองเลือด และฉากสุดท้าย คือ ณ วังไกลกังวล หัวหิน ซึ่งคณะราษฎรส่งผู้แทนไปเจรจากับรัชกาลที่ 7 เพื่อให้ยอมรับข้อเสนอของการเป็นกษัตริย์ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญเฉกเช่นอารยะประเทศ ซึ่งบันทึกของผู้ก่อการในหนังสือ 2475 บุกวังวันปฏิวัติ ครอบคลุมทั้ง 3 ฉากสำคัญนี้โดยละเอียด เต็มไปด้วยสีสัน ความมีชีวิตชีวา ที่ผมชอบเป็นพิเศษคือ สำนวนภาษาที่เร้าอารมณ์ความรู้สึก สะท้อนบรรยากาศของช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศได้อย่างมีรสชาติจับจิตจับใจ หลายประโยคเต็มไปด้วยอุดมคติและความใฝ่ฝันของตัวละครผู้เล่าเรื่อง
อ่านแล้วก็พบว่า พระประศาสน์พิทยายุทธนั้นเป็นนายทหารแบบนักคิดที่เฉียบแหลม ตรงไปตรงมา และรู้รอบลึกซึ้ง แบบที่หาได้ยากอีกแล้วในหมู่นายทหารในยุคสมัยใหม่ ดังเช่นตอนที่อธิบายความหมายของการปฏิวัติ (revolution) ว่า “การปฏิวัตรคือการกระทำการด้วยอุดมคติอันเลิศ เพื่อความเจริญแห่งมนุษยชาติชั่วกาลนาน ด้วยวิธีเข้ายึดอำนาจของราษฎรคืนมาให้ราษฎร” ประโยคสุดท้ายนี้น่าสนใจมาก ในความคิดของนายทหารเสือผู้นี้ การปฏิวัติไม่ใช่การแย่งชิงอำนาจ แต่มันคือการนำอำนาจกลับมาสู่ที่ถูกที่ควรของเจ้าของอำนาจที่แท้จริง นั่นคือ ราษฎรทั้งหลาย ดังที่ขยายความต่อไปว่า “ความจริงนั้นอำนาจในกิจการบ้านเมือง เป็นของราษฎรมาโดยธรรมชาติ ซึ่งจะคงเป็นของราษฎรโดยแท้จริงต่อไปชั่วกัลปาวสาน” สำหรับประชาธิปไตย พระประศาสน์ฯ มองอย่างเฉียบคมว่ามันคือ “ลัทธิที่ให้ประชาชนมีอำนาจสูงสุด ความจริงเขามีอำนาจนั้นอยู่โดยธรรมชาติแล้ว แต่เขาไม่รู้ตัว จึงถูกผู้อื่นทึกทักเอาอำนาจ… เอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว” ทั้งนี้พระประศาสน์ตอกย้ำว่าผู้ก่อการทำการปฏิวัติเพื่อสองสิ่ง คือ ความเจริญของ “ชาติ” และประชาธิปไตย ดังที่กล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้ทำการปฏิวัตรเพื่อตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการเป็นพระเจ้าแผ่นดิน หรือต้องการยึดอำนาจมาเป็นของข้าพเจ้า หรือคุมอำนาจไว้เพื่อตน” อีกประโยคที่สะท้อนความนึกคิดภายในใจของข้าราชการทหารผู้นี้ต่อประมุขของชาติ และความเป็นชาติได้อย่างน่าสนใจ ก็คือตอนที่กล่าวว่าตัวเขาเองนั้นยังภักดีและเคารพรัชกาลที่ 7 อยู่เฉกเช่นเดิม“ข้าพเจ้ารักพระองค์ แต่ข้าพเจ้ารักชาติไทยมากกว่า รักคนไทยโดยไม่ฉะเพาะเจาะจง และตั้งใจจะทำความดีเพื่อสาธารณะโดยสม่ำเสมอ”
สำหรับขุนศรีศรากรเป็นผู้รับภารกิจไปควบคุมตัวพระยาเสนาสงคราม นายทหารคนสำคัญของระบอบราชาธิปไตย แต่เกิดการปะทะกันจนมีการบาดเจ็บ นับเป็นความสูญเสียทางร่างกายจุดเดียวในการปฏิวัติ 24 มิถุนาฯ ในบันทึกเขาบอกเล่าเรื่องราวแบบเต็มไปด้วยเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ สะท้อนความรู้สึกเสียใจต่อการปะทะที่เกิดขึ้น เพราะ “หน้าที่ของทหารในเวลานั้น มิใช่การเข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเอง หากแต่คือการยุติระบอบเก่าเพื่อเปิดทางให้สิ่งใหม่ ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดการนองเลือดเลยแม้แต่น้อย” ทั้งยังกล่าวต่อไปว่า “เมื่อกระสุนนัดแรกตัดผ่านอากาศไปในเช้าวันนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกทันทีว่านี่คือภาระอันหนักอึ้งที่ประวัติศาสตร์ได้โยนมาใส่บ่าของพวกเรา” สำหรับผู้ก่อการรายนี้ เขามองว่าทุกคนที่เห็นต่างกันในเรื่องระบอบการปกครองล้วนเป็นคนร่วมชาติกัน “เลือดหยดแรกที่หลั่งออกมา ไม่ใช่เลือดของศัตรู แต่เป็นเลือดของพี่น้องร่วมชาติที่เห็นต่างกันในทางระเบียบการปกครอง”
ผมประทับใจเป็นพิเศษกับมุมคิดของขุนศรีศรากรที่ตระหนักถึงภารกิจอันยากลำบากของการสร้างชาติที่ต้องหลอมรวมคนทุกกลุ่มเข้าด้วยกันบนความรักและความเข้าใจ ดังที่เขากล่าวว่า “หลังเหตุการณ์ผ่านพ้น สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าปรารถนาคือการอโหสิกรรมต่อกัน เพราะการสร้างชาติใหม่ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยความเคียดแค้นชิงชัง” ในทุกการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดการบาดเจ็บสูญเสียนั้น “บาดแผลทางกายนั้นรักษาหายได้ แต่บาดแผลในใจของคนในชาติเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันสมานด้วยความยุติธรรม” ข้อคิดคำนึงเช่นนี้ นับเป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนไม่ใช่เพียงในยุคอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังสำคัญและสอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบัน
ส่วนสุดท้ายของหนังสือ คือบันทึกของหลวงศุภชลาศัย คณะราษฎรสายทหารเรือคนสำคัญซึ่งมีบทบาทหลายประการหลังการปฏิวัติ ร่วมวางรากฐานการพัฒนาประเทศในหลากหลายตำแหน่งหน้าที่ รวมถึงกิจการด้านการกีฬาฯ ในวันปฏิวัติ นายทหารเรือรายนี้รับหน้าที่สำคัญที่มีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง คือนำหนังสือของคณะราษฎรเดินทางด้วยเรือหลวงสุโขทัยไปให้กับรัชกาลที่ 7 หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ ไปเจรจาให้ทางผู้นำสูงสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองและให้ความร่วมมือกับคณะราษฎรในการสถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญขึ้นในสยาม ในบรรดาฉากเหตุการณ์ทั้งหมด ฉากนี้นับว่ามีเดิมพันสูงสุด เพราะหากการเจรจาล้มเหลว นั่นหมายถึงว่าประเทศอาจต้องเข้าสู่สถานการณ์สงครามกลางเมือง ระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนระบอบเก่าและฝ่ายที่ต้องการสถาปนาระบอบใหม่
จากคำบอกเล่าของหลวงศุภชลาศัย สถานการณ์เต็มไปด้วยความตึงเครียดตั้งแต่เขาและคณะจอดเรือเทียบชายฝั่งที่หน้าชายหาดหัวหิน เขาเล่าฉากเหตุการณ์นี้อย่าง “ข้าพเจ้าก้าวขึ้นสู่ชายหาดหัวหินพร้อมหนังสือในมือ โดยตระหนักดีว่าเบื้องหลังของข้าพเจ้า คือกระบอกปืนเรือหลวงสุโขทัย และเบื้องหน้าคือองค์พระมหากษัตริย์” ซึ่งสำหรับเขาการเจรจาครั้งนี้ไม่ใช่การข่มขู่ “แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงอันเด็ดเดี่ยวของราษฎรที่ต้องการเห็นบ้านเมืองก้าวหน้า” น่าสนใจว่าบันทึกของหลวงศุภชลาศัยสะท้อนให้เห็นเช่นเดียวกับพระประศาสน์พิทยายุทธว่า ผู้ก่อการที่เป็นนายทหารและข้าราชการภายใต้ระบอบเก่าที่ลุกขึ้นมาปฏิวัตินั้นยังคงมีความเคารพยำเกรงต่อบารมีของสถาบันกษัตริย์อย่างมาก แต่ก็แยกแยะอย่างหนักแน่นระหว่างความเคารพส่วนตัวกับความรักชาติบ้านเมือง “เมื่ออยู่ต่อพระพักตร์ ข้าพเจ้ากราบบังคมทูลด้วยความเคารพในฐานะทหารเสือ แต่ยืนหยัดในหลักการของคณะราษฎรอย่างไม่มีการถอยร่น” สุดท้ายเมื่อการเจรจาสำเร็จลงด้วยดี รัชกาลที่ 7 กษัตริย์องค์สุดท้ายภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยอมรับข้อเสนอของคณะราษฎรที่จะเป็นกษัตริย์ภายใต้กติการัฐธรรมนูญ หลวงศุภชลาศัยกล่าวว่า “นาทีที่พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธย ข้าพเจ้ารู้ทันทีว่าสยามได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งเวลาเข้าสู่ศักราชใหม่แล้วอย่างสมบูรณ์” นับว่าปิดฉากการปฏิวัติในเดือนมิถุนายนลงด้วยความเรียบร้อยและปราศจากการนองเลือด ก่อนที่คลื่นใต้น้ำของความไม่พอใจและความขัดแย้งจะก่อตัวจนปะทุออกมาเป็นการนองเลือดในเวลา 1 ปีให้หลัง
ผมจงใจที่จะข้ามเรื่องราวฉากเด็ดในหนังสือเล่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่ลานพระบรมรูปทรงม้า พระที่นั่งอนันตสมาคม วังบางขุนพรหม และรายละเอียดการเจรจาที่วังไกลกังวล เพราะอยากให้ผู้อ่านได้สัมผัสเกร็ดข้อมูลและความเคลื่อนไหวในนาทีประวัติศาสตร์เหล่านั้นด้วยตนเอง ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร การชิงไหวชิงพริบ ศิลปะของการเจรจา เบื้องหลังการวางแผน และการตัดสินใจท่ามกลางความบีบคั้นของตัวละครต่าง ๆ เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ง่ายนักในงานเขียนทางวิชาการ แต่ผู้อ่านจะได้สิ่งเหล่านี้ครบถ้วนในบันทึกประวัติศาสตร์ของผู้วางแผนการปฏิวัติเหล่านี้
สุดท้ายสิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เพียงข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 แต่ที่ผมคิดว่าสำคัญไม่แพ้กันคือ ความคิด อุดมการณ์ และความใฝ่ฝันที่บุคคลในประวัติศาสตร์เมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว มีต่อสิ่งที่เรียกว่า ชาติ ประชาธิปไตย และราษฎร
มุมมองที่สะท้อนผ่านบันทึกความทรงจำเหล่านี้ยังก้องกังวาน และเปี่ยมความหมายต่อยุคสมัยที่พวกเราอาศัยอยู่อย่างมหัศจรรย์
(เนื้อที่หมดเสียแล้ว คงต้องยกยอดการกล่าวถึงหนังสือ เรดิโอสร้างชาติ ในครั้งต่อไป)
หนังสือ : 2475 บุกวังวันปฏิวัติ
บรรณาธิการต้นฉบับและบทนำ : นริศ จรัสจรรยาวงศ์
สำนักพิมพ์ : มติชน
PlayRead : คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ไว้ในเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี